Forum Home Forum Home > BabyFancy > ทั่วไป คุณแม่มือใหม่ และ ผองเพื่อน
  New Posts New Posts RSS Feed: นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่

 Post Reply Post Reply Page  <1 1920212223 33>
Author
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
    Posted: 24 มิ.ย. 2008 at 13:12 Share
[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2542]

รอบเดือนผิดปกติ

น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์


มี ปัญหาเรียนถามคุณหมอว่า เมื่อประมาณ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ประจำเดือนของดิฉันมาช้าไปประมาณ 1 สัปดาห์ ปริมาณประจำเดือนน้อยลง (จาก 5 วัน เหลือ 3 วัน) พร้อมกับมีอาการปวดท้องทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รู้สึกกังวล กลัวว่าจะมีผิดปกติ แต่ยังไม่กล้าไปตรวจภายใน ดิฉันอายุ 28 ปี ยังโสดค่ะ ไม่ทราบว่าอาการที่เล่ามาผิดปกติหรือไม่ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

สาวขี้กังวล/กทม.

ปัญหาเรื่องรอบเดือนก็เป็นปัญหาโลกแตก เจอกันเยอะแยะ ทั้งเป็นเรื่องที่ผิดปกติจริงๆ และที่ไม่เป็นอะไรเลย แต่เราเข้าใจไปเอง ว่ามันไม่ปกติ ด้วยเพราะว่ามันไม่เหมือนของคนอื่น

เอาเป็นว่า รอบเดือนของผู้หญิงเรานั้นธรรมชาติออกแบบมา เพื่อให้มีความสามารถในการสืบพันธุ์ได้ แต่ถ้าจะให้ติดลูกได้ทุกเมื่อ ก็กลัวเดียวประชากรจะล้นโลก ก็เลยออกแบบให้สามารถติดลูกได้ เป็นแค่บางช่วงขอบรอบเดือนเท่านั้น แล้วเยื่อบุมดลูก ซึ่งเป็นที่สำหรับให้ตัวอ่อนฝังตัวก็เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนบอบ บาง

หากร่างกายจะต้องคอยปกป้องรักษามันไว้ตลอดเวลา ก็เห็นจะสิ้นเปลืองพลังงานของร่างกาย ในที่สุดธรรมชาติก็มีวิวัฒนาการมานานจนได้เป็นระบบสืบพันธุ์ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

รอบเดือนของผู้หญิงจะถูกควบคุมจากภายในสมอง ต่อมใต้สมองก็จะมาควบคุมรังไข่อีกที แล้วรังไข่ก็มาควบคุมลูกอีกต่อหนึ่ง โยงใยกันไปหมด

รอบเดือนนของคนเราเฉลี่ยแล้วประมาณทุก 28 วัน อาจช้าหรือเร็ว ก็ให้บวกลบได้ 7 วัน เวลานับรอบเดือนของตัวเองให้นับจากวันแรกของเดือนที่แล้ว ชนวันแรกของเดือนนี้ ส่วนมากช่วงระยะความห่างในแต่ละเดือน ก็ไม่แตกต่างกันมากหรอกครับ บางคนอาจมาทุก 28 วัน ทุก 30 วัน หรืออาจทุก 35 วัน

แต่ที่เข้าใจผิดกันมาก ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องปกติ แต่เข้าใจว่า ตัวเองผิดปกติก็คือ มักจะบอกว่าประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเลย เลื่อนเข้าเร็วขึ้นตลอด บางเดือนก็เลื่อนเยอะ บางเดือนก็เลื่อนน้อย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะดันเอารอบเดือนของตัวเองไปยึดติดกับวันท ี่ตามปฏิทิน แต่ละเดือนวันก็ไม่เท่ากันอยู่แล้ว บางเดือน 30 วันบางเดือนก็มีแค่ 28 วันเท่านั้น ก็สงสัยว่า อีตาจูเลียนที่สร้างปฏิทินไว้ตั้งแต่สมัยโรมันทำไมไม่ให้แต่ละเ ดือนเท่าๆ กันหมดเรื่องหมดราว จะได้ไม่เป็นที่ปวดหัวจนถึงทุกวันนี้ ยังเคยมีคนพูดตลกๆ ไว้เลยว่ารอบเดือนของภรรยาแกไม่ค่อยจะมาตรงเท่าไหร่

สำหรับคุณสาวขี้กังวล ถ้าหากรอบเดือนมาช้าไป 7 วัน ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้อาจมีสาเหตุจากจุดไหนก็ได้ ตั้งแต่สมอง ต่อมใต้สมอง รังไข่ หรือตัวมดลูกเอง ส่วนมากในสาวโสดที่ไม่ได้ใช้ยาฮอร์โมนอะไรเลย ก็มักมีสาเหตุมาจากการทำงานของสมองมากกว่า

เช่น เดี๋ยวนี้อาจมีความเจ็บป่วย มีความเครียดซึ่งอาจทำให้ฮอร์โมน มีการเปลี่ยนแปลงไป ส่วนอาการปวดประจำเดือนที่ปวดมากๆ ทั้งที่ไม่เคยปวดมาก่อน ถ้าอาการปวดนั้นปวดตรงกลางลักษณะบีบๆ ปวดมากวันแรกๆ วันต่อไปน้อยลง พอหมดประจำเดือนแล้ว อาการปวดก็หายไปด้วย ถ้าเป็นอาการอย่างนี้ก็ยังไม่ซีเรียสอะไร

ถ้าตอนนี้อาการหายทั้งหมดแล้ว ควรรอดูรอบหน้าดีกว่าครับ หากรอบหน้ามาเป็นปกติดี ก็ให้สังเกตอาการตัวเองเรื่อยๆ แต่ถ้าหากว่า รอบต่อไปเป็นมากขึ้น ปวดมากขึ้น ก็ควรไปหาคุณหมอดีกว่า ถ้าหากเรากลัวว่าตัวเองจะมีความผิดปกติอะไร แต่ก็ไม่ได้ไปตรวจให้รู้เรื่อง มันก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ

ถ้าหากบอกคุณหมอว่าเป็นสาวโสด คุณหมอเขาก็มีวิธีหลีกเลี่ยง ไปตรวจวิธีอื่นๆ โดยไม่รุกล้ำอะไรหรอกครับ นอกจากมันจะซีเรียส หรือจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์


Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 24 มิ.ย. 2008 at 14:27 Share

เมื่อคุณเธอปวดท้อง


ชีวิตของการเป็นแพทย์นั้น การร่ำเรียนขณะเป็นนักเรียนแพทย์นั้น การตรวจร่างกายเป็นศาสตร์หนึ่ง ที่นักเรียนแพทย์ทุกคนต้องถูกฝึก ถูกสาธิต ถูกทดสอบ ถูกประเมินอย่างเข้มงวดก็เรื่องการตรวจท้อง หรือตรวจระบบร่างกายส่วนล่างโดยเฉพาะเรื่องของการมีความผิดปกติ ของท้องหรือของการเกิดเจ็บปวด เป็นเรื่องที่จะต้องฝึกกระทำอย่างถูกต้องเป็นขั้นตอนเพื่อการวิ นิจฉัยโรคที่แม่นยำ

ดังนั้น เมื่อพบคนไข้เข้ามาหาด้วยเรื่อง "ปวดท้อง" หมอก็จะต้องเริ่มขั้นตอนทางการแพทย์ ถ้าเคยดูหนังที่กำลังฮิตทางทีวีซึ่งกำลังฉายอยู่ขณะนี้คือเรื่อ ง "ER" ซึ่งถ่ายทำได้เหมือนจริงมาก โดยเฉพาะดาราแสดงนำในเรื่องตัวเอกก็ยังคิดเลยว่ายังกับเอาหมอมา แสดง เพราะพวกที่เข้าเรียนหมอ เรียนแพทย์นั้น นอกจากคัดเกรดการสอนการเรียนแล้ว ยังหล่อคัดออก สวยคัดออกอีก เหมือนชีวิตจริงมาก ผิดกับภาพยนต์ไทยตัวเอกของเรื่องสวยหล่อไว้ก่อนอ่อนวัยตามมา เลยทำให้หนังไทยค่อนข้างจะขัดกับความจริง

ในหนังจะเห็นว่า ถ้าคนไข้ไม่วิกฤตจะต้องมีการซักถามกันมากมายเหมือนตำรวจสอบสวน ผู้ต้องสงสัยก็ไม่ปาน และบางครั้งก็ลามไปถึงคนใกล้ชิดก็ต้องถูกซักถามถูกซักไซ้ โดยเฉพาะเด็กเล็กนั้น พี่เลี้ยงหรือพ่อแม่มีส่วนสำคัญมากในการซักประวัติ โดยเฉพาะคนไข้ปวดท้องนั้นพบว่า เป็นความทุกข์ของมนุษย์ที่ทรมานสาหัส ปวดหัวปวดฟันยังพอทำเนา ยังเคลื่อนไหวช่วยตัวเองได้ แต่ปวดท้องนั้นมักจะช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีผู้นำส่งหรือช่วยเหลือนำมาโรงพยาบาล เนื่องจากในช่องท้องนั้นมีอวัยวะต่างๆ อยู่มากมายและอยู่ใกล้กัน บางอันก็ซ้อนกัน บางอันหรือบางอวัยวะก็มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเส้นเดียวกัน ทำให้อาการไปแสดงออกที่อีกอวัยวะหนึ่ง เรียกได้ว่า อาการปวดท้องนั้นเป็นโรคปราบเซียน คือทำหมอหรือแพทย์ผู้ดูแลเสียเหลี่ยมมานักต่อนัก ถ้าไม่แม่นในวิชาการ

เคยมีญาติคนไข้มาบ่นทำนองฟ้องว่าลูกสาวไปพบแพทย์เพราะปวดท้องน้ อย แพทย์บอกว่า ต้องผ่าตัดด่วนเพราะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ที่ไหนได้หลังผ่าตัดขอพบญาติบอกว่าต้องตัดรังไข่ออก เพราะเป็นเนื้องอกรังไข่ ทำเอาตกอกตกใจหมดเพราะเข้าใจตามภาษาชาวบ้านว่าเนื้องอกคือ มะเร็งและลูกสาวคงหมดอนาคตที่จะมีบุตร ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะเพียงเอาเนื้อที่มีผมที่มีฟันอยู่ภายใน ก้อนทั้งก้อนรังไข่นั้นออกเท่านั้น คนไข้ยังมีอาการครบสามสิบสอง เพราะรังไข่มีสองข้างเอาออกไปข้างหนึ่ง ก็ยังเหลือทำพันธุ์ได้อีก

เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมามีเคสหนึ่งซึ่งอดแอบเก็บไปขำกันไม่ได้ คุณแม่อีกเช่นกัน พาลูกสาวมาห้องฉุกเฉินดึกดื่นพร้อมกับท่าทางตกใจตื่นกลัว เรียกแพทย์พยาบาลให้มาช่วยลูกสาวด้วย เธออธิบายแทนลูกสาวซึ่งนอนปวดคลุมผ้าห่มร้องดิ้นเป็นพักๆ ว่าลูกสาวเริ่มปวดท้องตอนหัวค่ำ หลังทานอาหารเย็นก็เก็บตัวในห้องบ่นปวดท้องและเริ่มอาเจียนและถ ่ายเหลว เพราะเห็นกระโปรงชุดนอน เปียกไปหมด ดิ้นร้องไม่ได้หยุด คนป่วยเป็นหญิงสาววัยเรียน คุณแม่ตอบแทนลูกสาวหมดทุกคำถามที่หมอถาม และเร่งให้หมอช่วยลูกสาวให้หายปวดด้วย คุณหมอก็รีบเข้าไปตรวจเนื่องจากเธอค่อนข้างอ้วน เลยไม่ดูซูบเซียวเท่าไรนัก พอเข้าไปตรวจร่างกายคุณหมอก็ยิ้มออกทำเอาคุณแม่ของเธอประหลาดใจ หมอต้องเข้าไปกระซิบว่า เธอปวดท้องคลอด คุณแม่จะได้หลานขอแสดงความยินดีด้วย เท่านั้นคนดีเลยกลายเป็นคนป่วย เธอล้มลงเพราะไม่ทราบว่าลูกสาวที่กำลังเรียนอยู่จะเกิดตั้งครรภ ์

เธอย้อนคิดถึงอดีตเมื่อเธอฟื้นได้เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาลูกสาวมีพฤติกรรมแปลกๆ ค่อนข้างเก็บตัว ก็เลยคิดว่าลูกเรียนหนักจะสอบและดูอ้วนขึ้นจึงไม่ได้สงสัย รายนี้เธอทำใจอยู่นานกว่าจะยอมรับได้ แต่ก็ลงเอยด้วยดี

อาการปวดท้องในสตรีนั้นค่อนข้างจะสลับซับซ้อนกว่าผู้ชายเพราะคุ ณเธอมีอวัยวะที่เพิ่มเติมขึ้นมา ในช่องเชิงกราน คือ ตัวมดลูกและรังไข่ ซึ่งทั้งสองอวัยวะนี้มีการเปลี่ยนแปลงขนาดทุกรอบเดือน ตามอิทธิพลของออร์โมนเพศหญิง การที่อวัยวะหนึ่งๆ มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีไดนามิกตลอด จะเสี่ยงต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข ึ้นแต่ละหน่วยจะต้องมีการเคลื่อนย้าย ถ่ายโอนหน่วยพันธุกรรมซึ่งเป็นหน่วยที่มีองค์ประกอบทางเคมีที่ส ลับซับซ้อนมาก ถ้าขบวนการในการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนเกิดมีอะไรผิดปกติเพียงธาตุใ ดธาตุหนึ่งผิดที่ไปเท่านั้น ก็จะก่อความผิดปกติออกมามากมายอย่างคาดไม่ถึงได้

ไม่เท่านั้นการที่อวัยวะสืบพันธุ์สตรีไปอยู่ในช่องท้องซึ่งต่าง จากบุรุษเพศที่อยู่ภายนอก ทำให้ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อเข้า สู่ช่องท้องได้ง่าย และเกิดผลแทรกซ้อนอื่นๆ จากการทำหน้าที่ของอวัยวะสืบพันธุ์ภายใน เช่น การเกิดสภาวะพังผืดสะสมหรือเอนโดเมทริโอซิส (Endometriosis) เหล่านี้จะทำให้เกิดพยาธิสภาพไม่เฉพาะของอวัยวะของตัวเอง ยังจะลุกลาม ไปยังอวัยวะข้างเคียงซึ่งเกิดได้มากมายหลายรูปแบบเพราะในช่องเช ิงกรานที่รังไข่และมดลูกอยู่นั้น มีอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวพัน เช่น ลำไส้ตรง กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็กบางส่วนที่ห้อยย้อยลงมา ไส้ติ่ง ท่อไต ฯลฯ ที่กล่าวนั้นเป็นอวัยวะใกล้เคียง บางครั้งผลกระทบก็ไปเกิดกับอวัยวะที่อยู่ห่างออกไป เช่น ตับ ถุงน้ำดี ในรายติดเชื้อไปที่กรวยไต ในลำไส้ กระเพาะส่วนบนฯ

ดังนั้นเวลาคุณสุภาพสตรีปวดท้องมาพบแพทย์ควรจะต้องเตรียมคำตอบเ พื่อตอบหมอให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้ช่วยให้การวินิจฉัยโรคได้แม่นยำเร็วที่สุดและเพื่อให ้การรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ดังนั้นการเตรียมตัวมาโรงพยาบาลสำหรับเรื่องปวดท้องในสตรีที่จะ ต้องปฏิบัติคือการสังเกตอาการผิดปกติ และไม่ผิดปกติ ที่เกี่ยวกับสิ่งที่แพทย์ผู้ดูแลจะต้องการคือ ประวัติโดยทั่วไปเฉพาะของสตรี หรือประวัติระดู หรือเมนส์ต้องพยายามจำให้ได้ว่ามาครั้งสุดท้ายเมื่อไร ซึ่งทางแพทย์ต้องการวันแรกของระดูถ้าจำไม่ได้ ก็ให้บอกคร่าวๆ ว่าผ่านมากี่วัน ถ้าจำไม่ได้ก็กี่สัปดาห์ ถ้าไม่ได้อีกก็คร่าวๆ ว่าช่วงไหนของเดือน ต้นเดือน กลางเดือน หรือปลายเดือน เท่านั้นไม่พอ หมอก็จะถามต่อว่าแล้วเดือนก่อนๆ มาเมื่อไรบ้าง จุดประสงค์ก็เพื่อดูว่ามีการขาดระดูไหมเพราะต้องรู้ก่อนว่า มีสภาวะการตั้งครรภ์อยู่หรือไม่

เรื่องเมนส์หรือประจำเดือนนั้นเป็นยาดำสำหรับคนไข้กับหมอเลย มากกว่าครึ่งจำไม่ได้ว่ามีมาเมื่อไร มากี่วันก็จะต้องจำเพื่อให้แพทย์ประเมินได้ว่าที่บอกกล่าวนั้น อาจจะไม่ใช่ระดู ทางการแพทย์นั้นเมื่อสตรีเข้ามารับบริการจะต้องตั้งสมมิฐานเสมอ ว่ามี การตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะโรคปวดท้องที่ร่วมกับการตั้งครรภ์นั้น บางโรคก่ออันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาได้เหมาะสม ที่น่ากลัวคือ ท้องนอกมดลูกหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีจะตกเลือดในช่องท้องถึงชีวิ ตได้ คุณสุภาพสตรีจึงควรจดจำ รอบระดูของตัวเองไว้บนปฏิทินก็จะดี อย่างน้อยก็ช่วยให้เกิดประโยชน์ข้างเคียง คือสามีก็จะได้รู้ว่า ช่วงไหนควรปฏิบัติตัวอย่างไรเป็นผลประโยชน์ทางอ้อม

ประวัติการคุมกำเนิดไม่ใช่ว่าพอมีการคุมกำเนิดแล้วจะไม่มีการตั ้งครรภ์ แพทย์ก็จะซอกแซก ถามต่อถึงวิธีที่ใช้เพราะบางคนแม้ใช้ยาคุมก็ใช้ไม่ถูกต้อง ลืมทานบ้างทานไม่ตรงเวลาบ้าง ที่สำคัญคือมีท้องเสียร่วมขณะทานยา ยาเม็ดคุมกำเนิดก็จะไม่มีประสิทธิภาพ แม้ทานยาคุม แต่ร่วมกับการทานยาปฏิชีวนะก็จะมีการรบกวนฤทธิ์ของยาคุม จึงไม่น่าแปลกใจที่มีไม่น้อย ว่าทานยาคุมทุกวันแต่ตั้งครรภ์ได้ แม้ทำหมันแล้วก็ยังตั้งครรภ์ได้ ถ้าแพทย์ซักประวัติระดูแล้ว สงสัยว่าน่าจะมีการตั้งครรภ์ก็จะต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเ พื่อพิสูจน์การตั้งครรภ์ ยิ่งกลุ่มที่คุมกำเนิดตามธรรมชาติประเภทนับวันโอกาสพลาดค่อนข้า งสูง โดยเฉพาะที่ใช้วิธีหลั่งข้างนอกคือ เมื่อคุณผู้ชายถึงจุดสุดยอดก็ได้หลั่งน้ำกามข้างนอกช่องคลอดนั้ น ท้องมามากต่อมากเพราะตัวอสุจิ สามารถเล็ดลอดออกมาได้ก่อนที่จะมีการหลั่งน้ำกามด้วยเช่นกัน

พอหมดเรื่องระดูเรื่องคุมกำเนิดก็จะโดนถามด้วยคำถามซอกแซกต่อไป ว่าบุตรกี่คน แต่งงานกี่ครั้ง ทำงานอะไร จนคนไข้บางคนโกรธทางสีหน้า ซึ่งคงต้องเข้าใจแพทย์ว่าสิ่งที่ถามนั้นมีความสัมพันธ์กับกลุ่ม โรค อาชีพหนึ่งก็เสี่ยงต่อกลุ่มโรคหนึ่ง พวกนักร้อง พวกขายบริการ มีคู่นอนเปลี่ยนหน้าบ่อยๆ ทำแท้งบ่อยๆ นั้นก็จะมีความเสี่ยงต่อการจะเกิดโรคจากการติดเชื้อมากกว่าประเ ภทอื่นๆ ถ้าเป็นคุณครูก็ดี พวกทำงานบริหารก็ดี จะเสี่ยงต่อกลุ่มโรคที่ไม่ใช่การติดเชื้อ

เคยมีสตรีผู้หนึ่งถูกนำมาโรงพยาบาลเพราะขณะยืนสอนหนังสือ (เธอเป็นครู) ต้องเอี้ยวตัวไปมา พอเธอหันกลับหมุนตัวจากเขียนกระดานก็เกิดอาการปวดท้องและรุนแรง จนอาเจียน ขณะนอนพัก ที่ห้องพยาบาลในโรงเรียนและอาการปวดไม่ทุเลาจนต้องนำส่งโรงพยาบ าล เธอก็ถูกซักถามมากมาย แต่เธอตอบได้กระจ่างด้วยอาชีพเธออยู่กับการถามตอบอยู่แล้ว ทำให้การตรวจรักษา มุ่งไปที่โรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ สุดท้ายการวินิจฉัยก็ออกมา เธอปวดท้องจากการบิดตัวของขั้วรังไข่ด้านซ้ายที่มีก้อนทุมถุงน้ ำอยู่ภายใน ต้องเข้ามารับการผ่าตัดในวันนั้น และ 5 วันต่อมา ก็ออกจากโรงพยาบาล

หมอหมัดแย็บซ้ายก็จะถูกหมัดแย็บของหมอต่อการเรียนในเรื่องประจำ เดือนอีก ถึงอาการข้างเคียงขณะมีระดู เช่น อาการปวดท้อง บวม หงุดหงิดฯ เพื่อประเมินสภาวะผิดปกติจากการเกิดระดู เช่น พังผืด หรือถุงน้ำเลือดรังไข่ (Endometriosis) กลุ่มโรคนี้จะพบมากในสตรีที่มีการศึกษา มีการกินดีอยู่ดี ถ้าปวดจนต้องกินหยูกยาประจำก็บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรคและอาจจ ะเกิดผลแทรกซ้อน

นี่เพียงหมัดแย็บจากนั้นก็จะถึงหมัดสองตรง คือถึงอาการปวดซึ่งคำถามจะมาเป็นชุดๆ ตำแหน่งที่ปวดจะเป็นคำถามต้นๆ พร้อมกับลักษณะการปวด บางโรคอาการปวดจะเริ่มอีกที่หนึ่ง แล้วต่อมาก็จะย้ายหรือลามไปอีกตำแหน่งหนึ่ง เช่น ไส้ติ่งมักจะปวดตรงกลางและย้ายมาปวดที่ด้านขวาล่างๆ จึงต้องคอยสังเกตว่าเมื่อเริ่มปวดนั้นปวดตรงส่วนไหนของท้องและต ่อมาย้ายไปปวดที่ไหน พอจบคำถามนี้ก็จะถามลักษณะการปวด ตรงนี้มักจะสับสนเพราะให้ความหมายไม่เหมือนหรือไม่ตรงกัน ระหว่างแพทย์และคนไข้ ปวด? หรือเจ็บ? ปวดตื้อๆ ปวดเป็นพักๆ ปวดแปล็บๆ ปวดหน่วงๆ ปวดหนักๆ สารพัดจะชนิดปวด บางหมอหรือแพทย์ต้องการข้อมูลลักษณะการปวด เพื่อมาจำแนกว่าพยาธิสภาพ ที่เกิดการปวดนั้นเกิดจากการอุดกั้นอุดตันหรือเกิดจากการอักเสบ

เท่านั้นไม่พอจะถูกถามต่อถึงคุณลักษณะการปวดว่าปวดนั้นมากขึ้นห รือน้อยลงตามระยะเวลาที่ผ่านไป และได้ปฏิบัติตัวอย่างไรเวลาปวด บางโรคปวดจะดีขึ้นเมื่อนอนงอตัว เช่น โรคที่มีการอักเสบของไส้ติ่งบางประเภท บางโรคปวดพอทานยาแก้การบีบตัวของลำไส้ก็ทุเลา บ้างปวดตอนท้องว่าง บ้างปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ฯ ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ในการที่หมอ จะนำมาประมวลวิเคราะห์โรค

แต่ยังไม่หมดเท่านั้น อาการร่วมที่มีขณะปวด เช่น คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายอุจจาระ เรียกว่า ต้องสังเกตสิ่งขับถ่ายทั้งหลายทุกทวารที่ออกมารวมทั้งทางช่องคล อดด้วย คือ ลักษณะตกขาวจะถูกถามว่า มีสีอะไร มีกลิ่นอย่างไร ปริมาณมากน้อยเท่าไร มีส่วนประกอบอย่างไรโดยเฉพาะถ้าท้องเสีย มีมูกปน? มีเลือดด้วย! มีปริมาณมากน้อยถ่ายสุดหรือไม่ ถ้าตกขาวก็จะถูกซักไซ้เช่นกันถึงลักษณะสี กลิ่น ปริมาณ อาการร่วม ดังนั้นคุณสุภาพสตรีทุกครั้งที่มีการขับถ่ายต้องสำรวจและเก็บข้ อมูลไว้จะเป็นประโยชน์ต่อท่าน

นี่เพียงคร่าวๆ ของขบวนการซักถามยังไม่ได้ลงมือตรวจร่างกายเพราะต้องเก็บข้อมูล มาประมวล เพื่อจะได้วางขอบเขตของปัญหาได้ถูกต้อง และจะได้ตรวจร่างกายได้กระชับและรวดเร็ว

มีข้อแนะนำสำหรับคุณๆ ที่มีอาการปวดท้อง ไม่ว่ามากหรือน้อยถ้ามีแนวโน้มว่าจะปวดมากขึ้น ควรที่จะงดรับประทานอาหารที่มีกาก หรืองดรับประทานอาหารเพราะจะช่วยให้ การตรวจร่างกายของแพทย์เป็นไปด้วยความแม่นยำและสะดวก ในขบวนการตรวจร่างกายนั้น แพทย์ก็จะใช้ทักษะทั้งดู ฟัง (ด้วยเครื่องหูฟัง) คลำ และเคาะ ครบทุกขบวนการ ซึ่งอาจจะขัดเคือง หรือเจ็บปวดบ้าง เพื่อเป็นการตีกรอบของปัญหาให้กระชับขึ้น อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนท่านอน ในลักษณะต่างๆ เช่น นอนตะแคงด้านข้างสลับไปมา กดท้องบริเวณท้อง ยิ่งบริเวณที่แพทย์ต้องหาจุดปวด จุดเกร็งของท้องอาจจะต้องตรวจในลักษณะที่อาจจะเพิ่มความเจ็บปวด เพื่อพิสูจน์จุดปัญหาหลักใหญ่ ใจความในการตรวจท้องก็เพื่อจะแยกว่าสภาวะผิดปกตินั้นเป็นทางศัล ยกรรมหรือไม่ ถ้าเป็นซึ่งหมายถึงต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดก็จะต้องมีการรับตัวไ ว้สังเกตอาการ

แต่ในสุภาพสตรีต้องเพิ่มเติมขั้นตอนที่สำคัญในการตรวจร่างกาย คือ การตรวจภายใน อันนับว่าเป็นการตรวจที่สำคัญมาก เพราะอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่ก่อให้เกิดโรคได้มากมาย เกี่ยวกับอาการปวดท้องนั้น อยู่ลึกในช่องเชิงกราน การตรวจทางหน้าท้องไม่สามารถตรวจพบ ความผิดปกติได้จึงจำเป็นต้องตรวจภายในเท่านั้น และยังจะต้องเพิ่มเติมด้วยการตรวจทางทวาร ซึ่งต้องปฏิบัติเสมอในรายปวดท้องมารับการรักษาในโรงพยาบาล

มีไม่น้อยที่พบว่าอาการปวดท้องที่รุนแรงจนต้องหามส่งโรงพยาบาลน ั้นเกิดจากอุจจาระ ไปอุดตันในลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันพบกลุ่มโรคดังกล่าวมากขึ้น เพราะคุณสุภาพสตรีรักสวยรักงาม ได้ขวนขวายซื้อยาหรืออาหารลดน้ำหนักที่โฆษณากรอกหูทุกวันว่าช่ว ยลดน้ำหนัก เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยต่างๆ แต่เนื่องจากทานน้ำไม่เพียงพอหรือมีสภาวะท้องผูก เกิดการเกาะเป็นก้อนแข็งของเส้นใยอาหาร เกิดการอุดตันมีไม่น้อยที่ปล่อยไว้จนอาการรุนแรง ถ้าได้รับการวินิจฉัยคลาดเคลื่อนอาจจะถูกผ่าตัด ซึ่งปวดท้องดังกล่าวจากโรคนี้เพียงได้สวน และให้ยาระบายก็แก้ไขได้ ในคนสูงอายุที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว โอกาสที่จะเกิดท้องผูก จนกลายเป็นลำไส้อุดตันจากก้อนอุจจาระมีมากอยู่แล้ว ถ้าบริโภคอาหารเสริมที่มีเส้นใยปริมาณมาก จะยิ่งก่อให้เกิดโรคนี้ได้มากขึ้นอีก

มีคนไข้รายหนึ่งน่าสนใจมาก มีอาการปวดท้องอาเจียนมากมาครึ่งวัน หลังทานอาหารมื้อเที่ยงแล้ว ตอนบ่ายก็ทานยาผงชนิดหนึ่งซึ่งโฆษณาว่าใช้ผสมน้ำทานเพื่อเป็นกา รลดน้ำหนักเพราะเป็นกากเส้นใยอาหาร ที่ดัดแปลงเมื่อนำมาผสมน้ำดื่ม เนื่องจากอยากให้ผอมเร็วจึงใส่ 2 ซองแทนที่จะใส่ซองเดียวผสมน้ำ 1 แก้วแล้วดื่ม หลังจากนั้น 4 ชั่วโมงก็มีอาการปวดท้องอาเจียนตลอดมา จนอ่อนเพลียต้องนำส่งโรงพยาบาล ในตอนตี 3 ของคืนนั้น พอเข้ามาในห้องฉุกเฉินแพทย์ตรวจพบว่า มีการอุดตันของทางเดินอาหาร และให้น้ำเกลือเตรียมจะตรวจเอกซเรย์ขณะเข็นเปลไปยังห้องเอกซเรย ์คงจะกระเทือน ก็เกิดอาเจียนออกมาจำนวนมาก ปรากฏว่ามีก้อนลักษณะเหนียวคล้ายยางรูปกลมรีหลุดออกมา คือก้อนยาที่ละลายน้ำดื่มเข้าไปตอนบ่ายนั่นเอง หลังจากนั้นอาการก็หายเป็นปลิดทิ้ง การตรวจเอกซเรย์ก็ไม่พบความผิดปกติอื่นๆ และกลับบ้านได้ในตอนเช้านั่นเอง

ในขบวนการตรวจร่างกายทั้งฟังทั้งเคาะนั้น แพทย์จะพยายามแยกเสี่ยงที่ตรวจพบว่าเป็นลักษณะใด เสียงลำไส้ทำงานมากหรือไม่ทำงาน เสียงลมเสียงของเหลวในลำไส้ เหล่านี้เมื่อมีการเคลื่อนไหว ก็จะให้เสียงต่างกันออกมา ในบางครั้งอาจจะต้องทำการตรวจเพิ่มเติมจากการใช้เครื่องมือเพิ่ มเติม เช่น ใส่สายยางเข้าไปในทางเดินอาหารเพื่อดูดเอาของเหลวมาตรวจดู หรือในรายที่สงสัยว่า จะมีเลือดออกในช่องท้องก็จักต้องเจาะตรวจโดยใช้เข็มเจาะ ในเพศชายก็จะเจาะผ่านทางหน้าท้อง แต่ในคุณสุภาพสตรีมักเจาะผ่านทางช่องคลอด โดยเฉพาะในสภาวะท้องนอกมดลูกเมื่อได้เลือดแล้ว ก็บ่งบอกว่าเป็นสภาวะทางศัลยกรรมคือ ต้องผ่าตัดทันที

การตรวจที่กล่าวมานั้น 70-80 เปอร์เซ็นต์สามารถที่จะให้การวินิจฉัยได้ แต่บางครั้งก็อาจจะต้อง มีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ เช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์หรือตรวจเลือด เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคที่แน่นอน

ในสตรีนั้นอาการปวดท้องเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ถึงเกือบ ครึ่งของผู้มาใช้บริการ มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องการการตรวจพิเศษและรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างไรคุณสุภาพสตรี ก็ควรจะได้เพิ่มความสนใจสังเกตตัวเองให้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ขอ งตัวท่านเอง

นพ.วีระ สุรเศรณีวงศ์

(update 11 ธันวาคม 2000)


[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 22 ฉบับที่ 329 พฤศจิกายน 2543]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 24 มิ.ย. 2008 at 15:48 Share

สารพันปัญหา ปวดประจำเดือน


การมาเยือนทุกเดือนของประจำเดือนในเพศหญิง ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องขบคิดให้ปวดหัว แต่หลายคนก็เกิดอาการปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้ เหนื่อยง่าย ซึมเศร้า หงุดหงิด คัดเต้านม คลื่นไส้อาเจียน และปวดถ่วงท้องน้อย…เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

….ในวันที่ผนังภายในมดลูกค่อยๆ เพิ่มความหนาขึ้น เซลล์เยื่อบุผนังมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยที่ความหนานี้จะเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่มาเลี้ยง เมื่อหนาเต็มที่แล้วระดับของฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง จะมีการหลุดลอกของชั้นผนังภายในมดลูกที่หนาตัวขึ้น และมีเลือดอยู่ปริมาณมาก…กลายมาเป็นประจำเดือนไหลออกมาทางช่องค ลอด

สาเหตุที่ผู้หญิงมีอาการปวดท้องน้อย อาจเกิดจากปวดประจำเดือน สามารถเกิดก่อน เกิดในระหว่าง หรือหลังมีประจำเดือนก็ได้ อาจเกิดจากปีกมดลูกอักเสบ เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือในส่วนของโรคที่ไม่ใช่ทางนรีเวช เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

…ทว่าอาการที่น่าวิตกของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ถึงวัยมีประจำเดือน ก็คงหนีไม่พ้น “ปวดประจำเดือน” และถ้าปวดทุกเดือน…ปวดมาก…ก็ไม่ควรวางใจ

อาการปวดประจำเดือนโดยทั่วไป เกิดจากผนังมดลูกมีการสร้างสารชนิดที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) หลั่งออกมามากขึ้น หรือมีความไวต่อสารตัวนี้เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก และมดลูกหดตัวแรงขึ้น อันเป็นสาเหตุของอาการปวดประจำเดือน นอกจากนี้ยังทำให้เส้นเลือดในส่วนอื่นๆ ของร่างกายหดตัวได้อีก จึงทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และท้องเดินร่วมด้วย

ส่วนสาเหตุของการปวดประจำเดือน เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) พบร้อยละ 7-10 ของผู้หญิงทั่วไป อาจมากถึงร้อยละ 50 ของผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน และพบร้อยละ 38 (โดยเฉลี่ยจากร้อยละ 20-50) ของผู้หญิงที่มีปัญหาการมีบุตรยาก โดยพบร้อยละ 70-89 ของผู้หญิงที่ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หากมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม อัตราเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในญาติสายตรง 10 เท่า

ภาวะการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกนอกมดลูก ส่วนใหญ่เกิดในอุ้งเชิงกราน ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ทั้งจากอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือในบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลย ส่วนความเกี่ยวข้องกับการมีบุตรยาก เกิดจากการรุกล้ำของเนื้อเยื่อเข้าไปในมดลูก ทำให้เกิดพังผืดตามมา และไข่ในเพศหญิงฝังตัวได้ยากขึ้น

ในกรณีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เกิดในบริเวณลำไส้ใ หญ่ อาจปนมากับการถ่ายเป็นมูกเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งในกรณีหลังพบเมื่อเนื้อเยื่อลุกลามเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งมาจากปีกมดลูกอักเสบจากการติดเชื้อทางเพศสัม พันธ์ ก่อให้เกิดพังผืดในบริเวณปีกมดลูก ทำให้เกิดการปวดเรื้อรังบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือนเสมอไป

จากสาเหตุที่เกิดขึ้น สามารถทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจภายในโดยสูติ-แพทย์ หรือการส่องกล้องเข้าไปภายในช่องท้อง และทำการตัดชิ้นเนื้อส่งพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาได้ในกรณีที่ปวดมา ก และสามารถทำการวินิจฉัยโรคได้อีกหลายวิธี

….หากคุณอยากรู้ว่าในแต่ละรอบเดือน การเผชิญปัญหาน่าปวดหัวอย่าง “ปวดประจำเดือน” มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง และคุณสามารถดูแลรักษาอาการให้ดีขึ้นได้อย่างไร…
ติดตามหาคำตอบได้ในงานบรรยาย “สารพันปัญหาปวดประจำเดือน” โดย พญ.จิราภรณ์ ครุพานิช ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน ศกนี้ เวลา 09.30-12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 โรงพยาบาลเวชธานี

สอบถามรายละเอียด และสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2000, 2004, 2604 (รับจำนวนจำกัด)

(update 7 เมษายน 2006)
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 24 มิ.ย. 2008 at 15:49 Share

ปวดประจำเดือนเรื่องต้องระวังของคุณผู้หญิง


ใครไม่เคยปวดประจำเดือนยกมือขึ้น!!

ไม่มีเลยใช่ไหมคะเพราะอาการปวดประจำเดือนเกิดได้ในผู้หญิงเกือบ ทุกคนแถมผู้หญิงอีกหลายๆ คนยังมีอาการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาการเหล่านี้คุณแม่ไม่ควรละเลยเพราะการมี-ไม่มีของประจำเด ือนนั้นสามารถบอกโรคภัยของคุณผู้หญิงได้ด้วยค่ะ


ปวดเพราะธรรมชาติ (ทำร้ายตัวเอง)

อาการปวดประจำเดือนพบได้ประมาณ 70% ของผู้หญิงทั้งหมดค่ะ เป็นอาการโดยธรรมชาติ แต่ธรรมชาตินั้นกลับทำร้ายตัวเองซะนี่ สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน ร่างกายมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (Prostalandins) มากกว่าคนทั่วไป จึงทำให้กระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกให้มีการบีบตัวรุนแรงกว่าปกติ และปวดที่บริเวณท้องน้อย ยิ่งผู้หญิงคนไหน เครียดง่าย วิตกกังวลบ่อย ก็ยิ่งทำให้อาการปวดมีมากขึ้นค่ะ

การปวดประจำเดือนแบ่งเป็น 3 ระดับ
  • ปวดน้อย ปวดนิดๆ หน่อยๆ อาการปวดคงอยู่กับที่ไม่ต้องกินยาแก้ปวด
  • ปวดปานกลาง ต้องกินยาแก้ปวด จึงจะทุเลาลง
  • ปวดมาก ปวดมาก กินยาแรงๆ จึงจะหาย หยุดงานบ่อย

บรรเทาปวด
  • ใช้ยาบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 2 เม็ดเวลาปวด กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชม. หากปวดรุนแรงมากขึ้น ยาฉีด มอร์ฟีน ยากลุ่มนี้ต้องให้แพทย์สั่งเท่านั้นนะคะ

  • ใช้ถุงน้ำร้อน ประคบบริเวณหน้าท้องถ้าปวดมากแพทย์อาจให้ใช้เครื่องอัลตราซาวนด ์สำหรับการทำกายภาพ สร้างความร้อนโดยส่งคลื่นเสียงออกมาลดอาการปวด

  • การหยุดอาการปวดถาวร โดยการใช้ยาฉีดที่ทำให้รังไข่หยุดการทำงานงดสร้างประจำเดือนไปเ ลย เช่น ฉีด 1 ครั้ง อาจหยุดไป 6 เดือน แต่แพทย์จะเป็นคนตัดสินใจเท่านั้นค่ะ

  • การใช้ฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ มีผลในการปรับฮอร์โมนให้ดีขึ้น กินแบบเดียวกับยาคุมกำเนิด คือวันละ 1 เม็ดทุกวัน เพื่อไม่ให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ชั่วระยะหนึ่งอาจกินติดต่อกันนาน 3-4 เดือนได้ค่ะ
อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปแล้ว หลังจากวัย 30 หลังแต่งงาน หรือหลังมีบุตร อาการปวดประจำเดือนตามธรรมชาติจะค่อยๆ ลดลงมีเพียงส่วนน้อยที่ยังอาจมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดื อนค่ะ

ความเชื่อ : ผู้หญิงบางคนไม่กินยาแก้ปวดเลยแต่ใช้วิธีกินยาคุมกำเนิดแทนทางก ารแพทย์มีแนวคิดว่า ควรเริ่มต้นจากการรักษาจากการกินยาแก้ปวดก่อนเพราะการใช้ยาคุมก ำเนิดอาจมีผลข้างเคียง อาทิ มีเลือดออกกะปริบกะปรอย คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักเพิ่มขึ้น แม้จะได้ผลดีแต่เหมือนเป็นการขี้ช้างจับตั๊กแตนอีกทั้งยังทำให้ ไม่สามารถสังเกตอาการของคนไข้ได้ว่ามีอาการของโรคอื่นแทรกแซงด้ วยหรือไม่


ปวด ปจด. หลังวัยเลข 3 อย่าละเลย

เมื่อมีอาการปวดประจำเดือนในวัยหลังเลข 3 คุณแม่อย่าได้นิ่งนอนใจหรือไปซื้อยากินเองนะคะ แต่ควรไปพบคุณหมอ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับอาการปวดแค่ไหนก็ตาม เพราะอาการปวดนั้นอาจเชื่อมโยงไปถึงโรคอื่นๆได้ด้วย

คุณแม่บางคนอาจจะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนเลย เพราะอาการปวดอาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที้เกี่ยวพันกับม ดลูกหรือรังไข่ เช่น เนื้องอกพังผืดในอุ้งเชิงกราน โรคเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (ช็อกโกแลตชีสต์) ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

อาการที่คุณแม่สามารถสังเกตด้วยตัวเองง่ายๆ คือแม้ไม่มีอาการประจำเดือนก็ปวดท้อง ยิ่งมีประจำเดือนก็ปวดมากขึ้น จนต้องหยุดงานบ่อยๆ กินยาไม่หาย ต้องกินยาแรงๆ อาการปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้มีบุตรยาก แท้งบ่อย หรือตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ค่ะ

เมื่อมีอาการข้างต้น คุณแม่จึงต้องใช้วิธีการตรวจเฉพาะทาง ทั้งทางการตรวจร่างกาย การตรวจภายใน การตรวจอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย การรักษาก็จะมีทั้งการจี้ทำลาย การผ่าตัด การกินยาแก้อักเสบ ปัจจุบันการผ่าตัดมีแนวโน้มจะเป็นวิธีผ่าตัดแบส่องกล้องมากขึ้น ช่วยให้แผลผ่าตัดเล็กประมาณ 2 ชม. เท่านั้น คุณแม่ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปทำงานหรือเลี้ยงลูกตามปกติได้เลยค่ะ


ประจำเดือนมาไม่ปกติ

ปกติแล้วผู้หญิงเราจะมีประจำเดือนทุกเดือนใช่ไหมคะ แต่บางคนกลับกลายเป็นปีหนึ่งมีครั้งเดียว บางคนมีตลอดเดือนแต่มีกะปริบกะปรอย อาการดังกล่าวเกิดจากฮอร์โมนไม่สมดุล หรือภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง

ประจำเดือนของผู้หญิงในแต่ละเดือนนั้นเกิดจากกลไกการตกไข่จากรั งไข่ เพื่อให้มีการตั้งครรภ์ แต่ปัญหาทีเกิดขึ้นกับผู้หญิงบางคนก็คือ ร่างกายของผู้หญิงไม่มีการตกไข่ หรือตกไข่ไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนจึงมาไม่ปกติ บางคน 3 เดือนตกที 6 เดือนตกที หรือ 1 ปีตกทีก็มี ถ้าประจำเดือนไม่มาอย่างน้อย 3 เดือนต้องไปพบแพทย์แล้วรอบเดือนมาห่างกันได้ แต่ไม่ควรเกิน 2 เดือน ผลกระทบคืออาจทำให้มีลูกยาก อาจเกี่ยวพันไปถึงโรคมะเร็งบางชนิด ในกรณีที่ไม่ตกไข่เรื้อรัง อาจเป็นมะเร็งรังไข่ได้ค่ะ

การมีประจำเดือนนั้นต้องอาศัยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนที่รังไข่ มดลูก เยื่อบุมดลูก ถ้า 4 ปัจจัยนี้ตัวใดตัวหนึ่งบกพร่องไป เช่น ถ้ารังไข่ทำงานปกติ ต่อมใต้สมองก็อาจทำงานผิดปกติได้ เช่น มีภาวะเครียด หรือพักผ่อนน้อยติดต่อกัน ฯลฯ หรืออาชีพบางประเภท เช่น แอร์โฮสเตสที่ต้องบินไปบินมาบ่อยก็อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะการเดินทางข้ามเกี่ยวช่วงเวลากัน ทำให้ต่อมใต้สมองสั่งการให้ไข่ตกไม่สม่ำเสมอได้ค่ะ

ถ้าประจำเดือนมาไม่ปกติ เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะใช้วิธีเมื่อไม่ตกไข่ก็ต้องทำให้เกิดตกไข่ ใช้ฮอร์โมนหรือกินยาคุมเพื่อปรับฮอร์โรคของร่างกายให้เป็นปกติถ ้าประจำเดือนมาตรงเป๊ะ แสดงว่าสมมติฐานถูกต้อง ต้องให้แพทย์ตรวจต่อว่าต้องรักษาแบบไหนต่อไป

สังเกตอาการ
  • พังผืด : อาจเกิดจากการผ่าตัดบริเวณใกล้ๆ อุ้งเชิงกราน เช่น ผ่าตัดคลอดลูก ท้องนอกมดลูก

  • การอักเสบบริเวณอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง : เกิดจากการติดเชื้อระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ชอบเที่ยว เปลี่ยนคู่นอน ทำให้มดลูกท่อนำไข่เสียไป

  • เนื้องอก : ไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจนอาจเกิดได้จากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร

  • ช็อกโกแลตชีสต์ : ท้องโตขึ้นปัสสาวะบ่อยขึ้น

  • ไข้ทับระดู : มีอาการติดเชื้อที่มดลูกหรือปีกมดลูกขณะมีประจำเดือน เช่น หนองใน หนองในเทียม เมื่อมีประจำเดือนมาก็เกิดมีไข้อักเสบ ปวดท้อง อาจมีหนองหรือตกขาว มีกลิ่นออกมาซึ่งต่างจากปวดประจำเดือนทั่วไปจะไม่มีอาการดังกล่ าว

อ่านจบแล้ว คุณแม่คงจะเห็นว่าการปวดประจำเดือน ไม่ใช่เป็นแค่สิ่งที่ผู้หญิงเราต้องเจอทุกเดือนเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยรายละเอียดของสุขภาพผู้หญิงที่ต้องสังเกต และดูแลอย่างสม่ำเสมอนะคะ


(update 3 กันยายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.141 July 2007]

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 25 มิ.ย. 2008 at 05:53 Share
[ คัดลอก จากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 308 ตุลาคม 2540 ]

วิธีลดปวดประจำเดือน

ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุภระฤกษ์


การมีประจำเดือน เป็นเครื่องหมายของสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ คือ ตั้งแต่อายุได้ ประมาณ 12 ปี จนถึงอายุเฉลี่ยประมาณ 55 ปี โดยการทำงานของฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ที่มีหน้าที่ในการควบคุมกระบวนการสร้างไข่ ตกไข่ ตลอดจนการนำไปสู่ การปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย และการฟักตัวเป็นมนุษย์ในที่สุด

ประจำเดือนที่มาตามปกตินั้น จะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายดำเนินไปตามปกติ เพราะไข่ที่ไม่ได้รับการผสม จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับเป็นที่ฝังตัว ของไข่ ถูกขับออกมา เป็นการถ่ายเทของเก่าเพื่อสร้างของใหม่ ทำให้ไม่มีของเสียคั่งค้าง ภายใน จึงนับว่าเป็นผลดีของการมีประจำเดือน

อย่างไรก็ตาม คุณผู้หญิงจำนวนมาก ก็ยังรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่อยากให้ช่วงเวลานั้ ของเดือน มาถึงเร็วนัก เพราะกิจกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันต้องเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น ต้องงดการว่ายน้ำหรือการกระโดดโลดเต้น อีกทั้งยังต้องคอยระมัดระวัง และกังวล กับรอยซึมเปื้อน ทำให้ความั่นใจลดลง รวมไปถึงความไม่สบายกายอีกมากมาย เช่น อาการวิงเวียน คลื่นไว้ ท้องอืด เบื่ออาหาร หงุดหงิด มีอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ อันเนื่องมาจากระดับฮอร์โมนเพศลดลงจากระดับปกติ ที่สำคัญคุณผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ยังต้องประสบกับปัญหาปวดท้องในขณะมีประจำเดือน ซึ่งสร้างความทรมาน ทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ จนบางครั้งอาจส่งผลต่อการทำงานปกติ หรือการดำเนินชีวิตประจำวันได้

ความจริงแล้ว อาการปวดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีประจำเดือนแล้ว ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ใด ๆ เพียงแต่เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงบางคน ที่มดลูกมีการบีบรัดตัว อย่างรุนแรง เท่านั้น จึงไม่มีอะไรที่น่าวิตกกังวล เว้นเสียแต่ว่าจะมีการปวดถ่วงอย่างรุนแรง บริเวณท้องน้อย ซึ่งหากปวดมาก ๆ จนไม่เป็นอันกินอันนอนควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ เพราะการปล่อยให้อาการปวดประจำเดือนรุมเร้า ทุกครั้งที่มีประจำเดือน โดยไม่ได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกวิธีนั้น อาจส่งผลเสียต่อ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตอย่างมากได้

การับประทานยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น เป็นหนึ่งวิธีที่พบได้บ่อย ๆ ซึ่งก็ใช้ได้ผล แต่การสะสมของยาแก้ปวดในร่างกาย อาจส่งผลต่อกระบวนการ การทำงานของตับ และยังอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงได้ ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อม จึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า การออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ และเหมาะสม ไม่หักโหมจนเกิดอาการเจ็บป่วย เช่น การวิ่งอยู่กับที่ การออกกายบริหาร แบบเต้นแอโรบิก การเดินวันละ 10-20 นาที นอกจากจะช่วยให้ระบบการทำงาน ของร่างกายโดยรวม เป็นไปด้วยดีแล้ว ที่สำคัญช่วยให้ร่างกายสามารถทนกับ ความเจ็บปวดได้มากขึ้น

การบำรุงร่างกายด้วยอาหาร และสมุนไพรจีนอย่าง "ตังกุย" ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของผู้หญิงยุคนี้ เนื่องจากเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วว่า สารสกัดที่อยู่ในตังกุยมีคุณสมบัติในการต้านการบีบตัวของกล้ามเ นื้อมดลูก จึงทำให้สามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือน และอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวได้ รวมทั้งสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และสม่ำเสมอ นอกจากนี้วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 กรดโฟลิก และไบโอติน ที่มีอยู่ในตังกุยยังเป็นสารที่มีความสำคัญต่อการสร้างเลือด บำรุงเลือด และฟอกเลือด สำหรับสตรีอีกด้วย ดังนั้น การรับประทานตังกุยเป็นอาหารบำรุงในช่วงนี้ จึงนับว่า มีความเหมาะสมยิ่ง นอกจากนั้นแล้ว การเลือกรับประทานอาหาร ที่ให้พลังงานสูง จำพวกแป้ง ไขมัน น้ำตาล และอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ๆ เช่น ตับ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ปลา หอย ถั่วเมล็ดแห้ง ก็จะช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง จากการที่ร่างกายต้องสูญเสียเลือดไป ในขณะมีประจำเดือนด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากการปฏิบัติตัวที่กล่าวมาแล้ว ยังควรคำนึงถึงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ บางประการ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นในระหว่างที่มีรอบเดือน นั่นคือ ควรพิถีพิถัน กับการทำความสะอาดร่างกายให้มากกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณ "จุดซ่อนเร้น" ขณะเดียวกันก็ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายในขณะที่มีปร ะจำเดือน คือ ไม่ใส่เสื้อผ้าที่หลวมหรือคับจนเกินไป เลือกรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ งดดื่มน้ำเย็นจัด ๆ ไม่ปล่อยความคิดให้ฟุ้งซ่าน หรือหมกหมุ่นอยู่กับเรื่องเลวร้าย รวมไปถึงไม่ควรทุ่มตัวหักโหมกับงานจนเกินไป พยายามทำใจให้สบาย ทำอารมณ์ให้สดชื่น แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา

เพียงคุณปฏิบัติตัวให้พร้อมอยู่เสมอดังที่กล่าวมา ปัญหาการปวดรอบเดือน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้คุณหงุดหงิด ว้าวุ่นใจอีกต่อไป

ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุภระฤกษ์

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 25 มิ.ย. 2008 at 11:22 Share

ท้องทีไร แท้งทุกที (RECURRENT ABORTION)


พ.ต.ต.นพ.เสรี ธีรพงษ์




การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของครอบครัว คือ การสูญเสียลูก แม้ว่าจะยังไม่ได้กำเนิดออกมาก็ตาม การสูญเสียทารกในครรภ์ขณะอายุน้อยกว่า 20 สัปดาห์ เรียกว่า การแท้งบุตร (ABORTION)

โดยทั่วไป การแท้งบุตรเองตามธรรมชาติ (SPONTANEOUS ABORTION) พบประมาณร้อยละ 15 ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และมักจะเป็นสาเหตุจากตัวทารกเอง (FETAL FACTOR) ที่มีโครโมโซมผิดปกติ (พบถึงร้อยละ 50-60 ของการแท้งทั้งหมด) ดังนั้น จึงเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ไม่จำเป็นต้องหาสาเหตุ เพียงแต่อธิบายให้คนไข้รู้ว่า ไม่ควรจะเสียใจมากเกินไป เพราะหากได้ทารกที่พิการคลอดออกมา จะทำให้ต้องเป็นภาระ และทุกข์ใจมากยิ่งขึ้นอีก นอกจากนั้น การตั้งครรภ์ครั้งต่อไป จะไม่เกี่ยวกับการแท้งบุตรครั้งนี้ หมายความว่า ส่วนใหญ่การตั้งครรภ์ครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นมักจะปกติ

สำหรับในกรณีที่มีการแท้งบุตรติดต่อกันหลายครั้ง (REPEATED ABORTION) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป (RECURRENT ABORTION) ควรจะได้หาสาเหตุทุกราย เพื่อหาทาง ไม่ให้เกิดการแท้งซ้ำอีก ซึ่งส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้และประสบผลสำเร็จค่อนข้างดี คือได้ทารกที่ปกติออกมา

KNUDSEN และคณะ ได้ทำการศึกษาการตั้งครรภ์จำนวน 300,500 ครั้ง แล้วพบว่า มีอัตราการแท้ง โดยเฉลี่ยร้อยละ 11 เมื่อมีอาการแท้งซ้ำเกิดเพิ่มขึ้นหนึ่งครั้ง โอกาสที่จะแท้งครั้งต่อไปจะเพิ่มขึ้นอีก ประมาณร้อยละ 10 โดยมีอัตราการแท้งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16, 25, 45 และ 54 ตามลำดับ ภายหลังจากมีการแท้งซ้ำ (REPEATED ABORTION) เกิดขึ้น 1, 2, 3 และ 4 ครั้งติดต่อกัน

เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยเหลือ ในการควบคุมดูแลการตั้งครรภ์ได้มากทีเดียว SIMPSON พบว่า อุบัติการณ์ของการแท้งบุตรภายหลังจากใช้อัลตราซาวนด์วินิจฉัยว่ า ทารกมีชีวิตขณะอยู่ในครรภ์ 8-12 สัปดาห์ มีเพียงร้อยละ 3.2 เท่านั้น นั่นหมายถึงว่า ทารกที่โครโมโซมผิดปกติส่วนใหญ่ จะแท้งออกมา ก่อนอายุครรภ์ 8 สัปดาห์


ลำดับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
  • 6 สัปดาห์ ทารกยังไม่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ดีนัก ยาวเพียง 1-3 เซนติเมตร ตรวจการตั้งครรภ์จะได้ผลบวก
  • 12 สัปดาห์ มดลูกโตขึ้นมาจนพ้นกระดูกเชิงกราน อวัยวะหลัก ๆ ของทารกเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว เล็บมือเล็บเท้าเริ่มงอก ทารกมีความยาว 7.5 เซนติเมตร
  • 20 สัปดาห์ มดลูกโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับสะดือแล้วของแม่และเด็กเริ่มดิ้น ทารกจะมีความยาวประมาณ 21 เซนติเมตร
  • 28 สัปดาห์ มดลูกจะโตขึ้นมาอยู่ระหว่างระดับสะดือ และกระดูกหน้าอก เด็กดิ้นมาก และมดลูกอาจมีการบีบตัวเป็นจังหวะโดยไม่เจ็บท้อง เด็กมีความยาวประมาณ 37 เซนติเมตร
  • 40 สัปดาห์ เด็กทารกโตเต็มที่และพร้อมจะออกมาดูโลกแล้ว


สาเหตุที่สามารถตรวจหาได้ (RECOGNIZABLE CAUSES)


1. สาเหตุทางด้านพันธุกรรม (GENETIC)


พบประมาณร้อยละ 25 ครึ่งหนึ่งของสาเหตุ สามารถตรวจพบได้ว่าเกิดจาก โครโมโซมของพ่อและแม่ ผิดปกติ   อีกครึ่งหนึ่งเกิดจากหลายเหตุปัจจัย (MULTIFACTORIAL FACTOR) ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบพบได้แน่ชัด อันอาจเป็นผลมาจาก

  • ความผิดปกติของโครโมโซม ที่เกิดขึ้นในระหว่างแบ่งตัว
  • อายุของแม่มากกว่า 35 ปี
  • ฤดูกาลขณะเริ่มตั้งครรภ์
  • เพศของทารก
  • การติดเชื้อของมารดา
  • การสัมผัสกับรังสีเอกซเรย์
  • การปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธ์ที่เกิดขึ้นช้ากว่าเวลาอันควร (DELAYED FERTILIZATION)


จากรายงานการประชุมที่เจนีวาใน ค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) มีหลายรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ สรุปได้ว่าอุบัติการณ์ที่พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีโครโมโซมผิดปกติ แฝงอยู่พบประมาณร้อยละ 4-14 ของครอบครัวทั้งหมดที่มีการแท้งซ้ำบ่อย ๆ (RECURRENT ABORTION) ดังนั้น จึงจำเป็นที่ จะต้องตรวจหาโครโมโซม ของคู่สามีภรรยาเสมอเมื่อมีการแท้งซ้ำ (RECURRENT ABORTION) เกิดขึ้น

แนวทางการรักษา

ในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีโครโมโซมผิดปกติ อาจแก้ไขด้วยการใช้วิธี "อุ้มบุญ" ซึ่งในที่นี้หมายถึง การใช้ "ไข่" จากสตรีอื่น แต่ตัวเองเป็นคนอุ้มท้อง ส่วนในกรณีฝ่ายชายมีโครโมโซมผิดปกติ ก็สามารถใช้ "น้ำเชื้อ" จากชายอื่นมาทดแทนผสมเทียมให้ได้ในทำนองเดียวกัน

สำหรับในกรณี "ไข่" หรือ "ตัวอสุจิ" มีโครโมโซมผิดปกติ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีแก้ไข มีรายงานการปฏิสนธิที่เกิดภายหลังจากไข่ตกนานเกินกว่า 24-48 ชั่วโมง มีอัตราการแท้งสูง ดังนั้น จึงควรมีเพศสัมพันธ์ให้ใกล้เคียงกับวันเวลาที่มีไข่ตกมากที่สุด หรือร่วมเพศบ่อยขึ้น ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

ปัจจุบัน เราสามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของโครโมโซมขณะตั้งครรภ์ระยะแ รก ๆ ได้ ด้วยการดูดเอาเซลล์รกขณะตั้งครรภ์ 7-8 สัปดาห์ หรือเจาะดูดเอาน้ำคร่ำขณะอายุครรภ์ 14-16 สัปดาห์ มาเพาะเลี้ยงโครโมโซม หากพบว่ามีความผิดปกติ ก็สามารถทำแท้งได้ทันทีและปลอดภัยแก่สุขภาพ ของมารดา

2. สาเหตุจากตัวมดลูก (UTERINE FACTOR)


    ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพโครงสร้างของมดลูกผิดปกติ เช่น
  • มดลูกเนื้องอก (MYOMA UTERI)
  • โพรงมดลูกมีพังผืด (INTRAUTERINE ADHESION)
  • ปากมดลูกหลวม (INCOMPETENT CERVIX)
  • ความผิดปกติแต่กำเนิดของมดลูก (CONGENITAL MALFORMATION OF THE UTERUS)


มดลูกเนื้องอก (MYOMA UTERI)
มีกล่าวไว้แล้วในบทก่อน (เล่ม 1)

ภาวะพังผืดในโพรงมดลูก (INTRAUTERINE ADHESION OR ASHERMAN'S SYNDROME)

เกิดจากการขูดมดลูกรุนแรงเกินไปหรือขูดขณะที่มีการอักเสบภายในโ พรงมดลูก
แนวทางการรักษา คือ การส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วใช้เครื่องมือพิเศษทำเป็นกรรไกรเล็ก ๆ ตัดเลาะพังผืด หรือใช้วิธีจี้ตัดด้วยไฟฟ้า (ELECTRIC CAUTER) ก็ได้ผลสำเร็จ ภายหลังผ่าตัดจะมีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 23-87

ภาวะปากมดลูกหลวม (INCOMPETENT CERVIX)

สาเหตุเกิดจาก

  1. คอมดลูกมีส่วนประกอบของกล้ามเนื้อน้อยเกินไป ทำให้คอมดลูก (CERVIX) อ่อนแอ
  2. ภายหลังการผ่าตัดปากมดลูกชนิดเป็นรูปกรวย (CONIZATION) หรือขยายปากมดลูก รุนแรงเกินไป

ผู้ป่วยจะมีประวัติแท้งซ้ำบ่อย ๆ (REPEATED ABORTION) ในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 3-6 เดือน) ลักษณะของการแท้งมักจะเริ่มจาก มีความรู้สึกถ่วงท้องน้อยและมีของเหลวคล้ายตกขาว จำนวนมาก ไหลออกมาจากช่องคลอดก่อน 1-2 วัน ถุงน้ำจะย้อยโผล่ออกมาจากปากมดลูก เมื่อถุงน้ำแตก จึงมีการเจ็บครรภ์และแท้งเด็กออกมาในเวลาค่อนข้างรวดเร็ว
แนวทางการรักษา ผ่าตัดและผูกรัดคอมดลูก (CERVICAL CERCLAGE) หากผ่าตัดในระหว่างตั้งครรภ์ควรทำในไตรมาสที่ 2 ขณะอายุครรภ์ประมาณ 14-16 สัปดาห์ เนื่องจากทารกมีชีวิตรอดจนถึงไตรมาสสองได้ มักจะมีโครโมโซมปกติ ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ ส่วนใหญ่จะแท้งไปภายในไตรมาสแรก (3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) เท่านั้น นอกจากนี้ การผ่าตัดในไตรมาสที่ 2 ยังมีผลข้างเคียง (เช่น แท้งบุตร, จากยาดมสลบ…) เกิดขึ้นน้อยมาก
ผลสำเร็จจากการรักษา ทำให้อัตราการตั้งครรภ์จนทารกโตรอดชีวิต จากเดิมก่อนผ่าตัดร้อยละ 20 เพิ่มเป็นร้อยละ 70-80

ความผิดปกติแต่กำเนิดของมดลูก
(CONGENITAL MALFORMATION OF THE UTERUS)


มดลูกของสตรี พัฒนาการมาจากท่อ (MULLERIAN TUBES) 2 ท่อ มาเชื่อมต่อกันตรงกลาง ในลักษณะคล้ายปาท่องโก๋ ส่วนบนของท่อ (MULLERIAN TUBES) จะพัฒนากลายเป็นมดลูก และท่อนำไข่ ส่วนล่างของท่อ (MULLERIAN TUBES) จะพัฒนาเจริญเป็นช่องคลอดส่วนบน

หากกระบวนการพัฒนาในระยะตัวอ่อนผิดปกติ ผลที่ได้อาจจะเป็น

  1. ไม่มีมดลูกหรือเป็นมดลูกขนาดจิ๋ว (MULLERIAN AGENESIS OR HYPOPLASIA)
  2. มดลูกแฝด (DOUBLE UTERUS)
  3. มดลูกเจริญเติบโตค่อนข้างสมบูรณ์จากท่อ (MULLERIAN TUBE) เพียงข้างเดียว (UNICORNUATE UTERUS)
  4. มดลูกที่มีลักษณะเว้าตรงส่วนกลาง ส่วนยอดมดลูกลักษณะคล้ายหัวใจ (BICORNUATE UTERUS)
  5. มดลูกที่มีผนังกั้นตรงกลางภายในโพรงมดลูก (SEPTATE UTERUS)


แนวทางการรักษา โดยการผ่าตัดตบแต่ง (METROPLASTY) ซึ่งจะทำได้เฉพาะมดลูกแฝด ชนิดไม่สมบูรณ์(UTERINE DIDELPHYS) มดลูกรูปหัวใจ (BICORNUATE) และมดลูกที่มีผนังกั้นในโพรงมดลูก (SEPTATE UTERUS) เท่านั้น ส่วนมดลูกที่ผิดปกติชนิดอื่น นั้นจะต้องให้การดูแลเป็นพิเศษเวลาตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจจะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้นได้ เช่น แท้งบุตร, คลอดก่อนกำหนด หรือตกเลือดภายในช่องท้องคล้ายกับท้องนอกมดลูก เป็นต้น

3.สาเหตุทางด้านฮอร์โมน (ENDOCRINE FACTORS)


ภาวะฮอร์โมนจากรังไข่บกพร่องภายหลังไข่ตก (LUTEAL PHASE INSUFFICIENCY)

พบเป็นสาเหตุของการแท้งเอง (SPONTANEOUS ABORTION) ประมาณร้อยละ 3.5 ของสตรีมีบุตรยาก แต่อุบัติการณ์จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 30 ในสตรีที่มีการแท้งซ้ำบ่อย ๆ (REPEATED ABORTION) จึงนับว่าภาวะนี้มีความสำคัญไม่ใช่น้อยทีเดียว

สาเหตุ

อาจเกิดจากกระบวนการควบคุมการเจริญเติบโต และการตกไข่ที่ไม่เป็นไปตามปกติ โดยอาจเป็นผลมาจากหรือเกิดร่วมกับ

  • การกระตุ้นไข่ด้วยยาบางชนิด เช่น CLOMIPHENE CITRATE
  • ภาวะที่มีฮอร์โมนโปรแลคตินสูงในกระแสเลือด (HYPERPROLACTIINEMIA)
  • การออกกำลังกายที่มากเกินไป เช่น สตรีนักวิ่งมาราธอน
  • ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OVARIAN HYPERSTIMULATION)
  • โรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคตับ โรคไต หรือโรคหัวใจที่เป็นมานาน ๆ เป็นต้น
  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (ENDOMETRIOSIS) ทั้งขณะที่โรคกำลังดำเนินอยู่และภายหลังการรักษาด้วยยา DANAZOL
  • ภาวะร่างกายที่มีฮอร์โมนเพศชายสูงเกินไป (HYPERANDROGENISM)


การวินิจฉัย

  1. ลักษณะอุณหภูมิพื้นฐานที่สูงขึ้นภายหลังไข่ตก มักจะน้อยกว่า 0.3 องศาเซลเซียส และคงอยู่นานน้อยกว่า 11 วัน (ซึ่งโดยปกติ อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างน้อย 0.3 องศาเซลเซียส และคงอยู่นานประมาณ 13-14 วัน)
  2. หากขูดเยื่อบุโพรงมดลูกในระยะหลังไข่ตก ไปส่งตรวจพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างการเจริญเติบโตน้อยกว่าความเป็นจริง 2 วันหรือมากกว่า
  3. ระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในเลือด หลังจากไข่ตก 7 วัน มีค่าต่ำกว่า 5 นาโนกรัม/มิลลิลิตร (ค่าปกติในระยะนี้ จะไม่ต่ำกว่า 10 นาโนกรัม/มิลลิลิตร


แนวทางการรักษา

เนื่องจากสาเหตุของความผิดปกติจากภาวะนี้มีหลายปัจจัย บางปัจจัยเป็นความผิดปกติที่เกิดร่วมกัน ดังนั้น จึงควรค้นหาสาเหตุร่วมเหล่านั้นและรักษาไปพร้อม ๆ กันด้วย เช่น การตรวจหาระดับฮอร์โมนโปรแลคติน และฮอร์โมนจากต่อมธัยรอยด์ในกระแสเลือด เป็นต้น ความผิดปกติจากโครโมโซมของทารก ที่มีการแท้งในเวลาเดียวกัน การรักษาจึงควรเน้นถึงการวินิจฉัยที่แน่นอน เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

    การรักษาภาวะนี้กระทำโดย
  1. ให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทดแทนที่ร่างกายขาดไป
  2. ให้สาร HCG (HUMAN GONADROTROPIC HORMONE) เพื่อกระตุ้นการทำงานของรังไข่ บริเวณที่ไข่ตก (CORPUS LUTEUM) ให้ทำงานสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่อไป
  3. ให้ยา BROMOCRIPTINE ในกรณีที่พบว่ามีระดับโปรแลคตินสูงในกระแสเลือด
  4. รักษาโรคอื่น ๆ ที่เกิดร่วมด้วยหรือเป็นผลให้เกิดภาวะนี้


    สำหรับการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนนั้น ให้ได้ 2 วิธี (ซึ่งเราจะให้ทันทีที่วินิจฉัยได้แน่นอนว่า ไข่ตกแล้ว เพราะถ้าให้เร็วเกินไป จะมีผลระงับการตกไข่
  1. โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  2. โดยการเหน็บทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก


ผลสำเร็จ ในการรักษา สตรีมีบุตรยากที่เกิดจากภาวะนี้ จะมีอัตราการตั้งครรภ์ ประมาณร้อยละ 37-54 ส่วนในกรณีที่มีประวัติแท้งซ้ำบ่อย ๆ (RECURRENT ABORTION) อัตราการตั้งครรภ์ และคลอดทารกปกติ จะสูงถึงร้อยละ 81

สาเหตุที่ไม่สามารถตรวจพบ (UNRECOGNIZABLE CAUSES)

กลุ่มที่มีโครโมโซมผิดปกติ (RECURRENT ANEUPLOIDY)

เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของการแท้งซ้ำบ่อย ๆ ในคู่สามีภรรยาที่มีโครโมโซมปกติ และไม่มีประวัติคลอดบุตรพิการแต่กำเนิดมาก่อน

ความผิดปกติของโครโมโซมในทารกกลไกการเกิดได้อย่างไร พ่อแม่น่าจะเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิด ความผิดปกติของโครโมโซมในทารกเหล่านี้ แม้ว่าโครโมโซมของพ่อแม่เองจะปกติก็ตาม

- กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธ์ของหญิงและชายจะเกิดความผิดปกติขึ้ น ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง
- "ไข่" ที่ได้รับการปฏิสนธิอาจจะแก่เกินไป ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุของสตรีที่มากหรือการตกไข่ที่ช้า
- กระบวนการปฏิสนธิ หรือการแบ่งตัวภายหลังการปฏิสนธิใหม่ ๆ อาจจะผิดปกติ ทำให้ได้ "ตัวอ่อน" (ทารก) ที่มีโครโมโซมผิดปกติไปด้วย

กลุ่มที่มีโครโมโซมปกติแต่มีการแท้งซ้ำบ่อย ๆ (RECURRENT EUPLOIDIC ABORTION)

อาจจะเกิดจาก
  • การทำงานของรังไข่บริเวณที่ไข่ตกบกพร่อง (UNDETECTED CORPUS LUTEUM PAILURE) ในขณะที่ตั้งครรภ์ใหม่ ๆ
  • สาเหตุทางด้านภูมิคุ้มกัน (IMMUNOLOGIC ETIOLOGY) ซึ่งมากมาย และเป็นที่สนใจศึกษาค้นคว้ากันอย่างมากในปัจจุบัน
  • สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม (ENVIRONMENTAL FACTORS)

    - การติดเชื้ออย่างทันทีทันใด ในกลุ่ม ซิฟิลิส (SYPHILIS), ไมโครพลาสมา (MYCOPLASMA), คลาไมเดีย (CLAMYDIS) และอื่น ๆ
    - รังสีเอกซเรย์ในปริมาณสะสมที่มากอย่างมีนัยสำคัญ (ปกติไม่เกิน 180 มิลลิลิตร)
    - แก๊สจากยาดมสลบ (ANESTHETIC GAS) พบมากในพยาบาลดมยา และพยาบาลห้องผ่าตัดตั้งครรภ์
    -การสูบบุหรี่และดื่มแอลกฮอล์มากเกินไป ก็ถือเป็นสาเหตุของการแท้งซ้ำบ่อย ๆ เช่นกัน







สาเหตุและการพยากรณ์โรค
สาเหตุ (อุบัติการณ์) โอกาสที่จะได้ทารกปกติ แนวทางการรักษา
I. สาเหตุที่สามารถตรวจหาได้
1. สาเหตุทางพันธุกรรม พบร้อยละ25 ร้อยละ 32 การตรวจวินิจฉัยพันธุกรรม
ก่อนคลอด
(PRENATAL DIAGNOSIS)
2. สาเหตุจากตัวมดลูก พบร้อยละ15
  1. มีผนังกั้นภายในโพรงมดลูก
    (UTERUS SUBSEPTUS)
  2. ปากมดลูกหลวม
    (INCOMPETENT CERVIX)
  3. เนื้องอกมดลูก
    (MYOMA UTER)
  4. มีพังผืดในโพรงมดลูก
    (ASHERMAN'S SYNDROME)

  5. ความผิดปกติแต่กำเนิดของมดลูก (CONGENITAL MALFORMATION
    OF THE UTERUS)
ร้อยละ 60-70  
  1. การผ่าตัด
    (METROPLASTY)
  2. การเย็บปากมดลูก
    (CERVICAL CERCLAGE)
  3. การผ่าตัด
    (MYPMECTOMY)
  4. การส่องกล้องเข้าไปภายใน
    โพรงมดลูก เพื่อทำลายพังผืด
    (HYSTEROSCOPICLYSIS
    OF SYNECHIAE)
  5. การผ่าตัดตบแต่ง
    (METROPLASTY)
3. สาเหตุจากภาวะฮอร์โมน
พบร้อยละ 23
  • ภาวะฮอร์โมนจากรังไข่ ภายหลังไข่ตกบกพร่อง (CORPUS LUTEUM DEFECT)
ร้อยละ 90
  • ให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
    เสริมเพิ่มเติมโดยวิธี
    ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
    หรือเหน็บทางช่องคลอด
  • ให้ยาลดสารโปแลคติน
    ในกรณีที่มีสารตัวนี้
    ในกระแสเลือดสูง
II. สาเหตุที่ไม่สามารถตรวจหาพบ
(UNKNOWN ETIOLOGY)

พบร้อยละ 37

1. กลุ่มที่มีโครโมโซมผิดปกติเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กัน (RECURRENT ANEUPLOIDY) ซึ่งอาจจะ มีสาเหตุ จากไข่ตกช้า, อายุแม่มาก, การปฏิสนธิเกิดขึ้นช้ามากไป

2. กลุ่มที่มีโครโมโซมปกติแต่มีการ แท้งซ้ำเกิดขึ้นบ่อยๆ (RECURRENT EUPLOIDY) ซึ่งอาจมีสาเหตุจาก การสร้างฮอร์โมนของรังไข่ผิดบกพร่อง, ภาวะภูมิต้านทานผิดปกติ, สิ่งแวดล้อมผิดปกติ
(การติดเชื้อ, เหล้า, บุหรี่)

ร้อยละ 62

  • การตรวจวินิจฉัยพันธุกรรม ก่อนคลอด (PRENATAL DIAGNOSIS)
  • หลีกเลี่ยงการใช้ไข่ หรืออสุจิ ที่มีอายุการใช้งาน แก่เกินไป  

  • ศึกษาเกี่ยวกับภาวะฮอร์โมน ในร่างกายเป็นระยะๆ และให้ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เสริมเพิ่มเติม
  • การศึกษาเกี่ยวกับภาวะ
    ภูมิคุ้มกัน
    (IMMUNOLOGIC STUDIES)
  • การให้คำปรึกษา
    ก่อนตั้งครรภ์


แนวทางรักษาสำหรับกลุ่มที่หาสาเหตุไม่พบ

ไม่ว่าจะอย่างไร จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุทางด้านพันธุกรรม (GENETIC), โครงสร้างกายวิภาค (ANATOMY) และฮอร์โมน (ENDOCRINE) ก่อนเสมอ เพื่อว่าอาจจะพบสาเหตุซึ่งแต่เดิมหาไม่พบ จากนั้นจึงทำการรักษาอย่างเป็นขั้นตอนต่อไป ขณะเดียวกัน ต้องพยายามมองหาสาเหตุอื่นอีก เพราะคนไข้ในกลุ่มนี้มักมีหลายเหตุปัจจัย

  • สตรีเหล่านี้ ควรดูอุณหภูมิกายพื้นฐาน (BASAL BODY TEMPERATURE) ติดต่อกันหลาย ๆ เดือน เพื่อศึกษาช่วงเวลาไข่ตกที่แน่นอนและวางแผนการตั้งครรภ์
  • ในกรณีที่ไข่ตกช้าหรือไม่ตก ต้องหมั่นมารับการรักษาและกระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อให้ "ไข่" ที่ปฏิสนธิมีอายุการใช้งานอยู่ในช่วงที่เหมาะสม
  • ควรทำการทดสอบการปฏิสนธิระหว่าง "ไข่" กับ "เชื้ออสุจิ" หากมีปัญหาอาจรักษาแก้ไขได้ด้วยวิธี "อิ๊กซี่" (เจาะ "ไข่" ใส่ "เชื้ออสุจิ" เข้าไปเพียงตัวเดียว)
  • สามีไม่ควรงดมีเพศสัมพันธ์กับภรรยานาน ๆ ก่อนไข่ตก เพราะอาจมี "อสุจิ" ที่อายุการใช้งานแก่เกินไป ปฏิสนธิกับ "ไข่" แล้วได้ "ตัวอ่อน" ที่มีโครโมโซมผิดปกติ (FETALANEUPLOIDY)
  • ทั้งสามีและภรรยา ควรได้รับยาจำพวก DOXYCYCLINE เพื่อทำลายเชื้อโรคที่อาจเป็นสาเหตุ โดยรับประทานทุกวันในช่วง 10 วันแรกของรอบเดือนในระยะเริ่มแรกของการรักษา
  • ทำการทดสอบเพื่อให้ทราบผลการตั้งครรภ์เร็วที่สุดเมื่อทราบว่า "ตั้งครรภ์" ควรให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น

    • การให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่อไป
    • การตรวจการทำงานของต่อมธัยรอยด์ตามความเหมาะสม
    • การตรวจดูด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์อย่างสม่ำเสมอ
    • หลักเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์
    • เจาะดูดน้ำคร่ำเพราะเลี้ยงโครโมโซม เพื่อตรวจความผิดปกติของทารก

  • การผสมเทียมโดยใช้เชื้อบริจาค อาจเป็นทางเลือกสำหรับคู่สามีภรรยาที่สงสัยอย่างมากว่าเป็นสาเห ตุจาก สามีที่ก่อให้เกิดทารกมีโครโมโซมผิดปกติ (RECURRENT FETAL ANEUPLOIDY)


จากการวางแผนที่ดีและมีการติดตามอย่างเหมาะสม ตลอดการตั้งครรภ์ในระยะแรก ทำให้ได้ผลสำเร็จคลอดทารกปกติถึงร้อยละ 62 ทีเดียว

สตรีที่ตั้งใจจะมีลูก พอตั้งท้องขึ้นมา จะรู้สึกถึงความสุขมากอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอจะรู้หรือไม่ว่า อุปสรรคข้างหน้านั้นยังมีรออยู่อีกมาก โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งได้ทุกเมื่อ ดังนั้น จึงควรรีบฝากครรภ์และหาผู้ดูแลใกล้ชิดทันที ที่ทราบว่า "ท้อง"

สำหรับ คนที่มีประวัติแท้งซ้ำบ่อย ๆ (RECURRENT ABORTION) อย่างเพิ่งสิ้นหวัง เพราะมีแนวทางแก้ไขมากมาย ทั้งกลุ่มที่มีสาเหตุและหาสาเหตุไม่พบ ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีด้านการสืบพันธ์สมัยใหม่ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความหวัง ของสตรีที่แท้งบุตรบ่อย ๆ เหล่านี้ ให้เป็นจริงได้ โดยไม่ยากลำบากนัก

[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2541 ]




 
     
  โดย : พ.ต.ต.นพ.เสรี ธีรพงษ์  
  URL Link : ../books/neardoc.htmlอ
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 26 มิ.ย. 2008 at 07:31 Share

คำถามต่างๆ เกี่ยวกับอาการปวดประจำเดือน



ถาม : อะไรเป็นสาเหตุของการปวดประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือน เป็นสิ่งที่พบบ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ เชื่อกันว่า กว่าครึ่งหนึ่งของสตรีวัยนี้มีอาการปวดท้องน้อยเมื่อรอบเดือนมา ความรุนแรงของอาการปวด จะมากหรือน้อยในแต่ละคนไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม มีถึงร้อยละ 10 ที่มีอาการมาก ถึงขั้นต้องหยุดเรียนหรือลางาน

สาเหตุของการปวดประจำเดือนเกิดจากมีสารจำพวกพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) หลั่งออกมามาก สารพวกนี้ทำให้มีการหดตัวของหลอดเลือดและหดเกร็งของกล้ามเนื้อเ รียบ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการปวด พบว่าสารพรอสตาแกลนดินจะมีปริมาณในช่วง 1-3 วันแรก ของการมีรอบเดือน และโดยทั่วไปแล้วอาการปวดจะเริ่มก่อนมีประจำเดือนหลายชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณพรอสตาแกลนดิน ที่หลั่งออกมาและเมื่อระดับของสารนี้กลับสู่ปรกติ อาการปวดก็จะหายไป


ถาม : ทำไมบางคนปวด บางคนไม่มีอาการปวด แบบไหนถือว่าผิดปรกติ

อย่างที่กล่าว มีสตรีกว่าครึ่งที่ปวดประจำเดือน ส่วนที่เหลือไม่ปวด ทั้งสองกลุ่มถือว่าปรกติทั้งคู่ แต่ถ้าเดิมไม่เคยปวดแล้วมาปวดหรือปวดรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หรือมีอาการอื่นๆ สมทบเพิ่มขึ้น อาจไม่ใช่อาการปวดประจำเดือนธรรมดา จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เช่น อาจเป็นซีสต์ในมดลูก มีเนื้องอก หรือมีการติดเชื้อ เป็นต้น


ถาม : ทำไมจึงมีอาการไม่สบายตัวก่อนที่จะมีรอบเดือน เช่น เมื่อยตัว ปวดหลัง ปวดเอว ท้องเดิน คลื่นไส้ หรือปวดศีรษะ

การปวดประจำเดือนนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาการปวดแต่เพียงอย่างเดียว มีอาการอื่นๆ พ่วงตามมาด้วยไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เป็นเพราะสารพรอสตาแกลนดินที่กล่าวแล้วพลัดเข้าสู่ ระบบไหลเวียนโลหิตสู่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้มีอาการอื่นๆ นอกเหนือไปจาก อาการปวดท้องน้อยที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน (พบร้อยละ 90) เมื่อยตัว (พบร้อยละ 85) ปวดหลัง ปวดเอว (พบร้อยละ 60) ท้องเดิน (พบร้อยละ 60) ปวดศีรษะ (พบร้อยละ 45) ยิ่งไปกว่านี้ยังพบอาการเป็นลม วิงเวียน หงุดหงิด ได้ในบางราย


ถาม : มีวิธีใดบ้างที่สามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

มีแนวทางอยู่ 2 ประการในการบรรเทา ประการแรก ให้ยาขัดขวางการสร้างพรอสตาแกลนดิน ซึ่งเป็นต้นตอของอาการปวดประจำเดือน ยากลุ่มนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า NSAIDs (non-steroidal anti-inflammatory drugs) เช่น mefenamic acid, indomethacin, piroxicam, ibuprofen เป็นต้น ซึ่งหลายรายงานกล่าวว่า ยาที่ได้ผลดีที่สุดในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนคือ mefenamic acid แนวทางที่สองในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนคือ การรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดผสม ระหว่างเอสโตรเจนกับโปรเจสติน แต่วิธีนี้จะไม่เหมาะกับผู้ที่รอการตั้งครรภ์ และมีข้อเสีย ตรงที่ต้องกินยาทุกวัน

นอกเหนือจากที่กล่าวแล้ว การนวดท้องเบาๆ การประคบน้ำอุ่น การออกกำลังกาย หรือการยืดเส้นยืดสายก็อาจช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ และสำหรับสตรีบางคน การอดนอน ความเครียด และการดื่มกาแฟอาจทำให้อาการปวดรุนแรง ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านี้


ถาม : ยาแก้ปวดประจำเดือนจะออกฤทธิ์ภายในเวลาเท่าใด ควรกินบ่อยแค่ไหน และนานเท่าไร

วิธีที่นิยมที่สุดของการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนคือ การรับประทานยาแก้ปวดประจำเดือน ยาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากกินยา และมักจะมีฤทธิ์อยู่นาน 4-6 ชั่วโมง ดังนั้น สามารถกินยากลุ่มนี้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมงตามระยะเวลาออกฤทธิ์ของยา ตราบใดที่ยังมีอาการปวดอยู่ ก็สามารถกินยาได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เกิน 1-3 วัน อาการก็จะหายไปเอง


ถาม : ผลข้างเคียงของการกินยาแก้ปวดประจำเดือนคืออะไรบ้าง

ยาในกลุ่ม NSAIDs มีผลข้างเคียงคล้ายๆ กัน คือระคายกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการปั่นป่วนท้อง หรือคลื่นไส้ อาเจียนได้ ซึ่งป้องกันได้ด้วยการ กินยาพร้อมอาหาร ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ พบไม่บ่อยนัก


ถาม : ยาแก้ปวด เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาอื่นๆ มีผลดีผลเสียอย่างไร

ยาคลายกล้ามเนื้อนั้นไม่ค่อยนิยมใช้เนื่องจากแก้ที่ปลายเหตุ ส่วนยาอื่นๆ อย่างยาคุมกำเนิดก็มีข้อเสียตรงที่ต้องกินทุกวัน ซึ่งไม่ค่อยสะดวกนัก


ถาม : เมื่อมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อและมีเลือดออกมาเป็นลิ่ม มีสาเหตุอะไร และวิธีรักษาทำอย่างไร

ปรกติแล้วประจำเดือนจะไม่เป็นลิ่มเลือด หากมีอาการดังกล่าวให้ไปพบแพทย์ เพราะอาจจะไม่ใช่อาการปวดประจำเดือนทั่วไป อาจจะมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาการปวด ในขณะมีรอบเดือนมา เช่น เนื้องอกในมดลูก ผนังมดลูกหนาตัวผิดปรกติ การติดเชื้อภายใน เป็นต้น


(update 26 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..นิตยสารวงการยา ปีที่ 2 ฉบับที่ 26 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2544 ]

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 26 มิ.ย. 2008 at 13:46 Share
เยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่(ENDOMETRIOSIS)

< Spacing=0 src="http://www.thaiclinic.com/phpAds/ad.php?clientID=15&target=_blank&refresh=60" Border=no width=468 scrolling=no height=60>< ='' src='http://www.thaiclinic.com/phpAds/adjs.php?clientID=15&target=_blank&withText=0'>

      โรคเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่เกิดได้กับสตรีในวัยเจริญพันธุ์ทำให้ มีความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
    อาจทำให้มีอาการปวดมากที่บริเวณท้องน้อยโดยเฉพาะเวลามีประจำเดือนและเชื่อว่ามักเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก
    ผู้ป่วยหลายรายที่มีโรคนี้อยู่โดยไม่มีอาการอะไรเลย กว่าจะตรวจพบได้ก็พบว่าอวัยวะสืบพันธ์ในช่องเชิงกรานถูก
    ทำลายไปมากเสียแล้วแต่เมื่อตรวจพบแลัวก็รักษาให้หายได้ไม่ยาก
      อวัยวะสืบพันธุ์สตรี
      เพราะโรคเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ เป็นความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี จึงควรทำความเข้าใจกันก่อน
       ว่า  อวัยวะสืบพันธุ์สตรีทำงานอย่างไร
      ในวัยเจริญพันธุ์มดลูกมีหน้าที่ 2 อย่างคือ
      1. รับและเลี้ยงดูเด็กในครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนคลอด
      2. ช่วยบีบตัวให้เด็กคลอดออกมา
      รังไข่มีหน้าที่สร้างไข่ (Ova) และฮอร์โมนเพศสตรีซึ่งทำให้เยื่อบุมดลูกมีการเจริญเปลี่ยนแปลงเ พื่อรับไข่ที่ผสมแล้ว
    ถ้าไข่ที่ตกออกมาในแต่ละรอบประจำเดือนไม่ถูกผสมโดยเชื้ออสุจิ เยื่อบุมดลูกก็จะสลายหลุดออกมาเป็นประจำเดือน
      รอบประจำเดือน
      ในระหว่างรอบประจำเดือน เยื่อบุมดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ คือ ปกติใน 1 รอบประจำเดือน จะยาว ประมาณ 28 วัน
      (ซึ่งอาจสั้นหรือยาวกว่านี้ ในแต่ละบุคคล) เรานับวันที่มีประจำเดือนหมด คือ ประมาณวันที่ 5 รังไข่จะผลิตฮอร์โมนเพศสตรีมากระตุ้น เยื่อบุมดลูกให้เจริญและหนาตัวขึ้นมีเส้นเลือดนำอาหารมาเลื้ยงม ากขึ้นเพื่อ เตรียมรับการตั้งครรภ์
      ประมาณวันที่ 14 ของรองเดือน เยื่อบุมดลูกจะหนากว่าระยะเริ่มต้นถึง 10 เท่า และช่วงนี้จะมีการตกไข่  ไข่จะถูกจับ
      เข้าไปในท่อนำไข่ และถ้าได้ผสมกับเชื้ออสุจิ ก็จะเคลื่อนเข้าไปในมดลูกและฝังตัวอยู่ในเยื่อบุมดลูก
      ถ้าไข่ไม่ถูกผสม มันจะเคลื่อนผ่านท่อนำไข่เข้าไปในมดลูกแล้วสลายตัวไป ระดับฮอร์โมนก็จะลดลงแล้วมี การลอกหลุดตัว
      ของเยื่อบุมดลูกกลายเป็นประจำเดือนออกมาในประมาณวันที่ 28 ของรอบเดือนแล้วก็เริ่มต้น รอบเดือนใหม่ เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
      อะไรคือโรคเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่
      เยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่คือภาวะเนื้อเยื่อซึ่งมีลักษณะและการเปล ี่ยนแปลงเหมือนเยื่อบุมดลูกไปเจริญขึ้นที่อื่น
       นอกโพรงมดลูกเชื่อว่าเกิดจากเยื่อบุมดลูกหลุดออกไปตามท่อ นำไข่ขณะมีประจำเดือนแล้วไปเจริญเติบโตในอวัยวะต่าง ๆ
      คือ รังไข่, ท่อนำไข่ ฝังด้านนอกของมดลูก, ลำไส้ และอวัยวะอื่น ๆ ในช่องเชิงกราน
      มันอาจจะไปขึ้นที่ใด ๆ ก็ได้ในช่องท้อง แล้มีการเปลี่ยนแปลงในรอบเดือนเหมือนกับที่อยู่ในผนังโพรง
       มดลูก ดังนั้นเมื่อถึงคราวที่เยื่อบุมดลูกซึ่งขึ้นผิดที่ก็จะมีการหลุ ดลอกและมีเลือดออกเช่นกัน แต่เลือดประจำเดือนยัง มีทางออกทางช่องคลอด ส่วนเลือดจากเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ไม่มีทางออก จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาในร่างกาย 2 อย่างคือ
      1. เกิดลักษณะการอักเสบและสร้างเยื่อพังผืดขึ้นมาล้อมรอบ
      2. เลือดนั้นถูกดูดซึมกลับเข้าระบบไหลเวียนโลหิตใหม่
      ปรากฏการณ์จะเป็นอย่างนี้ทุก ๆ เดือนและเกิดปฏิกิริยาเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีเลือดออกพร้อมกับกา รมีประจำเดือน
    ทำให้มีเยื่อพังผืดหนาตัวขึ้นเรื่อย ๆ ในอุ้งเชิงกราน บางครั้งถุงเลือดที่มีอยู่เดิมแตกออกทำให้เลือดและเยื่อบุมดลูก
    กระจายไปเจริญขึ้นในที่อื่น ทำให้เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การมีพังผืดยึดอวัยวะต่าง ๆ มากนี้เป็นผลให้
    การตกไข่ออกจากรังไข่เป็นไปไม่ดีหรือไม่ได้ และท่อนำไข่ก็ไม่สามารถทำงานในการจับไข่เข้าไปได้
    เพราะมีการยึดรั้งจากพังผืดหรือทำให้ท่อนำไข่ตีบตัน
      ใครจะเป็นโรคเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ได้บ้าง?
      เยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่จะเกิดได้ต่อเมื่อผู้นั้นมีประจำเดือนก่ อนวัยมีประจำเดือนไม่พบมีโรคนี้ หรือวัยพ้นมีประจำเดือน
    ตำแหน่งที่อาจเกิด Endometriosis
      (1) ท่อรังไข่
      (2) รังไข่
      (3) เยื่อบุผนังอุ้งเชิงกราน
      (4) ผนังกั้นช่องคลอดกับทวารหนัก
      (5) ฝีเย็บ
      (6) ช่องคลอด
      (7) กระเพาะปัสสาวะ
      (8) มดลูก
      (9) ไส้ติ่ง
      (10) ส่วนปลายสำไส้ใหญ่
      (11) สำไส้เล็ก
      แล้วโรคที่เป็นอยู่ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลงตามลำดับ เราจะพบโรคนี้มากในสตรีอายุ 30 - 40 ปี เรายังไม่
       ทราบแน่ชัดว่าทำไมบางคนจึงเป็นโรคนี้ แต่บางคนไม่เป็น มีหลักฐานบางอย่างบ่งว่าอาจมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้
      มีอะไรบ้างที่จะป้องกันโรคนี้?
      มีหลายอย่างที่ช่วยป้องกัน หรือช่วยชลอความรุนแรงของโรคนี้ได้ คือ
      1. การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร เพราะทำให้ไม่มีประจำเดือน
      2. ยาเม็ดคุมกำเนิด เชื่อว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำนาน ๆจะช่วยหยุดยั้งการก่อตัว
      หรือการแพร่กระจายของเยื่อบุมดลูกที่ขึ้นผิดที่และทำให้เยื่อบุ มดลูกบางกว่าธรรมดามากและฮอร์โมน
      จากยาเม็ดคุมกำเนิดนี้จะช่วยลดการกระตุ้นที่ตำแหน่งของเยื่อบุม ดลูกขึ้นผิดที่
      3. การขยายตัวของปากมดลูกที่เกิดจากการคลอดบุตร
      ผลของโรค
      สตรีที่เป็นโรคนี้ จะมีภาวะมีบุตรยากขึ้นกว่าคนไม่เป็นโรค บางรายแพทย์ตรวจพบโรคนี้จากการตรวจหา
       สาเหตุของการไม่มีบุตร และถ้าท่านมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุว่าเกิดจากเยื่อมดลูกขึ้นผิดที่ห รือไม่ คือ
      1. มีอาการปวดประจำเดือน
      2. ปวดท้องน้อยแปลบ ๆ เมื่อขณะมีเพศสัมพันธ์
      3. ปวดปัสสาวะบ่อยหรือท้องเดินบ่อยหรือถ่ายลำบากและอาการจะรุนแรงช ่วงใกล้มีหรือกำลังมีประจำเดือน
      และพอหมดประจำเดือน อาการก็หายไป
      การเป็นมะเร็งกับเนื้อเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ พบน้อยมากไม่ถึง 1% และถ้าเป็นก็จะพบในรายที่เป็นมาก ๆ
       หรืออายุมาก ๆ
      การตรวจพิเศษ
      ปกติแพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วย และประวัติการมีประจำเดือนของท่าน
       จากนั้นก็จะตรวจภายในดูอวัยวะในอุ้งเชิงกรานว่ามีอะไรผิด ปกติหรือไม่ บางครั้งแพทย์อาจจะตรวจท่านช่วงที่ ประจำเดือนยังไม่มาและช่วงที่กำลังมีประจำเดือนเพื่อเปรียบเทีย บความผิดปกติที่ตรวจพบ
      มีหลายรายที่ให้การวินิจฉัยโดยการตรวจธรรดาไม่ได้ต้องทำการส่อง กล้องทางหน้าท้องเข้าไปดูอวัยวะภายในของเชิงกราน
      จึงจะบอกได้
      การรักษา มีการรักษาหลายวิธี คือ
      1. การใช้ฮอร์โมน ปัจจุบันมีฮอร์โมนหลายชนิดให้เลือดในการรักษาฤทธิ์ของฮอร์โมนพว กนี้ คือ ทำให้ไม่มีประจำเดือน
      2. การผ่าตัดแบบประคับประคอง คือการผ่าตัดเอาเฉพาะจุดของเนื้อเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ออก เก็บเนื้อรังไข่ที่ดีไว้
      และคงสภาพท่อรับไข่ให้ดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสในการจะมีบุตรต่อไปภายหน้าได้
      3. การผ่าตัดใหญ่ จะทำในรายที่โรคเป็นรุนแรง มีการยึดติดของผังผืดในอวัยวะสืบพันธุ์มาก ทำให้ไม่สามารถมีบุตร
      ต่อไปได้ หรือผู้ป่วยไม่ต้องการมีบุตรอีก แพทย์ก็อาจจะตัดมดลูกออก หรือ ตัดรังไข่ออกด้วย
      ปกติในการผ่าตัดนั้น แพทย์จะพยายามอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าโรคที่เป็นอยู่รุนแรงเพ ียงใด จะต้องผ่าตัด
       แบบไหนอย่างไรก็ตาม บางครั้งการตรวจพบในขณะผ่าตัดก็อาจต่างไปจากการตรวจพบก่อนผ่าตั ดได้ และอาจต้องเปลี่ยนแผนการผ่าตัดต่างไปจากที่เคยบอกไว้ก่อน
      บทส่งท้าย
      โรคเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่จะมีผลต่อผู้ป่วยสตรีในลักษณะที่แตกต ่างกันไป   เอกสารนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้
       ความเข้าใจแก่ท่านในแนวกว้าง ถ้าท่านมีข้อสงสัยอะไรมากกว่านี้ ผู้ที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุด คือ แพทย์ของท่านเอง
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 26 มิ.ย. 2008 at 13:48 Share
[ คัดลอก จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2541 ]

อาหารบำรุงรอบเดือน

นพ.วิโรจน์ หมัดป้องตัว


ประจำเดือนที่มาตามปกติแสดงถึงความสมบูรณ์ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ และเป็นการ ถ่ายเทเลือดเสียซึ่งเกิดจากการสลายตัวของเยื่อบุมดลูกและสร้างเ ยื่อบุมดลูกใหม่หมุนเวียน ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ

ทว่าแต่ละเดือนที่คุณผู้หญิงต้องเสียเลือดเป็นจำนวนมากจากการมี รอบเดือน ร่างกายจะสูญเสียวิตามินและเกือแร่อย่างแคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสีด้วย ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติ หรือมีอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อารมณ์เศร้าซึม โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ขาดการออกกำลังกาย หากมัวแต่อดอาหาร รักษาหุ่น อาจทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็น และเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง ร่างกายจะซูบซีด ผิวพรรณไม่มีเลือดฝาด

ในช่วงมีรอบเดือน การรับประทานอาหารที่สมดุลต่อร่างกายจะช่วยป้องกันอาการต่าง ๆ ได้โดยเน้นที่อาหารบำรุงเลือด เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบสีเขียวจัด เช่น คะน้า กวางตุ้ง สาหร่าย เป็นต้น ซึ่งให้ธาตุเหล็ก วิตามินบี 6, บี 12, บีรวม และกรดโฟลิก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเลือดสูง

สำหรับสตรีที่ประจำเดือนมาน้อยหรือมากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจมี
ความผิดปกติ ในร่างกาย เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานไม่สมบูรณ์ หรือมีเนื้อร้ายที่มดลูกก็ได้ ความปลอดภัยจะมีมากขึ้น ถ้าอยู่ใกล้มือหมอ

นพ.วิโรจน์ หมัดป้องตัว
สูติ-นารีแพทย์

Back to Top
Amita View Drop Down
LadySquare Sponsor
LadySquare Sponsor
Avatar
BabyPlus

Joined: 02 ก.พ. 2007
Location: Thailand
Posts: 12331
Post Options Post Options   Quote Amita Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 26 มิ.ย. 2008 at 15:00 Share
เข้ามาแซวคนตั้งกระทู้ ว่าเมื่อไหร่จะท้องสักที
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 26 มิ.ย. 2008 at 15:16 Share

Originally posted by Amita

เข้ามาแซวคนตั้งกระทู้ ว่าเมื่อไหร่จะท้องสักที

55555....มีคนท้องมาแซวด้วย เดือนนี้มีลุ้นแน่ๆเรยเรา อิอิ...

เด๋วแอนจะรีบป่องตามโอเปิ้ลไปติดเรยค๊า...

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 มิ.ย. 2008 at 07:45 Share
[ จากนิตยสาร fitness ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 ]

รอบเดือนกับการออกกำลังกาย

นพ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ


การมีประจำเดือน เป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของชีวิต ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์เราด้วย
และแน่นอน การมีประจำเดือนเป็นเรื่องของสตรีเพศเท่านั้น ผู้ชายไม่เกี่ยว เพราะเพศชายไม่มีสิทธิ์ที่จะมีประจำเดือน ว่าไปแล้ว การมีประจำเดือนนั้น มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย

ข้อดีที่เห็นได้ชัด ก็คือ มันช่วยบ่งบอกถึงสถานภาพของทางร่างกายว่า ขณะนี้นั้นเป็นอย่างไร เช่น พอจะมีลูกได้หรือยัง หรือยังพอจะมีลูกได้อีกหรือไม่ หากถึงวัยหมดประจำเดือนแล้ว นั่นก็หมายความว่า ไม่มีประจำเดือนออกมาให้เห็นกันอีก และบอกว่ารังไข่ได้หยุดทำงานแล้ว และบอกว่านั่นถึงเวลาแล้วนะ ที่คุณผู้หญิง จะต้องคิดถึงฮอร์โมนเสริม

แต่ดูเหมือนว่าการมีประจำเดือนนั้นจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดีที่เ ห็นชัดก็คือ การเสียเลือด เลือดที่ออกมาเป็นรอบเดือนนั่นแหละ มันคือเลือดดี ๆ ทั้งนั้น ขณะที่หลาย ๆ คน เข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นเลือดเสีย เลือดเสียที่ร่างกาย จำเป็นต้องขับออกมา ถ้าหากไม่ขับออกมา ในแต่ละรอบเดือน มันหมายถึง การเก็บสะสมเลือดเสียไว้ ภายในร่างกาย แล้วสักวันหนึ่ง มันจะเป็นเหตุทำให้บ้าได้

เป็นความเข้าใจผิดทั้งเพแหละครับ หากเลือดประจำเดือนไม่มีออกมา ก็แสดงว่า คุณไม่ต้องเสียเลือด มันก็เท่านั้นเอง ขณะที่ต้นเหตุของการไม่มีรอบเดือนออกมาต่างหาก ที่ต้องรับรู้ และต้องแก้ไข จึงพอสรุปว่า ข้อเสียของการมีรอบเดือนอันแรกก็คือ การเสียเลือดนั่นเอง ยังมีข้อเสียอีกกองพะเนิน จนกระทั่งเรียกว่า เป็นกลุ่มอาการ ที่ไม่พึงประสงค์ ที่เกิดขึ้นร่วมกับการมีรอบเดือน เป็นต้นว่า อาการปวดศีรษะ อาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ ปวดท้อง และที่แน่ ๆ ก็คือ ทำให้สมาธิ และประสิทธิภาพ ของร่างกายลดน้อยลง ในช่วงที่มีรอบเดือน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้จะมีผลต่อการทำงานของร่างกาย เป็นต้นว่า นักเรียนที่กำลังมีรอบเดือน ก็จะทำให้ไม่มีสมาธิกับการเรียนเท่าที่ควร และจะมีผลกระทบ อย่างชัดเจน กับเหล่านักกีฬาที่เป็นผู้หญิงทั้งหลาย หากว่าเกิดมีรอบเดือนขึ้นมาพอดีกับ ช่วงของการแข่งขัน นั่นก็จะทำให้ความสามารถลดน้อยลงไป และอาจทำให้ถึงกับแพ้ ได้เลยทีเดียว ผมจึงเข้าใจว่า ระดับนักกีฬาอาชีพทั้งหลายที่เป็นผู้หญิง เขาคงจะต้องหาทาง ทำให้ไม่มีรอบเดือนเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน ในช่วงของการแข่งขัน นี่ผมก็เพิ่งได้ดูเทนนิส U.S. OPEN ผ่านไปหยก ๆ ฝีไม้ลายมือระดับพระกาฬทั้งนั้น หากใครเกิดไม่สบายไปเพียงนิดเดียว ก็มีสิทธิ์แพ้อีกฝ่ายได้ทันที เพราะฝีมือแต่ละคนนั้น ใกล้เคียงกันมาก ทุกคนต้องฟิตเปรี๊ยะ ชนิดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงจะผ่านการแข่งขัน แต่ละครั้งไปได้ หากเกิดมีประจำเดือนขึ้นมา ในช่วงนั้นพอดี ฮิงกิส ก็ฮิงกิสเถอะครับ อาจจะแพ้แทมมารีนของเราได้ง่าย ๆ

ดังนั้นการมีรอบเดือนกับการเป็นนักกีฬานั้น ดูเหมือนจะมีความหมายต่อกันมิใช่น้อย แต่ก็อย่างว่าแหละครับ นั่นเป็นเรื่องของกีฬาอาชีพที่เกี่ยวกับอาชีพของเขา ที่เขาต้องทำให้ดีที่สุด แต่สำหรับเรา ๆ ประเภทสมัครเล่นนั้น การมีรอบเดือน กับการเล่นกีฬา หรือคนออกกำลังกาย ดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคอะไรมากมายนัก เพราะเราหรือคุณเองก็มิได้หวังอะไรมาก กับการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬา การแพ้หรือชนะ มิได้หมายถึงสิ่งที่ต้องการ แต่เป็นการออกกำลังกาย การเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพเสียมากกว่า ดังนั้นทางการแพทย์เองก็มิได้ห้าม หรือจะแนะนำอะไรเป็นพิเศษ กับคุณผู้หญิงที่จะออกกำลังกาย ขณะที่กำลังมีรอบเดือน เพียงแต่ว่าการออกกำลังกายนั้น ควรจะพิจารณาความเหมาะสม เช่น คุณจะลงสระว่ายน้ำ ขณะที่กำลังมีรอบเดือนอยู่ในวันหนัก ๆ นั้น ก็ดูกระไรอยู่ จริงมั๊ยครับ ขณะที่คุณสามารถออกกำลังกาย เล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ ได้อีกตั้งหลายชนิด ก็อย่าได้ไปคิดอะไรมากกับการมีรอบเดือน

หากคุณไม่ใช่นักกีฬาอาชีพซะอย่างอยากจะออกกำลังกายเมื่อไหร่ ทำได้เมื่อนั้นเลยครับ

นพ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 มิ.ย. 2008 at 11:00 Share
ก้อนที่ท้องน้อย


มีคุณผู้หญิงหลายท่านมาหาหมอ ด้วยเรื่องคลำก้อนได้ที่ท้องน้อย บางคนก็มีอาการปวดถ่วง บางคนก็ไม่มีอาการอะไรเลย แต่ทุกคนมีความรู้สึกร่วมกัน คือ กลัวว่าจะเป็นมะเร็ง! จึงมาให้หมอตรวจดู

ก้อนที่ท้องน้อยของคุณผู้หญิงเป็นอะไรได้บ้าง ?
ก้อนที่ท้องน้อย แบ่งได้ง่ายๆ เป็นสองอย่างค่ะ คือ ก้อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์ภายในสตรี กับก้อนที่เกี่ยวข้องกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์ภายในสตรี

ขอคุยกับคุณผู้หญิงเรื่อง ก้อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์ภายในสตรีก่อนนะคะ
ถ้าไล่จากผนังหน้าท้องเข้าไปหาในช่องท้อง ก้อนที่ท้องน้อยสามารถเป็นไปได้ตั้งแต่เนื้องอกของกล้ามเนื้อ ลมในช่องท้อง เนื้องอกของลำไส้ใหญ่ เนื้องอกของลำไส้เล็ก และไตที่หย่อนลงมาจนถึงท้องน้อย
คุณมาลี
คุณมาลีอายุ 35 ปี มีลูกหนึ่งคนอายุ 3 ขวบ มาหาหมอเพราะคลำก้อนที่ท้องน้อยได้ เธออธิบายว่าก้อนนี้วิ่งขึ้นลงได้ บางครั้งมีอาการแน่น จุกเสียดท้องร่วมด้วย เป็นเช่นนี้มาได้หกเดือนแล้ว
" แล้วคุณมาลี ไปตรวจรักษาอย่างไรบ้างแล้วคะ" หมอถาม
" ไปหาหลายหมอแล้วค่ะ หมอคลำท้องดูก็ว่าไม่มีก้อนอะไร ส่วนใหญ่ก็บอกว่าเป็นลมในท้อง ให้ยาโรคกระเพาะอาหารมากิน ก็ไม่ดีขึ้น" เธอเล่า
" แล้วมีอาการอื่นๆ ไหมคะ เช่น ท้องผูกหรือท้องเสีย น้ำหนักลด ถ่ายเป็นมูกเป็นเลือด" หมอถาม เพื่อหาสาเหตุคร่าวๆ
" ไม่มีค่ะ" คุณมาลีตอบ
" แล้วที่บ้านคุณมาลี คุณมาลีมีญาติๆ ที่เป็นโรคมะเร็งไหมคะ"
" มีค่ะ แม่ฉันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในตับ พ่อฉันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ พี่ชายอีกคนก็เป็นโรคเดียวกันกับพ่อ กำลังรักษาตัวอยู่" คุณมาลีบอก
……
คุณผู้อ่านที่เคารพรัก… การที่หมอจะตรวจหาว่า อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้น มาจากสาเหตุอะไร ก็ต้องมีร่องรอยให้หมอสืบค้นเหมือนกับเป็นนักสืบนะคะ

โรคมะเร็งหลายอย่างเป็นโรคทางพันธุกรรม เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก ถ้าพ่อแม่พี่น้องเป็น ระวังเราจะเป็นด้วย และการจะป่วยเป็นโรคอะไรของอวัยวะไหน มักจะมีอาการที่สัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะนั้นๆ เช่น
ถ้าเกี่ยวกับลำไส้ ก็มักจะมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด
ถ้าเกี่ยวกับมดลูก รังไข่ ก็มักจะมีอาการผิดปกติของประจำเดือน
ถ้าเกี่ยวกับไตอาจจะปวดถ่วงเล็กน้อย บางคนมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย
…….

ฟังคุณมาลีเล่าจบ หมอเสนอว่า " คุณมาลี ตรวจภายในดูหน่อยดีไหมคะ"
คุณมาลีตอบตกลงทันที เพราะเธออยากรู้ว่าตนเป็นโรคอะไร จะได้รักษาให้ถูกวิธี เนื่องด้วยรู้สึกทรมานทรกรรมมานาน

ผลของการตรวจภายใน พบว่ามีก้อนขนาด 5 เซนติเมตรอยู่ด้านหลังมดลูก หมอจึงแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวนด์ ผลการตรวจทางอัลตราซาวนด์ พบว่าเป็นก้อนที่มีของเหลวบรรจุภายใน สงสัยว่าเป็นลำไส้ หมอจึงส่งคุณมาลี ตรวจเพิ่มเติม โดยการสวนแป้งเข้าไปทางทวารหนัก และเอกซเรย์ (Barium enema) ผลการตรวจเอกซเรย์พบว่า ก้อนดังกล่าวเป็นเนื้องอกของลำไส้ใหญ่

คุณมาลีได้รับการรักษาคือ ผ่าตัดเอาเนื้องอกและลำไส้ใหญ่ออกไป และส่งชิ้นเนื้องอกตรวจทางพยาธิวิทยา ผลเนื้อยืนยันว่า เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

หลังผ่าตัด คุณมาลีได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ติดต่อกันนานหนึ่งปี ปัจจุบันคุณมาลีแข็งแรงและสุขสบายดี เธอหายจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มา 15 ปีแล้ว

คำแนะนำ : คุณผู้หญิงทุกท่าน ไม่ว่าจะเคยมีบุตรหรือไม่ แต่งงานหรือเป็นโสด ควรจะหัดคลำท้องน้อยตนเอง และเมื่อไหร่ที่คลำพบก้อนที่ท้องน้อย ให้ถือว่าเป็นก้อนที่ผิดปกติไว้ก่อน
ช่วงเวลาที่คลำหาก้อนที่ท้องน้อย ให้คลำตอนตื่นนอนยามเช้า โดยไม่ต้องไปปัสสาวะทิ้งก่อน การที่มีปัสสาวะคั่งในกระเพาะปัสสาวะ จะช่วยดันให้อวัยวะภายในที่มีความผิดปกติ ลอยเด่นขึ้นมาคลำได้ง่ายขึ้น

วิธีคลำ : ใช้นิ้วค่อยๆ ไล่กด ตั้งแต่เหนือหัวหน่าวจนถึงท้องน้อยด้านข้าง ทั้งสองด้าน ถ้าไม่พบความผิดปกติ ลองกดแบบเด้งมือ ถ้ามีก้อนผิดปกติ จะรู้สึกมีก้อนแข็งๆ ลอยมากระทบมือ

สรุป : เมื่อคลำพบก้อนที่ท้องน้อย หรือรู้สึกว่าท้องน้อยโตขึ้น อืดขึ้น ห้ามคิดว่านี่คืออาการปกติ สิ่งที่ควรคือ ให้ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

สำหรับก้อนที่ท้องน้อยที่เกี่ยวข้องกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์ภายใ นสตรีอาจมีสาเหตุจากโรคต่างๆ พบมากไปหาน้อยดังนี้… ตั้งครรภ์ เนื้องอกมดลูก เนื้องอกรังไข่ ถุงน้ำของท่อมดลูก ถุงหนองของรังไข่ ถุงหนองของมดลูก ฯลฯ
น้องออย
น้องออยอายุเพียง 13 ปี คุณแม่พามาหาหมอด้วยอาการท้องอืดและดูอ้วน เมื่อถามถึงเรื่องประจำเดือน น้องออยบอกจำไม่ได้ เพราะปกติประจำเดือนก็มาบ้างไม่มาบ้าง
แม่น้องออยเป็นอาจารย์ สอนโรงเรียนเดียวกับน้องออย และยืนยันหนักแน่นว่าลูกสาวไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ และออกจะโกรธหมอด้วยเมื่อหมอถามถึงเรื่องประจำเดือน
" น้องออย เป็นลูกสาวคนเดียว เรียนเก่ง อยู่ในโอวาทมาตลอด คบเพื่อนก็คบเพื่อนดีๆ อยู่ในสายตามาตลอด" คุณแม่บอกอย่างโกรธๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อหมอคลำท้องน้องออยพบก้อนที่ท้องน้อยขนาดโตจนเลยระดับสะดือ และแนะนำให้น้องออยตรวจเพิ่มเติมโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ คุณแม่ก็ยินยอมโดยดี
ผลก็เป็นอย่างที่คาดคิด คือน้องออยตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนเศษ
แม้ตรวจพบอย่างนั้น น้องออยก็ยังยืนยันว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับชายคนใด
….
คุณผู้อ่านคะ…อย่าโกรธหมอเลย ถ้าหมอจะถามเกี่ยวกับเรื่องประจำเดือน และสงสัยว่าอาจจะเป็นการตั้งครรภ์…เมื่อคลำก้อนที่ท้องน้อยได้ เพราะหมอส่วนใหญ่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยมาก และเจอคนไข้ลักษณะเดียวกับน้องออยบ่อยมากเช่นกันค่ะ

คำแนะนำ : สำหรับคุณผู้หญิงที่อยากมีบุตร เมื่อไหร่ที่ประจำเดือนขาด ควรจะตรวจปัสสาวะทันที ว่าตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะการตรวจหาการตั้งครรภ์ ตั้งแต่เนิ่นๆ จะบอกอายุครรภ์ได้ว่าท้องกี่เดือน

สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก ควรจะไปหาหมอทันที เมื่อสงสัยว่าจะพลาดในการคุมกำเนิด แม้พลาดสามวันล่วงมาแล้ว ก็ยังสามารถคุมกำเนิดได้ทันค่ะ แต่ถ้ารอจนถึงขั้นประจำเดือนไม่มา และหรือคลำก้อนได้ที่ท้องน้อย ทางออกมีทางเดียวคือการทำแท้งซึ่งผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม ทั้งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งกายและใจของคุณผู้หญิงค่ะ

สรุป : ในสตรีสาว และมีอาการขาดประจำเดือน เมื่อมีก้อนที่ท้องน้อย สิ่งที่ต้องคิดถึงอันดับหนึ่งคือ…เป็นก้อนมดลูกที่โตขึ้นจากการ ตั้งครรภ์ค่ะ


(update 17 ตุลาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 สิงหาคม 2546 ]

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 มิ.ย. 2008 at 14:06 Share

รู้ลึกเรื่อง ขาหยั่ง


แม้ว่า " ขาหยั่ง " จะเป็นเครื่องมือแพทย์ เพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะแต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยากใช้บริการนัก เพราะดูเหมือนจะมาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัวซะเหลือเกิน แถมข่าวลือยังมากมายซะด้วย แค่นึกก็เสียว…วว แล้ว

มาฟังหมออานนท์เล่าดีกว่าค่ะ เพราะนอกจากทำให้รู้จักคุ้นเคยกับขาหยั่ง
แล้วยังมีเคล็ดลับวิธีใช้ ช่วยลดความกังวลมาฝากคุณแม่ทุกท่านด้วย

สมัยเป็นเด็ก ตอนนั้นทั้งเกลียดทั้งกลัวหมอฟันมาก ไปหาหมอฟันทีก็เป็นเรื่องเจ็บตัว ซะทุกครั้ง แค่รู้ว่าต้องไปทำฟันพรุ่งนี้ คืนนี้ทั้งคืนก็นอนไม่หลับแล้ว ดีไม่ดีฝันร้ายอีกต่างหาก พอไปถึงโรงพยาบาล หมอเรียกเข้าห้อง ขามันสั่นแทบก้าวไม่ออกเลยล่ะ เห็นเตียงทำฟัน เหมือนเตียงประหาร คิดแล้วก็ยังกลัวไม่หาย ดีนะที่ไม่ได้มีเมียเป็นหมอฟัน


ขาหยั่ง คู่ขาหญิง

เด็กๆ รู้สึกกับเตียงทำฟันอย่างไร ก็คล้ายๆ กับผู้หญิง ที่มีความรู้สึกกับเตียงตรวจภายในอย่างนั้นเลยครับ แต่เกิดมาเป็นผู้หญิงแล้วจะไม่เคยต้องขึ้นเตียงขาหยั่ง ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ไม่เหมือนสมัยคุณย่าคุณยายสมัยก่อน ที่หากบอกว่าไม่เคยขึ้นขาหยั่งก็อาจเชื่อได้ เพราะแต่ก่อน คลอดลูกก็คลอดกันเองที่บ้าน ปูผ้าแล้วก็คลอดกันที่พื้นบ้าน ตรงนั้นเลย เวลาเกิดตกขาวเป็นเชื้อราก็ป้ายยาม่วง เหมือนที่ป้ายปากเด็ก แป๊บเดียวก็หาย ไม่รู้จักหรอกครับ ว่าขาหยั่งเป็นอย่างไร

แต่เดี๋ยวนี้ด้วยความห่วงใยในสุขภาพ และคุณภาพชีวิต ถึงแม้ว่าไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ก็ยังต้องไปตรวจภายในเช็กมะเร็งปากมดลูกกัน เป็นประจำทุกปีเลย ยิ่งคนที่มีปัญหาแถวนี้เยอะ เดี๋ยวตกขาว เดี๋ยวปวดท้องน้อย เดี๋ยวเลือดออก พวกนี้ก็ปีนขึ้นปีนลงเตียงขาหยั่งกันเป็นว่าเล่นทีเดียว

ด้วยว่าระบบภายในของผู้หญิงเรานั่นมันเป็นระบบที่ยุ่งยากซับซ้อ น มีการเปลี่ยนแปลง ของฮอร์โมน มีไข่ตก มีประจำเดือนมา บอบบาง มีการอักเสบติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นก็เลยต้อง มีหมอมาตรวจ มาดูแลส่วนสำคัญของผู้หญิงตรงนี้โดยเฉพาะ ที่เราเรียกกันว่า สูติ-นรีแพทย์ ก็คือหมอแบบพวกผมนี่เอง แล้วเวลาตรวจคนไข้ก็ลำบากกว่าหมอสาขาอื่นเพราะมีที่ให้ตรวจ นิดเดียวเอง เป็นช่องเข้าไปขนาดไม่เกินเหรียญห้า แถมอยู่ตรงหว่างขาอีกต่างหาก ตรวจอยากอยู่แล้ว บางทีคุณเธอทั้งเกร็งทั้งหนีบอีก กว่าจะตรวจได้ก็เหงื่อตกเหมือนกัน ก็เลยมีใครสักคนในสมัยก่อนหลายร้อยปีมาแล้วนะครับ คิดค้นเจ้าเตียงขาหยั่งนี้ขึ้นมา ทำให้หมอสูติฯรุ่นต่อๆ มาสามารถตรวจภายในได้ง่ายขึ้น ไม่รู้ว่าคนคิดค้นเตียงขาหยั่งนี้ ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรนะครับ ไปเปิดหนังสือค้นตั้งหลายวันก็ยังหาไม่เจอ หมอสูติฯ รุ่นหลังๆ จะได้สร้างอนุสาวรีย์ให้สักหน่อย

เตียงตรวจภายใน หรือเตียงขาหยั่งที่ว่าก็มีใช้กันมานานไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยปีแล ้ว แต่รูปร่างหน้าตาของมันก็ยังคล้ายๆ เดิม โดยจะเป็นเตียงตรวจที่ค่อนข้างสูง ความสูงของมัน ก็ประมาณระดับเอวของคนเรานี่แหละ เวลาตรวจภายในหมอจะได้ยืนตรวจได้ง่ายๆ ไม่ต้องมาก้มๆ เงยๆ ตัวเตียงมีแค่ท่อนบนครึ่งเดียวของเตียงปกติ โดยท่อนล่างจะหายไป เวลานอนหลังจะนอนอยู่บนเตียง ท่อนขาต้องไปวางพาดบนขาหยั่ง โดยที่วางขานี้จะช่วยบังคับ ให้นอนในท่าถ่างขาออกจนสุด ที่วางนี้จะเป็นร่องโค้งเป็นรูปขา วางขาพาดลงร่องนี้ได้พอดี ขยับเขยื้อนไปมาอีกไม่ได้ พอนอนในท่านี้เรียบร้อยแล้ว รับรองหุบขาไม่ได้แน่


เตรียมกายเตรียมใจ ขึ้นขาหยั่ง

คราวนี้ เมื่อถึงคราวต้องตรวจภายในจะทำอย่างไรดี…คิดหนักเหมือนกันนะครั บ

เมื่อเรามีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์หรือ ระบบภายในสตรีก็ต้องไปหาหมอสูติฯ พอเจอหน้ากัน หมอจะถามก่อนนะครับว่าเป็นอะไรมา เป็นมาอย่างไร อายุเท่าไหร่ มีลูกกี่คนแล้ว คลอดอย่างไร ประจำเดือน มาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่… ถามจนได้ข้อมูลที่พอใจแหละครับ แล้วก็อย่าไปรำคาญนะ เดี๋ยวจะหาว่าหมอถามซอกแซกมาก บางทีเรื่องบนเตียงยังถามเลย เช่น เวลายุ่งกันแล้วเจ็บมั้ย ? ก็ไม่ต้องไปตกใจที่หมอถามนะครับ ยิ่งหมอรู้มากเท่าไหร่ มี

ข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็จะวินิจฉัยได้แม่นยำมากเท่านั้น และสามารถอธิบายให้คำตอบในปัญหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

บางคนตอนนั่งคุยกับคุณหมอหางตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าเตียงขาหยั่งน ี่แล้วแหละ ดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะไปนอนท่าอย่างนั้นได้…แต่ไหนๆ มาแล้ว เอาไงก็เอากัน !

ในที่สุดคุณพยาบาลก็เชิญเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ แต่ต้องบอกไว้ก่อนล่วงหน้า เลยนะครับว่า เวลาไปหาหมอตรวจภายในควรใส่เสื้อผ้าที่มันถอดง่ายๆ หน่อย เคยตรวจสาวอินเดียใส่ส่าหรี กว่าจะเปลี่ยนชุดเสร็จ รอแล้วรออีก หลับไปไม่รู้กี่ตลบ… พอเข้าห้องน้ำก็ให้ถอดกระโปรงหรือกางเกงแขวนไว้ ถอดกางเกงชั้นในด้วยนะครับ แล้วเปลี่ยนใส่ผ้าถุงที่เตรียมไว้ให้

ก่อนตรวจภายในควรถ่ายปัสสาวะออกให้หมดด้วยนะครับ เพราะถ้ายังมีน้ำอยู่เต็ม กระเพาะปัสสาวะ จะทำให้ตรวจยาก คลำมดลูก คลำอะไรมันก็ยากไปหมด เนื่องจากมี กระเพาะปัสสาวะโป่งขวางอยู่ พอตรวจยากหมอก็ต้องออกแรงกดตอนตรวจมากขึ้น…โอ๊ย มันทรมานจะตาย เจ็บก็เจ็บ แถมกดจนปวดปัสสาวะแทบจะเล็ดเลยล่ะ แต่ถ้าปัสสาวะ จนหมดเกลี้ยง เวลาตรวจก็ตรวจได้ง่าย มีก้อนมีซีสต์ในท้องน้อยก็สามารถคลำเจอได้โดยง่าย ตอนตรวจก็ไม่ต้องนั่งกลัวว่าจะปวดปัสสาวะด้วย

สำหรับคนที่มาตรวจภายในด้วยเรื่องตกขาวก็ไม่ต้องชะรำล้างจนหมดเ กลี้ยงเกลานะครับ มีตกขาวเท่าไหร่ก็ทิ้งไว้เดิมๆ แบบนั้นแหละ ไปล้างหมดเดี๋ยวหมอไม่เห็นว่ามันเยอะขนาดไหน จะเอามาตรวจดูเชื้อก็ไม่มีจะให้ตรวจ อาจมีผลทำให้วินิจฉัยผิดพลาดได้


ถึงเวลาขึ้น " ขาหยั่ง "

สมมติว่าตอนนี้เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว กำลังเดินขาสั่นออกจากห้องน้ำ คุณพยาบาลก็จะพาไปที่เตียงขาหยั่ง หันหลังเอาก้นขึ้นไปนั่งก่อนที่ปลายเตียง แล้วก็ล้มตัวลงนอนพร้อมๆ กับยกขาขึ้นพาดขาหยั่ง ตอนนี้แหละครับที่ความเป็นส่วนตัว ความลับทั้งหมดที่มีจะถูกเปิดเผยกลายเป็นของไม่ลับเสียแล้ว แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะการตรวจภายในจะตรวจในห้องที่มิดชิด ปิดม่านเป็นส่วนตัว ในห้องก็จะมีแค่คุณหมอ กับคุณพยาบาลเท่านั้น ไม่มีใครคนอื่นมาแอบดูได้ และโดยจรรยาบรรณแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ในห้องจะเป็นความลับ พอออกจากห้องไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของลับก็จะเป็นความลั บ ต่อไปเหมือนเดิม

…หลังจากขึ้นนอนบนขาหยั่งเข้าที่ดีแล้วก็ให้นอนสบายๆ ท่องคาถาปลงสังขารเข้าไว้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทำตัวผ่อนคลายให้มากๆ อย่าไปกลัว อย่าไปเกร็ง เพราะจะทำให้เจ็บมากขึ้น… นอนนิ่งๆ อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว


ตรวจภายใน…ตรวจอะไรบ้างหมอ

ในการตรวจภายในตามมาตรฐาน คุณหมอจะตรวจดูก่อนว่า ภายนอกช่องคลอดมีอะไร ผิดปกติหรือเปล่า มีการบวม การแดง มีแผล มีการอักเสบผิดปกติตรงไหนบ้าง เสร็จแล้ว จะใช้เครื่องมือที่ภาษาแพทย์เรียกว่า " Speculum " หน้าตามันก็เหมือนปากเป็ดทำด้วยสแตนเลส สอดเข้าไปในช่องคลอดจนสุดแล้วถ่างขยายปากเป็ดจะเห็นทุกสิ่งทุกอ ย่างภายในช่องคลอด ตอนนี้อาจเจ็บบ้างนิดหน่อย แต่ก็ให้ท่องคาถาเอาไว้อย่างเดียวว่า " อ้ากว้างๆ ไว้ " เพราะถ้าหากอ้ากว้างๆ ไว้จะเจ็บน้อยลง แต่ถ้าหากหนีบเกร็งก็จะไปหนีบเอาเจ้าปากเป็ดที่ว่านี้ไว้ด้วย เอาช่องคลอดไปหนีบเหล็กก็จะยิ่งเจ็บไปกันใหญ่

เจ้าปากเป็ดที่ใช้จะมีอยู่ 3 ขนาดคือ S, M, L โดยมากจะใช้เบอร์ S นานๆ จะใช้เบอร์ M สักที ส่วนเบอร์ L เกิดมายังไม่เคยใช้เลย พอใส่ปากเป็ดเข้าไปแล้วก็จะสำรวจดูว่าผนังช่องคลอด ดูเป็นปกติดีหรือเปล่า มีแผลมีรอยฉีกขาดอะไรหรือเปล่า ที่สำคัญต้องดูตกขาวด้วยว่า มันสีขาวใสเป็นปกติดีมั้ย ถ้ามันเขียว เหลือง หรือมีอาการคัน หรือมีกลิ่น ก็ต้องเก็บตัวอย่างตกขาว ที่ว่านี้ไปส่องกล้องจุลทรรศน์อีกทีว่ามีเชื้อโรคอะไรบ้าง ดูภายในช่องคลอดเสร็จแล้ว ก็มาดูต่อที่ปากมดลูก ซึ่งจะมีหน้าตาเป็นก้อนกลมๆ เหมือนจุกส้มโอ มีรูตรงกลางเรียกว่า รูปากมดลูก ตรวจดูว่ามีมันมีแผล มีร่องรอยการอักเสบหรือเปล่า

ตรวจด้วยสายตาเสร็จแล้วก็จะเอาปากเป็ดออก แล้วจะใช้นิ้วสอดเข้าไปคลำมดลูก และปีกมดลูก เพื่อดูว่ามดลูกอยู่ในตำแหน่งปกติหรือเปล่า คว่ำหน้า หรือคว่ำหลัง ผิดปกติไหม ปีกมดลูกมีก้อน มีเนื้องอกอะไรขึ้นมาหรือเปล่า เจ็บมั้ย ถ้าตรวจแล้วไม่มีอะไร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการ


ขั้นตอนการตรวจทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนเตียงขาหยั่ง ดูมันเหมือนจะนานแสนนาน สำหรับคนที่โดนตรวจ แต่ที่จริงแล้วใช้เวลาแป๊บเดียวเองครับ อย่างมากรวมหมดแล้ว ก็ไม่น่าจะเกิน 5 นาที ซึ่งก็เสียเวลาไปกับการขึ้นนอนบนเตียง จัดท่า เตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือไปเสียเยอะ ช่วงเวลาที่ถูกลุกล้ำใช้เครื่องมือเข้าไปตรวจ ใช้นิ้วเข้าไปคลำ ใช้เวลาอย่างมากไม่ถึงนาที

ตรวจเสร็จ แต่งตัวเสร็จ ก็มานั่งคุยกับหมอต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนไข้บางคนก็อายนะครับ ตรวจเสร็จนั่งหน้างุด ไม่ยอมสบตาเลยล่ะ แต่หมอสูติฯ ส่วนมากเขาจะมีจิตวิทยาในเรื่องเหล่านี้ดี จะคุยเกี่ยวกับโรค เกี่ยวกับการรักษา การดูแลปฏิบัติตัว คุยเป็นเรื่องเป็นราวทำให้ลืมเรื่องที่คนไข้อายหมอไปได้เลย เรื่องตรงนี้ เป็นใครก็คงต้องอายเป็นธรรมดา แต่ถ้าเป็นหมอสูติฯ ซึ่งเป็นหมอที่ดูแลรักษา เกี่ยวกับของสำคัญตรงนี้โดยเฉพาะ ก็ขอยกเว้นที่ไม่ต้องอายไว้สักคน เพราะยังงั้ย ยังไง หมอสูติฯ ก็ต้องตรวจอวัยวะส่วนนี้ไปชั่วชีวิตอยู่แล้ว เห็นอยู่ทุกวัน ดูอยู่ทุกวันจนชินชาหมดแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ เป็นงานที่ต้องทำ ถ้าไม่มีหมอสูติฯ แล้วใครจะมาทำหน้าที่นี้ล่ะครับ

หลายคนก็สงสัยว่าเป็นหมอสูติฯ เห็นมาจนชินชาอย่างนี้แล้วกลับบ้าน จะเกิดอาการตายด้านรึเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เป็นเมียหมดสูติฯ คงเฉาแย่ แต่เปล่าหรอกครับ ในบรรดาเพื่อนหมอด้วยกัน หมอสูติฯ นี่แหละที่มีเมียเล็กเมียน้อย มากกว่าหมออื่นๆ…เผลอเอาความลับมาเปิดเผยอย่างนี้เดี๋ยวโดนเพื่ อนๆ รุมแน่ๆ เลย


(update 3 ตุลาคม 2001)
[ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 6 ฉบับที่ 72 ตุลาคม 2544 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 มิ.ย. 2008 at 16:24 Share
การตรวจภายใน


คำว่า "ตรวจภายใน" ฟังแล้วแต่ละคนก็จะรู้สึกแตกต่างกันไป บางคนก็รู้สึกอาย บางคนก็กลัว แต่หลายๆ คนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณหมอทำอะไรบ้างเวลาตรวจภายใน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคำว่าตรวจภายในกันนะครับ

การตรวจภายใน ภาษาหมอเรียกว่า พีวี (PV) คำนี้ย่อมาจากคำภาษากรีกว่า Per Vagina ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า ทางช่องคลอด เราก็เอามาใช้แทนความหมายของการตรวจอวัยวะสืบพันธ์ของสตรี แต่การจะใช้คำพูดตรงๆก็คงจะฟังดูไม่ค่อยสุภาพเท่าไร ในภาษาไทยก็เลยเรียกว่า การตรวจภายใน ซึ่งก็ฟังดูอ้อมๆ กว่า แต่จริงๆ แล้วคุณหมอก็จะตรวจอวัยวะของเราทั้งภายในและภายนอกแหละครับ เพียงแต่จะเน้นการตรวจอวัยวะภายในเป็นพิเศษ เพราะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า

ก่อนที่คุณหมอจะทำการตรวจภายใน คุณหมอก็จะต้องทำการซักประวัติก่อน เพื่อที่จะทราบว่าอาการที่เราเป็นอยู่ น่าจะเกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนใด บางครั้งถ้าสามารถวินิจฉัยโรคได้จากการซักประวัติก็อาจไม่มีควา มจำเป็นต้องตรวจภายใน หรืออาจตรวจด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น อุลตร้าซาวด์ ตรวจเลือด หรือตรวจปัสสาวะ เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการผิดปกติที่คาดว่า อาจจะเกี่ยวข้องกับโรคสตรี ก็ควรพบแพทย์จะดีที่สุดนะครับ เพราะไม่ได้โดนตรวจภายในกันทุกคน มีหลายคนที่กลัวหมอ อายหมอ ไม่กล้ามาตรวจ สุดท้ายกว่าจะมาพบหมอก็เป็นมากเสียแล้ว ต้องยอมให้คุณหมอตรวจส่วนนั้นที่เป็นโรคมากแล้ว น่าอายยิ่งกว่าอีกนะครับ

ขั้นแรกคุณหมอจะให้เราสวมชุดของทางโรงพยาบาล เพื่อให้สะดวกต่อการตรวจร่างกาย จากนั้นเราก็จะไปที่ห้องตรวจภายใน ห้องนี้เป็นห้องที่ค่อนข้างมิดชิด แต่ก็จะมีคุณพยาบาล หรือผู้ช่วยที่เป็นผู้หญิงอยู่ด้วย หากไม่มีเราสามารถร้องขอได้นะครับ

จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการตรวจภายใน ขั้นตอนนี้จะไม่เจ็บ แต่อาจรู้สึกตึงๆ หรือรู้สึกแปลกๆ บ้าง ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที โดยเริ่มจากการนอนบนโต๊ะตรวจ และวางขาลงบนขาหยั่ง พยายามทำใจให้สบาย อย่าเกร็งเพราะจะทำให้เมื่อยขา จากนั้นคุณหมอจะทาน้ำยาฆ่าเชื้อ จะรู้สึกเย็นๆ เล็กน้อย แล้วจึงเริ่มตรวจจากภายนอกว่ามีผื่น มีแผล หรือมีถุงน้ำ(ซีสต์) หรือไม่ หลังจากนั้นจะส่องตรวจดูปากมดลูกว่ามีตกขาวหรือมีแผลหรือไม่ โดยใช้คีมที่ทำจากโลหะ มีรูปร่างเหมือนปากเป็ดซึ่งมีหลายขนาด สำหรับถ่างผนังช่องคลอดให้เปิดออก ถ้าหากเรายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนอาจทำให้รู้สึกเจ็บเล็กน ้อยในขั้นตอนนี้ แต่คุณหมอจะเลือกขนาดที่จะไม่ทำให้เรารู้สึกเจ็บมากเกินไป

คุณหมอไม่สามารถบอกได้ว่าใครเคยหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ด้วยการตรวจภายใน การดูเยื่อพรหมจารีก็บอกไม่ได้เช่นกัน และการตรวจภายในกับสูตินรีแพทย์ก็ไม่ทำให้เราเสียพรหมจรรย์ด้วย

ในขั้นตอนนี้ คุณหมออาจตรวจเช็คหามะเร็งปากมดลูก โดยการใช้ไม้ลักษณะคล้ายไม้ไอศครีมป้ายเบาๆ ที่ปากมดลูก นำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง ซึ่งควรทำในหญิงทุกคนที่อายุมากกว่า 35 ปี และเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ขั้นตอนนี้เรียกว่า แป๊ปสเมียร์ หากเรามีอาการตกขาว คุณหมออาจนำตกขาวจากช่องคลอดไปตรวจหาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ด้วย ขั้นตอนทั้งหมดนี้ไม่เจ็บ

ขั้นตอนสุดท้าย คุณหมอจะใช้นิ้วมือหนึ่งหรือสองนิ้ว ตรวจภายในช่องคลอด ส่วนมืออีกข้างจะกดเบาๆ ที่ท้องน้อย ให้บอกคุณหมอหากมีอาการเจ็บ เพราะอาจเป็นอาการของการอักเสบ หรือก้อนที่ผิดปกติ บริเวณปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก และรังไข่

ในบางกรณี คุณหมออาจตรวจทวารหนักร่วมด้วย โดยใช้นิ้วหนึ่งสอดเข้าทางช่องคลอด และอีกนิ้วทางทวารหนัก อาจทำให้รู้สึกปวดเบ่งถ่ายได้บ้าง ให้บอกคุณหมอทันทีที่มีอาการเจ็บ

ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที แต่มีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้คุณหมอสามารถบอกได้ว่า เรามีความผิดปกติอะไรบ้าง เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หากเจ็บป่วยไม่สบายครั้งหน้า ไปพบแพทย์จะดีที่สุดนะครับ


(update 26 สิงหาคม 2004)

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 มิ.ย. 2008 at 19:45 Share

ตรวจภายใน ผู้หญิงเราก็ตรวจเองได้


เพราะสุขภาพที่ดีของผู้หญิงเรานั้นสำคัญมากกว่าการเหนียมอาย
และถ้าการตรวจภายใน...คือวิธีเช็กสุขภาพอย่างหนึ่ง
แล้วทำไม ? ผู้หญิงจึงจะละเลยไม่ใส่ใจเสียละค่ะ
ทั้งที่เราก็สามารถตรวจได้ด้วยตนเอง...
คำแนะนำจากคุณหมอสูติฯ ต่อไปนี้
รักลูกไม่อยากให้คุณ...ผู้หญิง...ผ่านเลยไปค่ะ

ผมเชื่อว่าคุณสุภาพสตรีทั้งหลายคงจะยอมรับกันแล้วนะครับว่า การหมั้นตรวจดูสุขภาพร่างกายของตัวเองเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ ำเสมอ หากเจออะไรผิดปกติก็จะได้รีบไปปรึกษาคุณหมอแก้ไขได้ทัน

เวลาไปหาหมอ คุณหมอส่วนมากจะแนะนำให้คุณผู้หญิงหมั่นตรวจดูตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจดูน้ำหนักขึ้นมากหรือน้อยไป ตรวจเต้านมด้วยตนเองว่ามีก้อนผิดปกติหรือเปล่า ตรวจเลือดดูการทำงานของอวัยวะต่างๆ และที่สำคัญก็คือให้ตรวจภายในประจำปีด้วย


ทำไม…ผู้หญิงถึงกลัวตรวจภายใน

เมื่อพูดถึงการตรวจภายใน คุณผู้หญิงส่วนมากก็เชื่อและเข้าใจกันดีว่ามีประโยชน์ สามารถตรวจโรคมะเร็งปากมดลูกได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ แต่ที่ยังยึกยักลังเลว่าจะไปตรวจดีไหมหนอก็เป็นเพราะ “มันอายค่ะ” อายว่าจะต้องเอาอวัยวะเพศของตัวเองซึ่งควรจะเป็นของลับไปเปิดเผ ยให้หมอดู

ยิ่งถ้าคนโสดด้วยแล้ว บางคนให้สัญญากับตัวเองเลยว่ายอมตายดีกว่ายอมไปตรวจภายใน แต่เอาเข้าจริงๆ ผมไม่ค่อยเห็นคนยอมตายอย่างที่ว่าหรอก เพราะบางคนพอมีปัญหาบางอย่างที่อวัยวะเพศของตัวเอง เช่น คันมาก คันจนหน้ามืด สัญญิงสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองว่าจะไม่ตรวจภายในก็เลยถูกลืมจนห มด

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยตรวจผู้หญิงไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้ว ที่มาเพราะคันปากช่องคลอดมาก บางคนเป็นมาเป็นสัปดาห์ บางคนเป็นมาเป็นเดือน หรือหลายเดือนก็มี แต่ไม่ยอมมาหาหมอเพราะอาย แต่ระยะหลังคันมากจนอยู่ในระยะที่คันมากกว่าอายจึงยอมมาตรวจ บางคนตรวจแล้วพบว่าเกิดจากผู้ป่วยแพ้สารเคมีที่มีในกางเกงในแค่ แนะนำให้เปลี่ยนชนิดของกางเกงในก็หายแล้ว

บางรายก็คลำก้อนได้ที่ปากช่องคลอดมาตั้งแต่ 5-6 ปี แต่เพิ่งจะตัดสินใจมาหาหมอ เพราะหลังจากคุยกับเพื่อนแล้วกลัวจะเป็นมะเร็ง ความกลัวเป้นมะเร็งรุนแรงกว่าความอาย จึงมาหาหมอและเมื่อตรวจภายในก็พบว่าเป็นแค่ถุงน้ำที่ปากช่องคลอ ด ผ่าตัดออกใช้เวลาไม่กี่นาทีก็หายขาดแล้ว คุณผู้หญิงหลายคนภายหลังตรวจภายในแล้ว หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรร้ายแรง ถึงกับถอนใจโล่งอกเลยก็มี เพราะกลัวมานานว่าจะเป็นมะเร็ง

จากปัญหาดังกล่าว คือกลัวเป็นโรคก็กลัว อายหมอก็อาย ผมเลยเกิดความคิดว่า เรามาพบกันครึ่งทางดีไหมครับโดยผมอยากจะแนะนำให้คุณสุภาพสตรีทั ้งหลายลองตรวจอวัยวะเพศของตัวเองดูก่อน ถ้าแน่ใจว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงจะยังไม่มาหาหมอก็ได้ ลองรักษาตัวเองตามคำแนะนำที่จะให้ต่อไปก่อนก็ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าจะปกติหรือไม่ก็ควรรีบมาหาหมอเถิด อย่ามัวอายอยู่เลยครับ ลองคิดดูซิว่าอวัยวะเพศของเราไม่ใช่ของอื่นไกล แต่เป็นส่วนประกอบของร่างกายเราเลยนะครับ ทำไมถึงคิดจะปล่อยปละละเลยทอดทิ้งไม่ดูแลล่ะ


รู้จัก "ภายใน" ของเรากันดีกว่า

ปัจจุบันไม่ว่าโลกจะเจริญไปมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เชื่อไหมครับว่ายังมีคุณผู้หญิงอีกไม่น้อยเลย ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอวัยวะเพศของตัวเองประกอบด้วยอะไรบ้าง และลักษณะอย่างไหนที่เรียกว่าปกติหรือผิดปกติ น่าเศร้าใจครับว่าการศึกษาในเรื่องนี้ของคนไทยยังอ่อนอยู่ และสร้างปัญหาในการดูแลอวัยวะเพสของตัวเองที่ผิดวิธีอีกมากมาย เพื่อแก้ปัญหานี้ผมจึงอยากจะขออธิบายให้เข้าใจเกี่ยวกับอวัยวะเ พศพอสังเขปนะครับ

อวัยวะเพศของผู้หญิงแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คืออวัยวะเพศภายนอกซึ่งส่วนมากจะมองเห็นได้จากภายนอก เช่น หัวหน่าว แคมใหญ่ แคมเล็ก และฝีเย็บ กับอวัยวะเพศภายในซึ่งอยู่ในช่องท้อง เช่น มดลูก รังไข่ ในบทความนี้ผมจะขอเล่าแต่เฉพาะอวัยวะเพศภายนอกซึ่งเป็นอวัยวะที ่คุณผู้หญิงสามารถตรวจได้ด้วยตัวเอง

อวัยวะเพศภายนอกหรือที่เรียกรวมๆ ว่า ปากช่องคลอดมีส่วนประกอบหลายส่วนคือ


เนินหัวหน่าว หมายถึงบริเวณที่คลุมบนกระดูกหัวหน่าว ซึ่งเป็นบริเวณล่างสุดของผนังหน้าท้องบริเวณนี้จะประกอบด้วยไขม ันเป็นส่วนมากและจะมีปลายประสาทมาก ทำให้ไวต่อความรู้สึกเวลาสัมผัส ผิวหนังบริเวณหัวหน่าวจะมีขนมาปกคลุม ซึ่งปริมาณของขนจะขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์


คนตะวันตกจะมีขนมากกว่าคนไทย บางตนขนมากเหมือนลิงเลยก็มี คนที่ไม่มีขนเลยหรือมีขนมากกว่าปกติไม่ใช่ว่าจะดีนะครับ บางส่วนเป็นโรคของรังไข่ บางคนมีปัญหามีลูกยากร่วมด้วยก็มี ฟังดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย แต่จริงๆ เกี่ยวกันครับ รายละเอียดผมของดที่จะกล่าวถึง เพราะจะยาวเกินไปและผิดประเด็น

  • แคมใหญ่ เป็นรอยพับของผิวหนังซึ่งอยู่ 2 ข้างของปากช่องคลอด ในแคมใหญ่จึงเป็นอวัยวะที่มีขนขึ้นได้เช่นเดียวกับบริเวณอื่น ในคนที่ไม่เคยคลอด แคมใหญ่ทั้ง 2 ข้างมักจะมาชนกันและปิด ทำให้ไม่เห็นรูเปิดของช่องคลอด แต่คนที่เคยคลอดแล้วแคมใหญ่ทั้ง 2 ข้างจะปิดไม่สนิท ยิ่งคลอดบ่อยครั้งรูเปิดช่องคลอดก็จะเห็นใหญ่ขึ้น

  • แคมเล็ก เป็นรอยพับของผิวหนังที่ซ่อนอยู่ใต้ต่อมแคมใหญ่ มีขาดและสีแตกต่างกัน บางคนใหญ่มากเห็นเป็นแผ่น บางคนเห็นเป็นแค่สันนูนขึ้นมา บางคนแคมเล็กมีสีดำคล้ำ ขณะที่บางคนมีสีแดงเรื่อๆ ตัวแคมเล็กจะมีเลือดและปลายประสาทมาเลี้ยงมากมายทำให้ไวต่อความ รู้สึก แต่ไม่มีขนและไขมัน

  • คลิตอริส เป็นก้อนเนื้อซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งและแข็งตัวได้ เปรียบได้กับอวัยวะเพศชาย คลิตอริสมีความยาวไม่เกิน 1 นิ้วอยู่ต่ำจากเนินหัวหน่าวลงมาเล็กน้อย แต่จะขยายขนาดได้ถ้าถูกกระตุ้นทางเพศ ที่คลิตอริสจะมีปลายประสาทมาเลี้ยงมาก ทำให้ไวต่อความรู้สึกเช่นเดียวกับแคมเล็ก

  • รูเปิดท่อปัสสาวะ เป็นรูเปิดให้ปัสสาวะไหลออกมาเวลาถ่ายปัสสาวะ ตำแหน่งของมันอยู่ต่ำลงมาต่อจากคลิตอริส เล็กน้อย

  • ช่องคลอด คือช่องที่มองเห็นได้ภายหลังแยกแคมทั้งสองข้างออกจากกัน ช่องคลอดเป็นบริเวณขนาดใหญ่ที่อยู่ต่ำลงมาต่อจากรูเปิดของท่อปั สสาวะ และลึกเข้าไปภายในจนไปชนกับปากมดลูก ปกติช่องคลอดจะยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร ทำหน้าที่ในการมีเพศสัมพันธ์และคลอดลูก

  • เยื่อพรหมจารี เป็นเยื่อบางๆ ปิดคลุมบริเวณช่องคลอดเยื่อพรหมจารีมักจะตรวจพบได้เฉพาะในหญิงท ี่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ส่วนรายที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว เยื่อนี้มักจะฉีกขาด มองเห็นคล้ายติ่งเนื้อกะรุ่งกะริ่งที่ช่องคลอด

  • ฝีเย็บ คือบริเวณที่อยู่ระหว่างรูเปิดของทวารหนักกับรูเปิกของช่องคลอด องคืประกอบหลักในฝีเย็บคือไขมันและกล้ามเน้อซึ่งมักจะฉีกขาดเวล าคลอดลูก

ตรวจภายในด้วนตนเอง


1. ล้างมือให้สะอาดก่อนเริ่มตรวจ หลังจากนั้นก็จัดท่าของตัวเองว่าจะนั่งหรือนอนอย่างไรจึงจะเห็น อวัยวะเพศของตัวเองได้ดีที่สุด คุณอาจจะนอนชันเข่าเอาหลังพิงข้างฝาโดยใช้หมอนหนุนหลัง นั่งยองๆ หรือนั่งคุกเข่าท่าใกท่าหนึ่งก็ได้ที่คิดว่าสะดวกที่สุดสำหรับค ุณ

2. หากระจกที่สามารถใช้ถืออวัยวะเพศของคุณมา 1 แผ่น ถ้าเป็นกระจกที่สามารถให้ภาพขยายได้ยิ่งดี

3. ภายหลังนั่งหรือนอนในท่าที่สะดวกที่สุดแล้ว ให้ใช้มือข้างที่ถนัดแยกแคมใหญ่ทั้งสองข้างออกจากกัน แล้วทองหาคลำดูว่ามีอะไรผิดปกติที่แคมใหญ่ทั้งสองข้างหรือไม่ เช่น มีก้อน มีตุ่มแข็ง ตุ่มน้ำ มีแผล รอยบวม มีบริเวณที่สีเปลี่ยนไป เช่น แดงมาก คล้ำมากหรือไม่

4. จากนั้นใช้นิ้วแยกแคมเล็กออกจากกัน แล้วตรวจหาความผิดปกติต่างๆ เช่นเดียวกับที่แคมใหญ่ เสร็จแล้วตรวจดูที่บริเวณรูเปิดของท่อปัสสาวะ ว่ามีลักษณะบวมแดงหรือไม่ ตามด้วยดูบริเวณคลิตอริส โดยใช้มือดึงรั้งผิวหนังที่คุมบริเวณคลิตอริสขึ้นไปตรวจดูว่าคล ิตอริสมีแผลหรือสีเปลี่ยนหรือไม่

5. ต่อมาใช้นิ้วมือสองนิ้วสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดไม่ต้องลึกมาก แล้งกดแยกหนังช่องคลอดออกจากกัน คุณอาจจะมองเห็นตกขาวในช่องคลอด ถ้าเห็นให้ดูลักษณะและสีของตกขาว ถ้ามีลักษณะขุ่นๆ เป็นมูกเหนียวหรือมูกใส มีกลิ่นคาวเล็กน้อย แสดงว่ามีตกขาวที่ปกติ แต่ถ้ามีลักษณะอื่นๆ เช่น เป็นฟอง หรือมีลักษณะคล้ายๆ คราบนมที่เด็กแหวะออกมา และยิ่งถ้ามีอาการคันร่วมด้วยอย่างนี้ผิดปกติแน่นอน อาจมีการติดเชื้อในช่องคลอดจากเชื้อราหรือเชื้อพยาธิ ต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ

6. จากนั้นใช้นิ้วมือคลำที่บริเวณส่วนล่างของแคมใหญ่ทั้งสอง โดยใช้นิ้วหนึ่งอยู่ในช่องคลอด และอีกนิ้วหนึ่งอยู่ที่ส่วนล่างของแคมใหญ่ คลำดูว่ามีก้อนคล้ายถุงน้ำบริเวณนั้นหรือไม่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป้นที่อยู่ของต่อมที่สร้างมูกออกมาช่ว ยหล่อลื่นช่องคลอดที่เรียกว่า ต่อมบาร์โธลิน ซึ่งต่อมนี้มีปัญหาว่าท่อที่ปล่อยมูกออกมาตันไดบ่อย ทำให้กลายเป็นก้อน คลำได้นิ่มๆ คล้ายถุงน้ำ บางคนทิ้งไว้นานไม่ยอมไปหาหมอเพราะอาย อาจมีการอักเสบกลายเป็นถุงหนอง ปวดมากจนต้องเดินถ่างขาซึ่งคราวนี้จะทั้งเจ็บทั้งอายเละล่ะครับ

7. ลำดับสุดท้ายตรวจดูบริเวณฝีเย็บและรูก้น ว่ามีก้อนหรือเจ็บบริเวณฝีเย็บหรือไม่ ที่รูก้นมีแผลหรือก้อนเนื้อที่เรียกว่าริดสีดวงทวารหรือไม่ ถ้ามีก็ควรไปปรึกษาหมอซะว่าจะรักษากันอย่างไร อย่าอายอยู่เลย ผมเคยตรวจคุณผู้หญิงบางคนที่ปล่อยริดสีดวงทวารให้เป็นอยู่นานจน อาการหนัก เวลาถ่ายอุจจาระทีเจ็บเห็นเดือนเห็นดาวเลยล่ะครับ

อาการแบบนี้ผิดปกติแน่

  • รอยแดง ซึ่งเกิดขึ้นตำแหน่งเดียว ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนจองอวัยวะเพศก็ตาม รอยแดงอาจเป็นสัญญาณเตือนเริ่มแรกของโรคบางชนิด เช่น ปากช่องคลอดอักเสบหรือมะเร็งที่ปากช่องคลอด

  • บวม อวัยวะเพศบวมเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น แมลงสัตว์กัดต่อย หรือบางรายอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคร้ายแรงในอวัยวะอื่นๆ เช่น โรคไต หรือโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งถ้าเป็นโรคเหล่านี้มักมีอาการบวมที่อื่นร่วมด้วย

  • ไฝหรือจุดสีเข้มหรือสีดำ คุณผู้หญิงที่มีไฝหรือจุดสีที่บริเวณอวัยวะเพศควรหมั่นสังเกตเป ็นระยะๆ ว่าสีของมันเข้มขึ้นหรือไม่ ถ้าเข้มขึ้นหรือใหญ่ขึ้น หรือเป็นทั้ง 2 อย่างควรรีบไปหาหมอนะครับ เพราะอาจเป็นมะเร็งได้

    อย่างไรก็ตามคำว่า “หมั่นสังเกตเป็นระยะๆ” ที่หมอบอกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตรวจทุกวัน วันละ 3 เวลาหรอกนะครับ เพราะต้องทำขาดนั้นสงสัยว่าจะได้โรคใหม่คือโรคประสาทแทน เอาเป็นว่า 2-3 เดือนตรวจสักทีก็พอครับ

  • ตุ่มน้ำ ซึ่งอาจจะแตกหรือไม่ก็ได้ ตุ่มน้ำดังกล่าวอาจจะเกิดจากโรคเริม หรือผิวหนังอักเสบที่อวัยวะเพศก็ได้

  • ก้อน ก้อนที่อวัยวะเพศอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อหรือเนื้องอกก็ได้ ถ้าเป็นเนื้องอกที่บริเวณนี้มักจะไม่ใช่มะเร็งและรักษาหายได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกังวลจนเกินไปแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ปล ่อยมันไปเถอะนะครับ

  • สิ่งผิดปกติอื่นๆ คุณผู้หญิงบางคนหมั่นตรวจดูตัวเองอยู่แล้ว และรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติขึ้นที่อวัยวะเพศของตัวเอง แต่บรรยายไม่ถูก จะไปหาหมอก็อายไม่รู้จะทำอย่างไรดี บางคนก็เดาเอาว่าน่าจะเป็นโรคโน้นโรคนี้แล้วไปซื้อยามารักษาตัว เองก่อนจนไม่ไหวแล้วจึงมาหาหมอ ผมอยากแนะนำว่าถ้าไม่แน่ใจว่าอวัยวะเพศของตัวเองมีอะไรผิดปกติห รือเปล่าไปหาหมอดีกว่า ความผิดปกติที่อวัยวะเพศส่วนมากไม่จำเป็นต้องเล่าให้ฟัง แค่หมอตรวจดูก็รู้แล้ว

    นอกจากสิ่งที่อาจตรวจพบดังกล่าว คุณผู้หญิงบางคนยังอาจมีอาการบางอย่างร่วมด้วย หรือมีหลายรายที่มีอาการผิดปกติโดยตรวจไม่พบอะไรผิดปกติก็มี

    อาการคันผิดปกติที่พบได้บ่อยๆ เช่น

  • คัน อาการคันที่อวัยวะเพศบ่อยที่สุด จัดเป็นอาการยอดฮิตเลยก็ว่าได้ สาเหตุของอาการคันมีหลากหลาย ยากที่จะสรุปได้ง่ายๆ โดยไม่ตรวจภายใน อาจเกิดจากการติดเชื้อรา การแพ้ผ้าอนามัย หรือจากโรคเบาหวานก็ได้ เท่าที่สังเกตดูผมพบว่าก่อนที่จะมาหาหมอ คุณผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่มีอาการนี้มักจะลองรักษาตัวเองมาก่อน แล้ว เช่น ซื้อยาเหน็บ ซื้อครีมมาทา จนไม่หายแน่จึงจะมาหาหมอ บางคนเวลาหมอตรวจดูที่อวัยวะเพศ จะเห็นรอยเกาเต็มไปหมด บางคนเกาจนผิวหนังบริเวณนั้นหนาหรือสีดำขึ้นก็มี

  • เลือดออก อาการนี้พบไม่บ่อยเท่าอาการคัน ส่วนมากคนที่มักจะมาหาหมอเร็ว เพราะเรื่องเลือดตกยางออกเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคนเราอยู่แล้ว สาเหตุของเลือดออกที่อวัยวะเพศก็มีหลากหลายเช่นเดียวกัน ตั้งแต่โรคเล็กน้อย เช่น แผลถลอก ช่องคลอดอักเสบ จนกระทั่งโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งปากช่องคลอด ถ้ามีปัญหานี้หาหมอดีกว่าครับ อย่าลองรักษาตัวเองเลย

  • แสบ อาจเกิดจากโรคหลายอย่าง ที่พบบ่อยคือโรคเริมที่ปากช่องคลอด ผิวหนังอักเสบ หรืออาจเกิดภายหลังอาการคันแล้วผู้ป่วยเกาเสีย จนเกิดแผลถลอกตามมา

  • อาการไม่ปกติอื่นๆ คุณผู้หญิงบางคนมีอาการที่บรรยายไม่ถูก อาจรู้สึกแค่ยุบยิบที่อวัยวะเพศ หรือแปลบๆ เจ็บๆ อาการเหล่านี้ส่วนมากไม่ใช่โรคร้ายแรง อาจเกิดจากปัญหาประจำตัวบางอย่าง เช่น เหงื่อออกง่าย นุ่งกางเกงในที่รัดเกินไป หรืออาจเกิดจากโรคผิวหนังเรื้อรังบางชนิดก็ได้

    ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ถ้าคุณมีปัญหาไม่ว่าจะจากสิ่งที่คุณตรวจพบดังกล่าวข้างต้น หรือมีอาการผิดปกติอะไรก็ตาม อย่ามัวอายอยู่นะครับหาหมอดีกว่า

โรคที่อาจตรวจเจอ

ถึงตอนนี้อยากให้คุณผู้หญิงทราบถึงโรคที่อาจจะเกิดขึ้นที่บริเว ณอวัยวะเพศของตัวเองได้บ่อยๆ เพื่อจะได้ทราบแนวทางในการดูตัวเองและเมื่อไปหาหมอก็จะได้เล่าป ัญหาของคุณให้คุณหมอทราบอย่างถูกต้อง
  • ผิวหนังอักเสบ
โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย อาการสำคัญของโรคนี้คือ คันที่อวัยวะเพศ บางรายมีรอยแดงร่วมด้วย สาเหตุที่พบบ่อยๆ ก็คือการแพ้สารเคมีที่ออกมาจากสิ่งของเครื่องใช้ของคุณผู้หญิงน ั่นเอง ซึ่งการแพ้ดังกล่าวบางคนก็ไม่เป็น ไม่รู้ว่าทำไม แต่ระยะหลังนี้เชื่อกันว่ากรรมพันธุ์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้มักรรมคือต้องมาคันปากช่องคลอดจากการเป็นทายาทเผ่าพันธ ุ์ที่มีปัญหา คุณผู้หญิงบางรายกว่าจะรู้ว่าแพ้อะไรก็ต้องทนคันอยู่นานหลายสัป ดาห์หรือหลายเดือนก็มี

ตัวอย่างของสิ่งของที่มีสารเคมีที่ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ
  • กระดาษชำระที่มีกลิ่นหอมหรือมีสีสันสวยงาม
  • กางเกงในหรือชุดอาบน้ำซึ่งทำจากผ้าบางชนิด
  • สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม
  • แป้งฝุ่น
  • สเปรย์ดับกลิ่น
  • ผ้าอนามัย
  • น้ำยาทำความสะอาดช่องคลอด
ลองสังเกตตัวเองดูนะครับว่าอาการคันล่าสุดนั้น คุณเปลี่ยนแปลงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวอะไรบ้างหรือเปล่ าถ้าแน่ใจว่าใช่ ก็เลิกใช้เสีย หรือถ้าไม่แน่ใจจะลองเลิกดูก่อนก็ได้ ข้อสังเกตของผมอีกอย่างหนึ่งก็คือ ของใช้ที่ยิ่งมีการผลิตซับซ้อนก้ยิ่งมีโอกาสแพ้มากขึ้นเพราะต้อ งใช้สารเคมีหลายอย่าง เช่น ผ้าอนามัยมีกลิ่นหอมดูน่าใช้ ความจริงไม่รู้ว่าใส่สารแต่งกลิ่นอะไรเข้าไปบ้าง เปลี่ยนมาใช้แบบธรรมดาๆ ดีกว่า ไม่แพ้และถูกกว่าด้วย เวลาใส่คุณคงไม่มัวไปดมมันอยู่หรอก จริงไหมครับ

ส่วนมากโรคนี้หายได้เองหลังเลิกใช้ของที่เป็นตัวระคายเคือง แต่ขณะที่คุณยังมีอาการคันที่รุนแรงหรือมีผื่นแดงคุณหมอจะให้ยา เป็นครีมไปทา รวมทั้งอาจให้ยาแก้แพ้ไปรับประทานร่วมด้วยก็ได้

  • เชื้อราในช่องคลอด
เชื้อราเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีนิสัยชอบการเจริญเติบโตในบริเวณที่ร้อนและชื้น อวัยวะเพศของคุณผู้หญิงมีลักษณะเข้าได้กับความต้องการของเชื้อร าเป็นอย่างดี ดังนั้นคุณผู้กญิงจำนวนไม่น้อยไมว่าดูแลตัวเองให้ดีอย่างไรก็มี โอกาสเป็นเชื้อราได้ ยิ่งบ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน โอกาสเหงื่อออกง่ายก็ยิ่งทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น

มีผู้หญิงบางกลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อราที่ช่องคลอดได้มากกว่าคน อื่น ได้แก่
  • คนที่อ้วนมากๆ
  • คนที่เป็นโรคเบาหวาน
  • คนท้อง
  • คนที่รับประทานยาปฏิชีวนะ (หรือที่เรียกว่ายาแก้อักเสบ) บ่อยๆ หรือพร่ำเพรื่อ
อาการที่สำคัญของคนเป็นโรคนี้ คือคันอวัยวะเพศ และส่วนมากจะคันในช่องคลอดร่วมด้วย เพราะการติดเชื้อรามักจะเป็นลึกเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งจะทำให้หลายรายมีอาการตกขาวผิดปกติร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรคนี้ สำหรับหมอแล้วง่ายมาก แค่ตรวจภายในดูลักษณะตกขาวก็พอบอกได้แล้ว หรือถ้ายังไม่แน่ใจแค่เอาตกขาวไปส่องกล้องจุลทัศน์ดู ก็สามารถมองเห็นตัวเชื้อราได้ง่ายๆ เช่นกัน

สำหรับการรักษาก็เพียงให้ยาไปเหน็บช่องคลอด หรืออาจให้ยารับประทานร่วมด้วยเพียง 2-3 วันก็หายแล้วแต่ปัญหาที่สำคัญมากกว่าก็คือโรคนี้มีโอกาสซ้ำซากไ ด้บ่อย ตราบใดที่เหตุปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นไม่หายไป เช่น ความอ้วน ละเลยการทำความสะอาดอวัยวะเพศให้สะอาดและแห้งภายหลังการถ่ายปัส สาวะ ฉะนั้นถ้ารู้แล้ว อะไรที่แก้ไขได้ก็รีบแก้ไขเสียนะครับ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยๆ คือ

  • โรคหูดที่ปากช่องคลอด
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า พาพิลโลมาไวรัส (Papillomavirus)

อาการที่รู้ว่าเป็นโรคนี้ก็คือ คุณผู้หญิงจะเห็นมีก้อนเนื้อเล็กๆ ลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ อาจจะเห็นแค่จุดสองจุด หรือเห็นกระจายเป็นหย่อมๆ บริเวณปากช่องคลบอดเลยก็มี นอกจากเห็นเป็นก้อนแล้ว ส่วนมากจะมีอาการคันร่วมด้วย ถ้าทิ้งไว้ไม่มาหาหมอรักษา ก้อนหูดจะโตขึ้นเรื่อยๆ ผมเคยเห็นผู้กญิงบางคนที่มาตรวจภายในขณะที่มีก้อนหูดโตจนเกือบจ ะปิดช่องคลอดหมดแล้วก็มี

การรักษาโรคนี้ทำได้หลายวิธี เช่น ตัดออก ใช้ยาบางชนิดที่สามารถกัดเนื้อได้ ที่ใช้ไฟฟ้าจี้ หรือใช้ความเย็นจี้

มีสิ่งที่อยากจะเน้นให้ทราบเพิ่มเติมก็คือ แม้ว่าจะรักษาแล้ว โรคนี้ก็มีโอกาสเป็นซ้ำได้ และมีคุณผู้หญิงหลายรายที่นอกจากจะเป็นโรคหูดที่อวัยวะเพศภายนอ กแล้ว ยังเป็นโรคหูดที่ปากมดลูกหรือในช่องคลอด ซึ่งไม่สามารถมองเห็นจากการตรวจด้วยตัวเองร่วมด้วยก็ได้ ดังนั้นถ้าคุณตรวจพบก้อนเนื้อซึ่งสงสัยว่าจะเป็นหูดที่อวัยวะเพ ศล่ะก็ ไปหาหมอเถอะครับ จะได้ตรวจกันให้ละเอียดว่าในช่องคลอดเป็นโรคนี้ด้วยหรือเปล่า

  • โรคเริม
โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสหูด แต่จากเชื้อไวรัสคนละตัว เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริมชื่อ เฮอร์ปีส์ไวรัส (Herpes virus)

อาการสำคัญของโรคนี้ จะเริ่มด้วยการตุ่มน้ำใสๆ เกาะกันเป็นกลุ่ม ต่อมาแตกออกเป็นแผล ซึ่งแสบมาก ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัวร่วมด้วย หลังจากมีอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์ แผลก็จะหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา

ปัญหาสำคัญของโรคนี้คือยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดได้ยาที่มีใ ช้ไม่ว่ายาทาหรือรับประทานอาจช่วยให้อาการของโรคบรรเทาลงหรือหา ยเร็วขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้หายขาด นอกจากปัญหานี้แล้วก็คือ โรคนี้สามารถเป็นใหม่ได้ซ้ำๆ ซากๆ สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ที่เป็นโรคนี้อย่างมาก

การกลับมาเป็นใหม่มักจะเกิดขึ้นในรายที่มีความเครียด อดนอน ดื่มกาแฟ หรือรับประทานยายางชนิด เช่น ยาลดความอ้วน ดังนั้นถ้าอะไรหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงเสียนะครับ


ส่วนโรคที่พบได้น้อยกว่าคือ
  • โรคผิวหนังเรื้อรังบางชนิด ที่ทำให้ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศหนามากกว่าปกติ บางรายก็มีผิวหนังลอกร่วมด้วย โรคพวกนี้จำเป็นต้องรับการตรวจโดยละเอียดจากคุณหมอ บางรายต้องตัดเนื้อบริเวณที่ผิดปกติไปตรวจด้วยก็มี

  • มะเร็งที่ปากช่องคลอด โรคนี้มักพบในคุณย่าคุณยายมากกว่าคุณผู้หญิงวัยอื่น อาการสำคัญคือมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศซึ่งมักมีอาการปวดร่วมด้ว ย บางรายถ้าคลำที่ขาหนีบจะพบมีก้อนแข็งซึ่งก็คือตุ่มน้ำเหลืองที่ แข็งตัวขึ้นร่วมด้วย

    จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมพบว่า ส่วนมากคุณย่าคุณยายที่เป็นโรคนี้ก็มักจะสังเกตเห็นว่าตัวเองมี แผลที่ปากช่องคลอด แต่ไม่กล้าบอกลูกหลาน กลัวจะสร้างภาระให้ เนื่องจากในปัจจุบันทุกคนต่างด็ต้องทำงานและไม่ค่อยมีเวลาให้กั นมากนัก ดังนั้นใครที่มีคุณย่าคุณยายก็อย่าลืมชวนไปตรวจภายในบ้างก็แล้ว กัน หรือจะลองชวนคุยเรื่องโรคภัยไข้เจ็บดู บางทีคุณย่าหรือคุณยายก็จะเล่าให้ฟัง

    การรักษาโรคนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ถ้าพบระยะแรกก็อาจจะทำแค่ผ่าตัด แต่ถ้าเป็นมากแล้วก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปรักษาโดยการรักษาฉายแสงแ ทน

  • มะเร็งของไฝดำ ไฝที่คนเรามีอยู่ โดยปกติแล้วไม่ก่อปัญหาอะไรหรอกครับ มีคุณผู้หญิงน้อยคนมากที่ไฝดังกล่าวกลายเป็นมะเร็งได้ ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือสีเข้มขึ้น ดังที่กล่าวแล้วในตอนต้น

    การรักษาโรคนี้ก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรคเช่นเดียวกัน บางรายแค่ผ่าตัดเอาก้อนออก บางรายต้องผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบออกด้วย และบางรายต้องฉายแสงร่วมด้วยก็มี

    อวัยวะเพศเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งมีโรคหรือความผิดปกติได้เช่นเดียวกับอวัยวะอื่น การดูแลอวัยวะเพศจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นเช่นเดียวกัน สิ่งที่พิเศษก็คือการพูดถึงอวัยวะเพศนี้ไม่ว่าในแง่มุมใดมักเป็ นเรื่องที่น่าอายของคุณผู้หญิง จึงทำให้คุณผู้หญิงมากมายที่ต้องแบกทุกข์ทั้งทางกายและทางความร ู้สึกเป็นระยะเวลานานโดยไม่จำเป้นผมหวังว่าบทความนี้คงช่วยบรรเ ทาทุกข์ให้บ้างนะครับ และขอให้ทุกคนมีสุขภาพของอวัยวะเพศดีทุกคนนะครับ

ดูแลเรื่อง "ภายใน" กันหน่อย
  • หมั่นตรวจตราอวัยวะเพศของตัวเอง อย่างสม่ำเสมอตามข้อแนะนำข้างต้น

  • ทำความสะอาดอวัยวะเพศให้แห้งอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อรา เช่น เวลาเข้าห้องน้ำหลังเสร็จธุระแล้วอย่ารีบร้อนออกจากห้องน้ำโดยท ี่อวัยวะเพศยังแฉะอยู่ควรเช็ดให้แห้ง

    สำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบใช้กระดาษทิชชูเช็ดอวัยวะเพศหลังเข้าห้อ งน้ำ ผมอยากเตือนให้ต้องระวังว่ากระดาษทิชชูอาจเปื่อยหลุดเข้าไปติดอ ยู่ในช่องคลอดได้ ผมเคยตรวจคุณผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่พบกระดาษทิชชูค้างอยู่ในช่อ งคลอด และเป็นสาเหตุของการคันช่องคลอดหรือตกขาวผิดปกติ

  • อย่าใส่กางเกงที่คับเกินไปหรือผ้าหนาเกินไป นอกจากจะอึดอัดแล้ว ยังทำให้เกิดอาการคันได้ง่ายจากเหงื่อที่ออกมา ยิ่งใครแพ้สารเคมีในกางเกงในด้วยแล้ว สารเคมีผสมกับเหงื่อยิ่งทำให้คันมากขึ้น บ้านเราอากาศร้อนมาก แค่ใส่กางเกงผ้าธรรมดาก็แย่อยู่แล้ว ยิ่งใส่ผ้าหนาๆ ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

  • หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยชนิดสอดเข้าช่องคลอด เพราะถ้าใส่นานเกินไปจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ ในต่างประเทสมีรายงานทางการแพทย์ว่ามีคนตายจากเชื้อโรคที่ฝังตั วในผ้าอนามัยชนิดนี้ แล้วเข้าไปในกระแสเลือดของผู้ป่วยมาแล้วนะครับ

  • หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยที่เติมสารกลิ่นหรือสี เพราะสารแต่งสีหรือกลิ่นในผ้าอนามัยอาจทำให้ระคายเคืองได้ครับ

  • หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษชำระที่มีกลิ่นหรือสี เหตุผลก็เหมือนกับที่กล่าวแล้วในเรื่องผ้าอนามัย

  • ระวังการใช้สบู่บางอย่างที่ไม่คุ้นเคย เช่น สบู่ยา สบู่สมุนไพร และสารพัดสบู่ที่แต่งสีและกลิ่นมากกว่าปกติ

  • อย่าสวนล้างช่องคลอดโดยเด็ดขาด โดยปกติภายในช่องคลอดจะมีสภาพเป็นกรดอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในช่องคลอด เช่น เชื้อโรค และเชื้ออสุจิ นั่นคือช่องคลอดจะมีขบวนการทำความสะอาดตัวเองอยู่แล้ว

  • การเอาน้ำล้างเข้าไปในช่องคลอด จะทำให้สภาพความเป็นกรดในช่องคลอดเจือจางลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ถ้าเรายิ่งสวนล้างช่องคลอดบ่อยๆ ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างตกขาวออกมามากขึ้นเป็นการทดแทนต กขาวที่ถูกล้างออกไป เห็นไหมครับว่าระบบการทำงานของช่องคลอดไม่ง่ายๆ เหมือนที่คุณๆ นึกกันหรอกครับ

(update 29 เมษายน)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 259 สิงหาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 28 มิ.ย. 2008 at 09:58 Share
[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2542]

สาวๆ กับการตรวจภายใน

น.พ.อานนท์ เรืองอุดมานันท์


ผู้หญิงเราถ้ายังไม่ได้แต่งงานควรจะตรวจภายในเมื่ออายุเท่าไรคะ และนอกจากจะต้องทำใจไม่กลัวแล้วจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เมื่อจะไปตรวจภายใน ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

สาวโสด / กทม.

ในบ้านเรายังไม่มีมาตรฐานชัดเจนว่า ผู้หญิงไทยควรเริ่มตรวจภายในตั้งแต่อายุเท่าไหร่ แต่ตามตำราของฝรั่งเขาก็ให้เริ่มตรวจภายใน เช็คมะเร็งปากมดลูกกันตั้งแต่อายุ 18 ปี

สำหรับฝรั่งแล้วการตรวจภายในเขาไม่ถือเป็นเรื่องซีเรียส เขาไม่ค่อยอายหรือกลัวอะไรมากมาย เขาถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวที่ต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง แล้วอีกอย่างของเขาอายุ 18 ปีแล้ว หากไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาเลย ดูเหมือนเป็นเรื่องผิดปกติ

แต่ของสาวไทยเราก็คงไม่เหมือนของเขาทั้งหมดนะครับ คนไทยเราขี้อาย ขี้กลัวแล้วยังเห็นการตรวจภายในเป็นเรื่องสุดท้าย ที่ควรคิดถึง ไม่หนักหนาสาหัสไม่ค่อยมาให้ตรวจหรอกครับ นอกจากนั้นขนบธรรมเนียมประเพณีของเราก็ยังต่างจากเขา อายุ 18 ของเรายังดูเด็กอยู่เลย ไม่ค่อยรู้เรื่องเพศสัมพันธ์หรอกครับ

แต่จากข้อมูลล่าสุดที่อ่านจากหนังสือพิมพ์มา เขาสำรวจ พบข้อมูลน่าตกใจว่า สาวไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เฉลี่ยที่อายุ 16 กว่าๆ เท่านั้นเอง

สรุปว่าสาวไทยควรเริ่มตรวจภายในครั้งแรกที่อายุเท่าไหร่ ยังไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน แต่หากว่าเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ควรตรวจเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือหากมีอะไรผิดปกติ ก็ไม่ควรรีรอ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที

แต่ถ้าหากอายุก็มากขึ้นทุกวันแล้วก็ยังไม่มีแฟน ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย หากอายุเลย 30 ปี ไปแล้ว ก็ควรไปตรวจภายใน เช็กมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุดในสาวไทย อายุที่เป็นก็ประมาณ 39-40 ปี จะรอจนถึงตอนนั้นแล้วค่อยมาตรวจ ก็เห็นทีจะสายเกินไป หากเป็นสาวโสดอายุอย่างมากสุด 30 ปี ก็ควรตรวจได้แล้วละครับ

ส่วนว่าตรวจภายในจะตรวจกันอย่างไร ต้องเตรียมตัวยังไง จะเจ็บมั้ย อ่านได้ที่คอลัมน์ "คุยเรื่องอย่างว่ากับหมออานนท์" ในนิตยสารดวงใจพ่อแม่ฉบับล่าสุดก็แล้วกันนะครับ

คุณแม่อายุ 54 ปีของดิฉันเป็นเนื้องอกที่มดลูก และผ่าตัดไปเรียบร้อยแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่ทราบว่าดิฉัน ควรจะพาคุณแม่ไปตรวจภายในอีกหรือไม่คะ เพราะหลังจากผ่าตัด คุณแม่กินฮอร์โมน แต่ไม่ยอมตรวจภายในอีกเลยค่ะ ไม่ทราบว่า เมื่อตัดมดลูกไปแล้วการตรวจภายในยังจำเป็นอยู่หรือเปล่า

ลาวัลย์ / กทม.

เกิดเป็นผู้หญิงก็หนีไม่พ้นเรื่องการตรวจภายในหรอกครับ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ตัดอะไร เหลืออะไรไว้เท่าไหร่ก็ยังต้องควรไปตรวจ อยู่เป็นประจำเหมือนเดิม ยังในรายที่กินฮอร์โมนด้วย ก็ควรตรวจภายในอย่างน้อยปีละครั้ง

ในกรณีที่ตัดมดลูกออกไปแล้ว ปากมดลูกซึ่งเป็นส่วน ที่เป็นมะเร็งได้บ่อยที่สุดก็จะถูกตัดออกไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อเยื่อโดยรอบที่หลงเหลืออยู่ก็อาจมีเซลล์ที่เป็นส่วนของปาก มดลูก หลงเหลืออยู่บ้าง นั่นก็เลยเป็นเหตุให้ถึงแม้ว่าจะตัดมดลูกออกไปแล้ว ก็ยังคงต้องตรวจเช็กมะเร็งจากบริเวณปลายต้นของช่องคลอด ในตำแหน่งที่เคยเป็นปากมดลูกนั่นเอง

นอกจากนั้นในบางคนก็ตัดมดลูกออกเพียงอย่างเดียว รังไข่ทั้งสองข้างยังคงเหลืออยู่ ซึ่งรังไข่ที่เหลืออยู่ก็อาจกลายเป็นซีสต์ หรือเนื้องอกอะไรก็ได้ ดังนั้นก็คงต้องตรวจภายในอยู่เป็นประจำแหละครับ รักษาเมื่อเป็นน้อยดีกว่าลำบากรักษาตอนเป็นเยอะ ดังนั้นคุณลาวัลย์ ก็คงต้องแนะนำคุณแม่ว่า ถึงแม้จะตัดมดลูกออกไปแล้ว แต่ก็ยังคงจำเป็นต้องตรวจภายในเป็นประจำอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายที่รับประทานฮอร์โมนอยู่ด้วยก็ยิ่งต้องไปพบคุณหมอ ตรวจวัดความดัน ตรวจหาผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะจำเป็นมาก ที่ต้องตรวจภายในเพื่อค้นหาว่ามีเนื้องอกผิดปกติอย่างอื่นหรือเ ปล่า ถ้ามีเนื้องอกก็อาจจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วหากรับประทานฮอร์โมนอยู ่

น.พ.อานนท์ เรืองอุดมานันท์

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 28 มิ.ย. 2008 at 17:16 Share
[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 326 เมษายน 2542]

มีเลือดออกหลังตรวจภายใน

น.พ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ


...ว่า ที่คุณแม่คนใหม่มีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังจากที่ไปพบแพทย์

คุณเธอตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกและขณะนั้นตั้งครรภ์ได้ 38 สัปดาห์ คุณเธอไปพบแพทย์ตามนัด คุณหมอได้ทำการตรวจภายใน และวัดเชิงกรานตามธรรมเนียม เพื่อดูว่าเชิงกรานของคุณเธอ แคบหรือว่ากว้างขวางพอจะคลอดได้หรือไม่ และคุณหมอได้ตรวจด้วยว่า สภาพของปากมดลูกเป็นอย่างไร

เพราะตอนนั้นอายุครรภ์ 38 สัปดาห์แล้ว นับได้ว่าได้ย่างเข้าสู่ ช่วงครบกำหนดของครรภ์และอาจจะคลอดในไม่ช้า คุณหมอจึงได้ทำการตรวจสภาพของปากมดลูกไปพร้อมๆ กับการวัดเชิงกราน การตรวจสภาพของปากมดลูกนั่นแหละครับ เป็นเหตุทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอดได้ล่ะ

ทั้งนี้เพราะว่าปากมดลูกของคุณๆ ที่ตั้งครรภ์อยู่นั้นมันจะชุ่มฉ่ำ ไปด้วยเลือดที่มาเลี้ยง โดนนิดโดนหน่อยก็ทำให้เลือดออกมาได้ เช่นเดียวกับคุณเธอว่าที่คุณแม่ที่มีเลือดออกหลังจากที่คุณหมอ ตรวจภายในจนทำให้ตกใจ

เป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ อย่าได้ตกอกตกใจไป ยกเว้นเสียแต่ว่า มีเลือดออกมาเยอะ เป็นเลือดสดๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะอาจเกิดขึ้นจากการที่รกเกาะต่ำ เมื่อคุณหมอเอานิ้วไปตรวจ บริเวณปากมดลูกอาจไปกระทบเอาส่วนของรกที่เกาะต่ำ จนทำให้เลือดออกมาได้

แต่อย่างไรก็ตามในกรณีเช่นนี้เลือดที่ออก มักจะมาในทันที ที่คุณหมอดึงนิ้วออกจากช่องคลอด เรียกว่า เลือดทะลัก ไหลตามนิ้วออกมาเลยทีเดียว
หากเป็นเช่นที่ว่านี้ คุณแทบจะไม่มีเวลาตกใจหรือกังวลใจด้วยซ้ำไป คุณหมอต่างหากที่จะต้องตกใจและต้องรีบเอาตัวคุณเข้าห้องผ่าตัดโ ดยเร็ว เพื่อช่วยชีวิตคุณ และแน่นอนชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ด้วย

การตรวจภายในของคุณๆ ที่กำลังตั้งครรภ์โดยเฉพาะในครรภ์แก่ๆ ใกล้คลอดแล้วนั้น หากคุณหมอไม่แน่ใจว่ารกจะเกาะต่ำหรือไม่ คุณหมอก็มักจะทำการตรวจด้วยความนุ่มนวลระมัดระวัง
เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบต่อรกถ้าหากว่ามีการเกาะต่ำอยู่แล้ว แต่โดยทั่วไปนั้น ในกรณีที่รกเกาะต่ำมักจะมีอาการแสดงบอกมาก่อน ตั้งแต่ครรภ์ยังไม่ทันแก่โน่นแหละครับ เพราะมักจะมีเลือดออกผิดปกติ มาก่อนเช่นว่า ตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 7 เดือน

ซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์ว่า รกเกาะต่ำหรือไม่ได้โดยไม่ยากครับ ก็โดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์นั่นแหละ เมื่อพบว่ารกเกาะต่ำ อยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติการตรวจภายในหรือที่เรียกว่า P.V. นั้นถือเป็นของต้องห้ามกันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของอาย ุครรภ์ และคงไม่มีการตรวจวัดขนาดของอุ้งเชิงกรานอย่างแน่นอน เพราะไหนๆ ก็ต้องผ่าตัดคลอดอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นจะต้องวัดเชิงกรานแต่อย่า งใด

แต่ถ้าหากเป็นกรณีทั่วๆ ไปแล้วลำดับครรภ์แรก การตรวจวัดเชิงกราน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำเอาไว้ เพราะถ้าหากพบว่า เชิงกรานแคบ แคบจนไม่สามารถคลอดได้เองก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลา รอวันปวดท้องคลอด เพราะไม่มีความจำเป็นถึงขนาดนั้น แต่สามารถจะกำหนดวันคลอดได้เลย ถ้าหากเด็กครบกำหนดแล้วจริงๆ

และอาการแทรกซ้อนที่มักจะพบหลังการตรวจวัดเชิงกราน และตรวจสภาพของปากมดลูกก็คือ เลือดออกมาจากช่องคลอดนี่แหละ แต่เลือดที่ออกมานั้นมักจะออกมาในลักษณะ กะปริดกะปรอยเพียงเล็กน้อย และจะเกิดอยู่แค่วันเดียวก็หยุดแล้ว ไม่ควรเกิดติดต่อกันหลายวัน หากมีอยู่หลายวันนั่นก็ถือว่าผิดปกติครับ และถ้าหากออกมามากเกินไป ก็ถือว่าผิดปกติ คุณๆ ควรจะกลับไปให้คุณหมอตรวจดูอีกทีว่า เลือดที่ออกมามากผิดสังเกตนั้นเป็นเพราะเหตุอันใดกันแน่

แต่ถ้าออกมาเพียงแค่กะปริดกะปรอยก็ขอให้สบายใจหายกังวล เอาไว้ก่อนได้เลย ไม่มีอะไรอันตรายอย่างแน่นอนครับ

น.พ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ


Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 มิ.ย. 2008 at 07:42 Share

 ตกขาว

นพ.รุ่งโรจน์ ตรีนิติ


ตกขาวคืออะไร

ตกขาวหมายถึง สิ่งที่ถูกขับออกมาจากช่องคลอด และสิ่งนั้นไม่ใช่เลือด ดังนั้น ตกขาวจึงมีสีอะไรก็ได้แต่ส่วนใหญ่จะสีขาว ตกขาวนี่เองที่เป็นอาการที่ผู้ป่วยมาหาหมอถึงหนึ่งในสามของผู้ป ่วย ที่มาตรวจภายใน
ตกขาวเป็นคำเรียกที่รู้จักกันทั่วไป แต่บางคนก็เรียก ระดูขาว (ไม่ใช่ฤดูขาวระครับ) หนังสือบางเล่มก็เรียก มุตกิต ก็มี
ตกขาวไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการ ซึ่งอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คัน มีกลิ่น หรือเจ็บปวด

ชนิดของตกขาว

ตกขาวกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เป็นผู้หญิงก็ต้องมีตกขาว การมีตกขาวไม่ได้หมายถึง การเป็นโรคหรือเป็นมะเร็ง หรือผิดปกติ นั่นก็หมายถึงว่า การมีตกขาวอาจเป็นปกติ หรือไม่ปกติก็ได้

  • ตกขาวปกติ

เป็นตกขาวที่พบได้ในภาวะปกติ ตกขาวแบบนี้มีสีขาว คล้ายแป้งเปียก มีปริมาณไม่มาก ไม่คัน กลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่เหม็น อย่างไรก็ตามในบางช่วงอาจมีปริมาณมากขึ้นเล็กน้อย เช่น ช่วงก่อนมีรอบเดือน หลังมีรอบเดือน ช่วงไข่ตก หรือในภาวะตั้งครรภ์

ในตกขาวมีสารอะไรบ้าง
อย่างที่บอกตกขาวหมายถึง สารที่ถูกขับออกจากช่องคลอด ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ถูกขับออกจากต่อมต่างๆ ในระบบสืบพันธ์ ซึ่งได้แก่
1. น้ำที่หลั่งจากต่อมใต้ผิวหนัง บริเวณช่องคลอด จากต่อมสกีน (Skene's gland) ต่อมบาร์โธลิน เพื่อหล่อลื่นปากช่องคลอด
2. เซลล์เยื่อบุผนังช่องคลอดที่หลุดลอกออกมา
3. มูกจากต่อมที่ปากมดลูก
4. โปรตีน, เกลือแร่ ที่มาจากผนังช่องคลอด เยื่อบุโพรงมดลูก และหลอดมดลูก
5. กรดแลคติคซึ่งแบคทีเรียในช่องคลอดสร้างจากกลัยโคเจน ของเยื่อบุผนังช่องคลอด

  • ตกขาวที่ไม่ปกติ

ก็คือ ตกขาวที่ตรงข้ามกับตกขาวปกติ กล่าวคือ มีปริมาณมาก บางครั้งไหลโจ๊กยังกะมีรอบเดือนยังไงยังงั้น มีกลิ่นเหม็น ลักษณะอาจเป็นหนอง มูกปนหนอง ปนเลือด มีฟอง และมักมีอาการอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คัน แสบ ออกร้อนที่บริเวณปากช่องคลอด หรือมีปวดท้องน้อยร่วมด้วยก็ได้

ต้นเหตุที่ทำให้ตกขาวผิดปกติ ที่พบบ่อย 3 อันดับแรกคือ
- จากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial vaginosis) พบได้ร้อยละ 30-35
- จากเชื้อรา, ยีสต์ (vulvovaginal candidiasis) พบได้ร้อยละ 20-25
- จากเชื้อพยาธิ trichomoniasis พบได้ร้อยละ 10

ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่พบเชื้อสองชนิดหรือมากว่าสองชนิด อยู่ร้อยละ 15-20 เรียกว่า ได้หนึ่งแถมหนึ่งว่างั้นเถอะ
เชื้อ 3 ตัวนี้พบร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตกขาวผิดปกติ

สาเหตุของการตกขาวผิดปกติ แบ่งตามตำแหน่งที่เกิดคือ

1. ช่องคลอดอักเสบ ที่พบบ่อยคือ
- แบคทีเรีย (bacterial vaginosis)
- เชื้อพยาธิ (trichomonas)
- เชื้อรา (candida)
- เชื้อไวรัส เช่น โรคเริม
- เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ
2. ปากมดลูกอักเสบ
- การติดเชื้อหนองใน
- การติดเชื้อคลามิเดีย
- การติดเชื้อเริม
3.ปากมดลูกมีแผล, เป็นเนื้องอก
4.สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด เช่น เศษกระดาษทิชชู, สำสี, ผ้าก็อซ, เมล็ดผลไม้, ถุงยางอนามัย เป็นต้น
5.เนื้องอกและมะเร็งมดลูก, ปากมดลูก ซึ่งตกขาวจะมีกลิ่นเหม็นมาก
6.สตรีวัยหมดระดู ขาดฮอร์โมน ก็ทำให้เกิดช่องคลอดแห้งอักเสบ มีตกขาวได้

ความสัมพันธ์ระหว่าง "วัย" กับ "ตกขาว"

  • วัยเด็ก มักเกิดจากความสกปรก สุขอนามัยไม่ดี ทำความสะอาดไม่เป็น หรืออาจมีสิ่งแปลกปลอม ที่เด็ก ยัดเข้าไป เช่น ยางลบ เม็ดผลไม้ กระดาษทิชชู
  • วัยเจริญพันธุ์ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • วัยหมดระดู เกิดจากการขาดฮอร์โมน

การตรวจภายใน

การตรวจภายใน เป็นสิ่งที่หญิงสาวมักอายหมอ กลัวเจ็บ ซึ่งจริงๆ แล้วหมอมีวิธีการตรวจอย่างนุ่มนวล ไม่น่ากลัว ถ้าเป็นหญิงสาว ไม่เคยร่วมเพศ หมออาจเพียงใช้ไม้พันสำลีแบบคอตตั้นบัด ให้เราแหย่เข้าช่องคลอดเองได้ ถ้าเพียงต้องการตกขาวมาตรวจ

ภาพวาด แสดงชนิดต่างๆ ของเครื่องมือตรวจภายใน

ภาพตัดขวาง - มือหมอที่ล้วงเข้าช่องคลอดและอีกมือคลำหน้าท้อง


การตรวจภายในไม่ใช่แค่เอาของเหลวในช่องคลอด หรือปากมดลูกมาตรวจเท่านั้น หมอยังต้องตรวจว่า มดลูกปกติหรือไม่, มีก้อนผิดปกติในท้องหรือเปล่า, มีการอักเสบของปีกมดลูกหรือไม่ และฯลฯ และ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก ไปพร้อม ๆ กันด้วยเลย

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 มิ.ย. 2008 at 07:40 Share

เรื่องของตกขาว


ปัญหาใหญ่ของสาวโสด สาวไม่โสด สาวน้อย รวมทั้งชายหนุ่มของพวกเธอปัญหาหนึ่ง น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ... ตกขาว

ตกขาว เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่นำพาเอาสาวทั้งโสดและไม่โสด ไปปรึกษาแพทย์
คุณผู้อ่านคงสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องราวของความรักได้อย่างไร อ่านต่อไปจนจบแล้วจะทราบได้ว่า ไม่ได้อ่านผิดคอลัมน์ ยังคงเป็นคลินิกรักเหมือนเดิม

หลายรายมีปัญหาคาใจว่า เอ...ก่อนหน้านี้ก็ไม่เค๊ยไม่เคยที่จะมีตกขาวมากมายขนาดนี้ แต่ทำไมหลังจากมีเขาคนนั้นในดวงใจและร่วมร้อยเรียงเคียงหมอนกัน แล้ว จึงเกิดมีตกขาวขึ้นมาได้มากมายปานนั้น
" จริงๆ นะคะคุณหมอ ก่อนนี้ไม่เคยมีตกขาวแบบนี้เลย พอแต่งงานแล้วตกขาวมีมาก จนเปื้อนเฉอะแฉะภายนอกทุกวัน จนต้องใช้ผ้าอนามัยแผ่นเล็กซับเอาไว้ เพราะกลัวเปื้อนกางเกงใน เปื้อนทีไรก็ซักออกยากทุกที ไม่เหมือนเดิมเลย อ๋อ คันน่ะไม่คันหรอกค่ะ แต่มันทำให้รำคาญ เพราะเดิมก็สบายดี ไม่ชอบอะไรที่เหนียวเหนอะเฉอะแฉะแบบนี้ นี่ยังดีนะคะไม่มีกลิ่นเหมือนเพื่อนเขา คุณหมอว่าการสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาทำความสะอาดเฉพาะที่จะช่ว ยให้ดีขึ้นไหม เห็นเพื่อนๆ เขาซื้อมาใช้กันก็ว่าดี แต่ไม่ทราบว่าทำไมหมอสูติหลายคนถึงห้ามใช้ คะ "

" ผมชอบทำออรัลให้แฟนผมครับ และเธอก็ชอบด้วย เธอบอกว่า มันทำให้อารมณ์ของเธอมีมากขึ้น แต่บางครั้งเวลาทำให้เธอ น้ำหล่อลื่นมันออกมามากเหลือเกิน ซึ่งบางครั้งผมก็ต้องรับประทานเข้าไป เคยไปถามคุณหมอหลายท่านก็บอกว่า ไม่เป็นไรเป็นของสะอาด ผมก็เห็นด้วยครับว่า น้ำหล่อลื่นที่ออกมาตอนกลางๆ รอบเดือนของเธอกลิ่นสะอาดดี แต่ช่วงใกล้ๆ จะมีรอบเดือนนี่ซิครับ บางทีมีกลิ่นเปรี้ยวๆ ยังไงก็ไม่รู้ และบางทีก็มีตกขาวรสฝาดๆ ออกมาด้วย แฟนผมเป็นคนรักษาความสะอาดดีนะครับ ผมเคยทักเธอไปครั้งหนึ่ง ดูเธอกลุ้มใจมาก และไปหาสบู่เหลวเฉพาะที่ชนิดมีกลิ่นหอมมาฟอกทุกครั้งที่เราจะมี อะไรกัน ไม่รู้เธอทำถูกหรือเปล่านะครับ "

" บางทีนะคะ แทบจะหมดอารมณ์เลยค่ะ กลิ่นอะไรไม่รู้ระเหยออกมาตอนที่กำลังมีอะไรกัน หลายครั้งที่เขาบ่นว่า กลิ่นแรงจังเลย ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร หายามาสอดก็ไม่หาย ไปหาหมอตรวจภายในก็ว่าไม่อักเสบอะไร ล้างทำความสะอาดทุกครั้งก่อนและหลังมีอะไรกัน กลิ่นก็ยังอยู่ นี่จะทำยังไงดีคะ กลัวแฟนเบื่อจังเลย เดี๋ยวเขาไปรักคนอื่น และก็กลัวด้วยว่าเขาจะว่าเราไม่สะอาด "

" หลังคลอดลูกคนนี้นะคะ ตกขาวมีมากเลย บางทีเป็นมูกสีเหลืองๆ ก็มี ไปหาหมอก็บอกว่า ปากมดลูกอักเสบเป็นแผล ให้ยามากินมาสอดก็ไม่หายไป ครั้งหลังนี้หมอบอกว่าปากมดลูก เป็นแผลเรื้อรังให้จี้เป็นการรักษา ยังคิดอยู่เลยค่ะเพราะหมอก็ไม่ได้รับปากรับคำร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าจี้แล้วแผลจะหายไปไม่เป็นขึ้นมาใหม่ "

" เป็นสาวโสดบริสุทธิ์อยู่นะคะ รับรองเลยค่ะเรื่องนั้นไม่เคยเลย และที่จริงก็เป็นคนรักษาความสะอาดนะคะ อ๋อ เคยช่วยตนเองไหมก็เคยค่ะ เป็นธรรมดา แหมอายุจะ 30 อยู่แล้ว ก็รู้บ้างละค่ะว่าจะทำอย่างไร แต่ไม่เคยสอดอุปกรณ์อะไรต่อมิอะไรเข้าไปภายในนะคะ แล้วก็ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่ทำ แต่ก็ยังเป็นตกขาวแล้วคันอยู่เสมอ ไปหาคุณหมอเล่าอาการให้ฟัง คุณหมอก็สันนิษฐานว่า เกิดจากเชื้อรา ไม่ได้ตรวจภายในหรอกนะคะ เพราะอายหมอ เพื่อนบอกว่า เป็นเพราะเราชอบตากกางเกงใน ไว้ในห้องน้ำเป็นประจำ ทำให้ชื้นแฉะ ควรจะผึ่งแดด ก็ทำตามแล้ว แต่ก็ยังเป็นอยู่เป็นระยะๆ เป็นเพราะเรากินยาปฏิชีวนะรักษาสิวที่หน้าหรือเปล่าคะ เพราะเคยได้ยินหมอหลายคนพูดว่า จะไปฆ่าแบคทีเรียที่เป็นมิตรภายในจุดซ่อนเร้น ทำให้ข้าศึกจากภายนอกเช่นเชื้อราลุกลามเข้าไปภายในได้ "
ทั้งหมดนั้น ก็คงจะเป็นตัวอย่างในเรื่องของ...ตกขาว ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวพันกับความรักความพิศวาส และในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องราวของกามารมณ์และความรัก


ตกขาวมาจากไหน ?

ที่จริงตกขาวก็เหมือนกับขี้ไคลนั่นแหละครับ เพราะเป็นเยื่อผิวหนังภายในจุดซ่อนเร้น ที่หลุดลอดออกมาหลังจากหมดอายุขัย เพียงแต่ผิวหนังภายในส่วนสงวนมันตอบสนอง ต่อระดับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย ทำให้มีมากน้อยเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของรอบเดือน โดยช่วงใกล้ๆ จะมีรอบเดือนนั้น จะมีตกขาวมาก และแบคทีเรียภายในจะเจริญเติบโตได้มาก ทำให้อาจจะเกิดกลิ่นได้บ้าง จากของเสียที่แบคทีเรียขับออกมา และบางครั้งก็อาจจะมีกลิ่นเปรี้ยวๆ ด้วย

ยิ่งถ้าผ่านการร่วมรักกับเขาคนนั้น ก็จะมีน้ำหล่อลื่นบ้าง น้ำรักของเขาบ้างปนกับเยื่อบุผนังส่วนสงวน ทำให้บางครั้งตกขาวหลุดออกมาเป็นก้อนๆ และหลายรายอาจมีสีเหลืองอ่อนๆ บ้าง ถ้าตกขาวนั้นค้างคา อยู่ภายในเป็นเวลานาน


ตกขาวแบบไหนที่ต้องไปพบหมอ ?

ถ้าตกขาว เป็นสีขาวขุ่น ลักษณะคล้ายแป้งเปียก ไม่มีการระคายเคือง ปัสสาวะก็ปกติ ไม่แสบขัด ไม่มีอาการคัน ปากทางส่วนสงวนไม่มีผื่นแดงแล้ว แม้ว่าจะมีมากขนาดไหนก็ถือว่า...ปกติ
ใช้น้ำสะอาดล้างก็พอแล้ว...ไม่ต้องกังวลใจ

แต่ถ้าตกขาวเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เป็นมูกปนเลือด หรือมีสีเขียว สีเทา และมีกลิ่นไม่ค่อยจะดีแล้ว ต้องรีบไปปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุด
ขอร้องว่า อย่าหายาสอด ยาสอดรักษาเองเลยครับ นอกจากจะทำให้ไม่หายขาดแล้ว ยังอาจกลายเป็นโรคอักเสบเรื้อรังภายใน หรือไม่ก็เชื้อโรคที่ทำให้เกิดตกขาวเกิดการดื้อยาขึ้นด้วย

ตกขาว ที่ผิดปกตินั้น แม้ว่าสีเหมือนกัน อาจจะเกิดจากเชื้อโรคต่างกันก็ได้ใครจะรู้ การรักษาตกขาวให้หายขาดจะต้องวินิจฉัยให้ได้ก่อนว่า เกิดจากเชื้อชนิดไหน


การทำออรัลเซ็กซ์จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตกขาวไหม ?

ถ้ารักจะทำออรัลเซ็กส์ให้สาวๆ แล้วละก็ คุณหนุ่มๆ ทั้งหลาย ก่อนอื่นคงจะต้องหมั่นรักษา ความสะอาดของช่องปากให้ดี ถ้าจะให้ดีแล้วผมว่า ควรจะแปรงฟันทุกครั้ง ก่อนปฏิบัติการ หรือถ้าจะให้สะอาดสุดยอดแล้วละก็ บ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเสียอีกรอบ เท่านี้ปฏิบัติการอันสุนทรีย์ของคุณ ก็จะไม่ไปทำให้เกิดการอักเสบระคายเคืองส่วนสงวนของเธอ จนเกิดตกขาว

แต่ถ้าปากของคุณหนุ่มในฝันไม่ค่อยสะอาด ก็มีสิทธิอักเสบ จนเกิดตกขาวได้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ สาวๆ คนไหนรักจะให้พ่อหนุ่มในดวงใจทำออรัลให้ เตรียมซื้อแปรงสีฟัน และยาสีฟันไว้ให้เขาแปรงฟันก่อนปฏิบัติการนะครับ ไม่อย่างนั้น อย่าไปยอมเขา แหมของเราสะอาดดีอยู่แล้ว จะเอาปากเหม็นๆ มาดมได้อย่างไร จริงไหมครับ


เผลอรับประทานตกขาวเข้าไประหว่างปฏิบัติการ จะเป็นอันตรายไหม ?

เป็นคำถามคาใจของหนุ่มหลายรายที่ชอบรายการชิวหาพาเพลิน และบางครั้งพอเธอตอบสนองดี ก็จะมีการบีบรัดของกล้ามเนื้อส่วนสงวน จนไล่เอาตกขาวภายในออกมา จนต้องเผลอรับประทานไปบ้าง รับรองได้ครับว่า ไม่เป็นอะไรเด็ดขาดนอกจากบางครั้งอาจได้รสที่แปร่งปร่าไปบ้าง ถ้าเป็นตกขาวช่วงใกล้จะมีรอบเดือน หรือเธอผู้นั้นชอบรับประทานของหมักของดองเป็นประจำ


จะล้างตกขาวด้วยน้ำยาสวนล้างดีไหม ?

เดี๋ยวนี้ ผู้หญิงชอบสวนล้างภายในกันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะส่วน ตามคำโฆษณา กันเป็นประจำ ที่จริงดูเผินๆ ก็ดีนะครับทำให้สะอาด สบายดี บางคนว่ากลิ่นสะอาดมากขึ้นด้วย แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว คุณกำลังทำลายกองกำลังแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อมนุษย์ซึ่งอาศัยอ ยู่ภายในส่วนสงวนนะครับ เพราะน้ำยาฆ่าเชื้อจะไปฆ่าแบคทีเรียดังกล่าว ทำให้คุณขาดกองกำลังพิทักษ์ดินแดนอาณาเขตหวงห้ามของคุณไป ใช้ไปนานๆ หลายรายจึงเกิดเชื้อราในร่มผ้าได้ง่าย

ล้างเฉพาะภายนอกก็พอครับ อยากจะใช้อะไรก็ใช้ไป แต่อย่าสวนล้างเข้าไปภายในเด็ดขาด
แต่ถ้าจะให้สะอาด สะดวก ปลอดภัย อุ่นใจ และประหยัด แล้วละก็... น้ำสะอาดดีที่สุด


ผู้ชายที่ไม่ขลิบปลายอวัยวะ จะเป็นสาเหตุทำให้ผู้หญิงตกขาวไหม ?

ผู้ชายที่ไม่ขลิบหนังหุ้มปลาย ทำให้มีขี้เปียก (ขี้ไคลชนิดหนึ่ง) หมักหมมอยู่ภายใต้หนังหุ้มปลายของเขา และเชื่อกันว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของปากมดลูก จนอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ผู้หญิง เป็นมะเร็งปากมดลูกได้

เพราะพบว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก มากกว่าผู้หญิงที่มีอะไรกับแฟนคนเดียว
ทางแก้...ให้เขาสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง
แต่ขี้เปียกดังกล่าว จะเป็นสาเหตุทำให้สาวคนรักที่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเป็นตกขา วหรือไม่ ยังไม่พบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกันมากขนาดนั้น

ผมว่า ถ้าจะให้แน่ใจ จัดการอาบน้ำเขาและน้องชายของเขาให้สะอาดทุกครั้งก่อนร่วมรักจะ ดีที่สุด จะได้แน่ใจในความสะอาดที่แสนจะสดใส และใหม่เสมอของส่วนรัก ส่วนหวงของเขา... และของคุณ
ก็คุณเป็นของกันและกันนี่...จริงไหม
อย่าให้ตกขาวมาเป็นอุปสรรคของความรัก... ด้วยภาษากายเลย
ขจัดออกไปเสียด้วยการรักษาความสะอาด
คุณภาพ...ของชีวิตรัก ก็จะดีขึ้น


(update 4 เมษายน 2002)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์   ปีที่ 10 ฉบับที่ 482 วันที่ 27 ส.ค. - 2 ก.ย. 2544 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 01 ก.ค. 2008 at 10:23 Share
ผศ.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร
ตกขาว คราวตั้งครรภ์


ผู้หญิงเราคุ้นเคยกับตกขาวอยู่แล้ว แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ตกขาวมาเยือนผิดปกติ
อย่างนี้อันตรายหรือเปล่า…

ตกขาว ได้ยินแล้วทุกคนคงคิดว่าเป็นอาการผิดปกติแน่นอน อีกทั้งกังวลไปต่างๆ นานาด้วยว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรมีการติดเชื้ออะไรรุนแรงมากมาย หรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการตกขาวนั้นเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จะยิ่งกังวลว่า จะมีผลต่อเนื่องไปถึงการตั้งครรภ์ หรือส่งผลต่อลูกน้อยหรือไม่ เรามาดูกันครับ


ตกขาวหรือน้ำเดิน

ช่วงใกล้คลอดนั้น อยากจะเตือนคุณแม่สักหน่อยครับ ในเรื่องของการมีมูก หรือน้ำออกมาทางช่องคลอด ซึ่งลักษณะอาจคล้ายกับการมีตกขาวปกติ แต่จริงๆ แล้ว อาจไม่ใช่ตกขาวก็ได้นะครับ รวมทั้งไม่ใช่เรื่องของการอักเสบติดเชื้ออีกด้วย

สิ่งที่ออกมานั้นไม่ว่าเป็นมูกหรือน้ำ อาจเป็นอาการเริ่มแรกของการเจ็บท้องคลอดก็ได้ ซึ่งคุณแม่ควรรีบมาโรงพยาบาลนะครับ เมื่อเริ่มมีการเจ็บท้อง ปากมดลูกก็จะเริ่มเปิด ทำให้มูกซึ่งอุดอยู่บริเวณนั้นหลุดออกมา ในบางรายอาจมีเลือดปนมาด้วยก็ได้ ส่วนกรณีที่มีน้ำออกมาก็เป็นได้ว่าคุณแม่มีน้ำเดินแล้วล่ะครับ โดยอาจมีอาการ เจ็บครรภ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้

แม้ว่าโดยปกติแล้ว เวลามีน้ำเดินมักเป็นน้ำใสๆ ไหลออกมาเป็นปริมาณมาก เหมือนเวลาปัสสาวะราดนั่นแหละครับ แต่บางกรณีน้ำอาจจะค่อยๆ ออกมาทีละน้อยก็ได้ บางกรณีอาจเหมือนมีตกขาวมากกว่าปกติ แต่เหลวใสคล้ายน้ำก็ได้ ในกรณีน้ำเดินนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลเพราะถ้าปล่อยไว้นานอาจเก ิดการติดเชื้อลุกลาม เข้าไปในโพรงมดลูกได้ ซึ่งถ้าร้ายแรงอาจเป็นอันตรายได้ต่อทั้งคุณแม่และลูกครับ ถ้ามีลักษณะอาการที่ว่านี้ ไม่ว่ามูกหรือน้ำออกมาทางช่องคลอดในช่วงใกล้คลอด ต้องรีบไปพบแพทย์นะครับ


แบบนี้ตกขาวปกติ

จริงๆ แล้ว การมีตกขาวนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของผู้หญิงทุกคนครับ เนื่องจากในบริเวณช่องคลอดและปากมดลูกนั้น จะมีการสร้างสารคัดหลั่งเพื่อหล่อเลี้ยง และหล่อลื่นช่องคลอดอยู่ตลอดเวลา สารคัดหลั่งเหล่านี้แหละครับที่คุณผู้หญิงทุกคนมี และถือว่าเป็นตกขาวที่ปกติครับ

ลักษณะของตกขาวปกตินั้นจะเป็นมูกใส หรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียกปริมาณไม่มากนัก อาจมีทุกวัน วันละเล็กน้อยก็ได้ ถือว่าปกติครับ เรื่องของลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้น ขึ้นกับอิทธิพลของฮอร์โมนในร่างกายด้วยครับ ในช่วงที่ยังไม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจเคยสังเกต ว่าลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือ น โดยเฉพาะในช่วงกลางรอบประจำเดือน หรือช่วงไข่ตกนั้น ตกขาวจะเป็นมูกใส เหนียว ยืดได้ดี และมีปริมาณมากขึ้นกว่าในช่วงอื่นๆ ก็เป็นผลจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

ช่วงที่ตั้งครรภ์ก็เช่นเดียวกันครับ ช่วงนี้ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะ โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงจะสูงขึ้นกว่าตอนไม่ตั้งครรภ์มาก ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อลักษณะ และปริมาณของตกขาวปกติด้วย คุณแม่คงพอจะเดาได้นะครับว่าช่วงที่ตั้งครรภ์นั้น จะมีตกขาวออกมาปริมาณมากกว่าปกติ แต่ก็ถือว่าเป็นปกติครับ ฟังดูแล้วอาจสับสน บ้างเล็กน้อยนะครับ "มากกว่าปกติ" แต่ "ปกติ" แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือจะมีตกขาว ที่เป็นปกติออกมามากกว่าเดิมครับ

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์นี้แหละครับที่ทำให้คุ ณแม่หลายคน เกิดความกังวลใจ คิดว่าเกิดความผิดปกติขึ้นกับตัวเอง และบางรายอาจกังวลไปถึงว่า จะมีผลต่อลูกในท้องอีกด้วย คุณแม่บางรายจะบ่นให้คุณหมอฟังเกือบทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ แต่พอตรวจแล้วก็ปกติทุกที แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้อยู่ดี "ปกติ" ก็คือปกติแหละครับ ไม่มีอะไรผิดปกติทั้งสิ้นไม่ว่ากับตัวคุณแม่เองหรือลูกในท้อง ทราบอย่างนี้แล้ว คงจะสบายใจขึ้นมาบ้างนะครับ

แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ต้องสนใจตัวเองโดยเฉพาะเรื่องตกขาวระหว่างตั้ งครรภ์เลยนะครับ ที่ควรจะต้องคอยดูแลตนเอง ก็คือ คอยสังเกตว่าตกขาวที่ออกมานั้นมีลักษณะเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น คันบริเวณช่องคลอด หรือมีปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย ฯลฯ

อาการต่างๆ เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้น ก็ถือว่าผิดปกติแล้วครับ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อยก็คือ การอักเสบติดเชื้อของบริเวณช่องคลอดหรือปากมดลูกนั่นเอง ซึ่งก็เกิดขึ้นได้บ่อยพอสมควรระหว่างตั้งครรภ์ แต่มักไม่รุนแรงและไม่ได้ก่อให้เกิด ผลเสียร้ายแรงต่อทั้งคุณแม่และลูกในท้อง แต่ก็ต้องรีบไปพบแพทย์นะครับ เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ต่อไป


ตกขาวผิดปกติเพราะติดเชื้อ

การอักเสบติดเชื้อของช่องคลอดและปากมดลูกที่ว่ามานั้นพบได้บ่อย ๆ ก็คือ การอักเสบติดเชื้อจากเชื้อรา เชื้อพยาธิในช่องคลอด และเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะการอักเสบของช่องคลอดจากเชื้อรานั้นพบได้บ่อยมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง ของช่งอคลอดระหว่างตั้งครรภ์นั่นเองที่ทำให้สภาพต่างๆ เหมาะกับการเจริญเติบโต ของเชื้อรามาก ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

ลักษณะของตกขาวนั้นจะมีปริมาณมาก เป็นสีขาวหรือเป็นก้อนเล็กๆ สีขาก็ได้ ที่สำคัญคือมักมีอาการคันบริเวณช่องคลอดหรือบริเวณอวัยวะสืบพัน ธุ์ภายนอกร่วมด้วย ส่วนการอักเสบติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดนั้น เกิดจากเชื้อพยาธิตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นคนละชนิด กับพยาธิลำไส้นะครับ ลักษณะของตกขาวนั้นมักเป็นสีเหลืองๆ หรือเขียวๆ บางรายอาจออกมามาก และคล้ายเป็นฟองอีกด้วย ส่วนอาการที่เกิดร่วมด้วยนั้นก็คล้ายกับการติดเชื้อรา คือมักมีอาการคันอย่างมากบริเวณช่องคลอดและอวัยวะสืบพันธุ์ภายน อก คุณแม่บางคนพอคันมากๆ ก็ต้องเกาครับ พอเกามากๆ เข้าเกิดเป็นแผลถลอกเลยก็มี เกาเพลินไปหน่อย รุนแรงไปนิด… แหม…ก็มันคันนี่นา ไม่เกาก็ไม่หายคันใช่ไหมครับ…

ส่วนการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียนั้น อาการมักไม่ชัดเจนเหมือนเชื้อราหรือเชื้อพยาธิ แต่มักมีตกขาวออกมามาก อาจมีสีเหลืองหรือเทาๆ ข้นๆ เหนียวๆ ทำนองนั้น อาจมีกลิ่นเหม็น ผิดปกติร่วมด้วยก็ได้ อาการอื่นอย่างแสบร้อนหรือคันบริเวณช่องคลอดก็พบได้เช่นกันครับ


ตรวจหาเชื้อ

ในการจะบอกว่าติดเชื้อชนิดใดโดยอาศัยอาการที่คุณแม่เล่าคงจะไม่ พอ ไม่อาจทราบว่าจริงๆ แล้วตกขาวผิดปกตินั้นเกิดจากเชื้ออะไร การรักษาเชื้อแต่ละชนิดนั้น ก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย จึงจำเป็นต้องตรวจภายในเพื่อเอาตัวอย่างของตกขาวไปตรวจดู ด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือย้อมเชื้อดู จึงจะทราบว่าตกขาวนั้นเกิดจากเชื้อชนิดใดกันแน่ จากนั้นจึงจะให้การรักษาได้ถูกต้องครับ


การรักษา

การรักษานั้นก็ไม่ยุ่งยากมาก และมักหายขาดครับ โดยทั่วไปแพทย์มักจะให้ ยาเหน็บช่องคลอด หรือยาไปรับประทานต่อเนื่องสักระยะหนึ่งเท่านั้นก็หายขาดได้ แต่ไม่ใช่ว่าหายแล้วหายเลยนะครับ อาจกลับมาเป็นใหม่อีกได้ ไม่ใช่คุณหมอรักษา ไม่ดีหรอกครับ…ก็ตั้งครรภ์ตั้ง 9 เดือนนี่ครับ มีโอกาสเป็นซ้ำกันได้บ้างไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม ขอย้ำอีกครั้งครับว่าการอักเสบติดเชื้อต่างๆ ที่ว่ามานั้นเป็นเพียง การอักเสบติดเชื้อเฉพาะที่เท่านั้น ไม่มีผลต่อลูกในท้องครับ โดยเฉพาะถ้าได้รับ การรักษาอย่างถูกต้อง


ดูแลตัวเอง…สำคัญที่สุด

การดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ ก็คือการรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ อย่างสม่ำเสมอ อย่าให้เกิดความอับชื้น ชุดชั้นในควรเป็นชนิดที่ใส่สบาย ไม่รัดจนเกินไป คุณแม่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำยาพิเศษอะไรสวนล้างช่องคลอด ดีไม่ดีถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ล้างทำความสะอา ด้วยน้ำธรรมดาก็พอครับ และถ้าเกิดอาการผิดปกติขึ้นหรือไม่แน่ใจ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษา ไม่ควรไปซื้อยามาใช้เอง

ยาเหน็บหรือยารับประทานที่มีขายทั่วไป บางชนิดอาจไม่ตรงกับเชื้อเท่าใดนัก ทำให้รักษาไม่หายขาด อาจดื้อยา และเป็นเรื้อรังได้นะครับ ควรให้หมอตรวจก่อนดีกว่า

มาถึงตอนนี้ คงพอรู้แล้วนะครับว่า เรื่องของตกขาวนั้นไม่ได้มีอันตราย รุนแรงมากนัก อาจมีปัญหาเข้ามากวนใจบ้าง แต่หากดูแลดีๆ ก็สบายครับ


(update 20 กันยายน 2001)
[ที่มา.. นิตยสารรักลูก  ปีที่ 18 ฉบับที่ 215 ธันวาคม 2543]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 01 ก.ค. 2008 at 11:34 Share
สุขอนามัยอวัยวะเพศ


เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีบทความลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับกล่าวถึงการให้ความรู้แก่สาธา รณะชน โดยเฉพาะสตรีถึงอันตรายของการ " ล้างช่องคลอด " ด้วยน้ำยาที่มีจำหน่ายในท้องตลาด มีกระทั่งโฆษณาทางทีวี ซึ่งทางครีเอทีฟบริษัทโฆษณาก็เข้าใจคิดคำที่จะสื่อบอกผู้ชมว่าน ้ำยาเหล่านั้น จุดขายเพื่อเน้นความสะอาดกลิ่นหอมเย้ายวนแก่ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ นั้นกับผู้ใช้อวัยวะนั้น ซึ่งหมายถึงคู่นอนหรือสามี

" ช่องคลอด " เป็นคำที่แสดงถึงภูมิปัญญา คนไทยใช้คำได้ความหมายและไม่หยาบคาย บ่งบอกถึงทัศนคติที่ดีต่อเรื่องเพศ เพราะเป็นช่องทางการคลอดของทารก เป็นการให้ความสำคัญต่ออวัยวะ แต่ช่องคลอดก็ยังเป็นอวัยวะที่ลึกลับต่อสุขภาพสตรีเพราะเป็นที่ รวมของความเป็นสตรี มีทั้งระดูหรือประจำเดือน มีตกขาว ระดูขาวหรือหมากขาวฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลต่อคุณสุภาพสตรี

ไม่เท่านั้นในปัจจุบันสตรีทั่วๆ ไปก็ย่อมได้รับข่าวสาวว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นอวัยวะที่ก่อให้เกิ ด เนื้องอกร้ายมากที่สุด ซึ่งก็อยู่ในช่องคลอดอีกนั่นแหละ ช่องคลอดจึงเป็นจุดที่สตรีให้ความใส่ใจ ไม่ใช่แค่สนใจเท่านั้น อะไรที่ใส่ใจมากก็มักจะใช้จ่ายในเรื่องนี้มากเป็นธรรมดา เช่น คนใส่ใจเสื้อผ้ามาก ก็จะใช้จ่ายในการซื้อหาเสื้อผ้ามาก ใส่ใจในความสวยงามของหน้ามาก ก็ใช้จ่ายเครื่องประทินโฉมมาก

จิตวิทยาเช่นนี้เอง ที่ผู้ผลิตเอามาเป็นหนทางในการขายผลิตภัณฑ์ต้องเรียกว่าเบี่ยงเ บน ในการขายผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของนโยบาย ถูกใจไม่ถูกต้องซึ่งเป็นปกติในระบบธุรกิจ ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องศึกษาดูเอาเองจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

ช่องคลอดเป็นอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่จัดเป็นอวัยวะภายใน เป็นตัวเชื่อมต่ออวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก คือปากช่องคลอด คลิตอริสกับอวัยวะสืบพันธุ์ภายในคือมดลูกและรังไข่ เป็นช่องทางที่จะรองรับการสอดใส่ อวัยวะเพศชายในขบวนการร่วมเพศ ซึ่งสมัยก่อนก็จะอธิบายว่าเป็นช่องทางที่จะรองรับอวัยวะเพศชาย ในขบวนการร่วมเพศและปฏิสนธิ แต่ปัจจุบันตัดปฏิสนธิออกเพราะสมัยก่อนหน้าที่ปฏิสนธิ เป็นหน้าที่ของธรรมชาติที่จะต้องเป็นผู้ก่อให้เกิดปฏิสนธิโดยผ่ านการร่วมเพศ

การปฏิสนธิปัจจุบันมนุษย์ ได้แย่งหน้าที่นี้ออกมาจากพระผู้เป็นเจ้าหรือธรรมชาติโดยสมบูรณ ์ เพราะหมอสามารถที่จะทำการปฏิสนธิในห้องทดลอง ในหลอดแก้วได้ ไม่เท่านั้นหมอยังสามารถบังคับให้ตัวอสุจิ (ฉีด) ใส่เข้าไปปฏิสนธิกับไข่จากฝ่ายแม่ได้โดยตรงหรือที่เรียกว่า "อิ๊กซี่" ปัจจุบันมนุษย์ทำกับพระผู้เป็นเจ้ามากกว่านั้น ทำสำเนาสิ่งมีชีวิตกันเลยอย่างแกะดอลลีย์เป็นตัวอย่าง

แต่สำหรับมนุษย์ยังไม่มีผู้ใดกล้าแสดงออกมาว่าทำขึ้นมาแล้ว เพราะทั่วโลกไม่สนับสนุน เนื่องจากมองเห็นถึงภัยพิบัติจากการทำโคลนนิ่ง ซึ่งรุนแรงถึงการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติทีเดียว !!

ช่องคลอดในทางกายวิภาคมีลักษณะเป็นท่อกลวงยืดหย่อนมากในสภาพปกต ิ สำหรับสตรีพรหมจรรย์ ช่องคลอดอาจจะแฟบเหมือนลูกโป่งยาวๆ ที่ไม่ได้เป่าลม แต่สามารถจะขยายตัวออกได้มากหลายเท่าตัว ตามสภาพการใช้งานยาวประมาณครึ่งฟุต (ยืด) ปลายมนเป็นที่อยู่ของมดลูก ปลายล่างเปิดออกปากช่องคลอด โดยมีกระเพาะปัสสาวะวางอยู่ด้านบนของช่องคลอด และลำไส้อยู่ตรงทางด้านหลังของช่องคลอด จะเห็นว่าช่องคลอดถูกประกบหน้าหลังด้วยอวัยวะขับถ่ายของเสียของ ร่างกาย จึงทำให้โอกาสปนเปื้อน จากอวัยวะทั้งสองมีอยู่สูง

ส่วนปลายของช่องคลอดทางกายวิภาคแล้วจะโป่งออกเล็กน้อย ทำหน้าที่เป็นแอ่งสำหรับกักเก็บของเหลว ที่ธรรมชาติออกแบบไว้เพื่อกักเก็บน้ำอสุจิในการผสมพันธุ์สืบพัน ธุ์ ซึ่งธรรมชาติออกแบบสร้างมาเป็นล้านปี แต่เราก็ยังศึกษาไม่ได้หมดจนปัจจุบัน บางส่วนของช่องคลอดก็ยังคงลึกลับอยู่ ธรรมชาติตระหนักดีถึงหน้าที่ๆ ต้องรับงานหนักจึงได้ออกแบบเยื่อบุพื้นผิวช่องคลอดให้ทนทานต่อง านหนัก คือการมีเพศสัมพันธ์ได้ดี

เยื่อบุช่องคลอดจะมีลักษณะเช่นเดียวกับผิวหนังหรือเยื่อบุช่องป าก คือเป็นเซลล์แบนๆ ที่ทนทาน ต่อการเสียดสีได้แต่ที่แตกต่างจากเยื่อบุพื้นผิวหนังคือเยื่อบุ ช่องคลอดไม่มีต่อมสร้างสารเหลว เช่น ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำลาย แต่ในช่องคลอดกลับมีสารเหลวหล่อชื้นหล่อลื่นอยู่ตลอด ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ตกขาว อันเป็นสภาวะปกติที่ช่องคลอดจะมีความชื้นหรือเปียกอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในวัยทองหรือวัยหมดระดูก็ชื้น แต่จะน้อยลงมาก

การที่เยื่อบุช่องคลอดไม่มีต่อมสร้างสารคัดหลั่ง สารเหลว หรือน้ำเมือก แต่กลับมีความชื้นที่มาหล่อเลี้ยง ถักเรียงด้วยร่างแหทำให้มีน้ำเหลืองหรือของเหลวจากน้ำเลือดไหลซ ึมออกมาตลอดร่วมกับการหลุดลอก ของเซลล์บุช่องคลอด ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศที่รังไข่สร้างออกมากระตุ้น ให้เซลล์บุช่องคลอด เจริญผลัดเปลี่ยนจากชั้นล่างๆ ขึ้นสู่ชั้นบนสุดเหมือนใบไม้ผลิใบแก่หลุดออกมาสู่พื้นก็จะถูกย่ อยสลายไป ตามขบวนการธรรมชาติ

ในช่องคลอดก็เช่นกัน เซลล์ที่หลุดลอกจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์อาศัยอยู่ในช่องคลอด ซึ่งช่องคลอดกับปากหรือทวารต่างๆ ของร่างกายจะมีเชื้อจุลินทรีย์อาศัยอยู่ โดยจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ทำร้าย ต่ออวัยวะที่มันอาศัยอยู่

ในปากมนุษย์นั้นมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่มากมายเป็นล้านๆ ตัว หลายชนิดพบได้เป็นกลุ่มเชื้อคล้ายบาดทะยัก รา ปอดบวมฯ แต่สภาวะปกติหากร่างกายควบคุมสมดุลได้จะไม่เกิดโรคในช่องคลอดก็ เช่นกันเชื้อจุลินทรีย์ เป็นเชื้อที่ใส่ในนมเปรี้ยวนั่นเอง ที่ว่ามีปริมาณมากเมื่อเทียบกับเชื้อจุลินทรีย์ตระกูลอื่นๆ ซึ่งเป็นกลไก การควบคุมทางธรรมชาติ

ถ้าเชื้อที่เรียกว่า แลคโตแบซิลไลด์นี้มีมากก็จะคุมให้เชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ อยู่ในระเบียบวินัยไม่เกเร ซึ่งสมดุลนี้สำคัญมาก ถ้าเชื้อนมเปรี้ยวนี้ลดจำนวนลงเมื่อไร เมื่อนั้นจุลินทรีย์เกเรที่อาศัยอยู่ก็จะออกฤทธิ์ ก่อกวนความเสียหายกับช่องคลอดรวมทั้งเชื้อราและเชื้อไวรัสต่างๆ

ในสภาพปกติเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้ จะช่วยกันย่อยสลายเซลล์ที่หลุดลอกและแปรสภาพเป็นของเหลว ขุ่นขาวข้นและกลายสภาพเป็นกรดอ่อนๆ นอกจากนั้นในของเหลวบริเวณช่องคลอด ยังมีเซลล์ที่หลุดลอกจากปากมดลูก คอมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก และท่อนำไข่ ไหลลงมาในช่องคลอด รอให้จุลินทรีย์เหลานั้นย่อยสลายรวมทั้งยังมีสารเหลวที่ขับออกม าจากต่อมในส่วนต่างๆ ของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่ปากมดลูก คอมดลูก และที่มากคือเยื่อบุโพรงมดลูก

ซึ่งในเดือนที่ไม่มีการปฏิสนธิก็จะหลุดลอกออกมาเป็นระดู คือเลือดไหลลงมาในช่องคลอด ซึ่งมีจุลินทรีย์ต่างๆ อาศัยอยู่โดยมีเลือดเป็นอาหารอันโอชะของเหล่าจุลินทรีย์ จึงเห็นว่าในการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ มักจะใส่สารสกัดหรือสารเลือดลงไปเป็นอาหารและในกรณีที่เชื้อโรค เข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้การคัดเชื้อ เกิดความรุนแรงและอันตราย

ในขณะมีระดู เม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวจะถูกทำลายด้วยจุลินทรีย์เช่นกัน คุณผู้หญิงในสภาพปกติ ในช่องคลอดจะมีของเหลวอยู่ตลอด แต่จะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามช่องของระดูหรือประจำเดือน แต่ส่วนประกอบหลักของๆ เหลวในช่องคลอดหรือระดูขาวจะเหมือนกันถ้าเอาของเหลวหรือระดูขาว มาตรวจ ด้วยกล้องส่องขยายประมาณสัก 400 เท่า จะเห็นองค์ประกอบดังนี้

เซลล์บุช่องคลอดซึ่งอาจจะมีเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดออกมาใ ห้เห็นได้ถ้าย้อมสีพิเศษ เม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงมีจุลินทรีย์ลักษณะเป็นแท่งๆ ในปริมาณที่เด่นชัดคือมากกว่าชนิดกลม ซึ่งเจ้าตัวแท่งๆ นี่เองคือเชื้อนมเปรี้ยวที่เป็นยาวประจำช่องคลอดคอยควบคุมเชื้อ จุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ และคอยย่อยสลายเซลล์

อาจจะพอมองเห็นเชื้อราในบางสภาพได้และของเหลวซึ่งจะมีสีต่างกัน ออกไปในระยะหลังระดูไม่นาน จะเป็นลักษณะใส เมื่อใกล้มีระดูรอบใหม่หรือหลังครึ่งรอบระดูไปจะมีสีขาวขุ่นเพิ ่มขึ้น ตรงนี้เกิดจากเซลล์ช่องคลอดถูกอิทธิพลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนกร ะตุ้นให้มีการสะสมแป้งมากขึ้น ซึ่งพอหลุดลอกสลายตัวก็จะมีสีขาวขุ่นด้วยขบวนการหมักทำลาย เกิดสภาพกรดคืออาจจะมีกลิ่นออกเปรี้ยวได้

และในสภาพดังกล่าวนี้จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อช่องคลอด ปริมาณของตกขาวจะขึ้นอยู่กับ หลังระยะเวลาของระดูที่มีปริมาณมากเกินครึ่งหลังของรอบระดู แต่จะพบว่าในสตรีที่ไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธุ์ ตกขาวมักจะไม่ออกมาปนเปื้อนข้างนอก เนื่องจากปากช่องคลอดจะปิด ต่างจากสตรีที่มีครอบครัว หรือที่เคยผ่านการคลอดบุตรมาก่อน ปากช่องคลอดจะเปิดกว้างออกทำให้ตกขาวมักจะออกมาปนเปื้อนภายนอก ตกขาวหรือของเหลวที่อยู่ในช่องคลอดเมื่อถูกย่อยสลายจนครบขบวนกา รก็จะเป็นของเหลว บางส่วนจะถูกดูดซึมโดยจุลินทรีย์ บางส่วนจะระเหยไปเป็นสมดุลที่วนเวียนกันอยู่อย่างนี้

ดังนั้นสภาวะภายในช่องคลอดจึงมีการจัดสมดุลของตัวเองคือมีขบวนก ารสร้างขยะ และกำจัดขยะอยู่ในตัวเอง เมื่อสมดุลสูญเสียไปโดยเฉพาะขบวนการกำจัดของเสีย คือจุลินทรีย์นมเปรี้ยวซึ่งไวต่อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบแทบท ุกชนิด โดยเฉพาะประเทศไทยเรา การซื้อยาเสรีมากทำให้ก่อผลแทรกซ้อนตามมาเพราะยาเพียง 1 เม็ด (ยาปฏิชีวนะ) ก็สามารถจะก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของสมดุลร่างกาย คือจำนวนจุลินทรีย์นมเปรี้ยวจะลดลงจนอาจจะกลายเป็น ประชากรกลุ่มน้อย พวกจุลินทรีย์เกเรก็จะลุกขึ้นมาอาละวาด

คุณสุภาพสตรีจะสังเกตได้ว่าถ้าต้องรักษาโรคติดเชื้อโดยกินยาปฏิ ชีวนะเป็นเวลานาน ก็มักจะส่อการผิดปกติในช่องคลอดจนเกิดการระคายเคือง นั่นแสดงว่าสมดุลของจุลินทรีย์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ที่พบได้บ่อยคือพวกที่รักษาสิว ซึ่งต้องทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานๆ

อีกสาเหตุหนึ่งที่กำลังก่อความวิตกให้กับแพทย์ผู้ดูแลสตรีคือ การสวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น ดังได้กล่าวแล้วว่าสภาวะในช่องคลอดมีระบบกำจัดขยะหรือกำจัดของเ สียอยู่ในตัวเองที่ทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านจุลินทรีย์ การที่เอาน้ำซึ่งผสมสารเคมีต่างๆ และสารสร้างกลิ่นเข้าไป ชะล้างในช่องคลอดจะทำให้สมดุลจุลินทรีย์ถูกทำลาย เท่านั้นไม่พอยังไปแปรเปลี่ยนสภาพกรดด่าง ในช่องทำให้จุลินทรีย์นิสัยดีซึ่งมีจะบอบบางถูกทำลายเหลือแต่จุ ลินทรีย์เกเรก็จะลุกฮือขึ้นมา ทำลายเยื่อบุช่องคลอด และอาจจะลุกลามไปถึงโพรงมดลูก และลามปามไปถึงปีกมดลูก จนเกิดการอักเสบของปีกมดลูกและลุกลามสู่รังไข่กลายเป็นเรื่องรา วใหญ่โตไปได้

ที่พบบ่อยจากน้ำยาเหล่านี้คือการระคายเคือง การแพ้สารเคมีในบริเวณช่องคลอด ทำให้เซลล์บุช่องคลอดถูกทำลาย และอาจจะมีผลกระทบต่อเยื่อบุปากมดลูก ซึ่งค่อนข้างอ่อนไหว และเป็นตำแหน่งที่มีการกลายเป็นมะเร็งได้สูง ยิ่งถ้าการสวนล้างนั้นมีการปนเปื้อน อาจก่อให้เกิดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไวรัสหูดหงอนไก่ซึ่งเป็นตัวก่อโรคมะเร็งด้วยแล้วก็จะนำ ไปสู่การอักเสบ ติดเชื้อที่ปากมดลูกได้

มีสถานบริการทางการแพทย์บางแห่งได้ให้บริการที่ไม่ถูกต้องโดยสร ้างความเข้าใจผิดๆ ว่า การทำความสะอาดช่องคลอดเป็นประจำโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อบางทีถึงกั บใช้ผ้าก๊อซหรือสำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ แปะไว้ที่ปากมดลูกและคาไว้ในช่องคลอดเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ทำลาย ภูมิต้านทานโรคของช่องคลอด จนคุณสุภาพสตรีก็เอามายึดปฏิบัติกันซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถู กต้อง ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง

เพราะนอกจากจะทำลายเชื้อจุลินทรีย์นมเปรี้ยวที่มีประโยชน์แล้ว ยังก่อการระคายเคืองอย่างรุนแรง ต่อเยื่อบุช่องคลอดเพราะน้ำยาฆ่าเชื้อเหล่านี้ส่วนใหญ่มีไว้ใช้ แช่เครื่องมือซึ่งขนาดวัตถุโลหะยังกัดกร่อนได้ แล้วเนื้ออ่อนจะไม่ถูกทำลายได้อย่างไร ใช้ไปนานๆ อาจจะก่อให้เกิดการกลายของเนื้อเยื่อได้ ในทางการแพทย์แล้วการสวนล้างช่องคลอดมีข้อบ่งชี้น้อยมาก ส่วนมากกระทำในกรณีที่จะต้องทำการผ่าตัด

คุณผู้หญิงทั้งหลายอย่าได้เอาใจใส่อวัยวะภายในจนเกินเหตุ จะนำเภทภัยมาใส่ตัวโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก่อนจะใช้ควรปรึกษาสูตินารีแพทย์ก่อน ถ้าอายที่จะมาพบก็สามารถโทรปรึกษาซึ่งมีหลายช่องทาง การติดต่ออยู่แล้วในปัจจุบัน

น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 01 ก.ค. 2008 at 11:35 Share
จุดซ่อนเร้น เรื่องลึ้ก! ลึก …แต่ไม่ลับ


เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาว ร่างกายของผู้หญิงและผู้ชาย จะสร้างกลิ่นของร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะนี้จะเป็นสิ่ง ที่ช่วยดึงดูดเพศตรงข้ามด้วย สำหรับลูกผู้หญิงบริเวณจุดซ่อนเร้นหรือที่เรียกว่าช่องคลอดนั้น เป็นอวัยวะที่สามารถทำความสะอาดตัวของมันเองได้ตามระบบธรรมชาติ ได้ส่วนหนึ่ง แต่บางครั้งมักมีกลิ่นมาให้รำคาญใจ….เลยทำให้ผู้หญิงหลายต่อหลายคนเกิดความสงสัย และกังวลจนเสียความมั่นใจกับจุดนี้อีกเยอะ

….เช่นเดียวกับข้อสงสัยที่ว่านี้….คุณเคยเจอหรือเปล่า

รู้สึกว่า พื้นที่จุดซ่อนเร้นมักมีกลิ่นอับๆ สังเกตได้ชัดเจนมากเวลาที่เข้าห้องน้ำสิ่งนี้เกิดจากอะไรและแก้ ไขอย่างไรดี

กลิ่นอับของบริเวณจุดซ่อนเร้นนี้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เรื่องของรูปร่างค่อนข้างท้วม เหงื่อจะออกง่าย ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พอเหงื่อออกแล้ว ก็จะเกิดกลิ่นอับที่ต้นขาและตามจุดอับชื้นต่างๆ ของร่างกาย ถ้ารักษาความสะอาดไม่ดีการแก้ไขคือ จำไว้ว่าถ้าอยากให้บริเวณไหนของร่างกายมีกลิ่นสะอาด ก็ต้องทำให้ผิวช่วงนั้นมีความแห้ง โปร่ง สบายให้มากที่สุด เช่น การเลือกชุดชั้นในควรเลือกเป็นผ้าฝ้ายบางๆ ก็จะดีกว่าผ้าหนาๆ หรือเลือกสวมกางเกงที่ไม่รัดต้นขาก็จะดีกว่า กางเกงในแบบจีสตริงก็เป็นทางช่วยวิธีหนึ่ง แต่การโรยแป้งอาจไม่แก้ปัญหา กลับทำให้อับมากขึ้น ถ้าอยากใช้น้ำยาอนามัยเพื่อจุดซ่อนเร้นทำความสะอาดก็ทำได้ แต่อย่าล้างเข้าไปถึงข้างใน

จริงหรือเปล่าผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนมักจะมีกลิ่ นที่จุดซ่อนเร้น

ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มานั้น จุดซ่อนเร้นอาจจะมีกลิ่นได้ง่ายกว่าคนโสดหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุ เช่น ผู้ชายที่ไปมีเพศสัมพันธ์ด้วย ไม่ได้รักษาความสะอาดของอวัยวะเพศของเขาอย่างดีพอเมื่อมีเซ็กซ์ กัน มีการสัมผัสกับอวัยวะเพศหญิงกับสิ่งสกปรกที่หมักหมมใต้หนังหุ้ม ปลายองคชาติของผู้ชาย ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น และอีกอย่างหนึ่ง ภายในจุดซ้อนเร้นของผู้หญิงนั้น จะมีลักษณะเป็นกระเปราะ ทำให้อาจมีน้ำอสุจิค้างอยู่หลังการมีเพศสัมพันธ์ก็เกิดโอกาสมีก ลิ่นได้

ทำไมช่วงเวลามีรอบเดือน มักต้องมีตุ่มหรือผื่นแดงขึ้นที่ส่วนนั้นด้วย ไม่ทราบว่าตัวเองผิดปกติหรือเปล่าและคนอื่นๆ เขาจะเป็นเหมือนเราไหม

เวลามีรอบเดือน ฮอร์โมนมันเพี้ยน พอฮอร์โมนเพี้ยนไปจากปกติ จะเกิดการระคายเคืองง่าย มีตุ่มและผื่นแดงเกิดขึ้น หากรู้สึกว่าเป็นมากก็ควรไปพบแพทย์ ให้เขาใช้ครีมสเตียรอยด์อ่อนๆ ทา ผิดปกติไหม ไม่ผิดหรอก เพราะหลายๆ คนก็มักมีอาการแบบนี้คือผิวอ่อนไหวกว่าเดิม

การใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อจุดซ่อนเร้น จะช่วยให้ผิวที่เป็นรอยแดงช่วงขาหนีบนุ่มขึ้นรอยแดงหายไปด้วยหร ือเปล่า

จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกัน เพราะรอยผื่นและรอยแดงมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น แพ้ขอบยางกางเกงในหรือใช้แผ่นอนามัยที่ไม่ค่อยได้คุณภาพ อีกพวกหนึ่งคือบริเวณขาหนีบชิ้นหรือต้นขาใหญ่ ก็เกิดผื่นได้ถ้าเป็นผื่นมากก็ควรไปหาหมอเพื่อจะได้รักษาให้ถูก วิธี เช่น อาจให้ครีมที่เป็นสเตียรอยด์อ่อนๆ มาทา รอยแตกจากการใช้น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น

ช่วงเวลาที่มีรอบเดือนจะรู้สึกว่าแพ้ผ้าอนามัยโดยมีอาการคันและ เป็นผื่นแดงๆ ที่ข้างๆ ขาทุกครั้ง จะมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ เปลี่ยนยี่ห้อผ้าอนามัย เพราะถ้าเกิดใช้ยี่ห้อนี้แล้วแพ้ ยี่ห้ออื่นอาจจะไม่แพ้ก็ได้หรือไม่ถ้าเป็นผู้หญิงที่มีสามีแล้ว ก็อาจใช้วิธีคุมกำเนิดโดยการฉีดยาคุมก็ได้ เมื่อไม่มีประจำเดือน ก็จะไม่ต้องใช้ผ้าอนามัยและจะได้ไม่แพ้

มีหลายคนบอกว่าการใช้น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้นจะทำร้ายแบคทีเรียที่ ดี และเราจะติดเชื้อง่ายขึ้น

แค่ไม่ฉีดเข้าไปภายในช่องคลอดก็พอแล้ว แต่ถ้าเป็นการทำความสะอาดเฉพาะผิวภายนอกดีที่สุดคือใช้น้ำสะอาด ล้างหลายๆ ครั้งก็สะอาดขึ้น หรือถ้ามีพวกไขมันมาเกาะก็ใช้น้ำอุ่นล้าง แต่ห้ามล้างเข้าไปข้างในเด็ดขาด หากอยากให้ร่างกายมีแบคทีเรียที่ดีก็พยายามดื่มพวกโยเกิร์ตหรือ อะไรที่มีส่วนผสมของแลคโตบาซิลลัส ก็จะทำให้ร่างกายเรามีแบคทีเรียที่ดีไว้ป้องกันเชื้อโรค

เด็กเล็กๆ วัยอนุบาลหรือวัยประถม จะใช้น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นได้หรือเปล่า

ไม่ควรใช้น้ำยาเหล่านี้กับเด็กๆ เด็ดขาดจนกว่าจะอายุ 15 ปีขึ้นไป เพราะสำหรับเด็กเล็กๆ นั้นใช้การทำความสะอาดแบบธรรมดาๆ ก็พอเพียงแล้ว

สบู่ โฟม หรือน้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เลือกใช้อย่างไรให้ถูกสุขลักษณะที่สุด

ไม่ว่าจะใช้อะไรก็ตาม ก็แล้วแต่รสนิยม ความชอบของแต่ละคนผลที่ได้คงไม่แตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ น้ำที่ใช้ล้างทำความสะอาดต่างหาก ที่ต้องแน่ใจว่าเราใช้น้ำสะอาดจริงๆ ท่านั้น


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับจุดซ่อนเร้น

การใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นนี้ ควรเลือกด้วยความระมัดระวัง เพราะเนื้อเยื่อของผิวส่วนนี้จะมีธรรมชาติที่บอบบางและละเอียดอ ่อน เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือการส่วนล้างช่องคลอดเพราะอาจเพิ่มค วามเสี่ยงต่อการเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือที่หนักกว่านั้นก็คือ การติดเชื้อของท่อรังไข่ ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งนอกมดลูกหรือเป็นหมันได้ในอนาคต

ของเหลวที่เรียกว่าตกขาว ซึ่งมีลักษณะเป็นมูกออกมาจากช่องคลอดนั้น คือสิ่งที่ร่างกายผลิตออกมาเพื่อช่วยในการทำความสะอาดช่องคลอด หากร่างกายปกติ ตกขาวนี้จะไม่มีกลิ่นคาวช่วงหลังรอบเดือนจะมีลักษระสีขาวข้นเหม ือนขี้ผึ้งแต่จะใสและยืดเหนียว มีลักษณะเหมือนไข่ขาวดิบๆ ในช่วงระยะการตกไข่ นอกจากนั้น ตกขาวยังเป็นสิ่งบอกคุณภาพของจุดซ่อนเร้นได้เป็นอย่างดีหากตกขา วมีกลิ่นคาวหรือเหม็น มีสีเหลืองหรือเขียวรวมทั้งมีอาการคันและแสบร่วมด้วย แสดงว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นในช่องคลอด.


(update 20 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.163 February 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 01 ก.ค. 2008 at 13:51 Share

จุดซ่อนเร้นของผู้หญิงระวัง! เชื้อรา


จากสถิติพบว่าผู้หญิงในยุคปัจจุบันเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอดเพิ ่มขึ้นมากกว่าในอดีตซึ่งเป็นหนึ่งโรคที่เติบโตพร้อมกับเทคโนโลย ีต่างๆ ที่ก้าวหน้าขึ้นคุณผู้หญิงทราบกันหรือไม่คะว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดเชื้อราในช่องคลอดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีว ิตรูปแบบใหม่นั่นเอง


  • สังเกตอาการ
ตกขาวใสๆ หรือขาวข้น คล้ายเนยแข็งอาจมีอาการคันมากน้อยต่างกันไปอาจมีอาการแสบในช่อง คลอดบางคนที่โชคร้ายเกิดปฏิกิริยาแพ้ต่อเชื้อราอาจทำให้เกิดหมั นชั่วคราวได้แต่จะหายเมื่อกำจัดเชื้อราออกไปได้ค่ะ


  • เชื้อราอยู่ในตัวเรา
หากจู่ๆ วันหนึ่งคุณแม่พบตกขาวมากผิดปกติที่ชุดชั้นใน สันนิษฐานได้ว่าคุณแม่อาจเกิดเชื้อราในช่องคลอดที่มีชื่อเรียกว ่า Candida Albicans แล้วล่ะค่ะ โดยเชื้อราที่ว่านี้ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในร่างกายของเรานี่เอง พบได้ในระบบทางเดินอาหารของผู้หญิงเรานี่แลหะค่ะ ผู้หญิงประมาณร้อยละ 20-30 พบเจ้าเชื้อราดังกล่าวอาศัยอยู่ในช่องคลอดด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่องคลอดของผู้หญิงเราเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อจุลินทรี ย์ต่างๆ อีกมากมายหลายชนิดด้วยกัน ทั้งเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติแถมส่วนใหญ่ยังเป็นมิตรคอยดูแลสิ่งแว ดล้อมในช่องคลอดให้เป็นไปตามปกติ และอาจทำให้เรามีตกขาวเล็กน้อยตามธรรมชาติแต่เมื่อวันหนึ่งเกิด มีตกขาวไม่ปกติขึ้นมา คุณแม่อาจสับสนกังวลใจว่า เอ๊ะ เราก็รักษาความสะอาดดีแล้วนี่ เชื่อหรือไม่คะว่า หากไม่รักษาความสะอาด หรือสะอาดมากเกินก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นเชื้อราในช่องคลอดเท่า ๆ กัน ก่อนอื่นเรามาสำรวจรูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเองดูก่อนดีกว่า ว่าคุณแม่กำลังเสี่ยงอยู่หรือไม่


  • คุณนายสะอาด (เกินพอดี)
รู้ดีค่ะว่าผู้หญิงเราทุกคนต้องรักษาความสะอาดจุดซ่อนเร้นกันเป ็นอย่างดี แต่บางคนสะอาดมากเสียจนกระทั่งไปซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อมาล้างในช่อง คลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่องคลอดของผู้หญิงเรามีแบคทีเรียที่เป็นมิตรชื่อว่ า “แลคโตแบซิลลัส” ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคภายนอกที่จะเข้าไปรุกราน แต่พอโดนสวนล้างด้วยยาฆ่าเชื้อเข้าไปบ่อยๆ แบคทีเรียที่ดีจึงโดนทำลายไปด้วย

Do : การล้างทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นควรทำเฉพาะภายนอกเท่านั้น เลือกใช้น้ำสะอาดจะดีที่สุดค่ะ


  • ฟิต รัด แฟชั่นพาจน
การแต่งตัวของผู้หญิงยุคนี้ เช่น การนุ่งกางเกงยีนส์รัดๆ ก็พาจนได้ค่ะ หรือชุดชั้นในราคาแพงบางชุดกลับรัดแน่น ผลิตจากผ้าใยสังเคราะห์ เหล่านี้จะทำให้เกิดการอับชื้นภายในจุดซ่อนเร้น หากเหงื่อออกมากก็อาจหมักหมมจนเป็นบ่อเกิดของเชื้อราได้ มีงานวิจัยบอกว่าผู้หญิงที่นุ่งยีนส์เป็นประจำมีโอกาสเป็นเชื้อ ราในร่มผ้ามากกว่าผู้หญิงที่นุ่งกระโปรง

Do : อ่านแล้ว ร้อนอย่างนี้อย่าลืมคว้ากระโปรงในตู้มาปัดฝุ่นด่วนนะเจ้าคะ สวมชุดชั้นในก็ควรเลือกที่ทำจากผ้าฝ้ายที่ไม่รัด และไม่ควรใช้ชุดชั้นในร่วมกับผู้อื่นอย่างเด็ดขาดนะคะ


  • แผ่นอนามัยอุปสรรคอากาศถ่ายเท
นอกจากการมีรอบเดือนที่ทำให้ผู้หญิงเราต้องใช้ผ้าอนามัยแล้ว ผู้หญิงยุคใหม่หลายคนยังนิยมใช้ผ้าอนามัยแผ่นเล็กทุกวันโดยคิดว ่าจะช่วยซึมซับตกขาวไม่ให้เปืเอนชุดชั้นใน หรือบางคนใช้เพราะขี้เกียจซักกางเกงในบ่อยๆ!! แต่คุณรู้หรือไม่ว่าแผ่นอนามัยเหล่านั้นผลิตจากใยสังเคราะห์ที่ เป็นตัวการปิดกั้นอากาศที่ไหลเวียนในบริเวณนั้น จนเกิดความอับชื้นรุนแรง

Do : แผ่นอนามัยแผ่นเล็กไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ ถ้ามีตกขาวมากควรเตรียมชุดชั้นในไปเปลี่ยน หรือหาซื้อกางเกงในชนิดที่มีการเสริมผ้าฝ้ายตรงเป้ากางเกงให้หน าขึ้น จะได้ซึมซับตกขาวได้ดี กลับถึงบ้านแล้วรีบซักทำความสะอาดทันที


  • ห้องน้ำความลับที่ไม่รู้
พฤติกรรมในห้องน้ำของเราหลายอย่างทำให้คุณแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยไม่รู้ตัวได้นะคะ เช่น การนอนแช่ในฟองสบู่หรือเกลืออาบน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือบางคนก็ลืมรักษาความสะอาดให้ห้องน้ำที่เปลือยกายอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นฝักบัว ผ้าพลาสติกหรือที่ฉีดน้ำล้างก้น ผู้หญิงบางคนที่อยู่หออยู่คอนโดก็ยังตากกางเกงชั้นในห้องน้ำที่ ไม่มีแสงแดดส่องถึง หรือแขวนผ้าเช็ดตัวทิ้งไว้ในห้องน้ำให้อับชื้น ทั้งที่อาบน้ำเสร็จแล้ว ทำให้เชื้อราเราชอบมากค่ะ ของเหล่านี้เคยมีคนเอาวิเคราะห์ส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ แล้วพบว่าเต็มไปด้วยเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย แค่คิดก็ขนลุกแล้วล่ะค่ะ

Do : ทำความสะอาดอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และหากคุณแม่ไม่แน่ใจในผลิตภัณฑ์ใดที่กระทบกับจุดบอบบางในร่างก าย ก็ไม่ควรใช้อย่างเด็ดขาด ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัวทั้งหลายทั้งปวงควรตากให้แดดส่องถึง และซักบ่อยๆ แค่นี้ก็สะอาดปราศจากโรคแล้วล่ะค่ะ


  • Did you know about DRUG
  • ไม่ควรซื้อยาเหน็บรักษาเชื้อรามาใช้เองแต่ควรไปพบสูตินรีแพทย์จ ะดีกว่าเพราะการใช้ยาไม่ครบขนาดที่กำหนดตามคำสั่งแพทย์ ทำให้เชื้อราเกิดการดื้อยาได้ในภายหลัง และควรไปตรวจติดตามผลการรักษาด้วยว่าหายขาดแล้ว

  • การรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะรักษาอา การสิวอักเสบหรือการรักษาอาการสิวอักเสบหรือการรักษาการอักเสบต ิดเชื้อเรื้อรังบริเวณอื่น ทำให้เสี่ยงติดเชื้อราได้ง่ายขึ้นเพราะยาปฏิชีวนะจะไปทำลายแบคท ีเรีย “แลคโตแบซิลลัส” ที่เป็นมิตร

  • การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเ กิดเชื้อราในช่องคลอด ผู้หญิงที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดอยู่จึงต้องรักษาสุขอนามัยข องอวัยวะเพศให้ดีที่สุดเพื่อป้องกันเชื้อราค่ะ

(update 12 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.139 May 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 01 ก.ค. 2008 at 16:33 Share

เมื่อ…เชื้อราคุกคาม

ลานดาว เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช สูติแพทย์


หากคุณกำลังตั้งครรภ์และมีอาการอย่างหนักบริเวณจุดซ่อนเร้น จนถึงขนาดที่ว่านอนไม่ได้ ต้องตื่นมา เกา…เกา…เกา แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเป็นเชื้อราแล้วล่ะ

เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีเท่าไรสำหรับแม่ท้องค่ะ เพราะคุณจะมีโอกาสเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้สูงถึงร้อยละ 25 ต่างจากสาวๆ ทั่วไปที่มีโอกาสจะเป็นโรคนี้เพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้นที่เป็นเช่นนี้เพราะ…

โดยปกติแล้วในช่องคลอดของผู้หญิงจะมีต่อมที่ผลิตน้ำหล่อลื่นอยู ่เป็นจำนวนมาก ต่อมนี้ถูกควบคุมโดยการทำงานของระบบฮอร์โมนจากรังไข่และต่อมใต้ สมอง ซึ่งในระหว่างตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลต่ อคุณแม่ 2 อย่างคือ

1. เพิ่มการผลิตสารคัดหลั่งในต่อมเหล่านี้มากขึ้น ก็เลยทำให้มีความชื้นสูงขึ้น ส่งผลให้คุณแม่ท้องมีตกขาวเยอะขึ้นตามไปด้วยค่ะ

2. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงที่ตั้งครรภ์ ช่วยส่งเสริมให้เชื้อในช่องคลอดเติบโตได้ดีขึ้นอีก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่เกิดขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง

นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมคุณแม่ท้องจึงมีโอกาสที่จะเป็นเชื้อราใ นช่องคลอดได้สูงกว่าคนทั่วไป แต่ก็ยังไม่หมดนะคะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดเชื้อราได้อีก นั่นก็คือ
  • ถ้าคุณแม่เป็นเบาหวาน จะเป็นเชื้อราได้ง่ายขึ้น เพราะในร่างกายมีน้ำตาลเยอะ ทำให้เชื้อราเติบโตได้ดีเลยล่ะค่ะ

  • กินยาคุมนานๆ ฮอร์โมนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงและนี่ก็เป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อได้ ค่ะ

  • การกินยาปฏิชีวนะ เนื่องจากในร่างกายคนเราจะมีเชื้อโรคประจำอยู่แล้ว เช่น ในช่องคลอดจะมีเชื้อโรคซึ่งเป็นประโยชน์เราเรียกว่า แลคโตบาซิลัสอยู่ ถ้าคนที่ไม่สบายกินยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ตั้งแต่ 10-14 วันขึ้นไป จะทำให้เชื้อราเติบโตเร็วขึ้น 3-4 เท่า

  • การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาสเตียรอยด์ ที่ใช้ในคนที่เป็นหอบหืด หรือคนที่ปลูกถ่ายอวัยวะมา รวมไปถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องในลักษณะอื่น เช่น คนที่เป็นเอดส์ ก็อาจจะเป็นเชื้อราได้ง่าย เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวส่งเสริม

ตรงนั้น…คั้น…คัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังเป็นเชื้อรา ดูง่ายๆ จากตกขาวคือตกขาวเป็นก้อนแข็งๆ อาจจะมีสีขาวขุ่นหรือใสก็ได้ คล้ายกับนมที่บูดแล้วทิ้งไว้จนตกตะกอน แต่จะไม่มีกลิ่นนะคะอาการบ่งชี้อีกอย่างว่าคุณแม่กำลังเป็นเชื้ อรานั่นก็คือ การคันบริเวณช่องคลอดไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่ว่าคันนิดๆ หน่อยๆ ทำความสะอาดก็หาย แบบนี้ไม่ใช่นะคะ

การคันจากเชื้อราจะคันมาก จนถึงขนาดนอนไม่ได้เชียวล่ะและอาจจะเกาจนเกิดรอยถลอกเป็นขลุยๆ ตรงจุดที่เกาเลยต่อให้ล้างทำความสะอาดอย่างดีก็ยังไม่หายคัน แบบนี้แน่ใจได้เลยว่าคุณเป็นเชื้อราเข้าแล้วล่ะ อย่ารอช้าค่ะ ไปพบคุณหมอดีกว่า

อ้อ…คุณแม่บางคนเป็นเชื้อราแต่อาจจะยังไม่รู้ตัว เพราะไม่มีอาการคัน แบบนี้ถือว่าเป็นความโชคดีค่ะ ไม่ต้องไปรักษาเพราะว่าจริงๆ แล้วเชื้อราไม่ได้มีอันตรายอะไรกับคุณแม่ท้องเพียงแต่ว่าเวลาที ่เป็นจะทำให้เกิดมีอาการคันแบบรุนแรงเท่านั้นเองค่ะ


กลัวลูกติดเชื้อรา

คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายอาจจะกังวลว่าถ้าไม่มีอันตรายกับแม่ แล้วเชื้อราจะมีอันตรายกับลูกมั้ย? สบายใจได้เลยค่ะเพราะคุณหมอบอกว่าไม่ส่งผลใดๆ ต่อลูกของคุณทั้งสิ้น ยกเว้นในกรณีที่ตรวจพบเชื้อราใสถุงน้ำคร่ำด้วย ซึ่งไม่ว่าเชื้อจะผ่านเข้าไปด้วยวิธีไหนก็ตาม ถ้ามันเข้าไปได้แล้วเติบโตในน้ำคร่ำก็จะทำให้ทารกมีโอกาสคลอดก่ อนกำหนดได้สูงขึ้น

แต่ถ้าถุงน้ำคร่ำปิดสนิทดีหมด ไม่มีการรั่วซึม ลูกจะมีโอกาสติดเชื้อในกรณีเดียวคือ ในขณะที่คลอดหากคุณแม่กำลังติดเชื้อรารุนแรง มีตกขาวเยอะ เชื้อราก็อาจจะติดเข้าไปที่ช่องทางเดินอาหารของลูก ทำให้ลิ้นลูกเป็นฝ้าได้ ซึ่งกรณีนี้คุณหมออาจจะเลือกใช้วิธีผ่าคลอด เพื่อให้เด็กไม่ต้องคลอดผ่านทางช่องคลอด ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่ถ้าเรารักษาเชื้อราจนหาย ก็สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ตามปกติค่ะ


เชื้อรารักษาได้

การรักษาอาการคันที่เกิดจากเชื้อรานั้น โดยทั่วไปจะใช้ยาในการรักษา ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดค่ะ
1. ยาทา มีลักษณะเป็นครีม ใช้สำหรับทาบริเวณผิวนอกของปากอวัยวะเพศ เมื่อมีอาการคันบริเวณนั้น หรือเป็นครีมที่ทาเข้าไปในช่องคลอด

2. ยาเม็ดแบบสอด วิธีใช้สอดเข้าไปตรงบริเวณช่องคลอดซึ่งก็จะมีเป็นแบบใส่หลอดแล้ วสอดเข้าไป

3. ยากิน จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ คือรักษาด้วยยาทาและยาเม็ดแบบสอดไม่หาย คุณหมอจึงแนะนำให้ใช้ยากิน เพราะยากินจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดและอาจส่งผลต่อลูกได้ซึ่งในระ ยะเวลา 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกกำลังสร้างอวัยวะต่างๆ คุณหมอจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้ยากิน เพราะอาจส่งผลให้ลูกเกิดมาพิการได้
ส่วนยาทาและยาเม็ดแบบสอดนั้น สามารถใช้รักษาเชื้อราได้ตั้งแต่แรกคลอดจนถึงใกล้คลอดเลยล่ะค่ะ


นอกจากการกินยารักษาแล้ว สิ่งที่คุณแม่ควรทำเพิ่มเติมไปด้วยได้แก่
  • รักษาความสะอาด บริเวณนั้นไม่ควรปล่อยให้อับชื้นค่ะเวลาเช็ดทำความสะอาดต้องเช็ ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอเพื่อเป็นการให้แน่ใจว่าไม่ได้เอาเช ื้อโรคจากบริเวณทวารหนักผ่านเข้ามาทางช่องคลอด

  • ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลง (สำหรับคุณแม่ที่เป็นเบาหวาน) เพราะน้ำตาลทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี

  • สวมใส่ชุดชั้นในที่ไม่คับหรือแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ความชื้นคงอยู่ ควรใส่ชั้นในที่เป็นผ้าคอตตอน เพราะช่วยลดการอับชื้นได้ดี หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าใยสังเคราะห์ หรือกางเกงในที่รัดแน่นจนเกินไป

  • กินโยเกิร์ตทุกๆ วัน เพื่อเพิ่มแลคโตบาซิลลัสในช่องคลอดจะสามารถช่วยลดอัตราการเป็นเ ชื้อราในช่องคลอดได้ค่ะแต่ไม่ใช่เอาโยเกิร์ตไปทาที่ช่องคลอด ตามที่หลายมักจะเข้าใจผิดนะคะ

  • ในระหว่างที่รักษาเชื้อรานั้น ถ้าเป็นไปได้ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง และป้องกันการติดเชื้อวนเวียนซ้ำ เนื่องจากหากคุณแม่ยังไม่หายดี คุณพ่อก็รับเชื้อราจากคุณแม่ไปแล้ว พอคุณแม่ก็กลับมามีเพศสัมพันธ์ต่อ ก็รับเชื้อจากคุณพ่อมาใหม่อีก ทำให้เป็นซ้ำได้ จึงต้องงดเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน และถ้าคุณพ่อมีอาการคันก็ควรรักษาไปพร้อมกัน
เชื้อราอาจจะเป็นแล้วเป็นอีกได้ แต่ถ้าเราเองดูแลสุขภาพกายยามท้องอย่างดีแล้ว ก็เชื่อได้เลยค่ะว่า เจ้าเชื้อราคงไม่มาเยี่ยมเยียนเราบ่อยๆ ค่ะ


ทำไมเชื้อรารีเทิร์น

ในคนท้องนั้นเชื้อราสามารถเป็นแล้วเป็นอีกได้ค่ะเพราะมีปัจจัยเ สี่ยงคือ ภูมิคุ้มกันลดลง รวมทั้งฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง จึงทำให้เป็นเชื้อราได้ง่ายกว่าคนปกติ และเชื้อรามักจะเจอในช่วง 4 เดือนขึ้นไป มากกว่าจะเจอในช่วง 3 เดือนแรก

ถ้าก่อนท้องคุณแม่ไม่ได้เป็นเชื้อรา แม้ตอนท้องคุณจะเป็นเชื้อรา ก็สบายใจได้เลยว่าคุณคลอดเจ้าตัวเล็กออกมาแล้ว เชื้อราก็หายไป โดยที่คุณแม่จะไม่เป็นๆ หายๆ เหมือนกับตอนที่ท้องอยู่ค่ะ.


(update 27 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 02 ก.ค. 2008 at 09:05 Share

การสวนล้างช่องคลอด




ซอยอารีสัมพันธ์ กรุงเทพฯ
สวัสดีค่ะคุณหมอ
ดีใจที่มีคอลัมน์สตรี ในนิตยสารใกล้หมอ ดิฉันสนใจคอลัมน์นี้ และติดตามมาตลอด เมื่อเปิดหนังสือก็ต้องอ่านก่อนเรื่องอื่นๆ ค่ะ
ดิฉันมีปัญหาอยากจะปรึกษาคุณหมอหนึ่งเรื่องค่ะ เป็นเรื่องที่ดิฉันสงสัยมานานแล้วว่าควรจะทำอย่างไร เวลาไปโรงพยาบาลก็ไม่กล้าปรึกษาคุณหมอคนไหน เพราะรู้สึกอาย และเหมือนกับเป็นเรื่องจุกจิก และเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป

เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนของดิฉันแนะนำว่า เราควรจะล้างช่องคลอดทุกวัน เพื่อความสะอาดของช่องคลอด เหมือนเราแปรงฟัน ทั้งๆ ที่เรายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
ดิฉันอายุยี่สิบสองปียังโสด เคยใช้นิ้วมือคลำเข้าไปในช่องคลอดเจอก้อนอะไรแข็งๆ แล้วก็กลัว
สรุปว่าดิฉันยังไม่เข้าใจว่าควรจะสวนล้างช่องคลอดดีไหม
จึงอยากเรียนถามคุณหมอว่า สมควรต้องล้างช่องคลอดจริงๆ หรือเปล่า และถ้าล้างจะใช้น้ำยาอะไร ล้างบ่อยแค่ไหน และจะมีอันตรายอะไรหรือไม่

ดิฉันจะรออ่านคำตอบในนิตยสารใกล้หมอนะคะ

ขอแสดงความรับถือ
สุจิตรา



เรียนคุณสุจิตรา

ก่อนอื่นขอขอบคุณที่ติดตามคอลัมน์สตรีในนิตยสารใกล้หมอนะคะ

จริงๆ แล้วเรื่องส่วนลี้ลับของผู้หญิงนั้น อย่าคิดว่าเป็นเรื่องจุกจิก เรื่องเล็กน้อยเลยค่ะ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่สตรีทุกคนควรจะรู้ หมอเองเป็นหมอสูติฯ มาสิบกว่าปี พบว่าปัญหาที่ผู้หญิงอยากรู้นั้น บางทีไม่ได้เป็นปัญหาไกลตัวเลย แต่ก็ไม่กล้าถามใคร

เนื่องจากคุณสุจิตราบอกว่าคลำเข้าไปในช่องคลอดแล้วเจออะไรแข็งๆ

หมอเองเจอคนไข้สตรีหลายรายที่มาตรวจด้วยเรื่องว่าช่องคลอดตนเอง ผิดปกติไม่เหมือนคนอื่นหรือเปล่า
จึงขอเริ่มเรื่องที่ช่องคลอดของสตรีเลยนะคะ

ช่องคลอดนั้นปกติมีลักษณะเป็นถุงตันค่ะ ผนังถุงนั้นปกติจะชิดติดกันเว้นคนที่เคยผ่านการคลอดบุตรมาแล้ว ผนังของถุงอาจจะแยกออกจากกันและปากถุงมีอาการเผยอได้

ผนังช่องคลอดจะมีลักษณะขรุขระคล้ายลูกคลื่น โดยเฉพาะในวัยสาวจะเห็นเด่นชัด แต่ในวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือเรียกกันว่าวัยทอง ลูกคลื่นนี้จะแบนราบลง กลายเป็นหนังเรียบและบาง เพราะการขาดฮอร์โมน

ถัดจากปากช่องคลอดด้านนอกเข้ามา 3-4 มิลลิเมตร จะมีเยื่อหนาตัวเป็นวงแหวนล้อมรอบช่องคลอด เรียกว่าเยื่อพรหมจรรย์ เยื่อนี้แหละค่ะที่เชื่อกันว่าจะฉีกขาดถ้ามีการร่วมเพศครั้งแรก

ส่วนความลึกของช่องคลอดนั้นเมื่อคลำเข้าไปด้านหน้า ลึกไม่เกิน 6-7 เซนติเมตร คลำไปด้านหลัง ลึกไม่เกิน 8-6 เซนติเมตร (ช่องคลอดด้านหลัง ลึกกว่าด้านหน้า)
ตรงบริเวณกลางๆ ของก้นถุงช่องคลอด จะมีปากมดลูกซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมแข็ง คล้ายยางลบดินสอยื่นยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ตรงกลางของปากมดลูกจะมีรูปากมดลูก

ดังนั้นสิ่งที่คุณสุจิตราคลำเจอในช่องคลอด ถ้าไม่ใช่ผนังช่องคลอดที่ขรุขระเป็นลูกคลื่น ซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของสตรีในวัยสาวทั่วไปแล้ว ที่น่าจะเป็นมากที่สุดก็คือปากมดลูกนั่นเองค่ะ จะรู้ว่าเป็นปากมดลูก ก็ให้ใช้มือคลำดูรูปากมดลูก ซึ่งอยู่ตรงกลางของก้อนแข็งนั้นเองค่ะ

ส่วนเรื่องการล้างช่องคลอดนั้น หรือบางคนเรียกการสวนล้างช่องคลอด เพราะใช้หัวสวนเข้าไปสวนล้างนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจมากค่ะ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีเขียนโดยตรงในตำรับตำรา

ช่องคลอดนั้นตามปกติของคนวัยสาวจะอยู่ในสภาพเป็นกรดนะคะ เพราะผนังช่องคลอดของคนวัยสาวนั้น ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนเพศที่ชื่อเอสโตรเจน ให้สะสมสารคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งชื่อ ไกลโคเจน (Glyclgen)

สารไกลโคเจนนี้จะถูกแบคทีเรียในช่องคลอดที่มีอยู่แล้วซึ่งเป็นแ บคทีเรียที่ดี ที่ชื่อ Doderlein bacilli ให้เปลี่ยนเป็นกรดแลคติค (Lactic acid) และกรดนี้เองช่วยรักษาสภาพกรดด่างของช่องคลอดไว้

จากการทดลองพบว่าเมื่อไหร่ที่ช่องคลอดเป็นกรด เชื้อโรคร้ายหลายชนิดจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ว่าง่ายๆ คือเมื่อช่องคลอดเป็นกรด โอกาสติดเชื้อทางช่องคลอดก็น้อยลง

สำหรับตกขาวธรรมดานั้น จะมีสีขาวปนมูก ไม่คัน ไม่มีกลิ่นเหม็น จำนวนไม่มาก เกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุผนังช่องคลอดตามธรรมชาติ และแบคทีเรีย Doderlein bacilli

ดังนั้นตามปกติคนในวัยสาวซึ่งยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ช่องคลอดก็มักเป็นกรดอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีการติดเชื้อผิดปกติอะไร จึงไม่จำเป็นต้องสวนล้างเอาตกขาวธรรมดาออก

แต่ในกรณีที่ต้องการให้ช่องคลอดเป็นกรด เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ซ้ำ เช่น คนที่เคยติดเชื้อรารักษาหายแล้ว คนที่เคยติดเชื้อโรคต่างๆ รักษาหายแล้ว หรือคนในวัยหมดประจำเดือนซึ่งช่องคลอดมักจะอยู่ในสภาพเป็นด่าง การสวนล้างช่องคลอดเป็นสิ่งที่ควรเลือกใช้

การนิยมสวนล้างช่องคลอดมีอีกกรณีที่นิยมกันคือ สวนล้างหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่วิธีนี้ใช้เพื่อทำความสะอาดเท่านั้น ไม่สามารถคุมกำเนิดได้ การสวนล้างเพื่อทำความสะอาดหลังร่วมเพศ อาจจะใช้น้ำสะอาดธรรมดาหรือน้ำยาอนามัยต่างๆ ก็ได้

ส่วนการสวนล้างเพื่อให้ช่องคลอดมีอนามัยที่ดี อยู่ในสภาพเป็นกรดเพื่อลดการติดเชื้อโรคต่างๆ นั้น การสวนล้างต้องใช้น้ำยาที่มีส่วนประกอบเป็นกรด ได้แก่ กรดแลคติคหรือน้ำส้มสายชู เป็นต้น

ข้อควรระวังในการสวนล้างช่องคลอดคือ
  • ไม่ควรสวนล้างในกรณีที่มีการติดเชื้อของช่องคลอดอยู่ เพราะจะนำเชื้อเข้าสู่ปากมดลูก เกิดการอักเสบของมดลูกและท่อนำไข่อย่างรุนแรงได้
  • ไม่ควรใช้หัวสวนที่แข็งเกินไป เพราะอาจจะเกิดการถลอก เกิดบาดแผลในช่องคลอดได้
  • อุปกรณ์การสวนล้าง น้ำ น้ำยา ตลอดจนนิ้วมือผู้สวนล้าง ต้องสะอาด
  • สำหรับคนตั้งครรภ์ ไม่ควรสวนล้างเกินอาทิตย์ละสองครั้ง ไม่ควรใช้น้ำร้อน และไม่ควรบีบน้ำยาเข้าช่องคลอดอย่างรุนแรง เพราะจะเกิดการแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนดได้
  • สำหรับคนทั่วไป ไม่ควรสวนล้างบ่อยๆ เกินวันละหนึ่งครั้ง เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองจากน้ำยาสวนล้าง เกิดช่องคลอดแห้ง เจ็บ แสบได้
  • ระวังอย่าใช้น้ำร้อนเกินไปสวนล้างเพราะจะทำให้ผนังช่องคลอดได้ร ับอันตรายได้
ส่วนจะสวนล้างเข้าไปลึกแค่ไหนนั้นก็ควรล้วงลึกไม่เกินความลึกขอ งช่องคลอด คือไม่เกิน 8 เซนติเมตร หรือไม่เกินความยาวของนิ้วกลางของสตรีทั่วไปนั่นแหละค่ะ
แต่เรื่องล้วงหรือสวนเข้าไปลึกแค่ไหนนั้น ธรรมชาติจะช่วยบอก ถ้าล้วงลึกมากก็จะรู้สึกเจ็บ เพราะทิ่มแทงเข้าไปภายในนะคะ

อธิบายค่อนข้างยาวนะคะ เพราะเรื่องอนามัยภายในของสตรีนั้น ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ไม่เล็กน้อยเลยนะคะ ก็ขอขอบคุณคุณสุจิตราอีกครั้ง ที่กรุณาถามคำถามที่น่าใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านท่านอื่นด้วยนะคะ

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข

ป.ล.ท่านผู้อ่านท่านใด มีปัญหาอะไรที่อยากให้คอลัมน์ผู้หญิงคุยกันช่วยตอบ เชิญส่งข้อสงสัยมาได้เลยนะคะ…หมอยินดีตอบค่ะ

(update 25 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 4 เมษายน 2544 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 02 ก.ค. 2008 at 17:28 Share

เรื่องของผู้หญิงโดยเฉพาะ


ไหนๆ เดือนนี้ก็เป็นเดือนของผู้หญิงทั้งที ก็ต้องพูดคุยกันเรื่องของเราเป็นพิเศษสิคะ เพราะฉะนั้นเราจะคุยกันถึงสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับผู้หญิ งทุกคนและมีอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างมาก นั่นก็คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ค่ะ

ฮอร์โมนตัวนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบเจริญพันธุ์ของเราตั้ งแต่เริ่มสาวก็มีประจำเดือน ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน แล้วมียังมีผลต่อ กระดูก สมอง หลอดเลือด หัวใจ รวมไปถึงอารมณ์ของเรา นอกจากนี้ ยังดูแลผิวพรรณให้มีน้ำมีนวลอีกด้วยค่ะ
เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพของผู้หญิงโดยเฉพาะ เราน่าจะใส่ใจดูแลอะไรบ้าง


  • รอบเดือน

บางคนจะมีอาการไม่สบายเนื้อตัวก่อนมีรอบเดือน เช่น ปวดหัว เป็นไข้ คัดหน้าอก ปวดท้อง ปวดหลัง ท้องอืด สิว อยากอาหารมากกว่าปกติ ภูมิแพ้กำเริบ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด หดหู่ ขาดสมาธิ หรือมีสิวขึ้น

เราเตรียมตัวเพื่อรับสถานการณ์เหล่านี้ได้ค่ะ ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วงก่อนมีประจำเดือนราว 1 อาทิตย์ ถ้าได้ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะพอควรอาการปวดท้อง และอาการต่างๆ จะดีขึ้น ควรงดอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด กินอาหารที่มีวิตามินบี 6 อี แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี เช่น ธัญพืช นม ไข่ ถั่ว สาหร่าย ผักสีเขียวจัด ผลไม้ และดื่มน้ำมากๆ เพื่อทดแทนวิตามินเกลือแร่ที่สูญเสียไป คุณจะได้ไม่อ่อนเพลียหรือซูบซีดไงคะ แล้วพยายามมีสติรับรู้ว่าขณะนี้อารมณ์เราเป็นอย่างไร หากิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายบ้างจะช่วยให้อารม ไม่มีใครโดนลูกหลง

พอถึงวัยใกล้หมดประจำเดือนจะมีอาการร้อนวูบวาบ ประจำเดือนมามากมานาน เร็วกว่าปกติ ช่องคลอดแห้ง ใจสั่น นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน ควรเน้นเรื่องอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แคลเซียมสูง ไขมันต่ำ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจจะเดินเร็วหรือว่ายน้ำ อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้สุขภาพดีอยู่เสมอ และอาจต้องปรึกษาแพทย์ถ้าอาการต่างๆ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ เราสรรหาฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อทดแทนที่หมดไปได้จากธัญพืชต่างๆ ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วฝักเขียว เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด บร็อกโคลี กะหล่ำปลี แครอต แตงกวา มะเขือ กระเทียม ผักชีฝรั่ง พริกหวาน ส้ม แอปเปิล สตอรเบอรี่ ฯลฯ
  • กระดูก

พอพ้นวัย 30 ไปแล้ว การสร้างกระดูกจะค่อยๆ ลดลงไปค่ะ ยิ่งถ้ากิจวัตรประจำวันของคุณใช้พลังงานในร่างกายน้อย งานหนักจริงแต่ต้องนั่งโต๊ะเป็นส่วนใหญ่ มีโอกาสรับแสงแดดตอนเช้าๆ หรือตอนเย็นน้อย สูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ ทานเนื้อสัตว์มากและอาหารรสเค็มจัด กระดูกก็จะบางกว่าคนที่ดูแลสุขภาพดี และพอถึงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนหมดลงไป กระดูกก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากดื่มนมแล้ว เราเพิ่มแคลเซียมได้จากการกินงา เต้าหู้ ปลาทู ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งฝอย ผักบุ้งจีน กะเพราขาว กระถิน ผักโขมจีน คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง ถั่วพู ฯลฯ กินอย่างเดียวไม่ได้ควรจะออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดการเสริมสร้างเนื้อกระดูก เช่น เดิน วิ่ง ยกเวจ รำมวยจีน ขี่จักรยาน กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก ฯลฯ
  • ทรวงอก

การใช้ชีวิตเคร่งเครียด ไม่ค่อยออกกำลังกาย กินผักผลไม้น้อย กินแต่ของทอดหรือมีไขมันมาก ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งทรวงอกมากขึ้นค่ะ ควรจะคลำตรวจทรวงอกตัวเองหลังประจำเดือนวันสุดท้ายหมดไป 5-7 วัน ทุกเดือนเพียงเดือนละครั้งพอค่ะ เพื่อว่าหากพบความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก็จะได้รักษาทันเวลา

เลือกทานเนื้อปลา ผัก ผลไม้ ธัญพืช ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำงานบ้าน เดินให้มากขึ้น ถ้าเครียดพยายามหาเวลาผ่อนคลายบ่อยๆ วันละเล็กวันละน้อย พอถึงสุดสัปดาห์ก็พยายามจัดสรรเวลาว่างให้มากขึ้น
  • มดลูก

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับมดลูกอาจไม่มีอาการในผู้หญิงบางคน สังเกตดูบ้างว่าประจำเดือนมาปกติไหม ถ้าประจำเดือนมามากไป นานไป หรือถี่เกินไป อาจมีปัญหาเกิดขึ้นกับมดลูกได้ แต่ถ้ามีเนื้องอกในมดลูกแล้วโตขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ประจำเดือนมามากผิดปกติ ทำให้โลหิตจาง มีปัญหาปวดท้องน้อย ท้องอืด ท้องผูก หรือเท้าบวม

การตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง ก็เป็นการดูแลสุขภาพมดลูกสม่ำเสมอค่ะ หากพบความผิดปกติเช่นเกิดเนื้องอก หรือมะเร็งในมดลูก ก็จะสามารถพบได้เร็วและรักษาให้หายขาดก่อนจะเป็นมากไปกว่านั้น
  • หัวใจ

ผู้หญิงเราเริ่มเป็นโรคหัวใจมากขึ้น เพราะความอ้วน การสูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารฟาสต์ฟูดมากขึ้น เราควรกินอาหารทอดให้น้อยๆ เลือกอาหารที่มีไขมันดีต่อหัวใจ อย่างน้ำมันมะกอก ทานพวกธัญพืช และขนมปังโฮลวีต

สิ่งที่มีส่วนบั่นทอนสุขภาพหัวใจผู้หญิงที่มีครอบครัวก็คือ ปัญหาการทำงาน ชีวิตคู่ และลูกๆ เมื่อเกิดความเครียดร่างกายหลั่งอะดรีนาลีน ซึ่งจะใช้ให้หมดไปได้ด้วยการออกกำลังกาย เมื่อเราไม่ได้ใช้ก็จะสะสมในร่างกาย ทำให้หลอดเลือดหัวใจแคบลง และอัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น

การอาบน้ำจะน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นช่วยให้ร่างกายสบาย คลายเครียด การออกกำลังกายก็ช่วยให้ร่างกายและอารมณ์ดีขึ้นได้เช่นกัน

เมื่อถึงวัย 40 ซึ่งเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ไขมันจะสะสมที่ผนังหลอดเลือดที่นำไปสู่หัวใจ บวกกับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้มีผลต่อหัวใจโดยตรง ถ้าถึงวัยนี้เราดูแลความดันโลหิต โคเลสเตอรอล เบาหวาน ไม่ให้มาแผ้วพาน ก็จะลดปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจได้มากค่ะ
  • อารมณ์

ฮอร์โมนไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ของเราเพียงช่วงเวลาสั้นๆ สำหรับผู้หญิงบางคนที่มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า หดหู่ หงุดหงิด โกรธง่าย ขี้น้อยใจ ฯลฯ ถ้าแต่ละวันหรือสัปดาห์ละครั้งลองหาเวลาหลุดพ้น จากความวุ่นวายรอบตัวอยู่กับตัวเองอย่างสงบราวๆ 10-20 นาที สังเกตความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตัวเอง ก็อาจพบว่าช่วงที่คุณจะมีอารมณ์แปรปรวนมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลา เดียวกันของทุกเดือน และบางคนอาจยาวนานตั้งแต่ช่วงก่อนมีประจำเดือนราวๆ 7 วันและบวกอีก 3-7 วัน ที่ร่างกายไม่ค่อยสบายเนื้อตัวในช่วงมีประจำเดือน รวมแล้วบางคนอาจตกอยู่ในห้วงแห่งอารมณ์ (ไม่ดี) นานเกือบครึ่งเดือนทีเดียว

เมื่อทราบว่าสาเหตุอาจไม่ได้มาจากเรื่องภายนอกเป็นหลัก จะช่วยให้คุณสบายใจขึ้นและเลิกวนเวียนอยู่กับอารมณ์นั้น ปล่อยใจให้ผ่อนคลายง่ายขึ้น หาเวลาสัมผัสกับสิ่งสวยงาม ดอกไม้ อาหารอร่อย กลิ่นหอมๆ เพลงเพราะๆ หรือเก็บการช้อปรายวันไว้ แล้วไปช้อปเพื่อบำบัดอารมณ์แทน ถ้าเป็นของชิ้นเล็กๆ ราคาไม่แพงก็จะไม่ทำให้เครียดภายหลังค่ะ

รู้จักอิทธิพลของฮอร์โมนตัวดีแล้ว คุณผู้หญิงจะได้ดูแลทั้งสุขภาพร่างกาย และสุขภาพใจของเราให้แข็งแรงอย่างรู้เท่าทันไงคะ


(update 27 มิถุนายน 2005)
[ ที่มา.. kids&family ปีที่ 9 ฉบับที่ 108 มีนาคม 2548 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 03 ก.ค. 2008 at 13:22 Share
nanny.
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 29 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 753
Posted: 03 ก.ค. 2008 at 11:22 | IP 58.9.196.XXX Quote nanny.

เอามาฝาก

 

 

เผยภาพไข่ตกจากรังไข่แบบจะจะเป็นครั้งแรก ถูกถ่ายได้โดยบังเอิญระหว่างการผ่าตัด
ภาพนี้เผยแพร่ในวารสาร New Scientist magazine สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้gเชียวชาญด้านความสมบูรณ์พันธุ์ อย่างยิ่ง หญิงที่ถึงวัยสมบูรณ์พันธุ์จะมีการตกไข่เดือนละหนึ่งฟองหรือมาก กว่า ที่ผ่านมามีเพียงภาพไข่ตกในสัตว์เท่านั้น แต่ตอนนี้ของคนก็มีแล้ว


ดร. Jacques Donnez นรีแพทย์ได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ระหว่างการตัดมดลูกให้ผู้ป่ วยรายหนึ่ง  ไข่ของคนนั้นผลิตจากฟอลลิเคิลซึ่งมีลักษณะเป็นถุงที่เต็มไปด้วย ของเหลว โดยฟอลลิเคิลจะอยู่ด้านข้างรังไข่ เมื่อใกล้เวลาตกไข่จะเกิดเนื้อสีแดงสดยื่นออกมาจากฟอลลิเคิลดัง ที่เห็นในภาพ ไข่จะตกจากเนื้อเยื่อสีแดงสดนี้ซึ่งจะมีเซลล์ที่มีองค์ประกอบคล ้ายเจลลีห่อหุ้มเอาไว้


ภาพ 1:กระบวนการตกไข่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อรังไข่



ภาพ 2: ขั้นแรกของกระบวนการตกไข่



ภาพ 3: ภาพไข่โผล่ออกมาจากฟอลลิเคิลซึ่งอยู่บนรังไข่



ภาพ 4: หลังจากที่ไข่หลุดออกมาแล้ว ไข่จะเดินทางไปตามท่อนำไข่ ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิขึ้นได้



เมื่อลองเปรียบเทียบดูไข่ที่เห็นนี้ก็มีขนาดไม่ต่างอะไรกับจุดฟ ุลสต็อบ ส่วนรังไข่ที่มีไข่ที่ยังไม่สุกบรรจุอยู่นั้นก็ไม่ได้ใหญ่อะไรค รับ มีความยาวเพียง 1-2 นิ้วเท่านั้น


 
ภาพที่เห็นนี้เป็นรังไข่ของหญิงสาวชาวเบลเยียมอายุ 45 ปี และได้รับการบันทึกไว้โดย ดร. Donnez จากมหาวิทยาลัยแคธอลิก ลูเวน โดย Donnez กล่าวว่า ภาพถ่ายนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการตกไข่มากขึ้น

Donnez อธิบายว่า บางทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ฟอลลิเคิลจะแตกหรือระเบิดออกก่อนไข่จึงจะหลุดออกมาได้ แต่การตกไข่ที่ Donnez เฝ้าสังเกตนั้นใช้เวลาประมาณ 15 นาทีและมีขั้นตอนดังที่เห็นในภาพ

ศาสตราจารย์ Alan McNeilly จาก Medical Research Council's Human Reproduction Unit ในอีดินเบอร์ก กล่าวว่าภาพที่ได้นี้มีประโยชน์กับงานวิจัยของตนที่กำลังศึกษาเ รื่องกระบวนการตกไข่ และการได้ภาพการตกไข่นี้มาช่างเป็นอะไรที่เหลือเชื่อก็ว่าได้ เพราะช่วงเวลาแห่งการตกไข่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งในกระบ วนการทั้งหมดเพราะถือเป็นจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆ นั่นเอง


ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  http://www.vcharkarn.com/vcafe/147631
                                  เด็กดีดอทคอม
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 03 ก.ค. 2008 at 15:07 Share

อุ้ย…คันตรงนั้น


รู้สึกคันบริเวณอวัยวะเพศมานาน 2-3 วันแล้วค่ะ เป็นๆ หายๆ อยู่เรื่อยๆ แต่ปกติเป็นคนมีตกขาวเยอะ (โดยเฉพาะช่วงก่อนมีรอบเดือน) กำลังตัดสินใจจะไปตรวจภายในค่ะ แต่อยากทราบว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้อันตรายมั้ย

แม่ลูกโทน/กทม.

เรื่องอย่างว่าวันนี้เกี่ยวกับการคัน ยิ่งคันก็คงต้องยิ่งเกา ยิ่งเกาก็ยิ่งมันส์ แต่…คันตรงไหนก็ไม่คัน ดั๊นมาคันตรงของสำคัญนี่สิ ทำไงดีละเนี่ย…ยยยย

ว่าไปแล้วคนเราจะคันตรงไหนไม่เห็นแปลก เกาทีสองทีก็หายคันแล้ว คัน "ตรงนั้น" ก็เหมือนกัน ถ้าคันก็ต้องเกา เกากันจนหายแล้วก็แล้วกันไป แต่ถ้าเกาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ยิ่งเกายิ่งแสบ ยิ่งแสบก็ยิ่งคัน แบบนี้ถือว่าคันแบบไม่ปกติสุขแล้วล่ะครับ ถ้าทิ้งไว้ก็จะคันชนิดไม่เป็นอันกินอันนอนเลยล่ะ

ถ้าไม่มีใครมือบอนเอาหมามุ่ยมาใส่ไว้ที่กางเกงชั้นใน สาเหตุหลักๆ ของอาการคันตรงของสำคัญ มีไม่กี่อย่างหรอกครับ ถ้าไม่ใช่ภูมิแพ้ ก็ต้องเป็นการอักเสบติดเชื้อ แต่เจ้าตัวหลังนี่เห็นจะเป็นบ่อยกว่าเยอะครับ


  • คันเพราะ "ภูมิแพ้"

    สาวโสดบริสุทธิ์ผุดผ่องถ้าหากคันจิ๋มขึ้นมาก็ไม่ต้องตกใจนะครับ ส่วนมากแล้วไม่ค่อยเจอว่ามีการติดเชื้ออะไรกันมากหรอก โดยมากก็มักเจอว่าเป็นภูมิแพ้เสียมากกว่า บางคนก็ไปใช้น้ำยาล้างเฉพาะที่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมเยอะ ไม่รู้กลัวมันไม่หอมหรือยังไง ยิ่งหอมมากก็ต้องมีน้ำหอมมาก แล้วน้ำหอมก็ต้องมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่ด้วย ถ้าไปโดนแถวๆ ส่วนสำคัญตรงนี้มันจะทำให้เกิดอาการแพ้คันได้ง่าย หรือบางคนนานๆ จะไปว่ายน้ำซะที ก็ขุดเอาชุดว่ายน้ำที่หมกไว้ซะนานขึ้นมาใส่ ฟองน้ำแถวเป้ามันอาจจะเก่าไปหน่อย เวลาไปโดนของสำคัญเข้า อาจทำให้มีอาการแพ้คันได้

    ในกรณีนี้จะมีอาการคันแค่เพียงภายนอกอย่างเดียว โดยไม่มีอาการคันข้างในร่วมด้วย แล้วไม่มีตกขาวผิดปกติออกมาทางช่องคลอด หากเป็นอย่างนี้ก็ต้องพยายามอดทนหน่อย เพราะถ้ายิ่งไปเกามันมาก ยิ่งเกาก็ยิ่งมันส์ ดีไม่ดี "ตรงนั้น" อาจบวมเห่อขึ้นมาได้ ถ้ารู้สึกคันให้ถูๆ นิดหน่อยพอแล้ว ดูใจกันไปสักวัน ถ้าหายไปได้เองก็โชคดีไป ถ้าไม่ดีขึ้นต้องไปหาคุณหมอนะครับ จะได้หายาอะไรมาทาให้มันหายคัน ส่วนมากทายาภูมิแพ้แป๊บเดียวก็หายแล้ว

  • คันเพราะ "แบคทีเรีย"

    คันจากแพ้โน่นแพ้นี่มันไม่เท่าไหร่หรอกครับ ที่คันกันสุดๆ มักเกิดจากการมีเชื้อโรคแปลกปลอม แอบเข้าไปอยู่ในช่องคลอดเรานั่นแหละ เจ้าเชื้อโรคที่ว่านี้เป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรียธรรมดากับเชื้อ รา จะว่าไปแล้วถ้าคันจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะคันแบบปรานีหน่อย คือคันนิดคันหน่อย แต่ถ้าคันจากเชื้อราแล้วล่ะก็…ถ้ามีใครส่งกระดาษทรายให้ก็คงรับ เอาไปขัดให้หายคันไปเลยล่ะ…เพราะมันคันจริงๆ

    ช่องคลอดเราปกติแล้วจะมีเชื้อโรคเจ้าถิ่นคอยดูแลอยู่ เชื้อโรคตัวนี้เป็นญาติกับเชื้อที่ใช้ทำนมเปรี้ยว ที่ชื่อแลคโตบาซิลลัสนั่นเอง แต่รสชาติเหมือนหรือเปล่า ไม่รู้นะครับ

    เชื้อเจ้าถิ่นมันจะคอยดูแลไม่ให้เชื้อโรคตัวอื่นๆ เข้าไปกล้ำกรายได้ แต่บางครั้งเราอาจจะปล่อยปละละเลยตัวเองมากเกินไป ดองเอาไว้สี่ห้าวันไม่ได้ทำความสะอาดให้ดี ตกขาวที่เป็นแป้งก็มีบูดมีเสียได้ เชื้อโรคก็เลยก่อตัวสะสมขึ้นมา ตกขาวจากสีขาวก็กลายเป็นสีนวล เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วก็มีสีเขียวในที่สุด ตกขาวที่เกิดจากแบคทีเรียมักจะมีสีเหลือง หรือเขียวมากกว่าปกติ มีกลิ่นแต่ก็ไม่มาก คันก็คันไม่มาก แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อโรคมาจากทางทวารหนักนี่สิ จะแสบๆ คันๆ อย่าบอกใคร แค่เช็ดก้นไม่สะอาดบางทีเรายังรู้สึกแสบๆ คันๆ แถวทวารหนักเลย

    ตกขาวที่ออกมาจะสีเทาๆ เป็นฟองละเอียด มีกลิ่นตุๆ เค็มๆ บางทีก็มีกลิ่นคาวๆ เหมือนกลิ่นหัวปลา ถ้าใครเป็นตกขาวแบบนี้บ่อยๆ คงต้องไปใส่ใจเรื่องทำความสะอาด ล้างกันใหม่ให้ถูกวิธีก็แล้วกันนะครับ

  • คันเพราะ "เชื้อรา" …นี่ล่ะตัวแสบ

    อาการคัน "ตรงนั้น" ที่มากที่สุด ทรมานที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นคันจากเชื้อราครับ เรียกได้ว่า เชื้อราเป็นเจ้าพ่อของอาการคันที่ "ตรงนั้น" ทั้งหมดเลยก็ว่าได้

    ผู้หญิงเราทั้งประเทศอย่างน้อยก็ต้องมีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นตกขาวจากเชื้อรา อย่างน้อยหนึ่งครั้งใน 1 ปี ก็บ้านเราเป็นประเทศร้อนชื้นนี่ครับ ยิ่งตอนหน้าฝน หมอตรวจภายในตั้งแต่เช้ายันเย็นเจอว่าเป็นเชื้อรากันทั้งนั้น

    ที่เชื้อราชอบมาเยี่ยมเยียน "ตรงนั้น" ของผู้หญิงเราเรื่อยๆ ก็เพราะของสำคัญของผู้หญิงเรามันมีอาหารสำหรับเชื้อรา เพราะผู้หญิงต้องมีตกขาวหรือน้ำหล่อเลี้ยงช่องคลอดกันทุกคน ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงที่ว่านี้จะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก ที่คอยไหลออกมาอยู่เรื่อยๆ แป้งที่ว่านี้ภาษาหมอเขาก็เรียกกันว่า ไกโคเจน นั่นแหละครับ อย่าเอาไปสับสนกับแป้งฝุ่นโรยตัวนะครับ เพราะแป้งแบบนั้นไม่ได้ทำให้ขึ้นราหรอก

    แป้งที่ขึ้นราหรือไม่ขึ้นราก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสะอาดหรือไม่ สะอาด แต่อยู่ที่ว่ามีแป้งตกค้างอยู่นานเกินไป หรือเปล่าเท่านั้นเอง เพราะ "ตรงนั้น" ของผู้หญิงเราไม่ได้เรียบเป็นกระดาษนี่นะ มันมีหลืบ มีร่องดูซับซ้อน ซึ่งแป้งเปียกที่ไหลเลอะออกมาจะไปติดค้างตามหลืบตามร่องเหล่านี ้ได้ง่าย

  • ทำความสะอาด แบบสะอาดหมดจด

    เวลาอาบน้ำ ใครที่ใช้ฝ่ามือถูผ่านๆ อย่างเดียว ลองเอามือแหวกดูตามร่องตามหลืบสิครับ โอ้โห…คราบแป้งยังติดอยู่ตามร่องเต็มเลย ดังนั้นล้างโดยถูผ่านๆ อย่างเดียวไม่พอหรอกครับ ถ้าจะต้องล้างให้เกลี้ยงๆ กันจริงๆ เวลาล้างต้องใช้นิ้วบรรจงถูตามหลืบตามร่องให้หมดด้วย จะได้สะอาดทุกซอกทุกมุมจริง…หากมีคราบแป้งติดค้างหลงเหลืออยู่ ทิ้งเอาไว้สองสามวันเชื้อราก็มาแล้ว

    สาวๆ หลายคนชอบแก้ตัวทุกทีว่ารักษาความสะอาดดีมากๆ นะคะคุณหมอ… ก็อย่างว่าแหละครับ ไม่ว่าจะล้างด้วยน้ำยาวิเศษอะไร หรือแม้แต่ลวกน้ำร้อนเลยก็ได้ แต่ถ้ายังคงมีคราบแป้งตกค้างอยู่ ยังไงเดี๋ยวมันก็ขึ้นราจนได้ ต้องสะอาดเข้าไว้สำคัญที่สุดครับ

    คราบแป้งที่ติดค้างข้างนอกเปรียบไปก็เหมือนเป็นแค่ตัวล่อเชื้อร าเท่านั้นนะครับ พอมีเชื้อเกิดขึ้นแล้วก็มักแพร่พกระจายเข้าไปในช่องคลอดด้วย ข้างนอกแค่คราบแป้ง แต่พอเข้าไปในช่องคลอดแล้วโอ้โห…มีตกขาวที่เป็นแป้งอยู่เยอะแยะ แล้ว เชื้อราก็เลยแพร่พันธุ์ เต็มช่องคลอดยุ่บยั่บไปหมด คราวนี้ตกขาวที่เป็นเชื้อราจะจับตัวเป็นก้อนๆ เหมือนตะกอนนมสีขาว ไม่เขียวไม่เหลืองเหมือนเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีกลิ่น แต่ที่สำคัญมันคันมาก มากจนบางทีอยากเอาแปรงล้างขวดเข้าไปล้างเลยครับ

  • กางเกงชั้นใน ก็ต้องสะอาด

    สาวๆ หลายคนยังแก้ตัวเหมือนเดิมว่ารักษาความสะอาดดีนะคะ ล้างทุกหลืบทุกร่องหมดจดไม่เหลือ… แล้วทำไมยังเป็นเชื้อราอยู่อีกบ่อยๆ ล่ะคะคุณหมอ…ถามมาถามไปก็ปรากฏว่าเธอเป็นนักศึกษาอยู่หอพัก ชอบกองเสื้อผ้าเอาไว้เยอะๆ แล้วค่อยซักทีเดียว กางเกงในก็โยนใส่ตะกร้า อาทิตย์หนึ่งค่อยซักที แบบนี้ก็น่าจะเป็นเชื้อรากันทั้งปีทั้งชาติแน่นอนยิ่งกว่าแน่นิ ่งอีก เพราะกางเกงในที่มีคราบแป้งคราบตกขาวติดอยู่ เวลาทิ้งเอาไว้ในตะกร้าเป็นอาทิตย์ มันก็ต้องขึ้นราอยู่แล้ว นี้ถ้าทิ้งเอาไว้เป็นเดือนเชื้อราคงโตเท่าตัวถั่วงอกเลยมั้ง!

    หลายคนเวลาเอากางเกงในมาซัก บางทีก็ซักไม่หมดซักไม่เกลี้ยงหรอกครับ เพราะคราบแป้งตามเป้า เวลาจุ่มลงไปในน้ำแล้วมักจะมองไม่เห็น บางคนไม่ได้ซักเอง เหมาเอาไปให้ลูกจ้างซัก เขาก็มี ซักเสร็จเวลาตากบางทีก็เอาไปตากแขวนไว้ใต้อ่างล้างหน้า หรือไม่ก็แอบไว้ซอกไหนก็ไม่รู้ กางเกงในเลยไม่เคยสัมผัสโดนแดดเลย คราบแป้งชื้นๆ ก็ยังคงติดอยู่ที่เป้าเหมือนเดิม พับเก็บใส่ตู้ไว้อีกสองวันต่อมาก็ขึ้นรา พอหยิบเอามาใส่เชื้อราที่เป้ากางเกงในก็เลยเข้าเป้าตรงนั้นพอดี

  • คันแบบไหน ต้องพึ่งหมอ…

    ถ้ามีอาการคันจากเชื้อราแล้วทนอยู่ได้ไม่นานหรอกครับ อย่างเก่งสองวันก็ต้องรีบไปหาหมอแล้ว คุณหมอก็จะตรวจภายใน เอาตกขาวไปตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ ล้างเอาตกขาวข้างในออกมาให้หมด แค่นี้ก็จะรู้สึกสบายขึ้นเยอะเลยครับ ยาที่ใช้ก็มีทั้งยาเหน็บช่องคลอด ยากิน ยาทา จะใช้แบบไหนขึ้นกับความถนัด แต่ที่สำคัญต้องสามารถฆ่าเชื้อราได้ทุกจุด ถ้าคันทั้งข้างในข้างนอก ใช้ยาเหน็บอย่างเดียวโดยไม่ได้ทายาข้างนอกเลย ก็ไม่หายหรอกครับ ต้องใช้ทั้งยาเหน็บยาทาร่วมกันซึ่งจะได้ผลดีกว่า ก่อนเหน็บยาควรพยายามล้างเอาตกขาวออกมาทิ้งให้หมดเสียก่อน เพราะยิ่งเชื้อโรคน้อย ยาก็ฆ่าเชื้อได้ดี แต่ถ้าเชื้อโรคยังอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด เหน็บยาเข้าไปเชื้อก็มักตายไม่หมดหรอกครับ

โดยทั่วไปใช้ยาไม่เกิน 7 วันก็หายแล้วครับ ที่สำคัญหลังจากนั้นต้องดูแลรักษาความสะอาดตัวเองให้ดี ล้างให้เกลี้ยง ขยันซักชุดชั้นในให้สะอาดหมดจด เอาไปตากแดดฆ่าเชื้อโรคบ้าง ที่นอนหมอนมุ้งก็หมั่นเอาไปตากแดดบ้าง เพียงเท่านี้เชื้อราก็หมดโอกาสที่จะแอบดอดตีท้ายครัวคุณผู้หญิง ได้แล้วครับ


(update 13 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กันยายน 2545 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 03 ก.ค. 2008 at 15:42 Share
ตรงนั้น…เป็นแผล


ก็ " ตรงนั้น " ของผู้หญิงเราแสนจะบอบบางนี่นา
ถ้าเกิดเป็นแผลหรือเป็นสิวขึ้นมา คงแย่เลย ไม่รู้จะต้องดูแลรักษากันยังไงด้วย…เฮ้อ

เรื่องที่คุยวันนี้ดูเหมือนจะดุเดือดถึงขั้นเลือดตกยางออกนะครั บ แถมยังเกิดขึ้นได้ง่าย กับผู้หญิงหลายๆ คน ก็เนื้อเยื่อแถวๆ นี้มันไม่ได้หนาทนทานแบบหนังแรดนี้ครับ ตรงกันข้ามมันแสนจะบอบบาง ยิ่งกว่าผิวหนังเด็กแรกเกิดเสียอีก แต่ในชีวิตจริง ช่องคลอดกลับเป็นส่วนที่ต้องทนรองรับการเสียดสีมากที่สุด เอ…แล้วเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรนะ

ถ้าเป็นผิวหนังส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ต้องโดนการเสียดสีบ่อยๆ เช่น แถวๆ ตาตุ่ม ฝ่าเท้า ส้นเท้า ผิวหนังตรงนั้นก็จะหนาด้านกว่าส่วนอื่นๆ ดีไม่แถมมีตาปลาขึ้นมาอีกต่างหาก แต่ช่องคลอดกลับไม่หนาด้านจนเป็นตาปลา ก็เพราะธรรมชาติแสนรู้ของเรานี่เอง ที่ทำให้ช่องคลอดมีความยืดหยุ่นได้ดี ผิวของเยื่อบุช่องคลอดก็มีการหลุดลอกออกไปแล้ว สร้างขึ้นมาใหม่เร็วกว่าผิวหนังส่วนอื่นๆ แต่ที่สำคัญที่สุดก็เพราะช่องคลอดระหว่างใช้งาน จะมีน้ำมูก น้ำหล่อลื่นเป็นตัวช่วยลดการเสียดสี ลองไม่มีน้ำหล่อลื่นสิครับ คงรู้สึกเหมือน งูถูกรูดด้วยใบข่อย แบบเดียวกันอย่างงั้นเลยล่ะ

มาเข้าเรื่องกันดีกว่าว่า " ตรงนั้น " มันจะเป็นแผลไปได้ยังไง๊…

ที่จริงมันมีสาเหตุมากมาย แต่ที่เป็นกันได้บ่อยๆ มาจากการมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ อยู่คนเดียวเฉยๆ มันไม่เป็นแผลกันง่ายๆ หรอกครับ การมีเพศสัมพันธ์ ก็ต้องมีการเสียดสีเกิดขึ้น ซึ่งจุดที่ต้องโดนเสียดสีมากที่สุดก็คือ ขอบล่างของปากช่องคลอด แผลที่เกิดขึ้นจะดูเหมือนเป็นรอยปริเล็กๆ หลายๆ รอย หรืออาจเป็นรอยถลอก เป็นแนวตามการเสียดสี โดนน้ำแล้วแสบน่าดู ส่วนใหญ่จะหายเองได้ครับ แต่ก็ต้องพักยาวกันหน่อย ไม่พักก็ต้องพักแหละครับ เพราะหากแผลยังไม่หาย ยุ่งกันไม่ไหวหรอก มันเจ็บจนแทบอ้าขาไม่ออกเลยเชียว

ถ้าไม่มีการอักเสบแทรกซ้อนขึ้นมาก็มักหายได้เองในเวลาไม่ถึงอาท ิตย์ แต่ถ้าแผลที่ว่าเกิดบวม แดง เจ็บมากขึ้น ก็อาจมีอาการอักเสบติดเชื้อ แบบนี้ต้องไปหาหมอสถานเดียว

มาดูกันดีกว่าว่าคนอื่นเขายุ่งกันไม่เห็นจะเป็นแผลเลย แล้วรายที่เป็นแผล มันมีอะไรเกิดขึ้น

อย่างแรกเลยก็เพราะไม่มีน้ำหล่อลื่นอย่างที่บอกไว้ตอนต้นนั่นเอ ง ทำให้มีการเสียดสีกันมาก โดยเฉพาะตรงขอบล่างของปากช่องคลอด การเสียดสีแห้งๆ นี้จะทำให้เกิดอาการแสบพองหรือปริเป็นแผลเล็กๆ ที่น้ำหล่อลื่นน้อยก็มีเหตุได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญก็คือฝ่ายหญิงไม่มีอารมณ์ร่วมในกิจกรรมนี้ อาจเป็นเพราะความกลัว การมีเพศสัมพันธ์ ขาดการเล้าโลมที่ดี หรือสามีไม่มีฝีมือก็ว่าได้ หรือบางคนเจ็บ เป็นแผลอยู่เป็นกิจวัตร คราวนี้เลยกลัวว่ามันจะเจ็บอีก พอกลัวก็เลยไม่มีอารมณ์ร่วม น้ำหล่อลื่นก็ไม่มี เลยเจ็บสมกับที่คาดหวังไว้ พอเจ็บก็เลยกลัว เป็นกงกรรมกงเกวียน อย่างนี้ตลอด

อย่างในรายที่ถูกข่มขืน พอเกิดคดีความแล้ว ตำรวจก็ต้องส่งมา ให้หมอชันสูตรบาดแผลทุกครั้งไป ซึ่งเวลาถูกข่มขืนมันไม่มีอารมณ์ร่วมหรอกครับ กลัวก็กลัว ไม่รู้เสร็จแล้วมันจะปาดคอทิ้งหรือเปล่า น้ำหล่อลื่นก็มักจะไม่ค่อยมี เลยทำให้เกิดร่องรอยบาดแผลเสียเป็นส่วนใหญ่

ในรายที่สามีไม่มีฝีมือ หรือไม่มีมูกเพราะไม่มีอารมณ์ร่วม หมอจะให้ใช้น้ำหล่อลื่นเทียม หรือภาษาหมอเขาเรียกว่า " K-Y Jelly " ช่วยทาหล่อลื่น บริเวณปากช่องคลอดก่อน แล้วก็สามารถทำกิจกรรมกันได้สบายขึ้น ตอนจบก็ไม่เป็นแผล เลยแฮปปี้เอ็นดิ้ง วันหลังก็ใช้อย่างนี้อีกสองสามครั้งจนรู้สึกว่ามีความสุขกับมัน จริงๆ ไม่ต้องกลัวความเจ็บอีกต่อไป คุณจะสามารถลบความฝังใจที่ว่า ยุ่งแล้วเจ็บออกไปได้เอง ถึงตอนนั้นเมื่อมีอารมณ์ร่วมก็จะมีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติของแท ้ออกมาเอง ไม่ต้องพึ่ง K-Y Jelly อีก

นอกจากนี้ การมีแผลที่ " ตรงนั้น " อาจเกิดขึ้นได้จากความมือบอนของตัวเอง ก็ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ไว้เล็บยาวๆ พอถึงเวลาถ่ายหนักถ่ายเบา อาบน้ำชำระล้างก็ต้องทำความสะอาดของสำคัญกับทุกคน แต่ผู้หญิงสมัยนี้รักสวยรักงาม ไว้เล็บยาวๆ ทาเล็บสีสวยๆ ที่นี้เวลาเข้าห้องน้ำต้องล้างทำความสะอาดเอง จะให้คนอื่นล้างให้ก็ไม่ได้ เล็บยาวๆ ก็จะไปเกี่ยวโน่นเกี่ยวนี่เป็นแผลได้ อยากจะสวยคงต้องระวังกันหน่อยนะครับ

แผลที่ " ตรงนั้น " อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ นอกจากนี้ได้ แต่คราวนี้ มักเกิดจากการอักเสบ หรือมีเชื้อโรคเป็นสาเหตุสำคัญ เจ้าเชื้อโรคที่ว่ามีตั้งแต่เชื้อเด็กๆ ไปจนถึงพวกเชื้อโรคที่รุนแรงเลยล่ะครับ

เชื้อที่ว่านี้ตัวอ่อนสุดก็เป็นเชื้อโรคที่ชอบอยู่ตามผิวหนังเร านี่เอง สาวๆ แตกเนื้อสาว ฮอร์โมนออกมาเยอะก็เลยทำให้มีสิวตามหน้า ใบหน้าเราก็จะมีรูขุมขน ต่อมไขมันอยู่มากมาย แถวๆ ปากช่องคลอดแถวเนินหัวหน่าวก็จะมีรูขุมขน รูต่อมไขมันอยู่มากมายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แถมแถวเนินหัวหน่าวยังเป็นแหล่งรวมความสกปรก เวลาเหงื่อไหลไคลย้อย ก็จะไหลลงมาตามร่างกาย สุดก็มากองรวมกันแถวหัวหน่าวกับซอกขาหนีบ แถวตรงนี้ก็เลยมีความสกปรกมากกว่าใบหน้าเสียอีก รวมกับความอับชื้น เลยทำให้บริเวณนี้เป็นสิวหรือฝีเกิดขึ้นที่รูขุมขนได้ง่าย เวลาเป็นมักจะเป็นมากกว่าที่อื่นๆ ก็เนื้อที่อื่นๆ มันค่อนข้างจะตึงแข็ง แต่เนื้อเยื่อแถวอวัยวะเพศมันจะอ่อนนุ่มกว่า สิวจะขยายได้กว้างกว่า กว่าสิวจะแตกก็ระบมแดงเถือกไปหมดเลยล่ะ

ดังนั้นเมื่อเริ่มมีสิว หรือฝีเกิดขึ้นที่บริเวณนี้บ่อยๆ ก็ควรไปพบแพทย์ ตั้งแต่เมื่อเริ่มเป็นไม่มาก ซึ่งมักจะได้รับยาปฏิชีวนะมาทาน การอักเสบจะไม่ค่อยขยายวงกว้าง และจะหายได้ในเวลาไม่นานนัก นอกจากนั้นควรเปลี่ยนสบู่เป็นชนิดที่สามารถ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียตามผิวหนังได้ด้วย เพื่อลดจำนวนเชื้อที่ทำให้เกิดโรคลงบ้าง ที่สำคัญต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะส่วนสำคัญต้องล้างให้เนี้ยบ แค่นี้ " ตรงนั้น " ก็บอกลาสิวไปได้อีกนาน

แผลแถวนี้ถ้าอยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุไม่ควรวางใจนะครับ แผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นแผลที่เกิดจากกามโรคก็ได้ กามโรคที่ทำให้เกิดแผลก็มีตั้งหลายชนิด อย่างเช่น ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริม สมัยก่อนโรคเหล่านี้มีให้เห็นกันบ่อยๆ แต่ดีที่เดี๋ยวนี้ มีโรคเอดส์เอาไว้ปราบเซียน เป็นแล้วไม่หาย ตายเร็วนิดหน่อย ผู้ชายที่ชอบซุกซนก็เลยหัวหด ไม่ค่อยไปใช้บริการกันพร่ำเพรื่อ หรืออย่างน้อยก็มีการป้องกันอย่างดี ทำให้กามโรคเหล่านี้ลดลง จนเกือบสูญพันธุ์ไปเลยทีเดียว

ซิฟิลิส เป็นโรคเก่าแก่ มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน อียิปต์โบราณโน่น โรคนี้ทำให้เกิด แผลที่เรียกว่าแผลริมแข็ง แผลที่ว่านี้มักไม่เจ็บนะครับ ก็เลยตายใจ นึกว่าเป็นแผลธรรมดา ไม่มีปัญหาอะไร แผลจะเป็นอยู่ประมาณ 1-5 สัปดาห์แล้วก็หายไปเอง แต่ปรากฏว่า อีกเดือนต่อมามีผื่นแดงๆ เล็กๆ ขึ้นกระจายไปทั้งตัว ตอนนี้แหละที่เขาเรียกว่า " ออกดอก " ส่วนใหญ่จะไปหาหมอก็ตอนนี้แหละ เจาะเลือดออกมาจะพบว่าเป็นเลือดบวก…รักษาไม่ยาก ฉีดยาก็หาย แต่ก็ต้องตรวจติดตามการรักษากันนานหน่อย

รู้จักแผลริมแข็งแล้วก็ต้องรู้จักแผลริมอ่อน แผลริมอ่อนนี่เจ็บอย่าบอกใครเชียว เดินไม่ได้ นั่งก็ไม่ได้ แถมแผลดูน่ากลัวกว่าด้วย แผลที่ว่าค่อนข้างลึก มีน้ำเหลือง มีหนอง ดูสกปรก ตรงส่วนที่ประกบกับแผลก็มักจะเป็นแผลด้วย…แผลดูน่ากลัว แต่ก็รักษาไม่ยาก แถมหายเร็วอีกต่างหาก ขอให้รีบไปหาหมอแต่แรกก็พอ

แผลสุดท้ายที่ต้องทนอยู่กับมันจนเป็นเพื่อนกันไปเลย เพราะรักษาไม่หายขาด วันดีคืนดีก็โผล่มาให้รำคาญใจ ก็แผลที่เกิดจาก "เริม" นั่นเองครับ เริมเกิดจากเชื้อไวรัส เวลาติดเชื้อจะทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผลแสบร้อน ทรมานมาก บางคนบอก เหมือนถูกธูปจี้ แค่คิดขังขนลุกเลย แผลที่เกิดขึ้นจะเป็นตุ่มน้ำพองใสก่อน พอตุ่มน้ำแตก จะดูเหมือนแผลร้อนในเวลาเราเป็นที่ปาก โดนน้ำแล้วแสบมาก เป็นแผลอยู่ประมาณ 5-10 วันก็จะดีขึ้น แต่เชื้อไม่ได้หายไปไหนนะครับ หากเราพักผ่อนน้อย เครียด ร่างกายอ่อนแอ เจ้าเชื้อชั่วไม่ยอมตายก็จะสำแดงเดช ปรากฏอาการออกมาได้อีก เป็นๆ หายๆ ไปจนกว่าจะตายกันไปข้างเลยล่ะ

ดูแล้ว " ตรงนั้น " สามารถเป็นแผลได้ทั้งเรื่องเล็ก มีทั้งเรื่องใหญ่ แต่ถ้าไม่ชัวร์ก็ควรไปหาคุณหมอดีกว่าครับ ดีกว่ามั่วนิ่มรักษากันเอง เพราะบางที อาจเป็นมาก รักษายาก ที่สำคัญหากเป็นแผลไม่ว่าจะเพราะอะไรก็คงต้องหยุดเรื่องอย่างว่ า ไว้ก่อนนะครับ รักษากันหายแล้วค่อยมาเบิกย้อนหลัง จะได้แฮปปี้เอ็นดิ้งกันทั้งสองฝ่าย


(update 3 พฤศจิกายน 2001)
[ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่   ปีที่ 6 ฉบับที่ 68 มิถุนายน 2544 ]
Back to Top
 Post Reply Post Reply Page  <1 1920212223 33>


การประกาศซื้อขาย และการตั้งกระทู้

ทุกประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ BabyFancy.com และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ BabyFancy ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบประกาศ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ




This page was generated in 0.164 seconds.