Forum Home Forum Home > BabyFancy > ทั่วไป คุณแม่มือใหม่ และ ผองเพื่อน
  New Posts New Posts RSS Feed: นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่

 Post Reply Post Reply Page  <1 23456 33>
Author
PJenMario View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 15 ก.พ. 2007
Location: Belgium
Posts: 10646
Post Options Post Options   Quote PJenMario Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
    Posted: 16 ก.พ. 2008 at 02:30 Share
คุณปุ๊ ยกความดีให้คุณแอนเลยจ้า ตุ้ยมาช่วยอัพไม่ให้ทู้ตกหน้าค่ะ
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 08:22 Share

อาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์

 

1 การขาดประจำเดือน
ถ้าคุณเป็นคนที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ อาการปกติที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์คือ ประจำเดือนไม่มาภายหลังปฏิสนธิได้ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีประจำเดือนมา ไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุอื่นก็ได้ที่ทำให้ประจำเดือนคุณขาดหายไป เช่นมีความ เครียดจากการทำงาน, มีความวิตกกังวลมาก หรือไม่สบาย ก็ไม่แน่ว่าคุณจะตั้งครรภ์ ในบางรายที่ตั้งครรภ์แล้ว อาจมีเลือดออกเล็กน้อยทางช่องคลอดในช่วงเวลาที่ครบรอบเดือน

2 เจ็บ ตึง คัดเต้านม
ขนาดของเต้านมจะเริ่มขยายขึ้น หัวนมเจ็บและไวต่อสิ่งสัมผัส มีเส้นเลือดดำสีเขียวๆ ปรากฏขึ้นที่บริเวณผิวหนังรอบเต้านม หัวนมมีสีคล้ำขึ้นและตั้งชู


3 ปัสสาวะบ่อยขึ้น
ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์มีผลทำให้เลือดมาคั่งในเชิ งกรานมาก เพื่อไปหล่อเลี้ยง ตัวอ่อนมากขึ้น ระบบปัสสาวะที่ต่อเนื่องถึงกันจึงได้รับผลกระทบไปด้วย กระเพาะปัสสาวะ จึงระคายเคืองและบีบตัวบ่อยขึ้น ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย รวมทั้งต้องลุกมาเข้าห้องน้ำใน ตอนกลางคืนบ่อ
ยๆ ด้ว


4 ท้องผูกกว่าปกติ


5 มีอาการตกขาวเล็กน้อย
มีมูกขาวๆ ออกมาจากช่องคลอด โดยไม่มีอาการแสบ หรือคันบริเวณช่องคลอดแต่อย่างใด


6 รู้สึกเหนื่อยง่าย อยากหลับตลอดเวลา
นอกจากตอนเย็นหลังเลิกงานแล้วยังเหนื่อยล้าในตอนกลางวันอีกด้วย อาการเช่นนี้ดีสำหรับคุณแม่ เพราะเท่ากับช่วยลดกิจกรรมต่างๆ ลงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จะได้พบปะเจอะเจอผู้คนน้อยลง หรือไม่ค่อยอยากเดินทางไปไหนมาไหน ช่วยให้คุณแม่ได้รับเชื้อโรคและสารพิษจาก สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษน้อยลง


7 รู้สึกขมๆ เฝื่อนๆ มีรสชาติแปลกๆ ในปาก


8 รู้สึกเหม็น ทนไม่ได้กับบางสิ่งบางอย่าง
เช่น ควันบุหรี่, เหล้า, กาแฟ, อาหารที่มีไขมัน, กลิ่นเนื้อสด, ฯลฯ ผลของการตั้งครรภ์ทำให้จมูกคุณแม่ไว และตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ มากขึ้น บางคนได้กลิ่นอาหารที่เคยชอบก็อยากอาเจียน, บางคนแพ้ กลิ่นน้ำหอมที่ตัวเองเคยใช้เป็นประจำ, บางคนไปจ่ายตลาดเดินผ่านร้านขายเนื้อวัวสด, เนื้อหมู ไม่ได้เลย แค่เห็นก็ทนไม่ไหวแล้ว, บางคนแค่เปิดตู้เย็นเจอกลิ่นอาหารในตู้เย็นก็รู้สึกแย่ บางรายก็แพ้กระทั่งกลิ่นของสามีตัวเอง!


9 มีอาการแพ้ท้อง
เป็นอาการที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่มีอาการคลื่นไส้ อยาก อาเจียนหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางรายอาจเป็นในช่วงเย็นๆ บางรายมีอาการต่อเนื่องกัน ตลอดทั้งวัน (แย่หน่อย) โดยเฉพาะตอนที่ท้องว่าง บางทีหิวแต่กินไม่ได้มาก ทำให้เกิด อาการวิงเวียนจะเป็นลม เนื่องจากมีน้ำตาลในเลือดต่ำ


10 กินอาหารไม่อร่อย หรืออยากกินของแปลกๆ
ฮอร์โมนที่เพิ่มระดับขึ้นในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ทำให้การรับรู้รสชาติของคุณแม่เปลี่ยน แปลงไป ทำให้รู้สึกกินไม่อร่อย ทั้งที่เป็นของที่เคยชอบมาก่อน บางทีอยากกินของแปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงอยากกิน


11 มีอารมณ์อ่อนไหวหรือแปรปรวนง่าย
ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง บางครั้งได้ยิน ได้ฟังเรื่องเศร้าๆ ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม หรือปล่อยโฮ ดูหนังเศร้าก็ร้องไห้เสียใจ โดยที่เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้ ผู้หญิงบางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย แต่ก็ "ทราบ" ว่าตนเองตั้งครรภ์ ก็เป็นได้เช่นกัน

ตรวจการตั้งครรภ์

เมื่อสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ คุณควรตรวจด้วยตนเองหรือไปรับการตรวจจากแพทย์เพื่อยืนยัน ว่ากำลังตั้งครรภ์ให้ชัดเจน ซึ่งมีวิธีดังนี้


1 โดยการตรวจปัสสาวะ
คุณอาจตรวจด้วยตนเองก็ได้ โดยซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์สำเร็จรูป ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป ชุดทดสอบนี้ประกอบด้วยสารละลายเคมี ซึ่งนำมาผสมกับน้ำปัสสาวะ 2-3 หยด แล้วเปรียบเทียบดูสีที่ เปลี่ยนไป เป็นการบอกว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากทำตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี จะให้ผลที่ค่อนข้างน่า เชื่อถือ 90% การทดสอบเริ่มทำได้โดยการนำน้ำปัสสาวะของแรกที่ประจำเดือนไม่มา เป็นต้นไป ซึ่งอยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิมาทดสอบ ผลการทดสอบที่บอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์มัก ถูกต้องแม่นยำ ส่วนผลที่บอกว่าคุณไม่ตั้งครรภ์มักเชื่อถือได้น้อยกว่า ฉะนั้นคุณควรรออีก 1 สัปดาห์แล้วจึงทำการทดสอบอีกครั้ง หรือไปพบแพทย์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์


2 การตรวจภายใน
ถ้าประจำเดือนขาดเกิน 1-2 เดือนแล้ว แพทย์อาจใช้การตรวจภายในเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ โดยช่องคลอดและปากมดลูกจะมีสีม่วงคล้ำ เพราะมีเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก และมดลูกโตจน คลำได้ชัดเจน การตรวจภายในยังช่วยสำรวจความผิดปกติว่ามีก้อนเนื้องอกที่มดลูก หรือรังไข่ได้อีกด้วย

 ที่มา http://www.thaiparents.com/



Edited by sophire - 16 ก.พ. 2008 at 08:26
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 08:58 Share

อาการข้างเคียงจากการตั้งครรภ์และวิธีแก้ไข

 

ส่วนใหญ่แล้วว่าที่คุณแม่ทั้งหลายมักไม่ค่อยมีปัญหาน่าหนักใจเก ี่ยวกับ การตั้งครรภ์นัก สามารถคลอดบุตรออกมาได้ทารกที่มีสุขภาพดี นอกจากจะมีอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามปกติ เช่นอาเจียน คลื่นไส้ ปวดหลัง หรือแสบร้อนที่หน้าอก (Heartburn) อาการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด แต่อาการที่ว่านี้ผู้อื่นก็ไม่สามารถรู้สึกหรือเห็นได้ชัด จึงมักไม่ได้รับความสนใจหรือเห็นอกเห็นใจเท่าไหร่นัก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องอดทนกับอาการที่น่ารำคาญนี้ มีหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายขึ้นจากอาการดังกล่าวและสา มารถมีความสุขได้ตลอดการตั้งครรภ์

ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายว่าทำไมปัญหาของอาการข้างเคียงต่างๆ ที่รบกวนคุณในเวลาตั้งครรภ์จึงเกิดขึ้น และเสนอคำแนะนำในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นี้ ด้วยตัวเอง คุณควรปรึกษา, ตรวจสอบกับหมอสูติประจำตัวคุณเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับการตั้งครรภ์ และยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างเป็นทางการจากแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญ

อาการปวดท้อง (Abdominal Pain)
สาเหตุ: เนื่องจากข้อต่อซึ่งรองรับมดลูกได้ยืดตัวออก คุณจึงประสบกับอาการปวดเมื่อยด้านข้างของท้อง
การแก้ไข: พยายามนวดอย่างเบาๆ ในบริเวณที่ปวด ด้วยฝ่ามือโดยเคลื่อนไหวฝ่ามือช้าๆ และใส่กางเกงsupport ท้องที่เรียกว่ากางเกงพยุงครรภ์ จะสามารถช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ถ้าคุณมีอาการปวดท้องมากขึ้นเรื่อยๆ คุณควรรีบปรึกษาแพทย์หรือหมอสูติประจำตัวโดยเร็ว

อาการปวดหลัง (Backache)
สาเหตุ: ข้อต่อกระดูกต่างๆ มีการหย่อนตัวมากขึ้นและการอยู่ในท่วงท่าที่ไม่เหมาะสมสามารถทำ ให้คุณมีอาการปวดหลังมากยิ่งขึ้น
แก้ไข: ปรับตัวให้อยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง - ยืนตัวตรงๆ และใช้หมอนหนุนหลังเมื่อนั่ง และก้มลงเก็บของโดยให้หลังตรง คือยืนให้น้ำหนักลงที่เท้าทั้งสองข้าง ย่อตัวลงโดยงอข้อสะโพกและหัวเข่า พยายามรักษาระดับให้ใบหู หัวไหล่และสะโพกอยู่ในระดับเดียวกัน

หายใจไม่สะดวก (Breathlessness)
สาเหตุ: ฮอร์โมนทำให้กล้ามเนื้อหน้าอก หย่อนตัวลงและขยายหลอดลม เนื่องจากต้องผลิตเลือดให้ปอดมากขึ้น เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น มดลูกขยายใหญ่ขึ้นมีผลไปดัน กระบังลมส่งผลถึงปอด ทำให้หายใจไม่สะดวก
แก้ไข: หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนแออัด พยายามหายใจช้าๆ และลึกๆ อย่าทำอะไรรีบร้อน

Carpal Tunnel Syndrome
สาเหตุ: มือ เท้ามีอาการชา เจ็บยิบๆ(tingling) หรือเจ็บฝ่ามือเนื่องจากระบบประสาทที่ข้อมือถูกกดทับ (มักจะมาจากอาการบวม)
แก้ไข: นวดฝ่ามือ, ขยับนิ้วมือขึ้นลง กางนิ้วมือทั้ง 5 กว้างๆ สัก 2-3 วินาทีแล้วหุบมือ หรือเวลากลางคืนลองนอนห้อยมือลงมาข้างเตียง นอกจากนั้นอาจขอวิตามิน B6 จากแพทย์

ท้องผูก (Constipation)
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลง มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นกดทับลำไส้ใหญ ่ทำให้อุจจาระผ่านได้ลำบาก อุจจาระที่คั่งค้างอยู่นานจะถูกดูดซึมน้ำออกไปมาก เวลาถ่ายจะแข็งและถ่ายยาก รวมทั้งการทานวิตามิน ธาตุเหล็กอาจเป็นสาเหตุ
แก้ไข: รับประทานอาหารที่มี ีกากใยมากๆ (เช่น ผลไม้, สลัดผักสด), ดื่มน้ำวันละมากๆ, ดื่มน้ำลูกพรุน และเข้าห้องน้ำทันทีที่จำเป็น อย่ากลั้นไว้

ตะคริว (Cramp)
สาเหตุ: ตะคริวที่ขาหรือเท้าอาจเนื่องมาจากการหมุนเวียน ของเลือดลดประสิทธิภาพลง และการรับประทานอาหาร ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายยามตั้งครรภ์ เช่น ขาดแคลเซียม (มีในนมสด), วิตามิน B รวม, โ ปตัสเซียม (กล้วย, พืชจำพวกถั่ว) หรือ เกลือ
แก้ไข: เมื่อคุณตื่นนอนให้งอนิ้วเท้าขึ้น หรือเพื่อให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น ลองใช้เท้าแต่ละข้างกลิ้งขวดเปล่าๆ ไปมา 20 ครั้งก่อนนอน รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่

หน้ามืดเป็นลม (Fainting)
สาเหตุ: ฮอร์โมนยามตั้งครรภ์ทำ ให้หลอดเลือดหย่อนตัว ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ ซึ่งทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามือเป็นลม และมดลูกของคุณต้องการเลือดเพิ่มขึ้น และจำนวนน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงก็เป็นสาเหตุดังกล่าวได้
แก้ไข: คุณต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับแน่น ฟิตที่จะทำให้คุณร้อน พกพัดลมอันจิ๋วที่มีมอเตอร์ในตัวเอง หรือพัด หรือกระป๋องสเปรย์ฉีดน้ำ เพื่อช่วยคุณระบายความร้อน

การผายลม (Flatulence)
สาเหตุ: ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนตัว ดังนั้นอาหาร และของเสียจึงไหลผ่านระบบย่อยอย่างเชื่องช้า และสร้างลมในกระเพาะให้เกิดขึ้น นอกจากนั้นการกลืนอากาศอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อไล่อาการคลื่นไส้วิงเวียนหรือจุกแน่นหน้าอก ก็สามารถทำให้เกิดลมขึ้นได้ หรืออาจเป็นเพราะพวก alkaline food (เช่น นม) เกิดปฏิกริยากับกรดในกระเพาะ
แก้ไข: ควรรับประทานอาหารอย่างช้าๆ, หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก็สในกระเพาะอาหาร และดื่มชา peppermint หรือ chamomile

Food Cravings (การอยากอาหารบางชนิดอย่างมาก)
สาเหตุ: คุณและทารกที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ ต้องการสารอาหารที่จำเป็นเพิ่มขึ้น เช่น แคลเซียม, วิตามิน C, หรือแร่เหล็ก (เนื้อแดง, ถั่ว, ผักโขม) และฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอาจ ทำให้คุณรู้สึกนึกถึงรสชาติของอาหารพวกนี้ รวมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ก็สามารถทำให้เกิดความอยากรับประทานอาหารบางชนิดได้
แก้ไข: ควรรับประทานอาหารให้น้อย แต่บ่อยขึ้น รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากๆ (ข้าว, มันฝรั่งอบ, ขนมปัง และพวกพาสตาต่างๆ), หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก - ถ้าคุณอยากรับประทานอาหารแปลกๆ ให้ลองติดต่อกับนักโภชนาการ เพื่อสอบถามเมนูอาหารแปลกๆ

เหงือกอักเสบ (Gum Problems)
สาเหตุ: ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงทำให้เหงือกอ่อนนุ่มขึ้น ดังนั้นหากมีรอยขีดข่วนหรือเศษอาหารติดตามซอกฟัน ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อและเหงือกอักเสบได้
แก้ไข: ใช้แปรงสีฟันชนิดขนแปรงนิ่มแปรงฟัน แล้วล้างปากด้วยน้ำยาบ้วนปากจะช่วยได้ หากต้องการใช้dental floss (ไหมขัดฟัน) ควรใช้อย่างเบามือ นอกจากนั้นคุณควรพบทันตแพทย์เพื่อ เช็คสุขภาพปากและฟันในช่วงนี้

ปวดศีรษะ (Headaches)
สาเหตุ: ฮอร์โมน, อาการขาดน้ำกระทันหัน (Dehydration), ความอ่อนเพลีย, ความหิว, เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ, หรือภาวะความเครียด ล้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
แก้ไข: นวดต้นคอด้านข้าง เริ่มจากฐานของกะโหลกศีรษะ หรือขอให้คู่ของคุณนวดใบหน้า, ลำคอ และไหล่ อาจทำให้รู้สึกดีขึ้น พยายามรับประทานอาหารอย่างสม่ำเสมอครบทุกมื้อ ดื่มน้ำบ่อยๆระหว่างอาหารแต่ละมื้อ

Haemorrhoids (Piles) ริดสีดวงทวาร
สาเหตุ: การกดทับของมดลูกทำให้เลือดเดินไม่สะดวก หลอดเลือดจึงบวม เป็นผลทำให้ทวารหนักเกิดอาการบวมเจ็บ, คัน เวลาถ่ายจึงทำให้บาดและระคายเคืองยิ่งขึ้นเมื่อท้องผูก
แก้ไข: กรุณาดูคำแนะนำสำหรับ "อาการท้องผูก" และพยายามรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งรวมอาหารที่มีวิตามิน B6 (ไก่), วิตามิน C (ผักสด, ผลไม้สด), และวิตามิน E (ไข่, ทูน่า, บรอคโคลี่) แต่ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร ก่อนที่คุณจะรับประทานวิตามินเสริมเอง

Itching and Rashes (อาการคันและผื่นแดง)
สาเหตุ: อาการคันตามเนื้อตัว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, ผิวหนังแห้ง, การยืดตัวของผิวหนังในระยะปลายของการตั้งครรภ์, หรือเกิดจากความร้อนในร่างกาย หรือความอ่อนเพลีย หากคุณรู้สึกว่าเป็นมากจนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาจบ่งบอกอาการ obstetric cholestasis (อาการผิดปกติของตับซึ่งเกิดได้ยาก) ส่วน Rashes อาจลุกลามได้ในพื้นที่ชื้น หรือ อาจเกิดจากอาการแพ้อาหาบางชนิด, สบู่ หรือแม้แต่ผงซักฟอก
แก้ไข: ดื่มน้ำสะอาดมากๆใช้shower gel (แชมพูอาบน้ำ) แทนสบู่ซึ่งทำให้ผิวแห้ง หรือลองใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามิน E หรือลองทาคาลาไมน์ หรือเบบี้โลชั่นที่เย็นๆ และใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยคอตตอน

อาการคัดจมูก (Nasal Congestion)
สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen)ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดมีมูกมาก และนำไปสู่การคัดจมูก
แก้ไข: สั่งจมูกเบาๆ อย่างนุ่มนวล หยดน้ำมันยูคาลิปตัส 2 หยดลงในชามใส่น้ำอุ่น แล้วสูดดม หรือทาครีมวาสลีนเล็กน้อยในจมูกจะช่วยได้ในสภาพแวดล้อมที่แห้ง

คลื่นไส้ อาเจียน
สาเหตุ: ฮอร์โมนที่หลั่งในช่วงตั้งครรภ์ HCG (และภายหลังคือ Oestrogen และ Progesterone) อาจเป็นสาเหตุ
แก้ไข: พยายามทำอะไรช้าๆ อย่ารีบเร่ง ทานอาหารให้น้อยแต่บ่อยๆ ที่อยู่ท้อง ลองทานของหวาน, ขิง (เช่นขนมปังขิง, น้ำขิง หรือในรูปแบบใดก็ได้) ดื่มน้ำสะอาด หรือรสซ่า หรือพวกหวานเย็น วางขนมปังกรอบ พวกบิสกิตไว้ใกล้มือข้างเตียง เพื่อทานในตอนเช้า 20 นาทีก่อนลุกขึ้นจากเตียง

เหงื่อออกในตอนกลางคืน (Night Sweat)
สาเหตุ: การเพิ่มปริมาณของเลือดในร่างกาย ทำใหหลอดเลือดขยายตัวและทำให้ร่างกายร้อน
แก้ไข: ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากคอตตอน เวลานอนให้เปิดแอร์, หรือพัดลม หรือแม้แต่วางสเปรย์ฉีดน้ำไว้ใกล้เตียง รับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียมสูง เช่นผักสด, ถั่ว, ผลไม้แห้ง - ลูกพรุน

ปวดบริเวณกระดูกเชิงกราน (Pelvic Pain)
สาเหตุ: อาการปวดเกิดจากข้อต่อกระดูกซึ่งหย่อนตัวลง เตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ส่วนอาการเจ็บแปลบๆอาจเป็นเพราะทารกในครรภ์ดิ้นไปชนกระเพาะปัสส าวะที่เต็มของคุณ
แก้ไข: หาผ้าห่มหรือถุงนอนมาปูใต้ผ้าปูที่นอน ถ้าเตียงของคุณแข็งเกินไป แล้วนอนตะแคงข้าง กอดหมอนข้างหรือวางหมอนนิ่มๆ ระหว่างเข่าและใต้ท้องของคุณ เวลาก้าวขึ้นเตียงนอน ให้งอเข่าก้าวขึ้นเตียงแล้วค่อยๆ เอนกลิ้งลงนอนอย่างช้าๆ ควรจะปัสสาวะให้บ่อยๆ เพื่อระบายกระเพาะปัสสาวะให้ว่างเสมอ

อาการเจ็บที่กระดูกใต้อก (Rib Pain)
สาเหตุ: อาการเจ็บแปลบๆ ใต้อกด้านใดด้านหนึ่ง เพราะการขยายตัวใหญ่ขึ้นของมดลูกไปกดทับกระดูก
แก้ไข: ซื้อบราที่ได้ขนาดพอดีกับทรวงอกที่ขยายขึ้น (ควรวัดให้ทราบขนาดที่ถูกต้อง) ถ้าบราของคุณคับไปแต่ขนาดของ cup พอดี การเพิ่มผ้าและตะขออาจเป็นประโยชน์ขึ้น ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้กระดูกใต้อกของคุณมีเนื้อที่ขึ้น หรือนั่งกับพื้นชูแขนขึ้นเหนือศีรษะ แล้วขอให้คู่ของคุณช่วยดึงแขนแต่ละข้างขึ้นอย่างช้าๆ อย่างเบามือ

Sciatica
สาเหตุ: อาการปวดตั้งแต่ก้นลงมาจนถึงขา หรือเจ็บแปลบขาข้างหนึ่งข้างใด เป็นเพราะลูกในท้องกดทับเส้นประสาท
แก้ไข: นั่งพักและหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการ เจ็บแปลบอีก (นอนพักจะช่วยได้) ลองบีบนวดอย่างเบาๆ แล้วปล่อยมือ แล้วบีบนวดใหม่ที่ก้น หรือเอามือจับพนักเก้าอี้แล้วแกว่งขาไปมาด้านข้าง (ห่าง 45 องศา) หลายๆ ครั้งทุกวัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวดมากเพิ่มขึ้น คุณควรรีบปรึกษาแพทย์

นอนไม่หลับ
สาเหตุ: อาจเกิดจากความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ, ความไม่สบายใจทั่วๆ ไป, หูไวต่อเสียงรบกวน และการต้องลุกไปเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน
แก้ไข: พยายามเดินออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน, อาบน้ำอุ่น และดื่มเครื่องดื่มผสมนมก่อนนอน, ฟังดนตรีเบาๆจากเครื่องเสียง หรืออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้รางกายได้ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงการทำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในตอนกลางวัน

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เวลาจามหรือไอ
สาเหตุ: เลือดไหลเวียนไปยังไต ทำให้ร่างกายผลิตปัสสาวะเพิ่มขึ้น และกล้ามเนื้อบริเวณ pelvic floor ย่อหย่อน (พื้นที่โดยรอบด้านหน้าและหลังของทวารหนัก) ทำให้กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่ควบคุมได้ไม่ดีนัก
แก้ไข: ดื่มน้ำหรือของเหลวมากๆ และปัสสาวะบ่อยๆ พยายามขมิบปากช่องคลอดก่อนไอ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับ ให้ฝึกขมิบแล้วปล่อยประมาณ 50 ครั้งต่อวัน (ครั้งละ 10 หน)

เส้นคล้ำที่หน้าท้อง (Stretchmarks)
สาเหตุ: เส้นคล้ำๆ หรือรอยดำๆ เกิดขึ้นเนื่องจากผิวหนังเกิดการตึง แต่จะค่อยๆ จางหายไปหลังจากการคลอด ทั้งนี้เกิดจากระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) และความยืดหยุ่นของผิวหนัง และการที่น้ำหนักตัวขึ้นอย่างกระทันหัน
แก้ไข: พยายามให้น้ำหนักตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทาออยล์, ครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แต่ไม่สามารถป้องกันหรือกำจัดรอยนี้ได้

ข้อเท้าบวม (Swelling Ankles)
สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen) เปลี่ยนระดับความคงที่ของโปตัสเซียมโซเดียม และเซลล์ในร่างกายดูดซับของเหลวไว้ ปริมาณของเลือดเพิ่มขึ้น และน้ำหนักของทารกกดทับหลอดเลือดใหญ่
แก้ไข: ยกเท้าให้สูงเท่าที่จะทำได้ นอนตะแคงข้างเพื่อลดการถูกกดทับของเส้นเลือดใหญ่ หลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้าหรือถุงน่องรัดๆ ใส่รองเท้าที่สวมสบาย น้ำลึกๆ อาจช่วยลดอาการบวมได้

 Thrush
สาเหตุ: ปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณช่องคลอดและมีเมือกขาวๆออกมาด้วย ทั้งนี้ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen) เป็นตัวการทำให้เกิด thrush ได้ง่ายในระหว่างที่ตั้งครรภ์
แก้ไข: ใส่กางเกงในที่ทำจากคอตตอน หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ (เพราะมีเคมีคอลในสระน้ำ) และพวกเครื่องอาบน้ำที่ใส่น้ำหอมกลิ่นต่างๆ ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดด้วยน้ำเย็น หรือใช้ฝักบัวรดเบาๆ เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง แพทย์อาจแนะนำครีมหรือ pessaries, รับประทานโยเกิร์ตขวดเล็กๆ ทุกวันเพื่อควบคุมแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร ถ้าหากเมือกออกมาก, มีสี หรือมีกลิ่น ถือว่าผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

อาการอ่อนเพลีย
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในตอนต้นของการตั้งครรภ์, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา, การทำงานหนักมากเกินไป รวมทั้งความเครียด เหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า
แก้ไข: รับฟังร่างกายของคุณ อย่าให้ร่างกายหักโหมเกินไป หากคุณโดยสารรถประจำทาง - ขอที่นั่งจากผู้โดยสารอื่น อย่ายืนเมื่อคุณสามารถนั่งได้ ยกเท้าขึ้นในช่วงพักเที่ยง (ถ้าคุณอยู่ในที่ทำงาน) ทานอาหารกลางวันและอาหารค่ำทุกมื้อ และถ้าเป็นไปได้ควรงีบในตอนบ่าย เข้านอนแต่หัวค่ำ

Vaginal Discharge
สาเหตุ: เกิดจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นทำให้มีอาการตกขาว ซึ่งมักจะเป็นในเดือนหลังๆ แต่ไม่มีผลร้ายต่อร่างกายแต่อย่างใด แต่ถ้ามีมากหรือมีสี มีกลิ่นถือว่าผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
แก้ไข: ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น 2 ครั้งต่อวัน หลีกเลี่ยงเครื่องอาบน้ำที่ผสมน้ำหอม และเปลี่ยนมาใช้ชุดชั้นในที่ทำจากคอตตอน อาจใช้ผ้าอนามัยชนิดบางเพื่อซึมซับ หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงในคับๆ ยีนส์ หรือ leotards (กางเกงใส่เต้นแอโรบิค) คับๆ

เส้นเลือดขอด (Vericose Veins)
สาเหตุ: เส้นเลือดสีน้ำเงินม่วงที่ขอดๆ บนขา (หรือเรียกว่า Vulva) เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง, ปริมาณของเลือดที่เพิ่มขึ้น, การไหลเวียนของเลือดที่ขาไม่สะดวก, และการพองตัวของเส้นเลือดดำ
แก้ไข: รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งวิตามิน C มากๆ, เดินยืดเส้นยืดสาย หรือออกกำลังกายเบาๆ ที่ขา อาจช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ใส่กางเกงพยุงครรภ์ และหลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานานๆ

หลักปฏิบัติเพื่อลดอาการอึดอัดขณะตั้งครรภ์

 
คุณควรเอาใจใส่กับท่านั่ง ท่ายืน รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถูกสุขอนามัย และพักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้าคุณไม่แน่ใจอาการที่คุณเป็นอยู่ ว่ามีความสำคัญหรือไม่ เพียงใด ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
ถ้านี่เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรกของคุณ ควรซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงให้มากที ่สุดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อที่คุณจะได้ทำความคุ้นเคยและได้รับความรู้ว่าการตั้งครรภ์ นั้นจะต้องรู้สึกและมีอาการอย่างไรบ้าง

ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที


การไปพบหมอบ่อยๆ นั้นเป็นการดีกว่าการไม่ไปพบหมอเลย ถึงแม้คุณจะคิดว่า หากไปพบหมอแล้วจะไม่พบปัญหาใดๆ นั่นเป็นการดีสำหรับคุณ แต่ถ้าหากมีปัญหาขึ้นมา การแก้ไขหรือการรักษาจะง่ายขึ้น ถ้าคุณหมอพบปัญหาตั้งแต่แรก

อาการปวดท้องหรือเป็นตะคริว ซึ่งเพิ่มความปวดขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดมากกว่า 24 ชั่วโมง
มีเลือดออกจากช่องคลอด, อุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ
มีไข้สูง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทานยาแล้วไม่หาย หรือสายตาพร่ามัว
หน้าบวม มือ เท้าบวมจนไม่สามารถสวมรองเท้าได้
อาการอื่นที่คุณวิตกกังวล

ทำความรู้จักฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์สักเล็กน้อย

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์และอาการข้า งเคียงที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น เป็นไปเพื่อทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์ที่ดี เช่น อาการแพ้ยามตั้งครรภ์มีส่วนมาจากผลของระดับ HCG (Human Chrionic Gonadotrophin) เพิ่มขึ้นซึ่งผลิตโดยรก (Placenta) ที่กำลังเจริญเติบโต เมื่อรกได้รับฮอร์โมนชนิดนี้แล้วในเวลา 12 อาทิตย์ ระดับฮอร์โมน HCG จะลดลง ดังนั้นอาการคลื่นไส้มักจะหายไปภายใน 16 อาทิตย์
ข้อต่อกระดูกต่างๆ มีการหย่อนตัวมากขึ้นเพื่อให้ร่างกายคลอดบุตรได้ง่ายขึ้น แต่นั่นทำให้คุณเกิดอาการแสบร้อนที่หน้าอก (Heartburn) และปวดหลัง ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นเช่น มดลูก ทั้งนี้เพื่อปกป้องทารกในครรภ์ให้ปลอดภัยจากการแข็งตัวของมดลูก แต่ฮอร์โมนนี้มีผลทำให้คุณเกิดการท้องผูก นอกจากนั้น 2-3 วันก่อนคลอดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดลง และทำให้การแข็งตัวของมดลูกรุนแรงขึ้น และคุณอาจจจะมีอาการท้องเสีย
ฉะนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณควรไปพบหมอที่ฝากครรภ์ ตามนัดทุกครั้ง เพื่อหมอจะได้พิจารณาว่าอาการข้างเคียงใดที่เป็นปัญหาควรได้รับ การรักษา เช่นอาการบวมเป็นต้น อาจจะมีสาเหตุมาจากอากาศร้อน แต่ถ้าความดันโลหิตของคุณขึ้นสูง และมีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ นั่นอาจเป็นสาเหตุเบื้องต้นของโรคครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia) ซึ่งคุณจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

ที่มา http://www.thaiparents.com/

 

Back to Top
pimmysasi View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 02 เม.ย. 2007
Posts: 12476
Post Options Post Options   Quote pimmysasi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 10:20 Share
โห แอนข้อมูลเน่นปึ๊กส์ อย่างงี้ รับรองถ้าแอนท้องต้องดีกะลูกแน่ๆ เพราะมีคุณแม่คอยห่วงใอย่างนี้ น่ารักมากๆ จ๊ะแอน ข้อมูลดีมากๆ อ่านตั้งแต่หน้าแรก ถึงหน้าสุดท้ายเลยนะเนี้ยะ
My Wedding Day

^..^ สักวันหนึ่งต้องเป็นวันของสองเรา ^..^
Back to Top
applesweet View Drop Down
Groupie
Groupie


Joined: 31 มี.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 68
Post Options Post Options   Quote applesweet Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 10:38 Share

ตามมาอ่านค่ะ เพราะตอนนี้มีแล้ว 1 คน กำลัง 2จิต 2 ใจว่าจะมีอีกคนดีป่าว(แต่ยังคุมไว้อยู่เลย) 

เลยมาอ่านเผื่อๆไว้เป็นข้อมูลความรู้ติดตัวไว้ค่ะ

ขอบคุณสำหรับสาระดีดี เช่นนี้ค่ะ

Back to Top
wanida View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 1158
Post Options Post Options   Quote wanida Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 13:29 Share

แอน....ว่าแล้วว่าทำไมถึงได้ละเอียด และรอบคอบแบบนี้ นิสัยทนายความในกระแสเลือดแน่ ๆ เลยจ้า  ถึงได้มีข้อมูลเยอะ และมีสาระมาก ๆ เลยจ้า   

ไม่รู้ว่ามีเกี่ยวกับค่าเลือด FSH ไปยัง แบบว่าพี่กะลังจิตตกกับค่าเลือดตัวนี้จังเลย กัวมันไม่ลง ก้ออดทำ IVF ในงวดนี้แน่ ๆ เลยอ่ะ วานคุณทนายคนสวยหาข้อมูลเผื่อด้วยน๊าจ๊ะ   

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 17:02 Share

Originally posted by pimmysasi

โห แอนข้อมูลเน่นปึ๊กส์ อย่างงี้ รับรองถ้าแอนท้องต้องดีกะลูกแน่ๆ เพราะมีคุณแม่คอยห่วงใอย่างนี้ น่ารักมากๆ จ๊ะแอน ข้อมูลดีมากๆ อ่านตั้งแต่หน้าแรก ถึงหน้าสุดท้ายเลยนะเนี้ยะ

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย...ดีใจจ ังเยย...

ถ้าว่างๆเข้ามาอ่านเรื่อยๆนะคะแอนจะพยายามหาข้อมูลใหม่ๆมาเพิ่ม เรื่อยๆค่ะ...

ตอนนี้ก้อมีแม่ตุ้ยเข้ามาช่วยแปะขอมูลดีๆอีกแรง..อีกหน่อยข้อมู ลคงจะมีเยอะกว่านี้ค้า....

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 17:08 Share
Originally posted by applesweet

ตามมาอ่านค่ะ เพราะตอนนี้มีแล้ว 1 คน กำลัง 2จิต 2 ใจว่าจะมีอีกคนดีป่าว(แต่ยังคุมไว้อยู่เลย) 

เลยมาอ่านเผื่อๆไว้เป็นข้อมูลความรู้ติดตัวไว้ค่ะ

ขอบคุณสำหรับสาระดีดี เช่นนี้ค่ะ

เชียร์ให้มีเบบี๋อีกคนนะคะ... ส่วนตัวแอนอยากมีเบบี๋ 2 คนค่ะจะได้เล่นเป็นเพื่อนกันไงจ๊ะ..อิอิ

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 17:11 Share
Originally posted by wanida

แอน....ว่าแล้วว่าทำไมถึงได้ละเอียด และรอบคอบแบบนี้ นิสัยทนายความในกระแสเลือดแน่ ๆ เลยจ้า  ถึงได้มีข้อมูลเยอะ และมีสาระมาก ๆ เลยจ้า   

ไม่รู้ว่ามีเกี่ยวกับค่าเลือด FSH ไปยัง แบบว่าพี่กะลังจิตตกกับค่าเลือดตัวนี้จังเลย กัวมันไม่ลง ก้ออดทำ IVF ในงวดนี้แน่ ๆ เลยอ่ะ วานคุณทนายคนสวยหาข้อมูลเผื่อด้วยน๊าจ๊ะ   

เด๋วแอนลองหาให้นะคะ...ยังไงพี่นิดาอย่าเครียดมากเน้อ...สู้..ส ู้..จะเป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ

 

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 17:18 Share

ค่า FSH สูง

เรียนถามคุณหมอสมชายค่ะ ตอนนี้กำลังจะทำ ivf แต่ตรวจฮอร์โมนในเลือดแล้วเมื่อเดือนก.ย.มีค่า 11 และเดือน พ.ย.มีค่า เป็น 35 ค่า LH 10 อยากทราบว่า มีวิธีทำให้ฮอร์โมน FSHลดลงหรือไม่ คะ อายุ 37 แล้วค่ะ

มีครับทานยาคุมกำเนิดก็ลดลงได้ แต่คงไม่ได้ช่วยในเรื่องการกระตุ้นไข่มากนัก ถ้าดูอายุและไม่เคยทำผ่าตัดรังไข่มาก่อนฮอร์โมนน่าจะอยู่ในช่วง แกว่งก่อนเข้าสู่วัยทอง คงต้องฉวยโอกาสตอนที่ฮอร์โมนต่ำ แต่โอกาสก็คงไม่มากนัก แต่พอได้ครับ ใจเย็นๆครับ

โดย  น.พ. สมชาย สุวจนกรณ์  

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 ก.พ. 2008 at 17:39 Share

Avatar  พี่นิดาคะแอนอ่านเจอกระทู้นึงน่าสนใจมากๆเรยเขามีปัญหาเหมือนกั นแต่ตอนนี้ประสบความสำเร็จมีเบบี๋เรียบร้อยแย้วอ่ะ ลองอ่านดูนะจ๊ะ...

แต่งงานเดือน กค. 2549 อายุ 35 ปี เต็มเมื่อเดือน กค.2550

เริ่มปรึกษาหมอครั้งแรก (เดือน เมย. 2550)
กินยากระตุ้นไข่ serono Clomiphene 50 mg 10 เม็ด ตรวจเชื้อสามีผลดีมาก ซาวน์ดูไข่ไม่โต พอรู้ว่าไข่ไม่โตก็เริ่มปรึกษาหมอจีนควบคู่กันไป ได้ยาบดใส่แคปซูล มี 6 ชนิด คือ
1. เขากวางอ่อน
2. อั่งเกงเทียน
3. จีฮ่อเซีย
4. เทียนมั่วป่า
5. เปลือกส้มจีน

ครั้งที่ 2 (เดือน พค. 2550) ขอเปลี่ยนคุณหมอรักษาแต่โรงพยาบาลเดิม
ตรวจฮอร์โมนFSH ได้ 9 กว่า ๆ กินยากระตุ้นไข่ตัวเดิมแต่ลดจำนวนเหลือ 5 เม็ด ซาวน์ได้ไข่ 2 ใบ ขนาดโตใช้ได้ แต่คุณหมอบอกว่าน้อยเกินไปไม่คุ้มกับการฉีดเชื้อ ให้ใช้วิธีธรรมชาติ ให้หมอจีนตรวจชีพจรดูด้วยบอกว่าไข่เริ่มดีขึ้นแล้ว

ครั้งที่ 3 (เดือน มิย. 2550)
คุณหมอแนะนำให้ฉีดสี ผลท่อข้างขวาตัน คุณหมอแนะนำให้ส่องกล้องหรือข้ามไปทำ IVF เลยก็ได้

ครั้งที่ 4 (เดือน กค. 2550)
ตัดสินใจไม่ส่องกล้อง ขอทำ IVF ตรวจฮอร์โมนFSH ปรากฏว่าได้ 16.9 แต่รับยาฉีดกระตุ้นไข่ขนาด 225 IU มาแล้วฉีดได้ 6 วัน คุณหมอบอกว่าFSH สูงแสดงให้เห็นว่าไข่ไม่แข็งแรงและเหลือน้อย ให้ตัดสินใจว่าจะทำต่อหรือไม่ก็ได้ แต่คุณหมออยากให้สู้ต่อ เลยตัดสินใจเริ่มฉีดยา พอครบ 6 วัน ไปซาวน์ดูไข่ได้แค่ใบเดียว เลยตัดสินใจไม่ทำต่อ คุณหมอแนะนำให้พักไป 6 เดือน
ช่วงที่รู้ผล FSH ว่าสูงก็ไปหาหมอจีนด้วย บอกว่าฮอร์โมนเกี่ยวกับการผลิตไข่ไม่ดี หมอก็จับชีพจรแล้วให้ยาบดใส่แคปซูลเพิ่มอีก 2 ตัว (6 ตัวเดิมก็ยังกินอยู่) คือ โสมจิหลิน และ ปั๊กคี้

 ครั้งที่สุดท้าย (เดือน สค. 2550)
7 สค. ประจำเดือนมาวันแรก โทรหาคุณหมอขอทำ IVF ใหม่
8 สค. ตรวจฮอร์โมน FSH ที่โรงพยาบาล ผลได้ 9 กว่า ๆ
9 สค. คุณหมอขอตรวจฮอร์โมน FSH ซ้ำอีกครั้งที่คลินิก ผลได้ 9 กว่า ๆ คุณหมอขอซาวน์ดูไข่บอกว่าเพื่อดูแนวโน้มว่าจะได้ไข่กี่ใบ แต่บางคนจะไม่ให้หมอตรวจเพราะยังมีประจำเดือนอยู่ ซาวน์แล้วเห็นใบเล็ก ๆ 4 ใบ คุณหมอบอกว่าน้อยไปหน่อยแต่ก็น่าจะดีกว่าคราวที่ผ่านมา เริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ 300 IU ที่ใต้สะดือ วันนี้พยาบาลฉีดให้ รับยาไปฉีดเองที่บ้าน
10 – 12 สค. ฉีดยาวันละ 300 IU เวลา 18.30 น. ทุกวัน
13 สค. คุณหมอนัดซาวน์ดูไข่ เห็น 4 ใบ ใหญ่ขึ้น ฉีดยาอีก 300 IU
14 – 15 สค. ฉีดยาวันละ 300 IU เวลา 18.30 น.
16 สค. คุณหมอนัดซาวน์ดูไข่ ได้ใบใหญ่ข้างละ 2 ใบ ข้างขวาได้เพิ่มอีก 1 ใบ ข้างซ้ายเพิ่มอีก 2 ใบ ฉีดยาอีก 300 IU และฉีดยา Orgalutran ที่หน้าขาอีก 1 เข็ม เจาะเลือดตรวจฮอร์โมน รับยาไปฉีดวันรุ่งขึ้น เวลา 21.00 น.
17 สค. เวลา 21.00 น. ฉีดยา Orgalutran ที่หน้าขา 1 เข็ม และฉีดยา Pregnyl 5000 × 2 IU ที่สะโพก 1 เข็ม
19 สค. เก็บไข่ รับยาสอด (เริ่มสอดคืนนี้) ยากิน (เริ่มกินวันรุ่งขึ้น) ไปลงประชามติ ทำสังฆทานและทำบุญโลงศพ ช่วงสอดยามีเศษเลือดติดที่สอดออกมาด้วยนิดหน่อย
20 สค. โทรถามผลกับคุณหมอ เก็บไข่ได้ 6 ใบ แต่ปฏิสนธิเพียง 3 ใบ แบ่งเซลล์ได้ดี มีเศษเลือดออกมาจนถึงวันที่ 21 สค.
22 สค. เวลา 14.45 น. คุณหมอใส่ตัวอ่อนให้ทั้งหมด คุณหมอบอกว่าเห็นตัวอ่อนแล้วมีลุ้น นัดตรวจเลือดวันอาทิตย์ที่ 2 กย. จะได้ไม่ต้องลางาน คุณหมอบอกว่าไม่ต้องตกใจสามารถตรวจได้แล้ว แต่ฮอร์โมนอาจจะไม่สูงเท่าคนที่ตรวจวันที่ 14 หลังใส่ตัวอ่อน ได้ฮอร์โมน 50 หมอก็ OK แล้ว (การที่คุณหมอนัดเร็วทำให้ลดความกังวลไปได้เยอะเพราะตัวเองไม่ม ีอาการอะไรเลย)
23 -25 สค. ลางานอยู่บ้าน ไม่ขึ้นบันได มีกังวลบ้างนิดหน่อยเพราะไม่มีอาการผิดปกติอะไร มีเพียงวันที่ 24 สค. มีเศษเลือดปนออกมากับตกขาวเหมือนตอนเก็บไข่ (มีแค่วันเดียว) หน้าอกไม่คัดไม่เจ็บ แต่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
26 สค. ขับรถไปงานแต่งงานเพื่อนตอนกลางวัน กลับมาพักผ่อนเหมือนเดิม ไม่มีอาการอะไร
27 - 29 สค. ยังลางานต่อ ไม่มีอาการอะไรเหมือนเดิม ตอนหัวค่ำของวันที่ 27 สค. เริ่มเดินขึ้นบันไดไปนอนข้างบน
30 – 31 สค. เริ่มไปทำงาน ขับรถไปเอง ไม่มีอาการอะไรเหมือนเดิม
1 กย. มีตกขาวออกมาเยอะมาก ไม่ค่อยกล้าเข้าห้องน้ำกลัวจะเป็นประจำเดือน
2 กย. เจาะเลือดตรวจฮอร์โมน HCG ได้ 276 คุณหมอบอกว่ายินดีด้วยฮอร์โมนสูงมาก

คำแนะนำที่อาจเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ
1. หลังจากที่ไม่ได้เล่นกีฬามาเป็นปี ก็เริ่มเล่นแบดมินตันในเดือน เมย. 2550
2. ก่อนทำ IVF ครั้งแรกในเดือน กค. 2550 งด น้ำเย็น นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ กินนมสด – ไข่ ยาคูลย์ น้ำผึ้งผสมมะนาวเกลือ (น่าจะช่วยเรื่องมดลูก) ทุกวัน
3. พอเริ่มทำ IVF ในเดือน สค. 2550 ไม่ได้ตีแบดเพราะฝนตกบ่อย เลยใช้วิธีวิ่งเช้า 15 – 20 นาที เย็น 15 – 20 นาที จนถึงวันเก็บไข่
4. หลังเก็บไข่ใช้วิธีเดิน 15 – 20 นาที เช้าเย็น จนถึงวันใส่ตัวอ่อน
5. ช่วงที่ฉีดยากระตุ้นไข่ให้ฉีดเวลาเดียวกันทุกวัน
6. หลังใส่ตัวอ่อนแล้วพักผ่อนให้มากที่สุด นอนกลางวันได้ยิ่งดี ที่ตัวเองทำคือนอนดูโทรทัศน์ เช่าหนังมาดู นอน ไม่ขึ้นลงบันได
7. สวดมนต์ทุกวัน แล้วก็สวนบทตัดกรรมที่คุณหมวยโพสต์ไว้
8. รักษาควบคู่กับยาจีน (แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน)
9. อย่าเอาอาการของตัวเองไปเปรียบเทียบกับอาการของคนอื่น เพราะจะทำให้ยิ่งกังวล
10. สำหรับตัวเองแล้วไม่มีเงินสดพอที่จะทำ IVF ต้องกู้เงินมาทำ ตอนแรกก็คิดแล้วคิดอีกว่าถ้าไม่ติดจะทำยังไงหนี้ก็จะพอกพูน แต่ก็คิดได้และบอกกับตัวเองว่า “เงินนะเมื่อไหร่ก็หาได้ แต่เวลาไม่สามารถซื้อได้นะ ถึงจะมีเงินมากแค่ไหนก็ซื้อเวลากลับมาไม่ได้ ถ้าไม่รีบทำตอนนี้โอกาสของเราก็จะยิ่งเหลือน้อยลงทุกที”

 

 



Edited by sophire - 16 ก.พ. 2008 at 17:48
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 ก.พ. 2008 at 10:01 Share

เกิดอะไรขึ้นในช่วง 9 เดือนของการตั้งครรภ์

บทความนี้ได้สรุปพัฒนาการต่างๆของลูกน้อยในครรภ์เป็นรายเดือน แต่ละเดือนของการตั้งครรภ์ ลูกน้อยมีพัฒนาการที่รวดเร็วและมีความต้องการในแต่ละช่วงไม่เหม ือนกัน มาอ่านบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจกันนะคะ

  • ตั้งครรภ์ 1 เดือน
    ในเดือนแรกของการตั้งครรภ์ บางครั้งหรือส่วนมาก ไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ประจำเดือนที่ขาดหายไป อาจจะ............... ถ้าเป็นผู้ที่สนใจตัวเองจะทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือ เต้านมจะใหญ่แข็งมากขึ้น คัดและเจ็บ อารมณ์จะเปลี่ยนไป หงุดหงิด ความไร้เหตุผลมีมากขึ้น ใน 1เดือนแรกของการตั้งครรภ์นี้ ทารกในครรภ์จะมีขนาดเล็กมาก เพียงเท่าเมล็ดข้าว อยู่ในถึงน้ำคร่ำเล็กๆ ที่มีรกเกาะอยู่ผนังมดลูก ขณะนี้ตัวทารกน้อย ที่มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวจะมีตุ่มยื่นออกมาที่กำลังพัฒนา เป็นแขนขา ระบบประสาทเริ่มเกิด และใกล้เคียงกับระบบไหลเวียนโลหิต ก็กำลังเริ่มสร้างเครือข่ายไปทั่วร่างกายของทารก เมื่อมีความผิดปกติของระดู ควรจะตรวจสอบการตั้งครรภ์ เพื่อให้ทราบผลที่แน่นอน และถ้าท่านตั้งครรภ์ก็ควรละเลิกพฤติกรรมที่จะมีผลกระทบต่อสุขภา พของทารก เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มกาแฟ และสุรา เป็นต้น ดังนั้น ท่านควรไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ

  • ตั้งครรภ์ 2 เดือน
    ในเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั้น เป็นเดือนที่สำคัญ เพราะเป็นเวลาที่ตัวอ่อนหรือทารกน้อยๆ จะมีการพัฒนา เจริญเติบโตของระบบประสาทและหลอดเลือด ขณะเดียวกันอวัยวะที่สำคัญก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวนี้ ทารกจะเสี่ยงต่อการเกิดความพิการ ถ้าได้รับสารพิษเข้าไป ในเดือนที่ 2 นี้ตัวทารกจะมีความยาวประมาณ 1 นิ้วฟุต ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ทารกก็จะมี แขน ขา หน้า รูปร่างเหมือนมนุษย์ขนาดจิ๋ว ขณะเดียวกันก็จะมีหัวใจที่เต้นทำงานบีบเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ผู้ตั้งครรภ์ในเดือนที่ 2 นี้ ก็จะมีอาการแพ้ท้อง เช่นเดียวกับเดือนแรก คือจะมีอาการแสบท้องอ่อนเพลีย หน้าอกโตขยายใหญ่ขึ้น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้การย่อยอาหารช้าลง จะทำให้ผู้ตั้งครรภ์มักจะมีอาการท้องอืดเฟ้อ ท้องผูก และผู้ที่ตั้งครรภ์จะรู้สึกหน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ

  • ตั้งครรภ์ 3 เดือน
    ในเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้องอาจจะยังมีอยู่หรือเริ่มจะดีขึ้น อารมณ์ของผู้เป็นแม่จะเริ่มคงเส้นคงวา ในช่วงเดือนที่ 3 นี้ ด้วยเครื่องมือตรวจการทำงานของหัวใจ อาจจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ ซึ่งถ้าผู้เป็นแม่ได้ยินแล้วจะรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื ่นเต้น และน่าประทับใจ ในวัยนี้ทารกจะมีขนาดโดยประมาณ 3 นิ้วฟุต อวัยวะต่างๆ จะเกิดจนครบและกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ อวัยวะต่างๆ ก็เริ่มทำงานได้แล้ว สำหรับวัยขนาดครรภ์ 3 เดือนนี้เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ยังไม่สามารถบอกเพศได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย
    สำหรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้น จะเริ่มพบว่ามีอาการบวมของฝ่ามือ ฝ่าเท้า รวมทั้งเส้นเลือดก็จะเริ่มโป่งให้เห็นเป็นลักษณะเส้นเลือดขอดได ้ง่ายขึ้น

  • ตั้งครรภ์ 4 เดือน
    การตั้งครรภ์ในระยะนี้ นับเป็นเดือนแรกของไตรมาสที่สอง อาการแพ้ท้องในเดือนนี้มักจะหายไป เริ่มทานอาหารได้มาก ทำให้น้ำหนักเริ่มมากขึ้น อารมณ์เข้าสู่สภาพปกติ แต่ยังอาจจะมีสภาพใจลอย อาการตกขาวอาจจะมีมากขึ้น เส้นเลือดขอดและ ริดสีดวงทวารจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป จากการขยายตัวของมดลูกอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงต่อระบบไหลเวียนของโลหิต
    ในปลายเดือนที่ 4 นี้ ผู้เป็นแม่อาจจะรู้สึกได้ถึงการดิ้นของทารกในครรภ์ ถ้าเคยมีประสบการณ์ในการตั้งครรภ์มาก่อน จะมีความรู้สึกว่าลูกดิ้นจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งตรงข้ามกับหญิงตั้งครรภ์แรกทารกในครรภ์ขณะนี้จะยาวประมาณ 4 นิ้วฟุต ทารกสามารถจะดูด กลืน เคลื่อนไหวได้คล้ายกับมนุษย์ทั่วไปที่ตัวเล็กๆ นั่นเอง แต่ก็ยังอ่อนแอไม่สามารถมีชีวิตอยู่นอกโพรงมดลูกได้

  • ตั้งครรภ์ 5 เดือน
    ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะการตั้งครรภ์ได้ผ่านมาครึ่งทางแล้ว ขณะนี้ผู้เป็นแม่มักจะมีความรู้สึกถึงการดิ้นของทารกได้ การดิ้นครั้งแรกๆ จะรู้สึกเบาและห่าง ซึ่งจะค่อยๆ ดิ้นแรงขึ้นๆ และถี่ขึ้นๆ ขณะนี้ผู้เป็นแม่มักจะมีอารมณ์ดี ไม่ซึมเศร้า ทารกในขณะเดือนที่ 5 จะมีขนาดประมาณ 10 นิ้วฟุต ศรีษะทารกยังค่อนข้างโต มีการเคลื่อนไหวของแขนขาและคอได้ดี นิ้วมือและนิ้วเท้าแยกกันชัดเจน อวัยวะเพศสามารถแยกได้ชัดเจนว่าเพศหญิงหรือเพศชาย ทารกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นแม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะสร้างความวิตกกังวลให้แก่ ตนเองได้ คือ การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง จะมีผิวสีเกิดขึ้น ทั้งที่ใบหน้าหรือหน้าท้อง ที่หน้าจะทำให้เกิดสิว ฝ้า ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไปหลังคลอด
    ขอให้คุณแม่ทั้งหลายที่ตั้งครรภ์มาถึงขณะนี้ ได้มีความอดทนต่อภาวะการตั้งครรภ์ต่อไป อีกไม่นานนักท่านจะได้เห็นลูกน้อยที่น่ารักออกมาจากครรภ์


  • ตั้งครรภ์ 6 เดือน
    เดือนที่ 6 เป็นเดือนที่ทารากจะดิ้นได้ดี บางครั้งก็จะเกิดความเจ็บปวดจากการดิ้นได้ ถ้าทารกดิ้นเข้าไปกระแทกกระเพาะปัสสาวะ หรือ ชายโครง สำหรับในเดือนที่ 6 นี้ มดลูกจะขยายใหญ่มากขึ้น จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังหน้าท้อง คือจะเกิดผิวหนังแตกเป็นลาย ที่เรียกว่าหน้าท้องลาย จะมีอาการคันตามมา ในช่วงเดือนนี้ อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับการตั้งครรภ์ เช่น การเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อาการพิษแห่งครรภ์ การอักเสบติดเชื้อราจะพบได้ง่ายมาก และการอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะพบได้บ่อยขึ้น ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในส่วนของทารก ขณะนี้มีขนาดยาวประมาณ 13 นิ้วฟุต น้ำหนักประมาณ 700-800 กรัม ตาทารกเริ่มลืมและนิ้วมือเริ่มมีลายนิ้วมือ แต่ผิวหนังยังไร้ไขมัน ถ้าทารกคลอดก่อนกำหนดในเดือนดังกล่าวนี้ โอกาสจะเลี้ยงรอดยากมาก


  • ตั้งครรภ์ 7 เดือน
    เป็นการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ท้องโตมากขึ้น คุณแม่จะรู้สึกได้ดีถึงการเคลื่อนไหวของทารก ท้องที่โตมากขึ้นทำให้คุณแม่หายใจเร็วขึ้น เพราะมดลูกที่โตจะมาดันกระบังลมทำให้หายใจได้สั้น ๆ คุณแม่จะรู้สึกถึงความอุ้ยอ้าย เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว นอนหลับไม่ได้เต็มที่จากการที่ทารกในครรภ์จะตื่น และตัวมดลูกเองก็จะบีบตัวเป็นระยะห่าง ๆ กัน เป็นการเริ่มต้นการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งจะรุนแรงมากขึ้นแต่ก็ไม่ถึงกับมีการเจ็บปวดเกิดขึ้น และจะบีบรัดตัวครั้งละไม่นานเกิน 30 วินาที ในระยะนี้คุณแม่ควรจะได้เข้าอบรมเรียนรู้ขั้นตอนการเตรียมคลอด เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเมื่อเจ็บครรภ์คลอดและเข้าสู่กร ะบวนการคลอด ในช่วงระยะนี้คุณแม่จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยเพิ่มสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ทารกในครรภ์ขณะนี้จะมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมโดยประมาณ ทารกในครรภ์จะมีการเคลื่อนไหวและปฏิกิริยาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจาม ดูดมือ ดูดนิ้วเท้า

  • ตั้งครรภ์ 8 เดือน
    ขณะนี้ท้องจะใหญ่มากขึ้นจนคุณแม่จะรู้สึกถึงความอึดอัด ท้องที่โตขึ้นทำให้พื้นที่ปอดขยายลดลง คุณแม่จะเหนื่อยง่าย หายใจเร็วสั้น กระเพาะปัสสาวะจะถูกกด ทำให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลานอนก็จะถูกรบกวนได้จากการที่ต้องลุกไปปัสสาวะ และจากการดิ้นที่รุนแรงของเด็กทารกในครรภ์ ซึ่งขณะนี้การเจริญเติบโตของระบบกล้ามเนื้อมากขึ้น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย ๆ จะพบได้ เพราะการย่อยอาหารถูกกระทบกระเทือนไป จะมีอาการของหลอดอาหารอักเสบตามมา มือเท้า จะบวม เริ่มเป็นตะคริวบ่อยขึ้น ท้องผูกจะเป็นสิ่งปกติของคุณแม่ระยะนี้ ตกขาวจะมีมากขึ้น ในบางคนจะมีน้ำนมไหลออกมา ซึ่งเป็นหัวน้ำนมก็ว่าได้ เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง ทารกขณะนี้จะมีน้ำหนักโดยประมาณ 2 กิโลกรัม คุณแม่ควรจะต้องเรียนรู้กระบวนการคลอด และสังเกตถึงความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น น้ำเดิน เป็นต้น ควรจะได้เตรียมเครื่องใช้สำหรับการเข้าอยู่ในโรงพยาบาลไว้ให้พร ้อม

  • ตั้งครรภ์ 9 เดือน
    สำหรับท่านที่ตั้งครรภ์มาจนถึงเดือนที่ 9 พอเข้าเดือนที่ 9 คุณก็เริ่มนับถอยหลังได้แล้ว วันเวลาแห่งการรอคอยจะมาถึงในไม่ช้าไม่นาน ท้องที่โตขึ้นจะลดลงจนคุณแม่รู้สึกได้ เพราะตัวเด็กทารกในครรภ์เริ่มลงสู่เชิงกราน คุณแม่จะรู้สึกโล่งขึ้นและหายใจได้ดีขึ้น คล่องแคล่วขึ้น แต่จะหน่วงในช่วงเชิงกรานมากขึ้น เพราะส่วนนำของทารกจะลงไปกดอวัยวะในช่องเชิงกราน อาจจะปวดที่หัวเหน่า ปวดที่โคนขาจากการกดทับเส้นประสาทขา ปัสสาวะจะบ่อยขึ้นมาก ทารกในครรภ์จะดิ้นน้อยลงบ้างแต่ไม่มากนัก การสังเกตการดิ้นของทารก ถือเป็นการเฝ้าระวังต่อสุขภาพเด็กทารกที่ดีที่ผู้เป็นแม่ควรปฏิ บัติ โดยสังเกตดูใน 1 ชั่วโมงหลังอาหาร เด็กทารกในครรภ์ต้องดิ้นไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ถ้าน้อยกว่าให้สังวรว่า อาจจะมีความผิดปกติเกิดแก่ทารก ควรเข้าพบแพทย์โดยเร็ว ทารกในครรภ์ขณะนี้จะมีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 2.5 กิโลกรัม ในอีกไม่ช้าไม่นาน ไม่แน่ว่ากลางวันหรือกลางคืน คุณจะมีสมาชิกใหม่ของครอบครัวเพิ่มขึ้น

 

Back to Top
Lotte View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ต.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 6882
Post Options Post Options   Quote Lotte Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 ก.พ. 2008 at 17:43 Share

เอาเคล็ดลับที่เคย save จากเพื่อนๆ มาฝากคะ

เผื่อใครอยากลองดูนะคะ (แต่ไม่รับรองผล 100% นะคะ เพราะจริงๆตัวเองก็ยังไม่เคยลองคะ กะจะใช้ท้องหน้าอยู่เหมือนกัน) ใครลองแล้วได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ เป็นวิทยาทานคะ

สูตรลูกชาย

 

 โดย กองบรรณาธิการนิตยสารรักลูก

 

 

ไอ้เจ้า "สูตรลูกชาย" ที่ว่ามานี้ นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าช่วยแล้ว ผมเองก็ไม่เห็นจะเคยได้ยิน หรือถูกสอนเกี่ยวกับสูตรลับดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นจากในชั้นเรียน หรือจากตำราแพทย์ไหนๆ ก็ไม่มีเขียนไว้ให้อ่าน แต่เชื่อไหมครับ หลายวิธีที่ผมเคยเห็นมีคนปฏิบัติตามด้วยความตั้งใจนั้น ล้วนแล้วแต่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ ลองคิดตามเขาไปก็ไม่เห็นเหตุผลสนับสนุนใดๆ ที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งบางวิธียังปฏิบัติได้ยาก และบางครั้งดูแล้วตลกด้วยซ้ำไป

ดังนั้นผมว่าวันนี้ เรามาเสวนาในหัวข้อนี้กันดีกว่าครับ จะได้ช่วยปรับความเข้าใจของเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ไม่ให้เข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้

ความเชื่อเรื่องการเลือกเพศบุตร

ที่ตั้งชื่อหัวข้อไว้ว่า "สูตรลูกชาย" นั้น ไม่ได้มีเจตนาจะกีดกันเพศหญิงหรอกนะครับ อันที่จริงแล้วผมขอรวบรัดอธิบายถึง "สูตรลูกสาว" ไปพร้อมๆ กันด้วยเลย

ในเรื่องของความเชื่อในสังคมไทยโดยส่วนใหญ่นั้น (ผมขอเน้นว่าโดยส่วนใหญ่เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ทุกคน) หากครอบครัวไหนตั้งใจจะมีบุตรเพียง 2 คน ก็มักอยากให้เป็นเพศชาย 1 หญิง 1 และก็ชอบที่จะให้คนโตเป็นผู้ชายเสียด้วยสิ นัยว่าจะได้สืบสกุลและดูแลน้องๆ ต่อไปได้ยังไงล่ะครับ เหตุนี้เองทำให้หลายครอบครัวพยายามดิ้นรน แสวงหาวิธีการตามแต่ที่ได้ยิน "เขาเล่ามา" และท้ายที่สุดเลยมีบุตรจำนวนมากกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก ทั้งนี้เพราะมัวแต่รอลูกสาว หรือรอลูกชายจะมาเกิดให้ครบทั้ง 2 เพศก่อนนั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยกรีกโบราณ มีความเชื่อแปลกๆ หลายประการที่ผมอยากเล่าให้ฟังครับ คือคนในสมัยนั้นเชื่อว่า บุตรชายจะถือกำเนิดจากรังไข่ข้างขวา แล้วมาฝังตัวในมดลูกซีกขวา ส่วนบุตรสาวก็เป็นรังไข่และมดลูกข้างซ้ายแทน ดังนั้นเวลาจะเมคเลิฟกัน ฝ่ายภรรยาจะต้องนอนตะแคงเอาข้างขวาลงตลอดเวลา จนกว่าจะสำเร็จเสร็จกิจ จึงจะได้ลูกเป็นผู้ชาย แค่ลองนึกภาพดูก็คงจะไม่ถนัด และน่าจะปวดเมื่อยทรมานกันทั้งคู่

ในเรื่องของทิศทางขณะทำกิจกรรมนั้นก็เชื่อกันว่า ถ้าได้ลองหันศีรษะไปทางทิศเหนือด้วยแล้ว จะทำให้ได้บุตรชาย ส่วนถ้าหันทิศใต้จะได้บุตรสาว ซึ่งคงทุลักทุเลและตัวเกร็งกันน่าดูเลยนะครับ ยิ่งถ้าหัวเตียงดันตั้งหันไปทางทิศตะวันออกแล้วล่ะก็ ไม่รู้คราวนี้จะได้ลูกเป็นตุ๊ดหรือเปล่า โบราณก็ไม่ได้บอกไว้อีก

นี่ยังไม่หมดนะครับ ยังเชื่อกันอีกว่า ถ้าในขณะที่กุ๊กกิ๊กกันอยู่นั้น สามีเป็นฝ่ายเริ่มก่อนและกุมบังเหียนม้าของภรรยาเป็นส่วนใหญ่ก็ จะพาให้ได้บุตรชาย แต่ถ้ากลับกันภรรยาเป็นฝ่ายมีบทบาทมากกว่าก็จะกลายเป็นบุตรสาว และที่โหดยิ่งกว่านั้นก็มีครับ บางพวกเชื่อกันว่า อัณฑะข้างขวาเป็นตัวผลิตอสุจิเพศชาย ส่วนอัณฑะข้างซ้ายผลิตเพศหญิง ดังนั้นถ้าอยากได้ลูกชายต้องผูกหรือตัดอัณฑะข้างซ้ายทิ้งเสียเล ย อันนี้ผมขอประนามและคัดค้านอย่างสุดฤทธิ์ เพราะมันช่างโหดร้าย ป่าเถื่อนเหลือเกิน (พูดแล้วหวาดเสียว !?!) ใครจะลองทำตามดูก็เชิญนะครับ ตอนจะเลือกตัดข้างซ้ายหรือขวาน่ะกรุณาเล็งให้แม่นเข้าไว้ ระวังอย่าพลาดไปตัดตรงกางเข้าล่ะ แล้วได้ผลเป็นยังไงไม่ต้องแจ้งมานะครับ...สยอง !...

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเลือกเพศบุตร

แบ่งได้กว้างๆ เป็น 2 แบบคือ

1. การเลือกเพศบุตรก่อนจะเกิดการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิ (Preconception)

มีทฤษฎีซึ่งพูดถึงการรับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียม และโซเดียมสูง เช่น ไส้กรอก เนื้อสัตว์ ถั่ว มะเขือเทศ ว่าจะช่วยให้ได้บุตรเป็นผู้ชาย ส่วนใครที่ต้องการบุตรสาวก็ให้เลือกรับประทาน นม ไข่ และผักใบเขียว ซึ่งมีแคลเซียมและวิตามินดีมากๆ ทั้งนี้ไม่มีข้อยืนยันถึงผลที่ได้นะครับ

ส่วนทฤษฎีที่น่าจะมีความเป็นไปได้คือ การศึกษาที่พบว่าอสุจิ Y (เพศชาย) ทนต่อสภาวะความเป็นด่างได้ดีและมีขนาดเล็ก จึงน่าจะวิ่งได้เร็วกว่าอสุจิ X (เพศหญิง) ซึ่งมีขนาดใหญ่ (น่าจะอุ้ยอ้ายกว่า) และชอบภาวะที่เป็นกรด จึงมีการนำเอาคุณสมบัติที่แตกต่างกันนี้มาใช้เป็นวิธีคัดเลือกก ลุ่มอสุจิ เพื่อเพิ่มโอกาสที่อสุจิเพศใดเพศหนึ่งจะได้ชิงตัดหน้าเข้าไปผสม กับไข่ได้ก่อน และมากกว่าอีกเพศหนึ่งได้

กล่าวคือ ถ้าต้องการบุตรชายให้ร่วมเพศและพยายามให้ภรรยาถึงจุดสุดยอดพร้อ มกับสามี (เฮ้อ! ยากจัง) แต่ถ้าอยากได้บุตรสาวให้ร่วมเพศ 2-3 วันก่อนไข่ตก และก่อนเริ่มบรรเลงกิจกรรมกันนั้นให้ล้างช่องคลอดด้วยน้ำส้มสาย ชู่อ่อนๆ (กรด)

เกี่ยวกับเรื่องนี้หากพิจารณาในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว น่าจะเป็นไปได้ยากที่จะทำให้ได้ครบตามข้อกำหนดดังกล่าวทั้งหมด ทฤษฎีเหล่านี้ในทางการแพทย์จึงไม่เป็นที่น่าเชื่อถือนัก แต่เหตุที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่าได้ผล ก็เพราะคนที่บังเอิญได้เพศตรงตามต้องการ มักจะเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วด้วยความดีใจและภาคภูมิใจ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วยังมีที่ผิดหวังอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงแต่คนเหล่านั้นมักจะเงียบเฉยเพราะอับอาย เขินจังเลยตัวเอง ฯลฯ จึงทำให้เรารู้สึกไปว่าทฤษฎีเหล่านี้ใช้แล้วได้ผลนั่นเอง

ฉะนั้นถ้าจะคัดแยกอสุจิ X หรือ Y ออกจากกันให้ได้ผล ที่น่าเชื่อถือจริงๆ ต้องใช้วิธีทางห้องทดลอง โดยใช้สารบางอย่าง เช่น อัลบูมิน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยคัดแยกกลุ่มอสุจิได้ตามต้องการ จากนั้นจึงนำอสุจิที่คัดแล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูก แทนการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ จึงจะทำให้โอกาสการมีบุตรตรงตามเพศที่ต้องการเพิ่มขึ้นได้ประมา ณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่า การคัดอสุจิทิ้งบางส่วน ย่อมส่งผลให้โอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์ลดลงกว่าการใช้อสุจิทั้ง หมดที่เก็บได้

2. การเลือกเพศบุตรภายหลังการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิ (Postconception)

หลังจากคัดแยกอสุจิ X หรือ Y ในห้องทดลองแล้ว จะนำอสุจิเพศที่ต้องการนั้นมาผสมกับไข่ภายนอกร่างกาย รอให้เกิดการปฏิสนธิแล้วจากนั้นจึงทำการเลี้ยงตัวอ่อนให้เจริญเ ติบโตต่อในหลอดทดลอง (ที่เรียกว่าเด็กหลอดแก้ว) ซึ่งปัจจุบันเทคนิคที่ทันสมัยและให้ผลการตั้งครรภ์สูงที่สุดคือ การเลี้ยงไปจนถึงตัวอ่อนระยะสุดท้าย (วิธีบลาสโตซิสท์ คัลเจอร์)

จากนั้นนำตัวอ่อนที่ได้มาตรวจโครโมโซมเสียก่อน ให้รู้ว่าตัวไหนเป็นตัวอ่อนเพศชายหรือหญิง แล้วจึงเลือกแต่ตัวอ่อนซึ่งมีโครโมโซมปกติ และตรงตามเพศที่ต้องการ นำมาใส่กลับให้ฝังตัวเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป เรียกว่า การทำ PGD (คัดเลือกเพศของตัวอ่อน ก่อนที่ตัวอ่อนจะฝังเข้าสู่โพรงมดลูก) ซึ่งจะบอกเพศได้ตรงและแม่นยำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว

หลังจากที่ตัวอ่อนฝังตัวเรียบร้อยจนเกิดการพัฒนาเป็นทารกแล้ว ยังมีวิธีตรวจเพื่อยืนยันเพศของทารกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยการเจาะตรวจจากเซลล์รก (CVS) เจาะน้ำคร่ำ เจาะตัวอย่างเลือดจากสายสะดือทารก หรือตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตร้าซาวนด์ 2D-3D-4D) แต่นั่นหมายถึงการตั้งครรภ์ได้เกิดตัวทารกที่สมบูรณ์ขึ้นแล้ว ถ้าได้เพศไม่ตรงกับที่ตั้งใจ คงทำอะไรไม่ได้ เพราะการจงใจทำแท้งอาจเกิดอันตราย และยังผิดกฎหมาย ศีลธรรม จริยธรรมอันดีงามอีกด้วย

ชอบวิธีไหนก็เลือกใช้ตามอัธยาศัยนะครับ

ข้อมูลจาก : นิตยสาร รักลูก ฉบับที่ 260 เดือนกันยายน พ.ศ. 2547

Back to Top
Lotte View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ต.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 6882
Post Options Post Options   Quote Lotte Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 ก.พ. 2008 at 17:44 Share

เทคนิคได้ลูกชาย หรือ ลูกสาว


การที่ไม่ได้เพศลูกตามที่ต้องการนั้นต้องโทษผู้ชายมากกว่าครับ เพราะตัวกำหนดเพศก็คือ ตัวอสุจิของผู้ชายนั่นเอง ซึ่งอสุจิก็จะมีตัวอสุจิตัวผู้กับอสุจิตัวเมีย ถ้าอสุจิตัวผู้ไปถึงไข่ก่อน เจาะเข้าไปปฏิสนธิก่อนก็จะได้ลูกชาย แต่ถ้าอสุจิตัวเมียเจาะเข้าไปปฏิสนธิก่อนก็จะได้ลูกสาว ไข่ของผู้หญิงไม่ได้มีส่วนในการกำหนดเพศเลยครับ

เพราะอย่างนี้หากไม่ได้เพศตามที่ต้องการจะได้รู้ไว้เลยว่าเป็นค วามผิดของฝ่ายชายแต่เพียงผู้เดียวพอรู้ว่าอสุจิของผู้ชายนี่เอง ที่เป็นตัวกำหนดเพศ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยลองทำการศึกษาเจ้าอสุจิตัวผู้กับตัวเมียดู จับมาวิ่งแข่งกัน เอามาจับแช่กรดแช่ด่างดูว่ามันจะทนร้อนทนหนาวกันแค่ไหน ก็พบว่า
เจ้าอสุจิตัวเมียจะตัวใหญ่อวบอั๋นกว่า อึดทนทานกว่า วิ่งช้ากว่า แต่ถ้าอยู่ในภาวะกรดอ่อนๆ จะวิ่งได้ดีกว่า ส่วนอสุจิตัวผู้จะตัวเล็กปราดเปรียวกว่า แต่ก็ใจเสาะ วิ่งไปได้ไม่เท่าไรก็หมดแรงเสียแล้ว แต่จะวิ่งได้เร็วกว่าอสุจิตัวเมีย ยิ่งเป็นด่างอ่อนๆ ก็ยิ่งชอบ


เซ็กซ์ห่างๆ ได้ลูกชาย

พอคนเราแอบไปรู้ความลับของเจ้าตัวอสุจิเข้าก็เอามาใช้ประโยชน์ท ันที คนที่อยากได้ลูกชายก็ต้องพยายามให้มีเพศสัมพันธ์ใน
วันที่ไข่ตกพอดี เพราะวันที่ไข่ตกพอดีนั้น ช่องคลอดก็จะมีความเป็นด่างสูง แล้วก็ต้องให้ถึงจุดสุดยอดพร้อมๆ กันอีกด้วยนะ ( โอ๋ ขอยืนยันค่ะ ว่าต้องวันไข่ตก จริง ๆ เท่านั้น ถึงจะ xxx แต่ช่วงเดือนแรก ๆ ก็ยังไม่ได้ผล แต่พอทานโฟลิกไปได้ประมาณเกือบ 2 เดือน ก็สำเร็จเลยค่ะ รวมระยะเวลาแล้วก็ประมาณ 4 เดือนค่ะถึงจะเริ่มป่อง..  )

เพราะตอนที่ถึงจุดสุดยอดผู้หญิงเราจะหลั่งน้ำที่มีภาวะเป็นด่าง ออกมาเชื้ออสุจิตัวผู้ก็จะวิ่งฉิวเลย ดังนั้นหากอยากจะได้ลูกชาย ฝ่ายคุณสามีก็ต้องเหนื่อยหน่อย ต้องพยายามทุกวิถีทางให้ภรรยาถึงจุดสุดยอดให้ได้

หากกลัวไม่ชัวร์ก็ให้เอาโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนชา ใส่น้ำ 1 ขวดแม่โขงหรือ 750 ซีซี เขย่าให้เข้ากัน สวนล้างช่องคลอด แค่นี้ช่องคลอดก็เป็นด่างสมใจ แถมเวลาปล่อยอสุจิออกมาก็ต้องปล่อยให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากตัวผู้วิ่งเร็วแต่ก็วิ่งไปได้ไม่ไกล หากปล่อยเชื้อตื้นๆ เดี๋ยวมันจะวิ่งไปไม่ถึง เขาว่ากันว่าการมีเพศสัมพันธ์ใน
ท่าเข้าทางด้านหลัง ( ท่านี้เลยค่ะ ..Confirm  )จะสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกที่สุด แล้วต้องกดไว้ลึกๆ ด้วยนะ ลองดูก็แล้วกัน

แล้วหากอยากได้ลูกชายก็ต้องไม่ยุ่งกันบ่อยด้วย เรียกว่าเก็บอั้นน้ำเชื้อไว้ขุนเอาไว้ให้อ้วน พอถึงวันตกไข่ก็ยุ่งกันทีเดียวพอ เรียกว่า ยิงนัดเดียว จะมีโอกาสได้ลูกชายเยอะกว่า แต่ถ้าหากยุ่งกันบ่อยๆ ถี่ๆ วันหนึ่งสามเวลา วันหยุดเพิ่มรอบเช้า เรียกว่ายิงรัวกันเป็นชุด ก็มักจะได้ลูกสาวเสียมากกว่า …มิน่าเล่า…ผู้ชายเจ้าชู้ ชอบมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ เลยมักมีแต่ลูกสาว แล้วก็คงเป็นเพราะอย่างนี้มั้งที่ลูกคนหัวปีมักจะเป็นลูกสาวมาก กว่าลูกชาย เพราะตอนแต่งกันใหม่ๆ ข้าวใหม่ปลามันก็คงต้องมีอะไรกันถี่อยู่แล้ว ยิ่งถี่ก็ยิ่งมีโอกาสได้ลูกสาวมากกว่า พออยู่กันไปนานๆ ชักจะหมดแรง บางทีเดือนหนึ่งยุ่งกันแค่ทีสองที เลยมีโอกาสได้ลูกชายมากกว่า แต่ก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเยอะแยะ


เซ็กซ์ถี่ๆ มีลูกสาวจ้า

แล้วหากยากได้ลูกสาวละก็ ต้องมีเพศสัมพันธ์กันบ่อยหน่อย แล้วต้องไม่ใช่วันที่ไข่ตกด้วยนะ อาจจะก่อนสักวัน หรือหลังหนึ่งวันก็ได้ เพราะตอนนั้นช่องคลอดจะมีความเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งอสุจิตัวเมียจะวิ่งได้ดีกว่าแล้วถ้าหากอยากได้ลูกสาว ฝ่ายหญิงก็ต้องกัดฟันทนอย่าให้ถึงจุดสุดยอดด้วยนะครับ เดี๋ยวเกิดถึงขึ้นมาก็จะหลั่งน้ำที่เป็นด่างออกมา ตัวผู้มันจะวิ่งตัดหน้าไปถึงไข่ซะก่อนเลยอดได้ลูกสาว

เพราะดันไปถึงจุดสุดยอดซะนี่ เวลายุ่งกันก็ไม่ต้องให้คุณสามีเล้าโลมมาก พยายามนึกถึงหน้าเจ้าหนี้ คิดถึงพระถึงเจ้าไว้ หรือไม่ก็นอนอ่านขายหัวเราะไปพลางๆ ก็ได้ ถ้าไม่ชัวร์ก็อาจสวนล้างด้วยน้ำ 1 ขวดแม่โขง ผสมน้ำส้มสายชูลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ให้ช่องคลอดเป็นกรดอ่อนๆ แล้วถ้าอยากได้ลูกสาวก็ต้องปล่อยน้ำเชื้อตื้นๆ ด้วย เชื้อตัวเมียถึงแม้จะอ้วนอุ้ยอ้าย แต่จะอึดว่ายไปได้ไกลกว่า จะยุ่งกันท่าไหนก็ได้ตามถนัด แต่ตอนจะปล่อยน้ำอสุจิก็ให้ถอยออกมาปริ่มๆ หน่อยก็แล้วกัน โดยมากแล้วผู้ชายเราจะถึงจุดสุดยอดในจังหวะดันเข้ามากกว่าจังหว ะถอนออกซะด้วย ยิ่งตอนสำคัญอย่างนี้บางทีก็หน้ามืดลืมซะทุกทีว่าต้องถอยออกมาป ล่อยตื้นๆ …นึกขึ้นได้ก็ปล่อยออกมาจนคอพับคออ่อนไปก่อนซะแล้ว


เซ็กซ์ เลือกเพศ ไม่ง่ายนะ

การเลือกเพศโดยวิธีธรรมชาตินี้ตามทฤษฎี เขาว่ามีโอกาสได้เพศที่ต้องการเพียงแค่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ เพราะเชื้ออสุจิมันไม่มีลูกตา ไม่มีระบบนำวิถี มันจะว่ายสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ ด้วยความที่มันเคลื่อนไม่แน่ไม่นอนนี่แหละก็เลยทำให้จำนวนเชื้อ อสุจิตัวผู้กับตัวเมียไปถึงไข่ในเวลาไม่แตกต่างกัน จำนวนเชื้อโดยเฉลี่ยแล้วก็ไม่แตกต่างกันยังไงเสียโอกาสได้เพศที ่ต้องการมันก็ห้าสิบห้าสิบเหมือนเดิม
ก็อย่าไปซีเรียสเลยค่ะ ลูกสาวหรือลูกชายก็ลูกเราเหมือนกัน ขอให้สมบูรณ์แข็งแรง เติบโตมาเป็นเด็กดีของพ่อของแม่ เป็นคนดีของสังคมก็พอใจแล้ว…อย่าไปเครียดอย่าไปคาดหวังเลย… ปล่อยตัวปล่อยใจสบายๆ มีเพศสัมพันธ์ให้มีความสุขดีกว่า :
โดย น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 ก.พ. 2008 at 17:54 Share
Avatar ขอบคุณมากๆจ้า..เอามาแปะอีกเยอะๆนะคะ ชอบๆๆๆๆๆ...
Back to Top
PJenMario View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 15 ก.พ. 2007
Location: Belgium
Posts: 10646
Post Options Post Options   Quote PJenMario Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 ก.พ. 2008 at 01:12 Share

คุณแอน พี่ล๊อตมีข้อมูลดีๆเพียบเลยจ้ารับรอง

ส่วนอาการนี้นะ

อาการคัดจมูก (Nasal Congestion)
สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen)ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดมีมูกมาก และนำไปสู่การคัดจมูก
แก้ไข: สั่งจมูกเบาๆ อย่างนุ่มนวล หยดน้ำมันยูคาลิปตัส 2 หยดลงในชามใส่น้ำอุ่น แล้วสูดดม หรือทาครีมวาสลีนเล็กน้อยในจมูกจะช่วยได้ในสภาพแวดล้อมที่แห้ง

ตุ้ยเป็นล่ะค่ะ บวกกับอากาศที่นี่ด้วย เลยตันมันสองจมูกสลับกันทั้งคืนเลย

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 ก.พ. 2008 at 10:17 Share
Avatar ตุ้ย...มีอาการคัดจมูกเหรอ ขอให้หายไวๆนะจ๊ะ...
Back to Top
wanida View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 1158
Post Options Post Options   Quote wanida Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 ก.พ. 2008 at 12:37 Share
แอน .....Thank you หลาย ๆ เลยจ้า ค่อยมีความหวังขึ้นมาหน่อย อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจจ้า 
Back to Top
noopu View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 07 ต.ค. 2005
Location: Thailand
Posts: 24363
Post Options Post Options   Quote noopu Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 ก.พ. 2008 at 23:08 Share
วันนี้ปุ๊ฉีดยากระตุ้นไข่วันแรก   มาบอกอาการค่ะ รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน ตดๆๆๆทั้งวันเลยอ่ะค่ะ 555555555555555
Back to Top
PJenMario View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 15 ก.พ. 2007
Location: Belgium
Posts: 10646
Post Options Post Options   Quote PJenMario Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 ก.พ. 2008 at 23:59 Share

เห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจค่ะ เลยเอามาแปะให้อ่านกัน ตุ้ยไปตรวจมาแล้ว คิดว่ามีประโยชน์สำหรับสาวๆที่เพิ่งตั้งครรภ์และกำลังคิดจะมีน้ องด้วยค่ะ

การตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ในสตรีตั้งครรภ์

(Screening Down’s syndrome)

โดย พล.ต.รศ.นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล  และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)  คืออะไร

กลุ่มอาการดาวน์ มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ มองโกลิซึ่ม ( Mongolism ) “ เป็นกลุ่มอาการของทารกที่เกิดมากับความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด อาการที่เห็นและรู้จักกันดีสำหรับคนทั่วไป คือ มีระดับสติปัญญาต่ำ  และช้ากว่าคนปกติทั่วไป 

นอกจากนี้ก็จะพบว่าเจริญเติบโตช้า  ความเคลื่อนไหวช้า  ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อย  อาจมีโรคบางอย่างแต่กำเนิดร่วมด้วย เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว  หน้าตาของเด็กเหล่านี้ค่อนข้างจะคล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด คือ  ปากหนา  คางเล็ก  ลิ้นคับปาก  จมูกแบน  หัวค่อนข้างหลิม เป็นความผิดปกติที่โครโมโซมคู่ที่  13, 18, 21 หรือ 22

เนื่องจากมีการเจริญเติบโตช้า ไม่แข็งแรง  อวัยวะผิดปกติแต่กำเนิด  และสติปัญญาต่ำ  จึงทำให้พ่อแม่และผู้เกี่ยวข้องต้องมีภาระดูแลตั้งแต่เด็กจนโต& amp; amp; nbsp; ความยากลำบาก  แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการของเด็กคนนั้น


สาเหตุกลุ่มอาการดาวน์  คืออะไร  เกิดได้มากแค่ไหน

เราไม่ทราบสาเหตุ  แต่เป็นความผิดปกติของการแบ่งโครโมโซมระหว่างมีการแบ่งตัวของเซ ลล์ตั้งแต่เป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดา  อุบัติการณ์จะเป็นมากในแม่ที่ตั้งครรภ์อายุมาก ( จากพ่ออายุมากก็เป็นได้  แต่อิทธิพลน้อยกว่า ) 

กล่าวคือ  ถ้าอายุแม่ที่ตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 30 ปี  จะมีโอกาสลูกเป็นดาวน์ 1 – 3 ต่อ 1,000 คน แต่ถ้าอายุ 35 – 40 ปี มีโอกาสลูกเป็นดาวน์ 1 – 2  ต่อ 100 คน  ถ้าอายุ 45 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิด  3 – 5 ต่อ 100 คน ดูตัวเลขแล้ว  บางคนบอกว่าโอกาสน้อย  แต่ลองคิดดูว่าถ้ามีการเกิดปีละ 100,000 คน จะมีโอกาสได้ลูกดาวน์เท่าไร  ซึ่งเมื่อเกิดออกมาแล้ว  ต้องมีภาระเลี้ยงดูตลอดชีวิต


จะป้องกันกลุ่มอาการดาวน์ได้อย่างไร

ไม่สามารถป้องกันได้  เพราะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ( นอกจากกรณีทำเด็กหลอดแก้ว  เราตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนใส่ในโพรงมดลูก แต่ก็ไม่ได้ป้องกันได้ 100 % และค่าใช้จ่ายแพงมาก ) จึงมีการหาวิธีให้รู้ก่อนที่ทารกจะเกิดจะได้สามารถพิจารณายุติก ารตั้งครรภ์ได้ก่อนที่ทารกจะเกิดมา ( ในกรณีที่พ่อ - แม่ไม่ประสงค์จะได้ )

วิธีที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันในปัจจุบัน คือการเจาะน้ำคร่ำในครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 16 – 18 สัปดาห์ ดูดน้ำคร่ำที่มีเซลล์ของทารกไปตรวจดูว่ามีโครโมโซมผิดปกติหรือไ ม่  วิธีนี้เป็นวิธีที่วินิจฉัยว่าทารกเป็นโรคหรือไม่  ให้ความแม่นยำสูงมากเกือบ 100 % 

แต่ว่ามีข้อเสียและข้อจำกัด คือ การเจาะเข้าไปมีโอกา สทำให้เกิดการแท้งได้ ( น้อยกว่า 0.5 % ) และถ้าเจาะกันทุกคนจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ประกอบกับ ไม่มีแพทย์และบุคลากรตรวจโครโมโซมมากพอที่จะให้บริการ ( สรุปคือ  ไม่คุ้มค่าและทำไม่ได้ )  จึงจำกัดการทำวิธีนี้แต่เพียงในแม่ตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งมีความเสี่ยงเด็กเป็นดาวน์สูงคุ้มค่าการทำเท่านั้น 

แต่ในความเป็นจริงเด็กที่เกิดมา  มีอาการดาวน์ 100 คน มีเพียง 20 – 30 คนเท่านั้นที่มีแม่อายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะว่าสตรีตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี  มีจำนวนมากกว่าสตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่า 35 ปี  มากหลายสิบเท่า 

ดังนั้นการทำวิธีเจาะน้ำคร่ำจึงตรวจพบเด็กดาวน์ได้เพียง 20 – 30 % ของทั้งหมด  จึงมีคนคิดหาวิธีการตรวจคัดกรองเพื่อเลือกคนที่มีความเสี่ยงสูง มาเจาะน้ำคร่ำ


การตรวจคัดกรองหมายความว่าอย่างไร

การตรวจคัดกรองไม่ได้เป็นการวินิจฉัย  แต่เป็นการบอกว่ามีโอกาสเกิดเด็กดาวน์มากหรือน้อยเท่าไร  เท่านั้น  ถ้าใครมีผลคัดกรองว่าลูกในท้องมีโอกาสเป็นดาวน์มาก  ก็แนะนำให้ไปตรวจเพื่อวินิจฉัยต่อไปว่าเป็นจริงหรือเปล่า


การตรวจคัดกรองในสมัยนี้  มีวิธีไหนบ้าง   ในปัจจุบันมี  2  วิธีที่นิยมทำ

1. การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์
2. การตรวจสารเคมีในเลือดแม่ขณะตั้งครรภ์


--  ในช่วง  3  เดือนแรก  นิยมทำผสมผสานทั้ง 2 วิธีคือ  ทำอัลตราซาวนด์ตรวจดูความหนาของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณท้าย ท้อยของทารก ( Nuchal translucency ) ขณะอายุครรภ์  11 – 13 สัปดาห์ และตรวจสารชีวเคมี Free beta hCG  +  PAPP - A วิธีนี้ได้  detect rate 90 %  และ  screen  positive rate  5 % ( ตรวจ 100 คน มีโอกาสผลบวก 5 % )

--  ช่วงไตรมาสที่สอง  นิยมทำการตรวจสารชีวเคมีในเลือดแม่  คือ Triple screening Test  ( AFP + hCG + uE3 )  ที่ 16 – 18 สัปดาห์ ได้  detect rate 60 %  และ  screen  positive rate  5 – 10% ( ประมาณ 5 – 10 % ของคนที่ทำ Triple screen  จะได้ค่าบวก ) และเมื่อนำคนจำนวนนี้ไปเจาะน้ำคร่ำจะได้ความความผิดปกติของโครโ มโซม 3 – 5 % 


เมื่อ screening test  ได้ค่าเป็นบวกก็จะแนะนำให้ทำการตรวจ เพื่อวินิจฉัยที่แน่น อนด้วยการเจาะน้ำคร่ำต่อไป ในไตรมาสที่สอง ( 16 – 20 สัปดาห์ )


หมายเหตุ : ค่าเป็นบวก คือ ความเสี่ยงมากกว่า  1 : 200   
               ค่าเป็นลบ  คือ ความเสี่ยงน้อยกว่า  1 : 200  

การแปลผลการตรวจ Triple test  นั้น  ผลจะรายงานเป็นความเสี่ยง (risk) เช่น สตรีตั้งครรภ์ อายุ 30 ปี มีโอกาสมีบุตรเป็นกลุ่มอาการดาวน์โดยอายุเท่ากับ  1 : 680  ผลการตรวจรายงานว่า อัตราเสี่ยงเท่ากับ  1 : 1,230 หมายความว่า ความเสี่ยงลดน้อยกว่าที่ควรจะเป็นตามอายุ คือ  เท่ากับคนอายุ 20 ปี 

แต่ถ้าความเสี่ยงรายงานผลเท่ากับ  1 : 78  หมายความว่าสตรีรายนี้ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีบุตรเป็นกลุ่มอาการดาวน์  โดยทั่วไปจะแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซมทารก  หากอัตราเสี่ยงเท่ากับ 1 : 200  ขึ้นไป  เนื่องจากเท่ากับอัตราการแท้งจากการทำหัตถการ ( เจาะน้ำคร่ำ ) 

ส่วนสตรีที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น จากความเสี่ยงเดิมแต่ไม่ถึง 1 : 200  การตัดสินใจการดูแลรักษาจะขึ้นกับการตัดสินใจของคู่สมรส โดยมีแพทย์เป็นผู้ให้ข้อมูล

มีการคำนวณกันว่าการทำ screen test  โดยวิธีนี้ในคนตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี จะช่วยวินิจฉัยเด็กดาวน์ก่อนคลอดได้อีกประมาณ  60 %  เพิ่มเติมจาก  20 – 30 %  จากการเจาะน้ำคร่ำอย่างเดียวในหญิงตั้งครรภ์อายุ  35 ปี ขึ้นไป

อีกอันนี้จากนสพ.ผู้จัดการค่ะ พี่หยิมส่งลิงก์มาให้ดู

ข่าวดี! ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้ / รศ.พญ.สายฝน ชวาลไพบูลย์ สูตินรีแพทย์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 มกราคม 2551 06:45 น.
       คอลัมน์....สายตรงสุขภาพกับศิริราช
       
       โอกาสดีสำหรับคุณแม ่ตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้แล้วในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

       
       เด็กดาวน์ หรือ เด็กที่มี “กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม” จะมีความผิดปกติทางโครโมโซม ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาแต่กำเนิด เด็กจะมีความพิการที่เด่นชัดทางด้านสติปัญญา หรือที่เราเรียกว่ามีภาวะปัญญาอ่อน ร่วมกับมีความพิการทางร่างกาย เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะต่อมไทรอยด์บกพร่อง ความผิดปกติที่ระบบลำไส้ หรือมีระบบการได้ยินที่ผิดปกติ สำหรับภาวะปัญญาอ่อนนั้น มีความหนักเบาตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงมาก สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์ ส่วนสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันแต่จ ะพบได้น้อยกว่าตามอายุของสตรีที่คลอด
       
       ** สาเหตุของการตั้งครรภ์ทารกดาวน์
       โดยปกติคนเราจะมีโค รโมโซมจำนวน 46 แท่ง หรือ 23 คู่ สำหรับทารกกลุ่มอาการดาวน์จะมีโครโมโซมเกินมาหนึ่งแท่ง คือ โครโมโซม คู่ที่ 21 มี 3 แท่ง แทนที่จะมี 2 แท่ง ตามปกติ ทำให้จำนวนโครโมโซมทั้งหมดมีถึง 47 แท่ง ความผิดปกติแบบนี้ทางการแพทย์เรียกว่า TRISOMY 21 ซึ่งสาเหตุเกิดจากการแบ่งตัวของโครโมโซมในเซลล์ไข่ของแม่ช่วงที ่มีการปฏิสนธิมีความผิดปกติ มักเกิดในเซลล์ไข่ของสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก มีเส้นใยที่มีการแบ่งตัวค้างอยู่นาน การยืดหยุ่นตัวไม่ดี หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า anaphase lag พบได้ถึงร้อยละ 95 ส่วนสาเหตุรองลงมาเรียกว่า TRANSLOCATION คือ มีโครโมโซมย้ายไปอยู่ผิดที่ เช่น โครโมโซมคู่ที่ 14 มายึดติดกับคู่ที่ 21 เป็นต้น พบได้ร้อยละ 4 ส่วนสาเหตุที่พบได้น้อยที่สุดคือ มีโครโมโซมทั้ง 46 และ 47 แท่งในคน คนเดียวกันพบได้เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น เรียกภาวะนี้ว่า MOSAIC
       
       ** ลักษณะของทารกดาวน์
       ลักษณะสำคัญของเด็ก กลุ่มอาการดาวน์ คือ จะมีโครงสร้างของใบหน้าและรูปร่างลักษณะที่จำเพาะ ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้โดยแพทย์ พยาบาลตั้งแต่แรกคลอด เด็กดาวน์จะมีศีรษะค่อนข้างเล็ก แบน และตาเฉียงขึ้น ดั้งจมูกแบน ปากเล็ก ลิ้นมักยื่นออกมา ลักษณะลิ้นคับปาก ตัวค่อนข้างเตี้ย มือสั้น ขาสั้น ตัวเตี้ย มักมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคลำไส้อุดตันตั้งแต่แรกเกิด เด็กกลุ่มนี้จะมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันมากกว่าพี่น้องท้องเดียว กัน เด็กจะมีลักษณะตัวที่ค่อนข้างนิ่มหรืออ่อนปวกเปียก มีพัฒนาการที่ล่าช้า เช่น การนั่ง ยืน เดิน และพูดช้า ทารกกลุ่มนี้พบได้ 1 คน ในทารกเกิดใหม่ 800 คน ในประเทศไทย พบทารกดาวน์เกิดใหม่ประมาณ 1,000 คนต่อปี หรือประมาณ 3 คนต่อวัน และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 75 ของทารกดาวน์ เกิดจากสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี หรือกลุ่มสตรีที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากสตรีกลุ่มนี้มักจะไม่ได้รับคำแนะนำในการเจาะตรวจน้ำคร ่ำ เนื่องจากเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ นอกจากนี้ เด็กดาวน์เกือบทั้งหมดยังเกิดในครอบครัวที่ไม่เคยพบผู้ที่มีปัญ ญาอ่อนมาก่อน ฉะนั้นการตรวจหาแต่เนิ่นๆ ว่า ทารกในครรภ์มีภาวะเสี่ยงอยู่ในกลุ่มอาการดาวน์หรือไม่ จึงเป็นสิ่'สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

       ** วิธีการตรวจ
       
การตรวจโครโมโซมของทารก เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กัน โดยการเจาะตรวจน้ำคร่ำขณะอายุครรภ์ 17-20 สัปดาห์ ทำให้ทราบว่าทารกมีโครโมโซมผิดปกติหรือไม่ แต่การเจาะตรวจน้ำคร่ำมีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งบุตรประมาณ 1 ใน 350 ราย ดังนั้น สูติแพทย์จึงแนะนำการเจาะตรวจน้ำคร่ำในคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสู งเท่านั้น เช่น คุณแม่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป คุณแม่ที่คลอดลูกคนก่อนเป็นทารกดาวน์ หรือคุณแม่ที่ทำการตรวจคัดกรองเลือดแล้วได้ผลบวก เป็นต้น
       
       ด้วยความก้าวหน้าขอ งเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน มีวิธีการตรวจคัดกรองทารกดาวน์ด้วย การตรวจสารชีวเคมีในเลือดของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก ร่วมกับการตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อวัดความหนาของผิวหนังบริเวณต้นคอทารกในครรภ์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถตรวจคัดกรองทารกดาวน์ได้ถึงร้อยละ 85-90 เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ค่าใช้จ่ายไม่สูง และมีประโยชน์ในการวางแผนในการตรวจวินิจฉัยและดูแลทารกที่มีควา มเสี่ยงต่อไป
       วิธีนี้สามารถทำได้ เฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้น คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์กับสูติแพทย์ทันทีที่สงสัยว่าตั้งครรภ์เ พื่อรับการตรวจคัดกรองในช่วงดังกล่าว และหากผลการตรวจเป็นบวก คุณแม่จะได้รับคำแนะนำในการตรวจวินิจฉัยต่อไป โดยปัจจุบันการตรวจดังกล่าวเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในสหรัฐอเมริก าและยุโรป ซึ่งทำการตรวจในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายที่มาฝากครรภ์แล้วหากเลยจาก ช่วงเวลานี้แล้ว เช่น ในกรณีที่อายุครรภ์อยู่ระหว่าง 14-18 สัปดาห์ คุณแม่ก็สามารถรับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองทารกดาวน์ในไตรมาสที ่ 2 ที่เรียกว่า Triple screening แทนได้ ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองทารกดาวน์ได้ประมาณร้อยละ 65-70 สำหรับการแปลผลการตรวจคัดกรองทารกดาวน์ สามารถให้ผลได้ 2 แบบ คือ
       
       1.การตรวจคัดกรองให้ผลบวก หมายความว่า คุณแม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดทารกดาวน์สูงกว่า 1 ใน 200 (ณ ขณะที่ตรวจเลือด) ซึ่งมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับคุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปี คุณแม่ในกลุ่มนี้จะได้รับคำปรึกษาแนะนำจากแพทย์ และให้ทางเลือกในการตรวจโครโมโซมของทารก โดยการเจาะตรวจน้ำคร่ำ หรือการตัดชิ้นเนื้อรกไปตรวจ อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองให้ผลบวก ไม่ได้หมายความว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ทารกดาวน์ แต่มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ทารกดาวน์สูงกว่าคุณแม่ทั่วไป
       
       2.การตรวจคัดกรองให้ผลลบ หมายความว่า ผลการตรวจปกติ คุณแม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดทารกดาวน์ต่ำกว่า 1 ใน 200 (ณ ขณะที่ตรวจเลือด) ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงน้อย และไม่มีความจำเป็นต้องทำการเจาะตรวจโครโมโซมของทารก เพราะอาจไม่คุ้มต่อความเสี่ยงของการแท้งจากการเจาะน้ำคร่ำหรือก ารตรวจเนื้อรก อย่างไรก็ตาม การที่การตรวจคัดกรองให้ผลลบ มิได้หมายความว่า ทารกไม่มีโอกาสเป็นดาวน์ เพียงแต่บอกว่ามีโอกาสเกิดน้อยมาก
       
       อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาทางการแพทย์ ระบุว่า คุณแม่ที่อายุมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดทารกดาวน์สูงกว่าคุณแ ม่ที่อายุน้อย การตรวจคัดกรอง จะคำนวณความเสี่ยงของการเกิดทารกดาวน์โดยอาศัยข้อมูลอายุของคุณ แม่เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้คุณแม่ที่อายุมากกว่ามีโอกาสได้ผลการตรวจคัดกรองเป็นบว กเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สูติแพทย์จึงมักแนะนำให้คุณแม่ที่อายุมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ใช้วิธีการเจาะตรวจน้ำคร่ำแทนการตรวจคัดกรองเลือด แต่หากคุณแม่มีความประสงค์จะตรวจเลือดก่อนก็สามารถทำได้เช่นเดี ยวกัน แต่โอกาสที่จะได้ผลการตรวจเป็นบวกก็ยังสูงอยู่
       
       คุณแม่ที่สนใจรับการตรวจคัดกรองทารกดาวน์ สามารถติดต่อได้ที่หน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ อาคาร 100 ปี ตึกสมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 6 รพ. ศิริราช โทร.0-2419-7000 ต่อ 4653-4
       

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 19 ก.พ. 2008 at 11:56 Share
วันนี้เอาค่าใช้จ่ายการทำ iui ของพี่นัท กับหมอเรืองศิลป์ ที่ คลีนิก อรุณ มาฝากเพื่อนๆเผื่อเก็บไว้เป็นตัวเลือกนะจ๊ะ...

ครั้งแรก - หาหมอ ตอนเมนส์มา หมอให้ ยา กระตุ้นไข่ + ยา บำรุงเยื่อบุ  ราคา 750 บาท

ครั้งที่ 2 - หาหมอ เพื่อซาว์น ดูไข่ + ฉีดยาเร่งไข่ตก - 1350 บาท

ครั้งที่ 3  - เก็บเชื้อ ,  ฉีดเชื้อ - 2500 บาท

ทั้งหมด 4600 บาท

 

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 09:58 Share
ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 1 – 3 )

โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ระยะ 3เดือนแรกของการตั้งครรภ์หรือไตรมาสแรก ร่างกายคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากมีการปรับตัวเพื่อให้ทารกเจริญเติบโต คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดหลัง อารมณ์เปลี่ยนแปลง และ เครียด ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับบางคนแล้วอาจจะไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นเลยก็ได้ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว อาการบางอย่างอาจเกิดขึ้นทำให้คุณแม่จำต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรป ระจำวันที่เคยทำไป อาการเหล่านี้ ได้แก่


เหนื่อยง่าย หลายๆคนมักเกิดอาการเหนื่อยง่ายในช่วงไตรมาสแรก แต่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะนี่เป็นอาการปกติ เนื่องจากร่างกายจะบอกคุณแม่ว่าถึงเวลาที่จะพักได้แล้วหลังจากร ่างกายได้ทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ เมื่อคุณแม่มีอาการเหนื่อยอ่อนควรจะ

1.นอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมงในช่วงกลางคืนและพักช่วงสั้นๆ ในเวลากลางวันหากเป็นไปได้

2.พักทุกครั้งเมื่อมีอาการเหนื่อย

3.พยายามนอนตะแคงซ้าย ซึ่งจะช่วยลดความดันจากเส้นเลือดที่ส่งออกซิเจนและสารอาหารไปสู ่ทารกในครรภ์ ถ้ายิ่งมีอาการความดันสูงในช่วงตั้งครรภ์แล้ว การนอนตะแคงซ้ายจะช่วยได้ดีที่สุด

4.ถ้ามีอาการเครียด พยายามหาวิธีในการผ่อนคลายจิตใจ วิธีใดก็ได้ที่คุณคิดได้ คลื่นไส้และอาเจียน ปกติแล้วอาการคลื่นไส้และอาเจียนมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า ซึ่งเรียกกันว่า Morning Sickness แต่บางรายอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปหลังจากไตรมาสแรก



ลองดูวิธีต่างๆ ที่จะช่วยลดและป้องกัน การคลื่นไส้และอาเจียน
1.รับประทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ประมาณ 6-8 มื้อต่อวันแทนที่จะเป็น 3 มื้อใหญ่และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน และ อาหารรสเผ็ดจัด

2.พยายามรับประทานอาหารจำพวกแป้ง เช่น ขนมปัง ขนมปังกรอบ หรือ ซีเรียลแห้งๆ เมื่อคุณรู้สึกว่าคลื่นไส้ อาจจะนำอาหารที่กล่าวมาไว้ข้างๆเตียงเพื่อจะได้รับประทานเมื่อต ื่นนอนตอนเช้า หรือจะได้หยิบสะดวกเมื่อมีอาการคลื่นไส้ช่วงกลางดึก

3.ลองดื่มน้ำจำพวกน้ำขิง ระหว่างมื้อ และเครื่องดื่มอุ่น ๆ เล็กน้อยก่อนนอน หรือตอนดึก

4.ปรึกษาแพทย์ถ้าคิดว่าวิตามินที่รับประทานนั้นจะทำให้อาการคลื ่นไส้แย่ลง บางครั้งอาจจะเปลี่ยนเวลารับประทานวิตามิน เช่น ทานก่อนนอนแทนที่จะเป็นในช่วงเช้า

5.ถ้าไม่ดีขึ้นอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอวิตามิน B6 เพิ่มเติมเมื่ออาการคลื่นไส้และอาเจียนรุนแรง

6.ถ้าคุณแม่มีอาการอาเจียนมากขึ้น ควรจะพบแพทย์เนื่องจากร่างกายอาจจะสูญเสียน้ำอย่างมากจนอาจเกิด อาการขาดน้ำ (Dehydration) ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

7.บางรายอาการรุนแรงอาจจะส่งผลให้เกิดการชาดสารอาหารและชาดน้ำเ มื่ออาการนี้เกิดขึ้นจะเรียกว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) ซึ่งอาการนี้จะเกิดเมื่อคุณแม่อาเจียนมากๆ หลายๆ ครั้งต่อวันในช่วง 3-4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

คุณแม่ที่มีอาการ HG ควรที่จะพยายามดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียอิเลคโตรไลด์ในร่างกาย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะน้ำหนักลดอาจมากกว่า 5% ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ หากอาการรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำและอาหาร ทางหลอดเลือดดำ


อาการ HG นั้นจะเริ่มดีขึ้นเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ แต่บางรายอาการนี้อาจจะรุนแรงและนานถึง ช่วงไตรมาสสามก็สามารถเป็นได้ หากสนใจเรื่อง Hyperemesis Gravidarum (HG) สามารถเข้าไปศึกษาได้จาก Website ของ Hyperemesis Education and Research (HER) Foundation


ปัสสาวะบ่อย คุณแม่วิ่งเข้าห้องน้ำแทบจะตลอดเวลาหรือไม่ เพราะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ มดลูกจะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งจะไปกดที่กระเพาะปัสสาวะทำให้ เกิดอาการปัสสาวะบ่อย หากปัสสาวะบ่อยร่วมกับมีอาการปวด แสบ และมีหนองหรือเลือดปนมากับปัสสาวะ ให้รีบพบแพทย์เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะแ ละจำเป็นต้องได้รับการรักษา


น้ำหนักเพิ่ม ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ การเพิ่มของน้ำหนักตัวยังมีไม่มากนัก ประมาณ ½ ก.ก.ต่อเดือน การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ทารกจะมีขนาดยาวประมาณ 7.5 ช.ม. หนักประมาณ 15 กรัม ตาทั้งสองข้างยังอยู่ใกล้กัน หูอยู่ในตำแหน่งปกติ ตับสามารถผลิตน้ำดี และไตสามารถขับปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ถึงแม้ว่าคุณแม่จะยังไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารก แต่จริงๆ แล้วทารกนั้นเคลื่อนไหวตอบสนองเมื่อมีการกดที่หน้าท้อง

การพบแพทย์ ในช่วงเดือนแรกของการตั้งครรภ์ การพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับช่วงแรกของการตั้งครรภ์ คำถามที่แพทย์จะสอบถามมักได้แก่
• ประวัติสุขภาพ เช่น ประวัติการเจ็บป่วย การผ่าตัด และ การตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมา ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
• การวัดความดันและชั่งน้ำหนัก ตรวจร่างกายอย่างสมบูรณ์
• การตรวจเชิงกรานและการทำ Pap test
• การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ
• กำหนดวันคลอดอย่างคร่าวๆ
• ตอบข้อสงสัยต่างๆจากคุณแม่ การตรวจต่างๆ ในช่วงไตรมาสแรก การตรวจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นคือ การตรวจเลือด ว่าซีดหรือไม่ ซิฟิลิส เอดส์ ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจปัสสาวะ การเพาะเชื้อหากมีการติดเชื้อ หรือ การอัลตราซาวนด์ ซึ่งแพทย์จะต้องมีการอธิบายและแจ้งในช่วงการเข้ามาพบแพทย์


การตรวจพิเศษ อาจรวมถึง Nuchal Translucency Screening (NTS) เป็นการตรวจพิเศษชนิดใหม่ที่จะทำในช่วงสัปดาห์ที่ 11 - 14 ของการตั้งครรภ์โดยการอัลตราซาวนด์ ดูความหนาของเนื้อเยื่อบริเวณหลังของตัวอ่อน ซึ่งมักทำร่วมกับการเจาะเลือดเพื่อหาระดับโปรตีนที่เรียกว่า alphafetoprotein, human chorionic gonadotropin (hCG) และ ฮอร์โมน Estrogen โดยข้อมูลทั้งสองนี้ แพทย์จะใช้เพื่อการวินิจฉัยว่าตัวอ่อนจะมีโอกาสที่จะผิดปกติหรื อไม่

จากการศึกษาล่าสุด NTS พบ 87% ของจำนวนที่พบว่ามีความผิดปกติที่เรียกว่า โรคดาวน์ซินโดรมได้ เมื่อตรวจขณะตั้งครรภ์ได้ 11 สัปดาห์ เมื่อได้รับการตรวจเลือดเพิ่มในช่วงไตรมาสสอง ก็พบว่า 95% ของตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของดาวน์ซินโดรมสามารถตรวจสอบได้อย่ างไรก็ตามผลที่ออกมาอาจมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ ใน 5% ผู้หญิงที่ได้รับการตรวจ NTS ผลแสดงว่าทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะผิดปกติ ทั้งๆ ที่ทารกสุขภาพดีได้ เรียกว่าผลบวกหลอก (False positive) เพื่อความมั่นใจในผลที่ได้รับ

เมื่อมีการทดสอบด้วย NTS แล้วมักจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมเช่น การตรวจ เซลล์ของรก ( chorionic villus sampling - cvs ) หรือการตรวจน้ำคร่ำ (amniocentesis)

Chorionic Villus Sampling (CVS) มักจะทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 10 และ 12 สัปดาห์ โดยที่แพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านทางหน้าท้อง เข้าไปที่รก และจะดูดเอาตัวอย่างหรือน้ำคร่ำ เพื่อนำมาตรวจหาโดรโมโซม การตรวจพิเศษชนิดนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกต ิของเส้นประสาทหรือไม่ และผลตรวจ 1 ใน 200 ของผู้หญิงที่ได้รับการตรวจอาจจะมีผลที่ผิดพลาดได้

 

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 10:02 Share
ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 4 – 6 )

โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
คุณแม่ส่วนใหญ่พบว่าไตรมาสสองของการตั้งครรภ์การเปลี่ยนแปลงสาม ารถพบได้ง่ายกว่าไตรมาสแรก แต่ยังคงมีความสำคัญที่กล่าวถึงในช่วงระยะนี้

จะพบว่าอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเช่นคลื่นไส้ และ อ่อนเพลียได้หมดไป แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นทางด้านร่างกายกำลังจะเกิดขึ้น เช่น หน้าท้องจะเริ่มเห็นได้ชัด น้ำหนักเพิ่มขึ้น และ ทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้น และ ก่อนไตรมาสที่สาม คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงทารกในครรภ์มีการเคลื่อนไหว และจะพบว่าระยะนี้จะมีอาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นได้

อาการปวดเมื่อยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้มีดังนี้
• รู้สึกเจ็บในท้อง ก้นกบและ ต้นขา
• ปวดหลัง
• หายใจสั้น
• ผิวหนังหน้าท้องลาย
• ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง แห้ง และ คล้ำลง
• มือและนิ้วมีขนาดใหญ่ขึ้น
• อาการตะคริวที่น่อง
• หากคุณแม่มีอาการคันที่ท้อง ฝ่ามือ และ หลังเท้า ให้ปรึกษาแพทย์ถ้าหากมีอาการร่วมกับคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน ตัวเหลือง หรือ อ่อนเพลีย เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจจะเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับตับที่เรียกว ่า ดีซ่าน



น้ำหนักเพิ่ม การเพิ่มน้ำหนักมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยปกติน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอาทิตย์ละ 1 /2 ก.ก. หรือ ประมาณ 2 ก.ก. ต่อเดือนในช่วงไตรมาสนี้

การเปลี่ยนแปลงของทารก เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง ทารกในครรภ์จะหนักประมาณ 1 ก.ก.และยาวประมาณ 30 ฃ.ม. จะมีการพัฒนาของนิ้วมือ นิ้วเท้า ขนตา คิ้ว ประมาณเดือนที่ 5 คุณแม่สามารถรับรู้ได้ถึงการดิ้นของทารก และเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง จะพบว่า อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด และไต ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มที่


การตรวจต่างๆ ในช่วงไตรมาสที่สอง
ช่วงไตรมาสที่สองคุณแม่ควรจะพบสูตินรีแพทย์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้อาจมีการทำอัลตราซาวนด์เพื่อดูการพัฒนาและสุขภาพของทา รกในครรภ์ และอาจจะสามารถดูเพศของทารกได้ด้วย รวมถึงการตรวจอย่างอื่นเพื่อดูความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจถ่ายทอดมาแม่และพ่อ หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่มีประวัติความผิดปกติทางพั นธุกรรมในครอบครัวเลยก็เป็นได้ ยิ่งเมื่อคุณแม่อายุเกิน 35 ปียิ่งมีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมในทารกได้

การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม สามารถตรวจได้จาก

การตรวจน้ำคร่ำ
( amniocentesis ) สามารถกระทำได้เมื่อตั้งครรภ์แล้วอย่างน้อย 16 สัปดาห์ วิธีการตรวจแพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าผ่านไปที่มดล ูก และเข้าสู่รก เพื่อนำน้ำคร่ำออกมาตรวจ เซลล์จากน้ำคร่ำจะถูกตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติข องโครโมโซม ซึ่งน้ำคร่ำสามารถนำมาตรวจ AFP ได้ด้วย ความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจจะมีประมาณ 1 ใน 200

Chorionic Villus Sampling (CVS) สามารถกระทำได้ระหว่าง 10-12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านหน้าท้องเข้าไปที่รก และ จะทำตัวอย่างเนื้อเยื่อจากรกมาตรวจ แต่การตรวจชนิดนี้ไม่สามารถตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับ open neural tube ได้ ซึ่งความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจจะมีประมาณ 1 ใน 200 Maternal Serum Screening Test การตรวจเลือดสามารถทำได้หลายอย่างมีชื่อเรียกการตรวจแตกต่างกัน ไป เช่น triple test, quad screen ซึ่งจะนิยมทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 15 – 20 สัปดาห์ เป็นการตรวจหาความผิดปกติเช่น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defects

การตรวจเลือด จะตรวจทั้ง alpha-fetoprotein (AFP) , estriol and human chorionic gonadotropin (hCG) บางครั้งแพทย์อาจจะทำการตรวจ inhibin-A ร่วมด้วย ผลของ AFP ที่สูงอาจจะนำไปสู่ความผิดปกติของ open neural tube ได้

ในหญิงตั้งครรภ์ที่อายุ 35 ปีหรือมากกว่า พบว่า 80% ของทารกจะเป็น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defect ในกลุ่มอายุนี้ อาจมีผลที่เป็นบวกหลอกได้ นั่นคือผลตรวจผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วทารกไม่ได้ผิดปกติได้ ประมาณ 22% สำหรับในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี พบความผิดปกติได้ 65% ของทารกจะเป็น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defect และมีค่าผลบวกหลอกประมาณ 5%

Targeted Ultrasound ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการทำอัลตราซาวนด์ จะอยู่ระหว่าง 18-20 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ซึ่งปัญหาต่างๆ ของทารกจะสามารถเห็นได้ แต่ความผิดปกติทางร่างกายอื่นๆ เช่น นิ้วปุ้ม หรือ หัวใจผิดปกตินั้นไม่สามารถตรวจพบได้

การทำอัลตราซาวนด์จะทำให้มองเห็นความผิดปกติของสันหลัง เช่น spina bifida (กระดูกสันลังมีรอยโหว่ ) และรวมถึงการมองเห็นเพศของทารกได้ด้วย แต่การทำอัลตราซาวนด์นั้นไม่สามารถที่จะวินิจฉัยโรค Down syndrome ได้ มีเพียงแค่ 1 ใน 3 ของทารกเท่านั้นที่สามารถบ่งบอกได้ด้วยอัลตราซาวนด์

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 10:04 Share
ไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 7 – 9 )
โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

ระยะนี้คุณแม่มักจะนั่งนึกถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดท้องคลอดและศึกษาเกี่ยวกับการคลอด และการผ่าตัดคลอด การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อาการที่ไม่สบายเนื้อสบายตัวที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่สอง อาจจะยังคงมีอยู่ บวกกับอาการหายใจลำบากที่อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมถึงการเข้าห้องน้ำบ่อยด้วย ซึ่งเกิดจากทารกในครรภ์ตัวใหญ่ขึ้นและได้กดอวัยวะต่างๆ แต่ไม่ต้องกังวล

อาการที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่สาม
• อาการแสบยอดอก หรือ กระเพาะอาหาร
• มีอาการบวมบริเวณข้อเท้า นิ้วมือและใบหน้า แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีอาการบวมร่วมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างร วดเร็ว ต้องรีบพบแพทย์เนื่องจากอาจเกิดจากอาการชักขณะตั้งครรภ์ หรือ ภาวะโลหิตเป็นพิษ
• ริดสีดวงทวาร
• เต้านมคัดตึง
• อาการตะคริวที่น่อง
• อาจจะมีปัญหาในการนอนหลับ ยิ่งใกล้ช่วงวันครบกำหนดคลอด ปากมดลูกจะเริ่มบางและนิ่มขึ้น (เรียกว่า effacing) ซึ่งเป็นสิ่งปกติ ที่จะช่วยในกระบวนการคลอด บางครั้งแพทย์จะตรวจทางช่องคลอดเพื่อดูความพร้อมด้วย
น้ำหนักเพิ่ม เช่นกันในระยะนี้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะแตกต่างกัน เฉลี่ยแล้วจะประมาณ ½ ก.ก.ต่อสัปดาห์หรือ 2 ก.ก.ต่อเดือน ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ น้ำหนักจะขึ้นประมาณ 10 – 15 ก.ก. ประมาณ 3.5 ก.ก.จะเป็นของทารก

การเปลี่ยนแปลงของทารก ทารกยังคงเจริญเติบโตและเคลื่อนไหว แต่ช่วงนี้พื้นที่ในมดลูกจะดูมีพื้นที่น้อย ทำให้คุณแม่อาจจะรู้สึกว่าทารกดิ้นหรือเคลื่อนไหวน้อยลงไม่เท่า กับในช่วงไตรมาสที่สอง

ช่วงระยะสุดท้ายของการตั้งครรภ์ทารกยังคงมีการเจริญเติบโตอยู่เ รื่อยๆ ซึ่งก่อนที่จะเกิดทารกยังสามารถที่จะลืมตา หลับตาได้หรือแม้กระทั่งดูดนิ้วมือ ทารกจะเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมในท่าที่จะคลอด นั่นคือหัวทารกจะกลับลงในอุ้งเชิงกราน ซึ่งท่านี้จะสามารถช่วยลดความกดดันที่ปอดและกระบังลมจากยอดมดลู ก ทำให้สามารถหายใจได้สะดวกขึ้น ความยาวของทารกแรกเกิดจะอยู่ระหว่าง 50 -53 ฃ.ม.และหนักประมาณ 3.2 ก.ก. ซึ่งน้ำหนักเฉลี่ยของทารกจะอยู่ระหว่าง 3 – 3.5 ก.ก.

การนอนหลับพักผ่อนในช่วงไตรมาสที่สาม ในช่วงไตรมาสที่สามคุณแม่อาจจะรู้สึกหมดแรงหรือช้าลงซึ่งเป็นคุ ณแม่ควรจะพักผ่อนมากขึ้น แต่การนอนหลับจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนไหวของทารก และการต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ

หลักเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณแม่นอนหลับพักผ่อนได้ง่ายขึ้น
• หลีกเลี่ยงอาหารหนักก่อนการนอนหลับ 3 ชั่วโมง
• ออกกำลังกายเล็กน้อยเช่นการเดิน
• หลีกเลี่ยงการนอนหลับในช่วงกลางวัน
• พูดคุยกับสามี เพื่อนหรือแพทย์เพื่อผ่อนคลายความเครียด

การพบแพทย์ ต้องมั่นใจได้ว่าได้พบแพทย์อย่างต่อเนื่องและบ่อยกว่าในช่วงอื่ นที่ผ่านมา ประมาณสัปดาห์ที่ 30 – 38 ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะแนะนำให้พบแพทย์ทุกๆ 2 สัปดาห์ หลังจากสัปดาห์ที่ 36 จะพบแพทย์ทุกๆ สัปดาห์จนกระทั่งคลอด

เมื่อใกล้วันครบกำหนดคุณแม่ควรปรึกษาหารือเกี่ยวกับการคลอด วิธีการคลอด เนื่องจากคุณแม่บางคนจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดคลอด ถ้าคุณแม่วางแผนว่าจะคลอดปกติ ต้องวางแผนเกี่ยวกับการใช้ยาระงับความปวดระหว่างการเจ็บท้องคลอ ดทั้งข้อดีและข้อเสีย

คุณแม่หลายๆ คนได้เข้าชั้นเรียนเพื่อเตรียมตัวคลอดซึ่งเป็นสิ่งที่ดี จะได้เรียนรู้ทั้งคุณแม่และคุณพ่อ การเร่งการคลอด คุณแม่ส่วนใหญ่ทราบหรือไม่ว่ามีเพียงแค่ 5% เท่านั้นที่จะมีการคลอดตรงกับวันกำหนดคลอด

ดังนั้นการเลยกำหนดคลอดจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และก็ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น แต่บางครั้งแพทย์เป็นห่วงเรื่องสุขภาพของทารกในครรภ์ แพทย์จึงตัดสินใจที่จะเร่งการคลอด ซึ่งการเร่งการคลอดจะกระทำเมื่อเลยกำหนดคลอดไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์

บางเหตุผลที่แพทย์จำเป็นต้องเร่งการคลอด
• คุณแม่มีความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคเบาหวาน ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพทารกในครรภ์

• ทารกเติบโตไม่ปกติ

• คุณแม่ มีน้ำเดิน (มีน้ำคร่ำไหลออกจากช่องคลอด ) แต่ไม่มีอาการเจ็บครรภ์ร่วม ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะเร่งการคลอดในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของ ทั้งคุณแม่และลูก

ปัจจุบันมีหลายวิธีที่จะเร่งให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูก อย่างการเจาะถุงน้ำคร่ำ หรือการสอดยาฮอร์โมนทางช่องคลอด วิธีการที่แพทย์นิยมใช้คือการใช้ยา Pitocin ซึ่งยาตัวนี้เป็นฮอร์โมนเพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัวของ มดลูก ที่ให้ทางหลอดเลือดดำผ่านทางน้ำเกลือ การตัดสินใจที่จะเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมมารดาหรือนมขวด

ถ้าคุณแม่ยังไม่เคยคิดว่าจะเลี้ยงทารกด้วยวิธีใด ระหว่างการเลี้ยงด้วยน้ำนมแม่ กับ นมขวด ควรที่จะศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงดูทารกไว้ด้วย ดีที่สุดคือการเลี้ยงด้วยนมมารดา ซึ่งจะดีในแง่สุขภาพของคุณแม่และทารก หรือปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คุณแม่ตัดสินใจได้ดีขึ้ น

เมื่อไหร่ควรจะรีบไปพบแพทย์ ก่อนที่จะถึงวันครบกำหนดคลอด พยายามที่จะขอเบอร์โทรศัพท์ที่จะติดต่อโรงพยาบาลและแพทย์ได้กรณ ีที่คุณแม่เกิดอาการเจ็บท้องคลอด รวมถึงควรที่จะทำความคุ้นเคยในสถานที่ที่จะไปคลอด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่จะไปหรือ สถานที่ที่จะจอดรถด้วยเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

อาการที่บ่งบอกว่ามีอาการเจ็บท้อง
• มีการบีบรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นและแรงขึ้นเรื่อยๆ

• ปวดหลังส่วนล่างหรือบั้นเอว บางครั้งรู้สึกเหมือนเป็นตะคริว

• มีน้ำเดิน

• มีมูกเลือดทางช่องคลอด มูกเลือดนี้เป็นส่วนที่ปิดปากมดลูก การคลอดอาจเกิดได้ทุกเวลาหรือภายใน 1 วัน

• ปากมดลูกขยายและเริ่มที่จะบางลงและนุ่มขึ้น ที่เรียกว่า effacement ( ข้อนี้แพทย์จะเป็นผู้บอก ) ระหว่างการตรวจช่องเชิงกราน สูติแพทย์สามารถบอกคุณแม่ได้ว่าการคลอดจะเริ่มขึ้นประมาณเมื่อใ ด หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถพูดคุย ซักถามสูติแพทย์

หวังว่าเมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วคงทำให้คุณแม่เข้าใจและสบายใจ มากขึ้นนะครับ แต่คงมีหลายอย่างที่แพทย์ผู้ดูแลคุณจะเป็นผู้บอกว่าอย่างไรเหมา ะกับคุณ

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 11:59 Share

นอกเรื่องนิสนึงนะจ๊ะ...เผื่อเพื่อนๆคนไหนอยากไปขอลูกบ้างอ่ะ.. .

ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551กันเถอะ

ครอบครัวชาวจีนที่ยังไม่มีลูก ต้องการอยากมีมากๆก็จะไปขอลูกที่ "ตั่วเล่าเอี๊ย" หรือศาลเจ้าพ่อเสือในคืนวันที่ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ (ตามปฏิทินจีน) ชาวจีนเรียกพิธีนี้ว่า "จับโหงวแม้" (แปลว่า "คืนวันที่ ๑๕ ค่ำ") โดยนำ "ทึ้งถะ" หรือเจดีย์ที่ทำด้วยน้ำตาลไปไหว้
           คนที่อยากมีลูกแล้วไปขอ ท่านแนะนำว่า ต้องให้ฝ่ายชายไปไหว้แล้วขโมย "ทึ้งไซ" หรือสิงโตที่ทำด้วยน้ำตาลกลับมาบูชาที่บ้าน(ก่อนนำเข้าบ้านต้องบอกเจ้าที่ที่บ้าน 3- 7 วันถึงลาแล้วนำมากินจนหมดอย่าทิ้งนะ กินเจดีย์น้ำตาลหรือผสมกับอาหารก็ได้ ส่วนส้มก็นำกลับมาทานที่บ้าน) เมื่อได้ลูกสมปรารถนาแล้วปีหน้าหรือปีถัดไปต้องเอาสิงโตที่ทำด้ วยน้ำตาลไปไหว้ใช้คืนสองเท่า หรือสองตัวนั่นเอง เผื่อให้ครอบครัวอื่นที่ยังไม่มีลูกจะได้ไปขโมยบ้าง

ใครว่างก้อลองไปขอดูนะ...อ้อ...ของไหว้ชุดละ 950 บาท นะจ๊ะ...

ปล. วันที่ 21 ศาลเปิด 06.00 - 24.00 น.

 

 

Back to Top
PJenMario View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 15 ก.พ. 2007
Location: Belgium
Posts: 10646
Post Options Post Options   Quote PJenMario Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 16:18 Share
ขยันอัพเดทข้อมูลแบบนี้ ขอให้เบบี๋มาไวๆนะคุณแอนนน
Back to Top
PJenMario View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 15 ก.พ. 2007
Location: Belgium
Posts: 10646
Post Options Post Options   Quote PJenMario Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 18:00 Share

สำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จากเวบมาสเตอร์จ้า

MENU 01 อนามัยขณะตั้งครรภ์
MENU 02 ใส่ใจอนามัยหลังคลอด
MENU 03 อนามัยวัยทารก
MENU 04 อนามัยก่อนวัยเรียน
MENU 05 อนามัยวัยเรียน / วัยรุ่น
MENU 06 อนามัยวัยทำงาน
MENU 07 อนามัยวัยทอง
MENU 08 อนามัยวัยผู้สูงอายุ
MENU 09 สารพันคำตอบเรื่องสิ่งแวดล้อม
MENU 10 เพศศึกษา
MENU 11 สุขภาพฟัน
MENU 12 อาหารและเครื่องดื่ม
MENU 13 การออกกำลังกาย
MENU 14 โภชนบัญญัติ 9 ประการ
MENU 15 อาหารสำหรับโรคต่าง ๆ
MENU 16 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
MENU 17 รู้เฟื่องเรื่องทั่วไป
MENU 18 ประกันสุขภาพถ้วนหน้า
MENU 01 อนามัยขณะตั้งครรภ์
0101 อาหารสำหรับแม่ในอนาคต
0102 อาหารแสลง
0103 อาหารหญิงตั้งครรภ์
0104 ควรทำอย่างไรเมื่อแพ้ท้อง
0105 แคลเซียม เหล็ก และไอโอดีนในอาหารสำคัญอย่างไร
0106 การดูแลเบื้องต้นสำหรับหญิงตั้งครรภ์
0107 ปัญหาสุขภาพที่มักพบในหญิงตั้งครรภ์
0108 แม่ผอม / แม่อ้วน / แม่วัยรุ่น ควรกินอย่างไร
0109 ข้อพึงระวังและข้อปฏิบัติในการกินอาหารระหว่างตั้งครรภ์
0110 หญิงตั้งครรภ์ ควรออกกำลังการอย่างไร
0111 การเตรียมตัวเป็นคุณแม่ยุคใหม่
0112 ภาวะเสี่ยงของหญิงตั้งครรภ์
0113 การเตรียมตัวเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
0114 สุขภาพฟัน ควรดูแลตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์
0115 หญิงตั้งครรภ์กับการทำงาน
MENU 02 ใส่ใจอนามัยหลังคลอด
0201 ทำอย่างไรให้มีน้ำนมเลี้ยงลูกได้นานที่สุด
0202 การดูแลตนเองของคุณแม่หลังคลอด
0203 คุณแม่คนเก่งกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
0204 สู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
0205 การออกกำลังกายสำหรับหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด
MENU 03 อนามัยวัยทารก
0301 ให้อาหารถูกหลักลูกรักแข็งแรง
0302 พัฒนาการการกินในขวบปีแรก
0303 การให้อาหารที่เหมาะสมกับทารก
0304 ทำอย่างไรไม่ให้ลูกเบื่ออาหาร
0305 อาหารสำหรับเด็กท้องผูก และท้องเสีย
0306 พัฒนาการของเด็กตามวัยที่เหมาะสม
0307 เลี้ยงลูกอย่างมีคุณภาพ
0308 การดูแลสุขภาพช่องปากทารก
MENU 04 อนามัยก่อนวัยเรียน
0401 โภชนาการสำคัญต่อเด็กวัยก่อนเรียน
0402 การเจริญเติบโตและการพัฒนาการ
0403 การจัดอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน
0404 ทำไมลูกจึงเบื่ออาหาร
0405 เมื่อลูกน้อยไม่กินผัก
0406 การออกกำลังกายสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน
0407 ทำไมเด็กไม่อยากไปโรงเรียน
0408 การเอาใจใส่ในวัยอนุบาล
0409 การดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กเล็ก
0410 ฟันผุจากการกินนมขวด
0411 การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กประถมศึกษา
MENU 05 อนามัยวัยเรียน / วัยรุ่น
0501 ความสำคัญของโภชนาการในเด็กวัยเรียน / วัยรุ่น
0502 พฤติกรรมการกินอาหารที่ถูกต้อง
0503 โปรตีนสำหรับวัยรุ่น
0504 นมจำเป็นอย่างไร
0505 อยากสูง…ทำอย่างไรดี
0506 โภชนาการกับการออกกำลังกาย
0507 อาหารเช้ากับการเรียน
0508 เหล็กสำคัญต่อการเรียน
0509 เหล็กกับวัยรุ่นหญิง
0510 ลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย
0511 อาหารป้องกันสิว
0512 วัยรุ่นกับอาหารมังสวิรัติ
0513 กินฟาสต์ฟู้ดให้ได้คุณค่า
0514 วัยรุ่นกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
0515 คาแฟอีนในเครื่องดื่ม
0516 การออกกำลังกายในเด็กวันเรียน / วัยรุ่น
0517 เติบโตสูงใหญ่ห่างไกลโรคอ้วน
0518 การดูแลสุขภาพช่องปากวัยรุ่น ... หนุ่มสาว
MENU 06 อนามัยวัยทำงาน
0601 เครื่องชี้วัดภาวะโภชนาการ
0602 หลักการกินอาหารให้มีสุขภาพดี
0603 เครื่องดื่ม
0604 อาหารเพื่อเสริมสร้างความสดชื่น
0605 อาหารสำหรับผู้บริหาร
0606 พฤติกรรมการกินกับสุภาพ
0607 การกินอาหารในงานเลี้ยง
0608 การออกกำลังกายในวัยทำงาน
0609 การดูแลสุขภาพช่องปากวัยผู้ใหญ่
0610 ยกของอย่างไรให้ปลอดภัย
0611 ทำงานอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง
0612 เลือกหน้ากากอย่างไรจึงจะปลอดภัย
0613 โรคซิลิไคสีส
0614 การปฐมพยาบาลผู้ได้รับพิษจากสารกำจัดแมลง
0615 อันตรายจากสารละเหย
MENU 07 อนามัยวัยทอง
0701 เตรียมตัวเข้าสู่วัยหมดระดู
0702 อนามัยวัยหมดระดู
0703 การตรวจหามะเร็งเต้านม
0704 การตรวจหามะเร็งปากมดลูก
0705 วัยทองกับโรคกระดูกพรุน
0706 คลินิกวัยทอง
0707 ฟันสึก ... ฟันเสียว
MENU 08 อนามัยวัยผู้สูงอายุ
0801 ปัญหาสุขภาพกับอาหารการกิน
0802 ผู้สูงอายุควรดื่มนมชนิดไหน
0803 การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ
0804 การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ
0805 โรคนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ
0806 โรคสมองเสื่อม
0807 ปัจจัยที่ทำให้ชีวิตยืนยาว
0808 โรคปวดตามข้อในผู้สูงอายุ
0809 การทำจิตใจให้เป็นสุขในวัยผู้สูงอายุ
0810 สถานบริการผู้สูงอายุด้านสุขภาพ
0811 การขับถ่ายอุจจาระ .. ปัสสาวะในผู้สูงอายุ
MENU 09 สารพันคำตอบเรื่องสิ่งแวดล้อม
0901 หนูกับการนำโรค
0902 ภูมิปัญญาไทยพื้นบ้าน .. กับดักหนู
0903 อันตรายจากสารเคมีกำจัดแมลง
0904 โรคและโทษจากแมลงสาบ
0905 การเก็บแยกขยะ
0906 อันตรายจากขยะติดเชื้อ
0907 การกำจัดขยะมูลฝอย
0908 ตลาดน่าซื้อ
0909 รู้เรื่องบำบัดน้ำเสีย
0910 รู้เรื่องบ่อดักไขมันหรือถังดักไขมัน
0911 โรคและการป้องกันโรคที่เกิดจากสิ่งปฏิกูล
0912 ทำอย่างไรให้อากาศสดชื่นไร้มลพิษ
0913 อันตรายจากมลพิษทางอากาศ
0914 น้ำประปาดื่มได้จริงหรือ
0915 คลอรีนในน้ำประปาและการเกิดสารไตรฮาโลมีเทน
MENU 10 เพศศึกษา
1001 ตกขาว
1002 ประจำเดือน
1003 ไม่อยากท้องต้องป้องกัน
1004 ท้องแล้วจ้า
1005 การแท้งบุตร
1006 ผู้หญิงมีทางออกทางเพศได้อย่างไร
1007 จะทำอย่างไรกับอารมณ์ทางเพศ
1008 ทำอย่างไรกับเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
1009 เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
1010 รู้ทันโรคเพศสัมพันธ์
1011 ปัญหานี้มีทางออก
1012 SEX คลายเครียดจริงหรือ
1013 SEX ในวัยเรียน
1014 การช่วยเหลือตัวเอง
1015 ฝันเปียก
1016 เพศสัมพันธ์หมายถึงอะไร
1017 ทำอย่างไรกับอารมณ์เพศ
MENU 11 สุขภาพฟัน
1101 การตรวจฟันด้วยตนเอง
1102 การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง
1103 แปรงสีฟัน / ยาสีฟัน
1104 ไหมขัดฟันและอุปกรณ์ช่วยทำความสะอาดฟัน
1105 ฟลูออไรด์มีประโยชน์อย่างไร
1106 นมฟลูออไรด์
1107 ฟันคุด .. ปัญหาที่ต้องรักษา
1108 การจัดฟัน
1109 คราบสี .. ติดฟัน
1110 เคลือบหลุมร่องฟัน
1111 โรคฟันผุ
1112 เหงือกอักเสบและโรคปริทันต์
1113 การอุดฟัน
1114 การรักษาคลองรากฟัน
1115 การถอนฟัน
1116 การขูดหินปูน
1117 การใส่ฟัน
1118 การดูแลรักษาฟันปลอม
1119 กลิ่นปาก
MENU 12 อาหารและเครื่องดื่ม
1201 หลักการเลือกซื้ออาหารที่ถูกสุขลักษณะ
1202 หลักการปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
1203 หลักการเก็บอาหารให้สะอาด ปลอดภัย
1204 การเลือกซื้ออาหารพร้อมปรุง
1205 การเลือกซื้อเครื่องปรุงอาหาร
1206 ร้านอาหาร Clean Food Good Taste
1207 ช้อนกลาง
1208 ปรุงอาหารกระป๋องให้ถูกต้อง
1209 ผักสดบริโภคอย่างไรจึงจะปลอดภัย
1210 โรคอาหารเป็นพิษ
1211 ไวรัสตับอักเสบเอ
1212 ไนเตรทในน้ำดื่ม
1213 คลอรีนในน้ำประปา
1214 เครื่องกรองน้ำ
1215 การเลือกน้ำดื่ม
MENU 13 การออกกำลังกาย
1301 การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุ
1302 ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย
1303 การตรวจสมรรถภาพร่างกาย
1304 การบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย
1305 วิ่งเพื่อสุขภาพ
1306 เดินเพื่อสุขภาพ
1307 รองเท้ากับการออกกำลังกาย
1308 การออกกำลังกายกับโรคกระดูกพรุน
1309 โยคะ
1310 กระโดดเชือก
1311 ขี่จักรยายอยู่กับที่ / เคลื่อที่
1312 เต้นรำเพื่อสุขภาพ
1313 การออกกำลังกายแบบแอโรบิค
1314 การยืดกล้ามเนื้อโดยเครื่องยกน้ำหนัก
1315 ว่ายน้ำ
1316 การรำมวยจีน (ชีกง)
MENU 14 โภชนบัญญัติ 9 ประการ
1401 ข้าวกล้อง…..ข้าววิเศษ
1402 กินพืชผักให้ได้คุณค่าและปลอดภัย
1403 กินผัก ผลไม้ต้านมะเร็ง
1404 ปลา….อาหารของคนฉลาด
1405 อย่ากลัวไข่เกินเหตุ
1406 การดื่มนมอย่างฉลาด
1407 ทางออกของคนดื่มนมแล้วท้องเสีย
1408 กินไขมันแต่พอดี
1409 น้ำมันถั่วเหลืองก็ได้ น้ำมันปาล์มก็ดี
1410 หลีกเลี่ยงโคเลสเตอรอลสูง
1411 หวาน….อันตราย
1412 อาหารรสเค็มจัดอันตราย
1413 สุราฆ่าคนไทย
1414 ปริมาณอาหารที่แนะนำให้รับประทานใน 1 วัน สำหรับเด็ก
1415 ปริมาณอาหารที่แนะนำให้รับประทานใน 1 วัน สำหรับผู้ใหญ่
MENU 15 อาหารสำหรับโรคต่าง ๆ
1501 อาหารสำหรับโรคอ้วน
1502 อาหารและโรคความดันโลหิตสูง
1503 อาหารป้องกันและบำบัดภาวะโคเรสเตอรอลสูง
1504 อาหารและภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง
1505 โรคหัวใจขาดเลือด
1506 อาหารและโรคเบาหวาน
1507 โรคตับอักเสบ
1508 อาหารและโรคไตวายเรื้อรัง
1509 อาหารและโรคไตวายเฉียบพลัน
1510 อาหารและโรคกระดูกพรุน (ในผู้สูงอายุ)
1511 โรคเก๊าท์
1512 โรคเอดส์
MENU 16 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
1601 มาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
1602 น้ำมันปลา
1603 เลซิทิน
1604 ซุปไก่สกัด
1605 รังนก
1606 สาหร่าย
1607 นมผึ้งและบีพอลเลน
1608 สารสกัดจากใบแปะก๊วย (GINKGO BILOBA)
1609 โสม
1610 เห็ดหลินจือ
1611 กระเทียม
MENU 17 รู้เฟื่องเรื่องทั่วไป
1701 วิตามินกับสุขภาพ
1702 ใยอาหารกับสุขภาพ
1703 สารต้านอนุมูลอิสระ
1704 เรื่องน้ำ ๆ
1705 ขนมกับสุขภาพ
1706 อันตรายจากรังสี
1707 รู้ไว้ใช่ว่ากับการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน
1708 การควบคุมคราบจุลินทรีย์
1709 โรคหอบหืดจากการทำงาน
1710 เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับน้ำประปา
MENU 18 ประกันสุขภาพถ้วนหน้า
1801 หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคืออะไร
1802 ทำไมต้องมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
1803 รัฐบาลเอาเงินมาจากไหน ประชาชนจะเดือดร้อนหรือไม่
1804 โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
1805 เสีย 30 บาท การบริการจะมีคุณภาพจริงหรือ
1806 ผู้มีสิทธิเข้าโครงการ
1807 ผู้ไม่มีสิทธิเข้าโครงการ
1808 อยากใช้บริการ 30 บาท รักษาทุกโรคต้องทำอย่างไร
1809 บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าคืออะไร
1810 ใช้บริการได้ที่ไหน
1811 วิธีการรับบริการ
1812 การบริการที่ได้รับ
1813 บริการใด ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
1814 เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือป่วยฉุกเฉินทำอย่างไร
1815 หาหมอโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนได้หรือไม่
1816 มีปัญหาการใช้บริการร้องเรียนที่ใด
1817 มีข้อสงสัยติดต่อที่ใด

Back to Top
wanida View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 1158
Post Options Post Options   Quote wanida Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 18:04 Share

ช่ายยยยยยย เห็นด้วยกะตุ้ย เดือนนี้พี่ได้กินไอติมฟรีแน่แน่เลยจ้า     ;

Back to Top
PJenMario View Drop Down
Moderator Group
Moderator Group
Avatar

Joined: 15 ก.พ. 2007
Location: Belgium
Posts: 10646
Post Options Post Options   Quote PJenMario Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 ก.พ. 2008 at 18:46 Share
พี่นิดา ถ้าได้หม่ำเผื่อหนูด้วยนะคะ
Back to Top
Natty View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 30 พ.ย. 2006
Location: Thailand
Posts: 13877
Post Options Post Options   Quote Natty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 21 ก.พ. 2008 at 14:24 Share

อยากกิน ฮาเก้น ดาสสสส

Back to Top
 Post Reply Post Reply Page  <1 23456 33>


การประกาศซื้อขาย และการตั้งกระทู้

ทุกประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ BabyFancy.com และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ BabyFancy ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบประกาศ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ




This page was generated in 0.367 seconds.