Forum Home Forum Home > BabyFancy > ทั่วไป คุณแม่มือใหม่ และ ผองเพื่อน > นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
  New Posts New Posts RSS Feed: การเตรียมพร้อมก่อนมีลูก
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

การเตรียมพร้อมก่อนมีลูก

 Post Reply Post Reply Page  12>
Author
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: การเตรียมพร้อมก่อนมีลูก
    Posted: 27 ต.ค. 2009 at 17:06 Share
[ คัดลอก จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2541]

เตรียมพร้อมก่อนมีลูก

น.พ.วิรัตน์ ตั้งฐิตวงศ์


ในยุคนี้การสร้างครอบครัวทั้งโดยการแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี และการมี "ชีวิตคู่" โดยไม่ได้ผ่าน การแต่งงาน ล้วนต้องคำนึงถึงความพร้อม และปัจจัยต่าง ๆ เพื่อความราบรื่น ของชีวิตคู่ ที่สมบูรณ์ในอนาคต สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่มีแผนการ ที่จะแต่งงาน จะต้องมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

ทางด้านร่างกาย ทั้งคู่จะต้องได้รับการตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจเลือด เพื่อหาเชื้อโรคเอดส์ โรคติดเชื้อ ทางเพศสัมพันธ์ โรคโลหิตจาง (ธาลัสซีเมีย) เบาหวาน ไทรอยด์ และโรคอื่น ๆ อีกบางโรค ถ้าตรวจพบ แพทย์จะให้การรักษา และให้คำแนะนำ ที่ถูกต้อง ในการปฏิบัติตัว นอกจากนี้ จะต้องมีการฉีดวัคซีน ป้องกันหัดเยอรมัน เพื่อป้องกัน มิให้ลูกที่เกิดมา ประสบความพิกล พิการ เพราะโรคนี้ มีอันตราย ต่อการสร้างอวัยวะ ของลูกในครรภ์ โดยเฉพาะบริเวณดวงตา และหัวใจ รวมทั้งระบบประสาทของหู สมองเล็กกว่าปกติ

การเตรียมพร้อมทางด้านจิตใจ เศรษฐกิจและสังคมนั้นมีความสำคัญเช่นกัน ถ้าเห็นว่า ยังมีความพร้อมไม่พอด้านใด ด้านหนึ่ง ควรชะลอการสมรสไว้ก่อน หรือควรวางแผนการคุมกำเนิดไว้ก่อน หรือหากเป็นโรค ที่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตคู่ หรือการมีลูก ควรรักษาโรคที่ตรวจพบให้หายเสียก่อน เป็นต้น

การที่ชายและหญิง มีความพร้อมที่จะสร้างครอบครัว และพร้อมที่จะมีลูกได้ ควรได้รับการตรวจ จากแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยคู่สมรส สามารถขอคำปรึกษาได้ จากโรงพยาบาลทุกแห่ง โดยเฉพาะ ในโรงพยาบาล ที่มีการบริการฝากครรภ์ และการคลอด แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ให้การตรวจ และคำแนะนำ ตามขั้นตอน โดยเฉพาะการตรวจร่างกาย ดูว่า หญิงผู้นั้น มีสุขภาพแข็งแรง ในรายที่มีโรค บางอย่าง เช่น โรคหัวใจอย่างแรง โรคไตเรื้อรัง แพทย์ จะไม่แนะนำให้ตั้งครรภ์ นอกจากตรวจร่างกายแล้ว จะต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจาง ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง ตรวจหาหมู่เลือดต่าง ๆ และตรวจ หาโรคติดเชื้อ ที่จะถ่ายทอดไปสู่ทารกในครรภ์ เช่น ซิฟิลิส เอดส์ และไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการตรวจหาโรค ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคมีความรุนแรง จนถึงขั้น อาจทำให้ ทารกตายในครรภ์ หรือหากมีชีวิตรอดจนคลอดออกมา ก็จะมีสุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย กลายเป็นภาระ ของครอบครัวได้ ในคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีอายุมากกว่า 35 ปี แพทย์จะให้ความรู้ เรื่องโรคที่ผิดปกติ ทางโครโมโซม และจะแนะนำให้สตรี ที่ตั้งครรภ์ในวัยนี้ ตรวจเลือดเพิ่มเติม หรือเจาะ "น้ำหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์" ซึ่งเรียกว่า "น้ำคร่ำ" ว่า มีอาการของ กลุ่มอาการ ปัญญาอ่อน ด้วยหรือไม่ ควรรับการฉีดวัคซีน หัดเยอรมัน ตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์ เว้นระยะการตั้งครรภ์ โดยการคุมกำเนิด ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งไว้ 3 เดือน หลังการฉีดวัคซีน เพื่อให้ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกัน ต่อไวรัส หัดเยอรมัน เพราะหากว่ามารดา ไปได้รับเชื้อในช่วง 3 เดือน แรกของการตั้งครรภ์ จะทำให้ทารก มีความผิดปกติทางตา ประสาทหู และหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ ปัจจุบันบางโรงพยาบาล จะมีการบริการ ทดสอบ สมรรถภาพทางกาย ตรวจความจุของปอด เอ็กซเรย์ปอด ตรวจสุขภาพฟัน และมีการสอน เพื่อฝึก การหัดเบ่ง ในระหว่างการคลอด ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเป็นประโยชน์ ต่อการวางแผน ตั้งครรภ์ ที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ทารก ที่เกิดมา มีสุขภาพแข็งแร งและเป็นประชากร ที่มีคุณภาพ ต่อสังคมในอนาคต

น.พ.วิรัตน์ ตั้งฐิตวงศ์
ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขต 1

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 17:07 Share
เตรียมพร้อมมีลูก


คุณผู้อ่านที่ติดตามอ่านงานเขียนของผมคงจะสงสัยว่า ผมเป็นหมอสูติฯ ทำไมไม่เขียนถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ มาเขียนถึงคนที่เขามีลูกมีเต้าทำไม ก่อนจะเล่าอะไรต่อไป ผมว่าคุณลองมาอ่าเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่บางคู่และบางคนที่ผมพบก่อนไหมครับ
คุณไม่ว่างอายุ 31 ปี อาชีพเป็นพนังงานขายตรงหลากหลายผลิตภัฯฑ์ ต้องเดินทางไปพบลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ส่วนสามีทำงานบริษัทต้องประชุมบ่อยๆ วันหนึ่ง “คุณไม่ว่าง” พาลูกอายุ 1 ปีเศษมาพบผมที่คลินิคเพราะเป็นไข้ ตัวร้อน จากการซักประวัติอาการไข้ คุณแม่ตอบไม่ได้เลย เพราะไม่ได้เลี้ยงลูกเอง แต่จ้างคนข้างบ้านเลี้ยง จากการตรวจร่างกายพบว่านอกจากจะเป็นไข้หวัดแล้วเด็กยังมีแผลตามตัว น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ และที่สำคัญตลอดเวลาที่แม่อุ้มลูกรู้สึกเหมือนมากับคนแปลกหน้า

คุณทำงานหนักอายุ 35 ปี อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นพนักงานบริษัทยาในตำแหน่งผู้บริหารซึ่งต้องประชุมบ่อยมาก สามีรับราชการก็ต้องประชุมบ่อยเช่นกัน “คุณทำงานหนัก” จึงนำลูกไปฝากคุณยายซึ่งอายุมากแล้วให้ช่วยเลี้ยงที่ต่างจังหวัดตั้งแต่ลูกอายุ 2 เดือน แล้วจะไปเยี่ยมลูก 1 - 2 ครั้ง แต่ระยะหลังไม่ค่อยได้ไปเพราะงานยุ่ง เดือนนี้มีวันหยุดหลายวันจึงรับลูกมาอยู่ด้วย เมื่อพาลูกมาฉีดวัคซีน พอดูประวัติการฉีดวัคซีนแล้วพบว่า เด็กได้รับวัคซีนขาดไปหลายตัวเพราะคุณยายไม่ทราบว่าต้องฉีดอะไรบ้าง

คุณทำเพื่อลูก อายุ 45 ปี อาชีพขายเสื้อผ้า พาลูกสาวอายุ 15 ปีมาพบเพื่อให้ช่วยฉีดยาคุมกำเนิดให้ลูกสาว จากการสอบถามพบว่าลูกกำลังเรียนชั้นมัธสมศึกษาปีที่ 4 แต่ไม่ค่อยเรียน ทั้งๆที่พี่เลี้ยงไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน ระยะหลังลูกไม่ค่อยกลับบ้าน เมื่อถามกับเพื่อนคาดว่าอาจจะไปนอนที่หอพักของเพื่อนชาย “คุณทำเพื่อลูก” จึงได้ว่ากล่าว และบอกว่าที่ทำงานหนักเพื่ออยากให้ลูกสบาย จึงไม่เคยใกล้ชิดกับลูกเลย ไม่เคยดูแลเรื่องอาหารการกินของลูกหรือคุยกับลูกอย่างจริงจัง แต่ระยะหลังเริ่มจะคุยกับลูก แต่ลูกก็ไม่คุยด้วยและมักจะลงท้ายด้วยการเถียงกัน ซึ่งตอนนี้ไม่รู้จะแก้ไขปัญหาพฤติกรรมอย่างไร แต่ที่ต้องรีบทำคือพาลูกมาฉีดยาคุมกำเนิดไว้ก่อนเพราะกลัวว่าลูกของตัวจะท้องตอนเรียน
เอาแค่ 3 ตัวอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ แต่ละรายเป็นเรื่องจริงที่ผมได้พบแต่ดัดแปลงเนื้อหาบ้างเพื่อไม่ให้ไปกระทบกับใครครับ


การมีลูกในอดีตและปัจจุบัน

จากประสบการณืที่เป็นหมอสูติฯ ทำคลอด และดูแลคุณแม่มาจำนวนไม่น้อยผมรู้สึกว่าการมีลูกของคนสมัยนี้แตกต่างกับการมีลูกของคนสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิงครับ คนสมัยก่อนถ้ามีลูกก็ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรกันมาก เรียกว่าเลี้ยงรอดก็รอด เลี้ยงไม่รอดก็ตาย และส่วนมากก็มีลูกกันหลายคน ซึ่งไม่ใช้เรื่องแปลกและเป็นเรื่องทุกข์ร้อนเพราะนั่นเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้ว

ในปัจจุบันจากสภาพที่ถูกบีบคั้นด้วยภาระหน้าที่และการงาน ทำให้การมีลูกสักคนไม่ใชเรื่องง่ายเลย ปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญมีมากมาย เช่น มีลูกแล้วต้องไปฝากหรือให้คนอื่นช่วยเลี้ยง ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก ลูกติดพี่เลี้ยงไม่ติดพ่อแม่ ฯลฯ จึงเกิดคำถามว่าอย่างนั้นจะมีลูกไปทำไม คนไข้บางคนเครียดมากเพราะลูกป่วยบ่อย หรือลูกซนบางคนพอถามว่าจะมีลูกอีกคนเมื่อไรถึงกับสั่นหัวบอกว่าไม่ไหว แค่คนเดียวก็จะรากเลือดเลือด จากที่คุยกับคุณแม่หลายท่านผมพบความจริง ที่น่าสนใจและจะมาเล่าให้ฟังคือ มีปัญหาการเตรียมพร้อมก่อนที่จะมีลูก ซึ่งหลายคนไม่เคยคิดหรือเตรียมไว้ก่อน พอมีลูกเข้าจริงๆเลยแทบจะขาดใจตาย


เตรียมพร้อมก่อนมีลูก

ผมคิดว่าหากเราอยากจะทำสิ่งใดให้ประสบความำเร็จ ต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนที่ดีครับ การจะมีลูกสักคนก็หนีไม่พ้นกฏเกณฑ์นี้ มาดูกันครับว่าถ้าจะมีลูกควรเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

เตรียมร่างกาย ผมคิดว่าคุณแม่ที่คิดจะมีลูกต้องเตรียมร่างกายของตัวเองให้พร้อมก่อน ถ้าจะให้ดีต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนจะตั้งครรภ์เสียด้วยซ้ำ คุณผู้หญิงบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัว เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ผมขอเตือนก่อนว่าจะท้องต้องรักษาโรคให้หาย หรือควบคุมโรคให้ดีเสียก่อนนะครับ เพื่อป้องกันปัญหาและอันตรายที่เกิดขึ้นกับคุณแม่และลูกในท้อง แต่ละปีที่ดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ ผมจะมีโอกาสรักษาคุณแม่ไม่น้อยที่เป็นโรคหัวใจแต่บังเอิญตั้งท้องเพราะคุมกำเนิดไม่ดี บางคนต้องทำแท้งเพราะหากปล่อยให้ท้อง แม่มีโอกาสเสียชีวิตสูง

หรือคุณแม่บางคนตั้งท้องโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้เตรียมตัว เพราะความไม่สนใจคุมกำเนิด เมื่อประจำเดือนขาดแทนที่จะไปหาหมอก็คิดง่ายๆว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ซื้อยาขับประจำเดือนมากิน กินเสร็จประจำเดือนไม่มาถึงมาพบคุณหมอ เมื่อตรวจเสร็จคุณหมบอกว่าตั้งท้อง ทำยังไงละ เครียดสิครับเพราะกลัวว่าลูกในท้องจะพิการ กว่าจะหายเครียดก็ต้องรอเมื่อคลอดลูกแล้ว


เตรียมเงิน ผมไม่อยากอ้อมค้อมหรอกครับ จะมีลูกสมันนี้ถ้าไม่แน่ใจว่ามีเงินมากพอที่จะเลี้ยง อย่ามีครับ เลี้ยงลูกสมัยนี้แพงมาก ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะค่านม ค่ายา ค่าเสื้อผ้า ค่าของใช้อื่นๆแพงทั้งนั้น คุณแม่หลายคนมาบ่นให้ฟังว่าหาเงินมาไม่ทันที่จะเอามาเลี้ยงลูก ผมอยากจะเพิ่มเติมอีกหน่อยนะครับว่า แค่เลี้ยงลูกตอนเล็กๆ ก็แพงแล้วนะครับ ยิ่งพอลูกโตขึ้นต้องเข้าโรงเรียน ค่าใช้จ่ายจะยิ่งมากเข้าไปอีกไม่รู้กี่เท่าตัว เพราะฉนั้นถ้าคิดจะมีลูกต้องเตรียมเก็บเงินให้พร้อมพอสมคสรนะครับ ถ้าเคยสุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินซื้อโน่นซื้อนี้ไปเรื่อยคงจะต้องเลิกแล้วละครับ ผมเชื่อว่าคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ต่างก็อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกตัวเองกันทั้งนั้น แต่ถ้าเงินไม่มีบางทีมันก็ทำไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยไร้สาระก็อาจจะพอทำใจได้ แต่ถ้าเป็นของจำเป็น เช่น อาหาร นม ยารักษาโรค หรือหนังสือเรียน อย่างนี้ผมว่ามันน่าเสียดายและเสียใจครับ


เตรียมสถานที่และคนช่วยเลี้ยงลูก หลังแต่งงานถ้ามีกันแค่สามีภรรยา คงไม่ค่อยจะมีปัญหาแต่เมื่อมีลูกไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ จะเลี้ยงลูกในห้องเช่า หรือคอนโดแคบๆไหวไหม ถ้าต้องมีคนมาช่วยเลี้ยงลูกจะอยู่กันอย่างไร หากลูกเกิดมาไม่ค่อยแข็งแรงต้องไปหากมอบ่อยๆ แล้วบ้านอยู่ไกลโรงพยาบาลมากจะเดินทางอย่างไร ถ้าต้องหาคนช่วยเลี้ยงควรจะเป็นใคร ฯลฯ

ผมเคยเจอคุณแม่บางคนต้องอุ้มลูกไปทำงานด้วย บางคนต้องฝากคนในที่ทำงานช่วยเลี้ยง ที่ทำงานบางแห่งใจดีเตรียมที่เลี้ยงเด็กไว้ให้ เรียกว่าแม่ก็มีเวลาไปให้นมลูก ซึ่งถือว่าโชคดีมากเลยนะครับ หลายคนอ่านแล้วก็อยากจะบอกว่าที่อ่านมาเข้าใจอยู่แต่สตางค์ไม่มีนี่จะให้ทำอย่างไร ผมคิดว่าบางอย่างมันก็ไม่ขึ้นกับเงินหรอกครับ เพียงแต่ต้องเลือกสถานที่ที่ดีสักหน่อย เพื่อให้ลูกเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่ดี


เตรียมอาชีพเตรียมชีวิต อาชีพของคุณพ่อคุณแม่มีผลต่อการเลี้ยงดูลูกไม้น้อยครับ ยิ่งในปัจจุบันผมคิดว่าไม่ว่าจะจนหรือรวยต่างก็มีปัญหาเกี่ยวกับงานที่จะทำให้สอดคล้องกับการเลี้ยงลูกกันทั้งนั้นแหละครับ คนที่ฐานะไม่ดีต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวจนไม่มีเวลาดูลูก ผมว่าน่าเห็นใจมากครับ สารภาพเลยว่าผมยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าควรจะมีทางออกของชีวิตอย่างไร แต่สำหรับคนที่มีการศึกษาดี อาชีพการงานดี เงินเดือนสูง คนกลุ่มนี้ผมพบไม่น้อยที่มีปัญหาในการเลี้ยงลูกครับ เพราะงานที่เงินเดือนดี ความรับผิดชอบก็จะต้องสูงตาม เวลาที่ต้องใช้ในการทำงานก็ต้องมากตามไปด้วยเช่นกัน ผลก็คือไม่มีเวลาดูลูกด้วยตัวเอง ต้องผากหรือจ้างคนอื่นเลี้ยง โดยตัวเองมีหน้าที่หาเงินให้ใช้อย่างเดียว

ความจิงบางประการที่ผมพบในกลุ่มหลันี้ก็คือ บางคนอยากจะทำให้ดีเสียทุกอย่าง เลี้ยงลูกก็จะเลี้ยงเอง อาชีพการงานที่หนักหนาก็จะทำ หวังจะเป็น “ซุปเปอร์มัม” เหนือครอื่น บางคนทำแล้วมาเล่าให้ผมฟังว่าเหนื่อยมากจนรากเลือด ผมไม่ค่อยเชื่อหรอกครับว่าคนเราจะทำ 2 อย่างให้ให้ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้ง 2 อย่างได้ พร้อมๆน โดยเฉพาะถ้าหนึ่งในนั้นคือการเลี้ยงลูก

บางคนที่ทำงานหนักและไม่ค่อยมี้วลาดูแลลูก ก็มักจะมีข้ออ้างให้กับตัวเองหรือบอกกับลูกว่าที่ทำทุกอย่างนั้นกเพื่อลูกนั่นแหละแต่ปัญหาก็คืออั้พุดหรือคิดนั้น ไม้เคยถามลูกว่าลูกต้องการหรือไม่ หรือว่าจริงๆแล้วลูกต้องการอะไร หลายคนคิดเองเออเอง ตอบเองเสร็จ แต่พอถามลูกเข้าจริงๆลูกอาจจะตอบว่าแค่อยากให้พ่อกับแม่อยูกับลูกด้วยก็พอแล้ว ไม่เห็นจะอยากได้เงินอะไรเลย

มีคนไข้จำนวนไม่น้อย เมื่อถามว่าถ้าต้องแลกกันระหว่างอาชีพที่ต้องทำงานหนักขึ้น มีเวลาอยู่กับลูกน้อยลงเพื่อจะเจริญก้าวหน้ามาขึ้นหรือรายได้มากขึ้น กับอาชีพที่งานเบากว่า มีเวลาให้ลูกมากกว่าแต่ความก้าวหน้าและรายได้ลดลง คุณจะเลือกอะไร ส่วนมากเลือกเอางานที่จะก้าวหน้าและรายได้ที่มากขึ้นกันแทบจะทั้งนั้น รายที่ขอทำงานน้อยลงเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้นมีน้อยกว่ากันมาก ผมเลยไม่ค่อยแน่ใจว่าระหว่างความรัก ความก้าวหน้า ของตัวเองกับความรักลูก อย่างไหนมีมากกว่ากันสำหรับครกลุ่มนี้

มีคุณแม่บางคนเล่าให้ฟังเหมือนกันว่าภายหลังมีลูกได้เปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพเพื่อจะได้เลี้ยงลูกเองให้มากขึ้น ผมฟังแล้วชื่นใจครับ อย่าลืมนะครับ ลูกคือสายใยของชีวิตุณนะครับ ซื้อหาไม่ได้อยากได้ต้องทำเอง อยากให้เป็นอย่างไรต้องเลี้ยงดูความรู้สึกนึกคิดเองครับ

ผมว่าการเลี้ยงลูกคือการเจียระไนยเพชรนะครับ จะทำให้ดีให้สวยต้องมีเวลาทำเอง ไม่ใช่เอาไปให้ครอื่นเลี้ยงแล้วติดนิสัยคนอื่นมา ลองคิดดูนะครับของสำคัญของชีวิตเราแท้ๆ กลับไปให้คนอื่นฝีมือระดับตัดเสื้อโหลประคบประหงมให้ได้อย่างไรก็ไม่รู้ เพราะฉนั้นเตรียมตัวให้ดีว่าภายหลังมีลูกจะทำงานอะไรและอย่างไร เช่นเดียวกับพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของคุณก็ต้องเปลี่ยนด้วยนะครับ ที่เคยชอบเที่ยว ชอบเฮฮาสงสัยจะต้องเลิกครับ

ผมเคยสงสัยมานานครับว่า ความรักและความผูกพันของคนเรามักเกิดจากอะไรวันนี้ผมกล้าฟันธงแล้วครับว่า ความรักและความผูกพันเกิดจากการอยู่ด้วยกันและทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันตลอดเวลาครับ ไม่ได้อยู่ที่สายเลือดหรือความเป็นพ่อแม่ลูกอะไรเลย พ่อแม่ที่คิดจะไปหาความรักจากลูกที่ตัวเองไม่เคยเลี้ยงเลย ผมว่าคิดผิดครับแค่ลูกไม่ว่าให้เจ็บช้ำก็นับว่าเป็นบุญแล้ว

เลิกเลี้ยงลูกด้วนเงินกันเสียทีเถาะ ลองเลี้ยงลูกด้วยความผูกพันกันหน่อยดีไหมครับแล้วคุณจะพบว่าลูกของคุณมีอะไรมากกว่าที่คุณคิดและเข้าใจอีกไม่น้อยเลย

เชื่อผมเถอะ


(update 29 พฤษภาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.155 September 2008 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 17:10 Share
โฟเลท

มีความกังวลใจที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้อยู่อย่างหนึ่งสำหรับคุณๆ ที่กำลังตั้งครรภ์
นั่นก็คือ เรื่องของความพิกลพิการไม่ครบสมบูรณ์สามสิบสองประการของลูก
ที่กำลังโตวันโตคืนอยู่ในท้องแม่

ครับ ถือว่าเป็นเรื่องปกติแล้วแต่ใครจะมีอาการมากน้อยกว่ากันเท่านั้น

สำหรับคุณ ถ้าคิดว่าสักวันหนึ่งคุณจะต้องตั้งครรภ์และมีลูก
คุณก็คงจะหวังอยู่เต็มเปี่ยมว่าลูกของคุณจะต้องแข็งแรงสมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ ไม่พิการว่างั้นเถอะ นั่นเป็นความหวังที่ตั้งอยู่บนความกังวลดังกล่าว หากคุณหวังเช่นนั้น
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณควรจะได้รับรู้นะครับ เป็นเรื่องของ โฟเลท (FOLATE) ผมเชื่อว่าคุณบางคนจะคุ้นกับชื่อนี้กันแล้ว

เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา ผมเองก็ได้ยินชื่อของโฟเลททางสื่อโฆษณา อยู่เป็นประจำ
หลายคนก็ถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องของโฟเลทกับความจำเป็นในการบริโภค เอาละมาคุยเรื่องของโฟเลทกันต่อดีกว่า

โฟเลทเป็นวิตามินตัวหนึ่งในกลุ่มของวิตามินบีในธรรมชาติ คุณสามารถหาโฟเลทมารับประทานได้จากอาหารหลายชนิด และในจำนวนวิตามินรวมทั้งหลายที่มีวางจำหน่ายตามร้านขายยาก็มักจะมีโฟเลทปะปนอยู่ด้วย เพราะมักจะมาในรูปของกรดโฟลิค ซึ่งก็คือ โฟเลท ที่สังเคราะห์ขึ้นมานั่นเอง

ว่ากันถึง โฟเลท แล้ว มันมีความจำเป็นต่อร่างกายทั้งก่อนและช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เพราะเหตุอันใดจึงมีความจำเป็นเช่นนั้น

จากการศึกษาพบว่าโฟเลทช่วยลดความเสี่ยงต่อความผิดปกติชนิดรุนแรงของทารกแรกคลอดลงได้ ความผิดปกติที่รุนแรงดังกล่าวคือ โรคหลอดประสาทไขสันหลังผิดปกติ

ทางการแพทย์เรียกโรคชนิดนี้ว่า Naural ture Defects คือความผิดปกติของเยื่อหุ้มประสาทไขสันหลัง จนเป็นเหตุให้แนวประสาทไขสันหลังพลอยปูดออกมาด้วย ยังผลให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทไขสันหลังขึ้นมา

เด็กก็จะเดินไม่ได้ บางรายไม่สามารถควบคุมการฉี่หรือการอึได้ ทำความลำบากให้กับคุณพ่อคุณแม่ผู้ดูแล โดยเฉพาะคุณแม่ที่จะต้องคอยดูแลเอาใจใส่คุณลูกอยู่แทบจะตลอดเวลาโดยไม่ต้องทำอะไรอื่น ดูแล้วมันก็ทรมานใจอยู่ไม่น้อย และโรคนี้ส่วนมากจะสัมพันธ์กันกับความผิดปกติทางสมองด้วย เด็กมักจะเข้าข่ายปัญญาอ่อนไปเลย

เมื่อทราบเช่นนี้แล้วการป้องกันหรือว่าการที่จะไม่ให้เกิดความพิการเช่นนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

หากจะคิดกันให้ลึกซึ้งจะเห็นได้ว่าความเป็นไปได้ของโรคหลอดประสาทไขสันหลังไม่ปิดนั้น มันน่าจะเกิดกันตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ด้วยซ้ำไป และน่าจะต้องกันหรืออย่างน้อยก็ทำให้โอกาสที่จะเกิดโรคนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ทำไมทุกวันนี้ทางการแพทย์จึงให้ความเห็นว่าคุณผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ทั้งหลายควรจะบริโภคโฟเลทร่วมกับอาหารประจำวันกันไปเลย

เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาโฟเลทก็จะช่วยลดความเสี่ยงในความผิดปกติของระบบประสาทไขสันหลังและรวมไปถึงสมองของทารกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้คุณบางคนคงเกิดความรู้สึกอยากรับประทานโฟเลทกันแล้วซินะ

โฟเลท หาได้จากที่ไหน ไม่ยากครับผมจะแนะนำให้ ผลไม้ต่างๆ ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว และอาหารอีกหลายชนิดที่มีโฟเลทแอบแฝงอยู่ นอกจากนี้ยังมีอาหารเสริมหลากหลายชนิด หลากหลายยี่ห้อที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยเน้นว่ามีโฟเลทเป็นส่วนผสมที่สำคัญ

ผมเชื่อว่าคุณน่าจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ผมยังเคยเลย

ถ้าหากจะให้ง่ายที่สุดคุณก็เพียงแค่เดินเข้าไปในร้านยาแล้วก็ซื้อวิตามินรวมที่มีโฟเลทเป็นองค์ประกอบในเม็ดยานั้น หรือไม่ก็คุณสามารถจะซื้อกรดโฟลิคแบบเพียวๆ ไม่ต้องมีวิตามินอื่นเป็นตัวร่วมก็สามารถนำมาบริโภคเป็นประจำได้เช่นกัน

เห็นมั้ยล่ะครับว่า โฟเลทนั้นหาได้ไม่ยากเลย พูดถึงเรื่องของโรคไขสันหลังไม่ปิดกับโฟเลทนั้น เป็นที่ยอมรับ ขององค์การอาหารและยาแห่งอเมริกาตั้งแต่ปีค.ศ.1998 เป็นต้นมา

ผมเองเข้าใจว่าคงด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ธุรกิจด้านอาหารต่างๆ เริ่มให้ความสนใจโฟเลทกันเป็นทิวแถว ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยให้ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ได้บริโภคโฟเลทเข้าไปอย่างเพียงพอ

ทั้งที่รู้ถึงความจำเป็นของมันและคงจะมีอยู่บ้างที่รับประทานเข้าไปโดยไม่รู้คุณค่าของมัน แต่สุดท้ายมันก็ให้คุณประโยชน์แหละน่า

สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำฝ่ายผู้ผลิตในบางสิ่งบางอย่างก็คือ ประการแรกขอให้คำนึงถึงราคาของสินค้าว่าให้เอากำไรเพียงสมน้ำสมเนื้อก็พอเถอะ เพราะผมทราบว่าตามความจริงแล้ว ราคาต้นทุนของโฟเลทนั้นไม่ได้แพงเลย

ดังนั้นกรุณาอย่าบวกเข้าไปมากนักเลยนะครับ

ประการที่สองคือ ขอให้บอกกำกับปริมาณที่แน่นอนของโฟเลทที่ผสมเข้าไปในผลิตภัณฑ์ว่ามีปริมาณเท่าใด ผู้บริโภคจะได้รับทราบว่าควรจะบริโภคเท่าใดจึงจะสามารถได้จำนวนโฟเลทที่เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย ซึ่งความต้องการอยู่ที่ตรงนี้ครับ 400 ไมโครกรัม (0.4 มิลลิกรัม) ต่อวันก่อนการตั้งครรภ์ และเพิ่มเป็น 800 ไมโครกรัมต่อวัน ขณะที่กำลังตั้งครรภ์

จากรายงานของการศึกษาในวารสานทางการแพทย์ชื่อ LANCET เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1996 กล่าวไว้ว่า กรดโฟลิคหรือ Folic Acid ที่สังเคราะห์ขึ้นมานั้นร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีกว่าโฟเลทที่พบตามธรรมชาติในอาหารต่างๆ

ก่อนจบผมก็มีแหล่งของโฟเลทมาฝากส่งท้าย เชิญเลือกมารับประทานได้ ผมเลือกเอาแต่ชนิดที่หาได้ง่ายๆ มีดังนี้…

รายการ ปริมาณโฟเลท /หน่วย
ตัวไก่
770 ไมโครกรัม/3.5 ออนซ์
ตับวัว
217 ไมโครกรัม/3.5 ออนซ์
หน่อไม้ฝรั่ง
132 ไมโครกรัม/ครึ่งถ้วยตวง
ผักขมต้ม (ผักป๊อปอาย)
131 ไมโครกรัม/ครึ่งถ้วยตวง
ถั่วดำ
128 ไมโครกรัม/ครึ่งถ้วยตวง
น้ำมะเขือเทศ
48 ไมโครกรัม/ถ้วย
ส้ม
47 ไมโครกรัม/ผลขนาดกลาง
บร๊อคเคอรี่ปรุงแล้ว
39 ไมโครกรัม/ครึ่งถ้วยตวง
French Fries
38 ไมโครกรัม/ถุงใหญ่


(update 19 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 24 ฉบับที่ 346 ธันวาคม 2543 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 17:11 Share
[ คัดลอก จากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 312 กุมภาพันธ์ 2541 ]

โฟเลทกับการตั้งครรภ์

ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล


เรามารู้จักโฟเลทกันก่อน โฟเลท, กรดโฟลิก (Folic acid) โฟลาซิน (Folacin) เป็นชื่อเดียวกันทั้งนั้นค่ะ คือ วิตามินในกลุ่มวิตามินบีที่ละลายน้ำได้

โฟเลทสำคัญต่อสุขภาพ ช่วยสังเคราะห์ยีนหรือสารพันธุกรรม (DNA) ให้คงรูปโครโมโซม จำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์ และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่าง ๆ

ผลจากการขาดโฟเลท ทำให้เกิดความผิดปกติของการแบ่งตัวของเซลล์ การสร้างโปรตีน และฮีม ซึ่งเป็นสารสีแดงที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง เกิดภาวะโลหิตจางชนิดที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่าปกติ การขาดโฟเลทนั้น พบได้ง่ายและพบมากในคนที่บริโภคไม่เพียงพอ กลุ่มทารก เด็กที่กำลังเจริญเติบโต และหญิงมีครรภ์ คือ กลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดโฟเลทมากที่สุด

ปริมาณโฟเลทที่ควรได้รับจะได้รับมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับช่วงอายุ คณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันของคนไทย จึงแนะนำว่า ควรบริโภคโฟเลทต่อวันดังตารางที่กำหนดมานี้


วัย ทารก ต่ำกว่า10ปี เด็ก 10-19 ปี ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมลูก
ปริมาณไมโครกรัม 20-30 40-65 90-165 150-175 500 250

แหล่งโฟเลท ในสัตว์พบจากตับมากที่สุด ส่วนพืชพบในผักสีเขียว ผักโขม ผักคะน้า ส่วนผลไม้ พบโฟเลทในส้ม และแคนตาลูป

ความร้อนทำลายโฟเลท จึงควรปรุงอาหารประเภทผัก โดยทำให้สุกเร็ว ๆ เพราะความร้อนอาจทำลายโฟเลทได้ 80-90%

อาหารที่เสริมโฟเลท นอกจากแหล่งธรรมชาติในนม ธัญพืช อาหารเช้าสำเร็จรูปบางชนิด ก็เป็นแหล่งโฟเลทที่ดีด้วย

สิ่งขัดขวางการดูดซึมของโฟเลทไปใช้ในร่างกาย ได้แก่ แอลกฮอล์ ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคมะเร็งและเนื้องอกต่าง ๆ

ถ้าได้รับโฟเลทมากไป อาจจะทำให้ไม่เห็นความผิดปกติของการตรวจเลือด วัดภาวะการขาดวิตามินบี 12 ไปบ้าง แต่ก็พบความเป็นพิษน้อย

พึงตระหนักเสมอนะคะว่า โฟเลทนั้นเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ แม้ว่าคุณสามารถได้รับโฟเลท จากการรับประทานผักสด โดยเฉพาะผักใบเขียว แต่ถ้าหากผ่านการหุงต้ม โดยผ่านความร้อน คุณค่าของโฟเลทที่ควรได้รับจะสูญเสียไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันคุณสามารถที่จะเลือก รับประทานอาหารที่จะเสริมวิตามินนี้ เช่น นมเสริมวิตามิน ก่อนซื้อทุกครั้งอย่าลืมตรวจสอบนะคะว่า ผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกซื้อนั้นสามารถโฟเลทในปริมาณ 500 ไมโครกรัม ตามคำแนะนำของคณะกรรมการจัดทำสารอาหารของคนไทย

ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 17:12 Share
โฟลิก ต้องเริ่มก่อนตั้งครรภ์


กรดโฟลิกหรืออีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่า "โฟเลต" จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มที่ละลายในน้ำ ในร่างกายกรดโฟลิกมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเซลล์ต่างๆ และมีบทบาทในการสร้างสาคาร์บอน ซึ่งเป็นกลไกการทำงานของดีเอ็นเอในการถ่ายทอดคำสั่งทางพันธุกรรม เพื่อสร้างโปรตีนชนิดต่างๆ รวมทั้งการควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก

  • เมื่อตั้งครรภ์…โฟลิกกลับลดลง

ภายหลังการปฏิสนธิโดยการผสมของไข่จากแม่และสเปิร์มจากพ่อ จะเกิดเป็นเซลล์ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ของสารพันธุกรรม หลังจากนั้นเซลล์เซลล์เดียวจะมีการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการก่อรูปของอวัยวะระบบต่างๆ จนเป็นทารกที่สมบูรณ์ การตั้งครรภ์จึงต้องมีการสร้างสายดีเอ็นเอและโปรตีนเพื่อเป็นองค์ประกอบของเซลล์ และเนื้อเยื่อของระบบต่างๆ จำนวนมาก ดังนั้นจึงมีความต้องการกรดโฟลิกเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นจำนวนประมาณ 2 เท่าของคนปกติ

ในขณะที่ร่างกายต้องการกรดโฟลิกมากขึ้น กลับพบว่าระหว่างตั้งครรภ์ลำไส้ สามารถดูดซึมกรดโฟลิกจากอาหารได้ลดลง และมีการสูญเสียกรดโฟลิกทางปัสสาวะมากกว่าปกติ ทำให้พบการขาดกรดโฟลิกในสตรีตั้งครรภ์ได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป

ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์และวงการโภชนาการ ให้ความสนใจกรดโฟลิกนี้มาก เนื่องจากมีรายงานการศึกษาโดยการตรวจหาระดับกรดโฟลิกในเลือดของมารดาที่ตั้งครรภ์ พบว่ามีมารดาที่มีระดับกรดโฟลิกในเลือดต่ำได้ถึงร้อยละ 25 ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติ ของพัฒนาการของสมองและระบบประสาทของทารก เพราะในภาวะปกติสมอง และระบบประสาทจะพัฒนาโดยเริ่มจากแผ่นเนื้อเยื่อระบบประสาทแล้วม้วนตัวเป็นท่อเรียกว่า หลอดประสาท ซึ่งมีสองปลาย

ต่อมาปลายหลอดประสาททั้งสองจะปิด โดยปลายท่อด้านหัวจะพัฒนาเป็นส่วนของสมอง ส่วนปลายด้านหางจะพัฒนาเป็นประสาทไขสันหลัง ในกรณีที่มารดามีระดับกรดโฟลิกในเลือดต่ำ จะมีผลทำให้ปลายท่อหลอดประสาททั้ง 2 ด้านไม่ปิด จึงเกิดความพิการของสมองและประสาทไขสันหลัง ซึ่งมีความรุนแรงได้แตกต่างกันหลายระดับ


  • ทารกที่ขาด "โฟลิก"

ในรายที่เป็นมากจะทำให้ทารกคลอดออกมาโดยไม่มีเนื้อสมอง จึงไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังคลอด

ส่วนรายที่เป็นน้อยจะพบความพิการของประสาทไขสันหลัง โดยการเกิดความผิดปกติดังกล่าวมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย

ปัจจัยสำคัญได้แก่ การมีความผิดปกติที่บางตำแหน่งของยีน ซึ่งซ่อนอยู่ในประชากรทั่วไปได้ระหว่างร้อยละ 5-25 ความผิดปกตินี้จะไม่แสดงอาการใดๆ แต่มีผลต่อเมตาบอลิซึมของกรดโฟลิกในร่างกาย ทำให้มีสารโฮโมซีสทีนในเลือดสูงขึ้น และมีกรดโฟลิกต่ำลง

นอกจากนี้อาจมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น การได้รับความร้อนในระยะเวลาสั้นๆ จากการเป็นไข้ การประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนหรืออบซาวน่า รวมทั้งการได้รับยาป้องกันโรคลมชักบางชนิด ซึ่งมารดาที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หากได้รับกรดโฟลิกเพิ่มจากอาหารปกติอีกวันละ 400 ไมโครกรัม ในรูปของยาหรืออาหารที่เสริมด้วยกรดโฟลิกจะสามารถป้องกันหรือลดการเกิดความพิการดังกล่าวได้


  • ทำไมต้องเสริมโฟลิกก่อนตั้งครรภ์

เนื่องจากพัฒนาการของสมองและระบบประสาทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการปฏิสนธิ โดยหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์ในระหว่างสัปดาห์ที่ 3-4 หลังการปฏิสนธิ (วันที่ 21-28) ซึ่งปกติกว่าที่แม่จะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ โดยสังเกตจากประจำเดือนไม่มาตามกำหนด แล้วจึงไปพบแพทย์ก็ล่วงเข้าสัปดาห์ที่ 3 เป็นอย่างเร็วที่สุด การเริ่มรับประทานกรดโฟลิกในระยะนี้จึงไม่ทันการณ์

ดังนั้นหากจะให้ได้ผลจริงๆ จะต้องเริ่มรับประทานกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 1-3 เดือน เป็นอย่างน้อย และถ้าจะให้ครอบคลุมถึงการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าให้ครบถ้วนด้วย จะต้องแนะนำให้สตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคนรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มทุกวันเป็นประจำ

ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอุบัติการณ์ของโรคสมองพิการแต่กำเนิดมากประเทศหนึ่ง ได้รณรงค์ให้สตรีวัยเจริญพันธุ์รับประทานกรดโฟลิกเพิ่มวันละ 400 ไมโครกรัม ในรูปของยาเม็ดหรืออาหารที่เสริมด้วยกรดโฟลิกมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว และพบว่าสามารถลดการเกิดความพิการของสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีผู้ที่ทำตามคำแนะนำอย่างครบถ้วนเพียงร้อยละ 30 ก็ตาม

นอจากนี้ยังพบว่าการรับประทานกรดโฟลิกยังช่วยป้องกันหรือลดความพิการของอวัยวะระบบอื่นๆ เช่น ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะการแท้งบุตร และภาวะครรภ์เป็นพิษด้วย

ความจริงกรดโฟลิกมีในอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำ (ดังในตาราง) โดยพบมากใน ผักใบเขียว ถั่วลันเตา ตับและผลไม้บางชนิด

ปริมาณกรดโฟลิกในอาหารชนิดต่างๆ

ชนิดของอาหาร น้ำหนัก
ต่อ 1 ถ้วยตวง (กรัม)
ปริมาณกรดโฟลิก
(ไมโครกรัม)
คะน้า (ดิบ)
คะน้า (สุก)
กระหล่ำปลี (ดิบ)
กระหล่ำปลี (สุก)
กระหล่ำดอก (ดิบ)
กระหล่ำดอก (สุก)
ปวยเล้ง (ดิบ)
ปวยเล้ง (สุก)
ผักกาดหอม (ดิบ)
ผักบร็อกโคลี (ดิบ)
ผักบร็อกโคลี (สุก)
หน่อไม้ฝรั่ง (ดิบ)
หน่อไม้ฝรั่ง (สุก)
ถั่วลันเตา (ดิบ)
ถั่วลันเตา (สุก)
น้ำส้ม
ตับหมู (3 ออนซ์)
ตับไก่ (ชิ้น)
67
130
70
50
100
124
56
180
56
88
156
134
180
146
160
248
85
20
19.6
30.0
39.6
31
66.2
63.4
109
262
76
62.4
107
140
176
95.3
101
109
139
154


  • ความต่างของ "โฟลิก" ในรูปอาหารกับรูปยาเม็ด

เนื่องจากกรดโฟลิกเป็นวิตามินที่ถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ดังนั้นเมื่อปรุงอาหารโดยใช้ความร้อน จะทำให้มีการสูญเสียกรดโฟลิกได้ตั้งแต่ร้อยละ 50-95 นอกจากนี้กรดโฟลิกที่มีในอาหารจะถูกดูดซึมได้น้อยกว่า (ประมาณร้อยละ 50) เมื่อเทียบกับกรดโฟลิกที่รับประทานในรูปของยาเม็ด ดังนั้นแม้ผู้ที่ตั้งครรภ์จะได้รับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดการขาดกรดโฟลิกได้ ยิ่งผู้ที่มียีนผิดปกติแฝงอยู่ ยิ่งมีความจำเป็นต้องได้รับกรดโฟลิกมากขึ้นเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไป

สำหรับในบ้านเรา แม้จะพบความพิการทางสมองในทารกแรกเกิดและมีผู้ที่มียีนผิดปกติแฝงอยู่ได้ แม้ไม่สูงเท่าประชากรในประเทศทางตะวันตก แต่ก็ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มวันละ 400 ไมโครกรัม เช่นเดียวกัน ซึ่งกรดโฟลิกชนิดเม็ดที่มีจำหน่ายมี 2 ขนาด คือ 1 มิลลิกรัม และ 5 มิลลิกรัม ซึ่งหากใช้ขนาด 1 มิลลิกรัม ก็รับประทานวันละครึ่งเม็ด แต่หากเป็นขนาด 5 มิลลิกรัม ให้รับประทานเพียงวันละ 1/10 เม็ด


  • "โฟลิก" ชนิดเม็ด แค่ไหนไม่อันตราย

โดยทั่วไปกรดโฟลิกเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง จะมีข้อควรระวังเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะซีดและปลายประสาทอักเสบจากการขาดวิตามินบี 12 การรับประทานกรดโฟลิกในขนาดสูงๆ จะทำให้บดบังอาการ และทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้า จนเกิดการทำลายของปลายประสาทอย่างถาวรได้

อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยขอแนะนำให้รับประทานกรดโฟลิกไม่เกินวันละ 1 มิลลิกรัม (10,000 ไมโครกรัม) สำหรับท่านที่ไม่ชอบรับประทานยา การเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิกสูงแทนยาเม็ด อาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเนื่องจากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และในบ้านเรายังไม่มีผัก หรือธัญพืชที่เสริมด้วยกรดโฟลิกจำหน่าย ดังนั้นการรับประทานกรดโฟลิกในรูปยาเม็ดยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน


(update 3 มีนาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 245 มิถุนายน 2546 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 17:13 Share
กรดโฟลิกดีจริง! ต้องกินก่อนท้อง 1-3 เดือน


แม้ว่าคุณผู้หญิงหลายคนจะรู้จักกรดโฟลิกเป็นอย่างดีแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกไม่น้อยที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก

วันนี้ นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์ สูติ-นรีแพทย์ จากโรงพยาบาลกลาง มีคำแนะนำดีๆ มาบอกกันค่ะว่าถ้าคุณกำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวเล็กอยู่ล่ะก็ ต้องเร่งรีบทำความรู้จักเลยล่ะค่ะ เพราะกรดโฟลิกเป็นวิตามินตัวหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากคุณกินกรดโฟลิกก่อนท้อง 1-3 เดือน จะช่วยให้พัฒนาการของสมองลูกเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และช่วยป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงชีวิตของลูกด้วยค่ะ

สาเหตุที่นำเสนอเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะมีโอกาสได้คุยกับคุณแม่ท่านหนึ่ง ซึ่งเคยสูญเสียลูกขณะตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน เนื่องจากกะโหลกศรีษะของลูกไม่ปิด การสูญเสียในครั้งนั้นทำให้เธอกลัวการมีลูกไม่น้อย
คุณอรวรรณ มีสีผ่อง เล่าให้ฟังว่า “ปกติเป็นคนรักเด็กค่ะอยากมีลูกเยอะๆ และมีความสุขมากตอนท้อง

มีลูกมาแล้ว 2 คน คลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกอย่างจึงอยากมีอีกสักคน เมื่อรู้ว่าท้องก็รู้สึกดีใจมาก จึงรีบไปฝากท้องตามปกติ และไปตรวจตามที่หมอนัดทุกเดือน ไม่พบความผิดปกติอะไรเลย จนท้องได้ 4 เดือนกว่า คุณหมอนัดให้ไปตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อเจาะถุงน้ำคร่ำ เนื่องจากอายุเกิน 35 ปีแล้ว

เลยรู้ว่ากะโหลกของลูกไม่ปิด คือ ทารกจะไม่มีสมองส่วนบนซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิด การจำ แต่ที่ลูกยังดิ้นและมีชีวิตอยู่ได้เพราะสมองส่วนท้ายซึ่งเกี่ยวกับการเจริญเติบโตยังแข็งแรง สมบูรณ์อยู่

ถ้าปล่อยให้ท้องต่อไปเขาจะเติบโตตามปกติจนกระทั่งคลอดแต่หลังคลอดแล้วจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เมื่อปรึกษากับสามีและครอบครัวจึงตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์”

ถึงตอนนี้เธอยังคงมีคำถามคาใจว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งๆ ที่ดูแลตัวเองและลูกอย่างดีมาตลอด

สำหรับคำถามนี้พอจะบอกได้ว่า ปัจจัยครึ่งหนึ่งนั้นมาจากการขาดโฟลิกค่ะ!


กรดโฟลิก สำคัญต่อการสร้างตัวอ่อน

กรดโฟลิก เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่สามารถละลายได้ในน้ำ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทั้งดีเอ็นเอ ดังนั้น ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนโดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานและเตรียมจะมีเจ้าตัวเล็ก ควรได้รับกรดโฟลิกเพื่อนำไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน

ซึ่งหากเปรียบกระบวนการสร้างตัวอ่อนเหมือนกับทองม้วนแผ่นบางๆ พอม้วนเสร็จจะกลายเป็นท่อกลม (คือหลอดประสาท) มี 2 ปลาย ตรงกลางคือลำตัว ปลายท่อด้านหัวจะเป็นสมอง ส่วนปลาท่อด้านท้ายจะเป็นไขสันหลัง เมื่อม้วนเสร็จต้องปิดหัวปิดท้าย
  • ถ้าแม่ท้องขาดกรดโฟลิกจะทำให้ตอนม้วนๆ ได้ไม่สมบูรณ์เป็นเหตุให้เกิดความพิการ เช่น ความผิดปกติของปากและเพดานความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด

  • แต่ถ้าตอนม้วนหากส่วนหัวส่วนท้ายไม่ปิด จะส่งผลให้เกิดความพิการได้เช่นกัน
ถ้าเป็นส่วนที่หัว ก็จะมีความพิการของสมอง ระบบประสาทส่วนกลาง และกะโหลกศรีษะไม่ปิด

ถ้าเป็นที่ส่วนท้าย จะทำให้กระดูกสันหลังแหว่งหรือปิดไม่สนิทความพิการที่เกิดขึ้น เช่น จะมุงน้ำที่ไขสันหลัง เอว หรือกระดูกก้นกบปูดออกมา ซึ่งความรุนแรงมีหลายระดับ บางรายถ้าเป็นมากก็ถึงขั้นเสียชีวิต ถ้าเป็นน้อยก็สามารถรักษาให้หายและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ


กรดโฟลิกกินก่อนท้อง 1-3 เดือน

สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและกำลังคิดจะมีลูก อย่าปล่อยให้ความคิดดีๆ นั้นผ่านไปโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ เพราะสิ่งสำคัญก่อนที่คุณจะมีลูก ก็คือการวางแผนครอบครัว ซึ่งเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ

โดยเฉพาะการกินกรดโฟลิกเสริมก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน และกินต่อไปอีก 3 เดือนหลังจากตั้งครรภ์แล้ว จึงจะได้รับประโยชน์และช่วยลดความพิการของโรคได้ แม้ความเสี่ยงเหล่านี้จะมีเพียง 1:1,000 ของการตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่เรานั้นไม่ควรเสี่ยง จริงไหมคะ

ส่วนการเริ่มต้นกินกรดโฟลิกขณะตั้งครรภ์ จะไม่มีผลต่อการป้องกันความพิการแต่กำเนิดแต่อย่างใด เพราะการปิดหัวปิดท้ายของหลอดประสาทนั้นจะปิดเสร็จภายใน 28 วัน หลังจากปฏิสนธิ (ปฏิสนธิช่วงกลางรอบเดือนที่มีไข่ตก) ซึ่งกว่าจะรู้ว่าประจำเดือนไม่มาหรือท้องก็เลยช่วงนี้ไปแล้ว เพราะในแต่ละวันกลไกธรรมชาติของร่างกายคนเราจะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าควรจะสร้างอะไร เมื่อผ่านไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาสร้างซ้ำได้อีก

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้เสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะกรดโฟลิกจะมีในอาหารท่าเรากินทุกวันค่ะ ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องกังวล และอีกอย่างหนึ่งคือ ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน แบะไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดกรดโฟลิกอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกถึง 50% คือ
  • ความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไข่ของแม่มากกว่าน้ำเชื้อของพ่อ เพราะไข่จะมีการแบ่งโครโมโซมไว้ครึ่งหนึ่งแล้ว ตั้งแต่อยู่ในมดลูกเพื่อรอปฏิสนธิ อีกนับสิบปี จึงอาจจะมีการแตก หัก หลุด และไปจับกันใหม่จนผิดที่ผิดทาง หรือหายไปบ้าง พอผสมกับอสุจิทำให้ไม่ครบคู่บ้าง เกินบ้าง ยิ่งอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

  • ได้รับเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ไวรัสหัดเยอรมันก็มีส่วนทำให้สมองพิการได้เหมือนกัน เช่น ปัญญาอ่อน สมองลีบเล็กไม่โต

  • การกินยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาขับประจำเดือนและยาอื่นๆ ซึ่งเข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะเป็นต้น

  • อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น พี่เลี้ยง โดนรังสีเอกซเรย์ได้รับสารเคมีบางอย่าง เป็นต้น

ตรวจโครโมโซมหลังแท้ง

เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติว่าเป็นเพราะจาดกรดโฟลิกหรือโครโมโซมผิดปกติ โดยตรวจหลังจากทารกแท้งออกมาแล้วซึ่งสามารถคาดการณ์ท้องต่อไปได้ว่าจะเกิดซ้ำอีกหรือไม่ เพื่อจะได้หาหนทางป้องกัน เพราะการตรวจโครโมโซมจะสามารถบอกได้ว่าลูกคนต่อไปจะผิดปกติหรือเปล่า ถ้าลูกพิการเพราะความผิดปกติของโครโมโซม การกินโฟลิกจะไม่สามารถป้องกันได้ค่ะ


การรณรงค์กรดโฟลิกในต่างประเทศ

ประเทศสหรัฐอเมริกา
กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ บังคับให้เสริมกรดโฟลิกเข้าไปในอาหาร เช่น ซีเรียล แป้งข้าวสาลี ขนมปัง และยาคุมกำเนิด ตั้งแต่ปี 1992 เพื่อให้สตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคนได้รับกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 400 ไมโครกรัม หลังมาตรการนี้สามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่าครึ่ง จากเดิมที่มีความพิการของสมองไม่ต่ำกว่า 4,000 คน

โดย FBA (Food & Beverage Associates, Inc.) ได้ตั้งมาตรฐานไว้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งและขนมปังทั้งหลายต้องมีกรดโฟลิกผสมอยู่ด้วยอย่างน้อย 140 ไมโครกรัม ต่อแป้งหรือขนมปัง 100 กรัม ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1996 จนถึงปัจจุบัน

ประเทศแคนาดา
แคนาดาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญและต้องการลดอุบัติการณ์การเกิดความพิการแต่กำเนิด รัฐบาลจงออกคำสั่งให้ผู้ผลิตเสริมกรดโฟลิกลงในผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ขนมปัง ซีเรียล และพาสต้า ตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งสามารถลดการเกิดความพิการของสมองและไขสันหลังลงได้จาก 1.58:1,000 คน เหลือ 0.86 โดยใช้ข้อมูลแม่ท้องจากโรงพยาบาลระหว่างปี 1993-2002 จำนวน 2 ล้านคน ใน 7 จังหวัด จากนั้นได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของท่อประสาทตลอดการตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด พบความผิดปกติจำนวน 2,446 คน จากเด็กแรกเกิด 1.9 ล้านคน นอกจากนี้ยังพบว่าความพิการทั้งหมดลดลง 46% และความพิการของระบบประสาทส่วนกลางลดลงถึง 53%


กรดโฟลิก กินแค่ไหนจึงจะพอ

แม่กลุ่มทั่วไป คือกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการแต่กำเนิด เมื่อตั้งครรภ์กรดโฟลิกในตัวของคุณแม่ก็จะลดลงเนื่องจากถูกดึงไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน

ดังนั้น คุณแม่ควรได้รับกรดโฟลิกให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม (0.04 มิลลิกรัม) จึงจะช่วยลดอุบัติการณ์ความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่า 50% แต่หากไม่ได้รับกรดโฟลิกอย่างเพียงพอก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดมากกว่า 50% เช่นกันค่ะ

แม่ในกลุ่มเสี่ยง คือกลุ่มที่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ความพิการของกะโหลก ระบบประสาทส่วนกลาง สมองพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่หรือแม่เป็นโรคโลหิตจาง เป็นต้น

แม่กลุ่มนี้จะต้องได้รับกรดโฟลิกในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเป็นวันละประมาณ 40,000 ไมโครกรัม (4 มิลลิกรัม) คือต้องการมากกว่าแม่ในกลุ่มปกติมากถึง 100 เท่าเชียวค่ะ


กรดโฟลิก หาง่าย & สูญสลายง่าย

หาง่าย บ้านเรามีอาหารที่มีกรดโฟลิกให้เลือกมากมาย เพราะมีอยู่ในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ ผักกาดหอม ปวยเล้ง หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วลันเจา ธัญพืชต่างๆ ผลไม้ตระกูลส้ม

ที่สำคัญหากต้องการได้รับกรดโฟลิกแบบครบคุณค่าควรกินแบบสดๆ หรือถ้าจะลวกก็ต้องทำด้วยความรวดเร็วค่ะ

สูญสลายง่าย
  • การปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อนเป็นเวลานานๆ จะทำให้กรดโฟลิกสูญสลายได้ง่าย

  • หากมีอาการตัวร้อนและเป็นไข้หลายวัน ด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นทำให้ระดับกรดโฟลิกในร่างกายลดลงได้เช่นกัน

  • การได้รับยารักษาโรคลมชัก คนที่เป็นโรคลมชักและต้องกินยาเป็นประจำ ยาตัวนี้จะเข้าไปต่อต้านการสร้างโปรตีนและลดการดูดซึมของกรดโฟลิก ดังนั้น คุรแม่ที่มีภาวะลมชักอยู่จะตองกินโฟลิกให้มากขึ้นประมาณ 10 เท่าจากที่กินอยู่เดิมค่ะ
การวางแผนด้วยการกินกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือนนับว่าเป็นการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และคุ้มเวลาแห่งการรอคอยของคนเป็นแม่แน่นอนค่ะ


การเลือกซื้อกรดโฟลิก

กรดโฟลิกสามารถซื้อได้ที่ร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรมหรือโรงพยาบาลทุกแห่ง ไม่จำเป็นต้องซื้อที่มียี่ห้อ เพราะชนิดไหนก็มีคุณสมบัติเหมือนกัน คือเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ดี จึงไม่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม ที่สำคัญไม่ควรเลือกที่ผสมวิตามินชนิดอื่นๆ เช่น วิตามิเอ หรือ อี เพราะวิตามินเหล่านี้จะละลายในไขมัน

ตัวอย่างกรดโฟลิก

  • กรดโฟลิกของร้ายขายยาองค์การเภสัชกรรม ราคาเม็ดละ 25 สตางค์ (เม็ดที่ 1) และราคาเม็ดละ 40 สตางค์ (เม็ดที่ 3) ปริมาณ 500 ไมโครกรัม

  • กรดโฟลิกยี่ห้อ Foliamin ราคาเม็ดละ 50 สตางค์ ปริมาณ 500 ไมโครกรัม (เม็ดที่ 2) ซื้อได้ที่โอสถศาลา

  • กรดโฟลิกยี่ห้อ Black ปริมาณ 500 ไมโครกรัม ราคา เม็ดละ 3.37 บาท (เม็ดที่ 4) ซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไป

(update 28 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 299 ธันวาคม 2550]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:55 Share
เรื่องของการตั้งครรภ์


วันนี้ขอตอบสารพันปัญหาของคนใกล้ท้อง อยากจะท้อง และกำลังท้องเผื่อว่าถ้าเจอกับตัวกันบ้าง จะไดรู้ว่าอะไรเป็นอะไร


ข้อแรก

คลำเจอก้อนที่ท้องน้อยด้านขวา
คือดิฉันคลำเจอก้อนที่ท้องน้อยด้านขวา เจอมานานแล้วค่ะแต่ไม่สนใจ เพราะไม่มีอาการปวด แต่เมื่อสองวันที่แล้วมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยด้านขวา แล้วดิฉันลองหาข้อมูลทาง Internet ก็กังวลเรื่องการตั้งครรภ์นอกมดลูกดิฉันไม่ได้มีอะไรกับสามีนาน 8 เดือนแล้วค่ะ รอบเดือนของดิฉันมาเกือบๆ ทุกเดือน มากระปริดกระปรอย 2-3 วันบ้าง ดิฉันมีโอกาสหรือไม่ที่จะท้อง ดิฉันไม่มีอ่าการของคนท้องเลยค่ะ เลยอยากจะรู้ว่าก้อนที่มีอยู่จะเป็นลูกที่ตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือไม่ หรือว่าเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือโรคอื่นหรือไม่คะ ขอบคุณมากค่ะ

สาวิตรี

ก้อนที่เจอมานานแล้ว คุณไม่มีเพสสัมพันธ์มาตั้งหลายเดือนแล้ว ฉะนั้นโอกาสนี่แทบจะท้องไม่มีเลย การเป็นก้อนที่ท้องน้อยก็เป็นมานานแล้ว น่าจะเป็นรังไข่มากกว่า ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเป็นมานานแล้ว

ก็ไม่มีอะไรยากเพราะในปัจจุบันนี้ การตรวจทำได้ง่ายโดยการอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดก็ได้ หน้าท้องก็ได้ ก็จะเห็นและทราบว่าเป็นอะไร แต่เรื่องของการตั้งครรภ์คงไม่ใช่ล่ะครับ


ข้อสอง

อยากมีลูกแต่ไม่เคยท้อง
อยากถามราคาฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก เพราะอยู่ต่างจังหวัด และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพราะอยากมีลูกมาก

รุ่งรัศมี

การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก ต้องมีขั้นตอนดังนี้ค่ะ
1. ต้องทราบวันตกไข่ โดยดูด้วยอัลตราซาวนด์ แต่คุณอยู่ต่างจังหวัด ดูเหมือนจะลำบากหน่อย เพราะวันตกไข่มีแค่วันเดียว อย่างไรก็ตามคุณลองคุยกับคุณหมอดูว่าจะทำได้หรือไม่ ส่วนราคาฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูกไม่เกิน 7,000 บาท

2. ต้องเตรียมเชื้อของผู้ชายในวันไข่ตกเพื่อฉีดเชื้อ ดังนั้นสามีต้องไปโรงพยาบาลกับคุณด้วยในวันที่ไข่ตก ที่สำคัญที่โรงพยาบาลจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์เพื่อการเตรียมเชื้อที่จะฉีด และจะต้องสะอาด ปราศจากเชื้อโรคด้วยครับ

3. สุดท้ายคือผลที่ได้รับนั้นไม่มากอะไร ขึ้นกับไข่และสเปิร์มว่าปกติแค่ไหน ขอให้โชคดีนะครับ

ข้อสาม

สอบถามค่าใช้จ่ายในการอัลตราซาวนด์สองมิติและสี่มิติ
คืออยากจะสอบถามค่าใช้จ่ายในการอัลตราซาวนด์ดูความแข็งแรงของลูกในครรภ์และจะซาวนด์ได้ตอนอายุกี่เดือน แล้วเราจะทราบอย่างไรว่าลูกเราปกติหรือไม่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่คะ รบกวนหน่อยค่ะ

จิราพร

อัลตราซาวนด์ในปัจจุบันมีสองชนิดสองมิติและสี่มิติ ชนิดสองมิตินั้นมีมาก่อน ชนิดสี่มิติมาทีหลัง ประมาณ 5-6 ปีมาแล้ว ความจริงหมอต้องการดูความปกติ หรือผิดปกติของลูกในครรภ์ ดังนั้นที่ดีที่สุดคืออัลตราซาวนด์ตอน 6-7 เดือน เพราะในตอนนั้นเด็กจะเริ่มโตและมีอวัยวะครบสมบูรณ์แล้ว จะไม่ทำตอน 4-5 เดือน หรือตอนครบกำหนดคลอดแล้วเพราะดูลำบากกว่า

สำหรับค่าใช้จ่ายนั้นแน่นอนว่าสองมิติต้องบถูกกว่าสี่มิติมาก จะเท่าไหร่นั้นเป็นหลักพันว่างั้นเถอะส่วนว่าจะทำที่ไหนก็ลองตามดูนะครับ


ข้อที่สี่

ยืดผมหลังคลอด
ยืดผมหลังคลอด สามารถทำตอนไหนได้คะ และมีอันตรายต่อลูกหรือไม่ กับกลิ่นของสารเคมีในน้ำยายืดผม

นิด

น่าจะทำได้ตลอดถ้าหากไม่มีลูกอยู่ใกล้ๆ จนได้กลิ่นสารเคมีชัดเจน ผมเคยอ่านในอินเทอร์เน็ตพบว่าในช่วงการตั้งครรภ์ไม่ควรใช้น้ำยาย้อมสีผม แต่ไม่เคยเจอข้อห้ามในการยืดผมหลังคลอด อย่างไรก็ดีการคลอดไปแล้วย่อมจะปลอดภัยต่อลูก ข้อสำคัญอย่าให้ลูกๆ ได้กลิ่นน้ำยายืดผมก็แล้วกัน เพราะกลิ่นของมันแรงมาก


ข้อที่ห้า

เป็นไทรอยด์เป็นพิษมีบุตรได้หรือไม่
ตอนนี้อายุ 25 ปี เคยตั้งครรภ์ 1 ครั้ง อายุครรภ์ 9 เดือน 7 วัน แต่วันคลอดลูกเสียชีวิตในครรภ์ สาเหตุที่หมอแจ้งตอนนั้นก็คือ ลูกดิ้นหลุดออกจากรก ทำให้สายสะดือพันกัน ลูกจึงขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตหลังจากนั้น 4 เดือน ตรวจพบว่าเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ และฮอร์โมนไทรอยด์สูงมาก ได้เล่าเรื่องบุตรที่เสียให้หมอฟัง น่าจะเป็นสาเหตุจากโรคไทรอยด์เป็นพิษมากกว่าที่จะทำให้บุตรเสียชีวิต เพราะจากการตรวจไทรอยด์พบว่าน่าจะเป็นตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือน ตอนนั้นไม่ได้ตรวจเลือด จึงไม่ทราบว่าเป็นไทรอยด์ ตอนนี้รักษาได้ 1 ปีแล้ว อยากตั้งครรภ์ จึงอยากทราบว่าถ้าตั้งครรภ์แล้วจะเสี่ยงต่ออาการเสียลูกอีกไหม แล้วยาที่กินรักษาโรคไทรอยด์จะมีผลกับลูกหรือไม่ กลัวลูกจะไม่ครบ 32 กลัวลูกจะพิการ เป็นเอ๋อ ช่วยตอบหน่อยนะคะ

วรี

คุณเคยตั้งครรภ์มาก่อน และไม่ทราบว่าเป็นโรคไทรอยด์ มาทราบเอาตอนตั้งครรภ์แล้วและคลอดออกมาเด็กก็เสียชีวิต ไม่ว่าจะเกิดจากอะไรก็ตามแต่คุณก็ทราบว่าเป็นไทรอยด์และกำลังรักษาอยู่ ที่สำคัญคุณต้องรักษาเป็นกิจจะลักษณะเมื่อแพทย์อนุญาตให้คุณมีลูกได้ นั่นก็หมายความว่าลูกของคุณปลอดภัย จากยาต่อมไทรอยด์ ลูกของคุณจะไม่เสียชีวิตและมีอวัยวะครบสมบูรณ์ครับ

ขอให้โชคดีนะครับ


(update 28 มีนาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ vol.15 issue 180 july 2008 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:56 Share
เตรียมพร้อม เพื่อครรภ์คุณภาพ


สวัสดีครับ ในฉบับที่แล้วเราได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติมาพอสมควร แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การเตรียมพร้อมเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่มีสุขภาพดี เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดีนะครับ

วิธีการเตรียมความพร้อมที่หมอจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะสามารถปฏิบัติได้จริง แต่ไม่ควรเคร่งเครียดกับมันจนก่อให้เกิดความเครียดนะครับ ค่อยๆ พยายามปรับเปลี่ยนแล้วคุณก็จะมีความสุขกับมัน อย่าลืมว่าสุขภาพจิตที่ดีก็ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายด้วยครับ
  • สิ่งที่รับประทานเข้าไปมีผลต่อความสามารถในการตั้งครรภ์ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ดังนั้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารก่อนวางแผนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน อาหารและความสามารถในการสืบพันธุ์มีผลเกี่ยวเนื่องกัน การบริโภคที่สมดุลเพื่อปรับสภาพร่างกายให้เหมาะสม เมื่อตั้งครรภ์จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการมีบุตรที่มีสุขภาพแข็งแรงและเฉลียวฉลาด

  • เลิกหรือลดการบริโภคคาเฟอีน เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ และน้ำตาลเทียม คุณควรต้องเริ่มพิจารณาอาหาร หรือสิ่งที่รับประทานเข้าไป ควรเลิกบริโภคสารให้ความหวานสังเคราะห์ เช่น น้ำตาลเทียม หรือเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลเทียม อาหารที่ใส่น้ำตาลเทียมเพื่อลดความอ้วน เป็นต้น ค่อยๆ เลิกบริโภคคาเฟอีนที่มีอยู่ในช็อกโกแลต โกโก้ โซดา กาแฟ ชา และงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ หยุดการใช้ยาโดยที่ไม่จำเป็น และถ้าคุณสูบบุหรี่ก็ควรเลิกสูบ

  • รับประทานวิตามินและเกลือแร่เสริม ตามแพทย์สั่งก่อนการตั้งครรภ์ แต่การรับประทานวิตามิน และเกลือแร่เสริมเข้าไปไม่ได้หมายความว่า จะทดแทนอาหารได้ ดังนั้นคุณยังต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่

  • หาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมและปรับน้ำหนักให้เหมาะสม อาจต้องลดน้ำหนักเล็กน้อย หรืออาจต้องเพิ่มในกรณีที่คุณแม่น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ถ้าน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์เหมาะสม เมื่อคุณตั้งครรภ์ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักก็จะสามารถควบคุมให้เหมาะสมได้ (น้ำหนักที่เหมาะสม = ส่วนสูง-110)

  • สำรวจประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวทั้งสองฝ่ายว่ามีใครที่มีโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมบ้าง เช่น เบาหวาน ธาลัสซีเมีย ฮีโมฟิเลีย กล้ามเนื้อลีบเล็ก (Muscular dystrophy) Tay-Sachs disease, Sickle-cell anemia, Cysticfibrosis. โครโมโซมผิดปกติหรือแม้กระทั่งประวัติการเกิดทารกแฝดในครอบครัว หากพบปัญหาเกิดขึ้นควรจะต้องไปปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์ สงสัยว่ามีโรคพวกนี้ในครอบครัวหรือไม่ หรือไม่แน่ใจก็ให้ปรึกษาแพทย์ดูก่อนได้ครับ

  • พบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือดหาโรคที่สามารถติดต่อไปสู่ลูก โรคถ่ายทอดทางพันธุกรรม และรับวัคซีนที่จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เป็นในขณะตั้งครรภ์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน หรือโรคบาดทะยัก มาฉีดก่อนการตั้งครรภ์ เพราะวัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน ฉีดแล้วห้ามตั้งครรภ์ไป 3 เดือน

  • การตั้งครรภ์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของผู้หญิงเกือบทั้งหมด แต่ว่าที่คุณพ่อก็สามารถมีส่วนร่วมได้ ความจริงก็คือ การพูดคุยแสดงความสนใจ การพยายามที่จะอ่านและทำความเข้าใจคู่มือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และการดูแลทารกแรกเกิด ถึงแม้จะทำได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
    โดยส่วนใหญ่ประสบการณ์ของคุณพ่อมักจะเริ่มต้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการกล่อมลูกให้หลับเท่านั้นเอง แต่ที่จริงแล้วคุณพ่อสามารถมีส่วนร่วมในการเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ได้ เช่น ต้องมีสุขภาพดีด้วยถ้าภรรยาพยายามที่จะปรับการรับประทานอาหาร เลิกดื่มแอลกอฮอล์ และดื่มน้ำมากขึ้น ว่าที่คุณพ่ออาจสนับสนุนเธอด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมไปด้วยกันลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์และหยุดสูบบุหรี่ เป็นต้น

และเมื่อคุณมีความพร้อมในการตั้งครรภ์แล้ว คุณอาจต้องทำใจว่าการที่จะตั้งครรภ์ได้นั้น จำเป็นต้องใช้เวลาบ้างครับในคู่สามีภรรยาที่อายุยังไม่มาก บางคู่ใช้เวลาเกือบเป็นปีกว่าจะตั้งครรภ์ก็เป็นไปได้ครับ ดังนั้นอย่ารีบร้อนและลุ้นมากในแต่ละเดือน เพราะจะทำให้เสียสุขภาพจิตนะครับ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติจะดีกว่า แต่ถ้าหากคุณมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานานกว่าหนึ่งปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ กรณีนี้ขอแนะนำให้ไปพบสูตินรีแพทย์ครับ เพราะบางครั้งคุณอาจมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับระบบ หรือกระบวนการในการเจริญพันธุ์ ส่วนในรายที่สงสัยว่าจะตั้งครรภ์เราก็มีวิธีการที่จะสังเกตได้ครับ

  • อย่างแรกคือเมื่อประจำเดือนขาดหายไป ถ้าคุณมีประจำเดือนขาดหายไป ถ้าคุณมีประจำเดือนมาเป็นปกติทุกเดือนแต่กลับหายไปมักเป็นอาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจตั้งครรภ์ คุณอาจซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไปมาทดสอบเองได้ และถ้าหากผลการตรวจการตั้งครรภ์โดยใช้ชุดตรวจที่ซื้อจากร้านขายยาได้ผลบวก ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือดครับ

  • เมื่อคุณตั้งครรภ์คุณอาจสังเกตเห็นว่า มีอาการอยากอาหารมากขึ้น บางครั้งการอยากอาหารมากขึ้นก็อาจเป็นอาการของคนกำลังท้อง แต่ก็ไม่ใช่อาการที่แน่นอนเสมอไป การอยากอาหารอาจอยู่ในความคิดของคุณตลอดเวลาก็ได หรืออาจเป็นจากร่างกายกำลังขาดสารอาหาร การอยากอาหารมักเกิดร่วมกับอาการแสดงอื่นๆ ในหญิงตั้งครรภ์ดังหัวข้ออื่นๆ ที่จะกล่าวต่อไป

  • บริเวณรอบๆ หัวนมมีสีเข้มขึ้น เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยในช่วงที่คาดว่าจะมีประจำเดือน เนื่องมาจากการที่ตัวอ่อนฝังตัวเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูก

  • เมื่อตัวอ่อนฝังตัวและเกิดการสร้างฮอร์โมนจากรก Human chorionic gonadotropin (hCG) จะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น

  • ระดับของฮอร์โมน Progesterone ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลีย ง่วงนอนบ่อยๆ คุณอาจรู้สึกราวกับว่าไปวิ่งมาราธอนมาทั้งที่นั่งอยู่ที่ทำงาน

  • เต้านมจะคัดตึงคล้ายกับก่อนจะมีประจำเดือน แต่จะคัดตึงมากกว่านั้นมาก

  • คลื่นไส้อาเจียน จะเกิดขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ไปแล้ว 2 สัปดาห์

  • อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น

ระดับของฮอร์โมน hCG ในหญิงตั้งครรภ์
อายุครรภ์ hCG level (U/ML)
3-4 สัปดาห์ 1-2 เดือน
2-3 เดือน
ไตรมาสที่ 2
ไตรมาสที่ 3
500-6,000
5,000-200,000
10,000-100,000
3,000-50,000
1,000-50,000

การตรวจอัลตราซาวนด์ก็สามารถบ่งบอกการตั้งครรภ์ได้ครับ
จำนวนวันหลังประจำเดือน
ครั้งสุดท้าย
ระดับของ hCG
สิ่งที่เห็นได้
จากการอัลตราซาวนด์
34 + หรือ - 2 914 + หรือ - 106 ถุงน้ำคร่ำ
40 + หรือ - 3 3783 + หรือ - 683 ส่วนก้อนตัวเด็ก
47 + หรือ - 6 3178 + หรือ - 2898 เห็นหัวใจเด็กเต้น


เมื่อทราบว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องทำนอกเหนือจากการบอกข่าวดีนี้ ให้คนในครอบครัวและเพื่อนๆ ทราบ ก็คือต้องพบสูติแพทย์เพื่อทำการฝากครรภ์โดยเร็วเท่าที่คุณจะสามารถทำได้
  • มีสูติแพทย์ท่านใดบ้างที่พร้อมทั้งวันเวลาที่คุณหมอออกตรวจผู้ป่วยนอก เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกคุณหมอที่ออกตรวจในวันที่คุณว่าง

  • ค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และการคลอด หากโรงพยาบาลใดมีชุดการคลอดแบบเหมาจ่าย ก็จะช่วยให้คุณประหยัดได้มากทีเดียว

  • โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ฝากครรภ์มีเครื่องมือและอุปกรณ์ในการตรวจที่ครบครันทันสมัยหรือไม่ เช่นการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพของทารกได้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ประเมินสุขภาพของทารกได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าการตรวจโดยใช้เพียงหูฟังของแพทย์ฟังเสียงเต้นของหัวใจ หรือการใช้มือคลำหน้าท้อง

  • เมื่อมาตรวจครรภ์แต่ละครั้งคุณหมอจะให้ข้อมูลการเติบโตของทารกให้คุณหรือไม่

  • คุณสามารถให้สามีอยู่ร่วมในขณะคลอดได้หรือไม่

  • โรงพยาบาลนั้นมีหน่วยทารกแรกเกิดที่เป็นเฉพาะทางและหน่วยทารกแรกเกิดอาการหนัก (Neonatal Intensive Care Unit) หรือไม่เพราะในกรณีฉุกเฉินที่เด็กคลอดออกมามีความผิดปกติ หรือคลอดก่อนกำหนดที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลจะสามารถรับมือสถานการณ์นั้นได้ดีเพียงใด

  • เมื่อได้ข้อมูลมากพอแล้วคุณอาจลองไปเยี่ยมชมที่โรงพยาบาลก่อนก็ได้ โดยปกติหากคุณตั้งครรภ์โดยปราศจากความเสี่ยง คุณหมอมักนัดตรวจครรภ์เดือนละหนึ่งครั้งตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์จนกระทั่งคุณตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนหรือ 28 สัปดาห์ และนัดเดือนละสองครั้งตั้งแต่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ จนถึง 36 สัปดาห์หรือเก้าเดือน และหลังจากนั้นจะนัดทุกหนึ่งสัปดาห์จนกระทั่งคลอด หากคุณตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงจะต้องมาพบคุณหมอบ่อยกว่านั้น การมาตรวจครรภ์ครั้งแรกอาจใช้เวลานานแต่ครั้งต่อไปคุณจะไม่ต้องเสียเวลานานเช่นนั้นอีก เพราะการมาตรวจครั้งแรกต้องมีการตรวจร่างกาย ตรวจครรภ์ ซักประวัติ ตรวจเลือด ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง อีกทั้งคุณยังมีคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบจากคุณหมออีกด้วย

ในสมุดพกสำหรับการตั้งครรภ์คุณสามารถจดสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์เช่น ชื่อคุณหมอ หมายเลขโทรศัพท์ทุกหมายเลขที่จะทำให้คุณสามารถติดต่อคุณหมอได้วันเวลาที่คุหมอออกตรวจผู้ป่วยนอก วันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย กำหนดคลอด การนัดหมายในการตรวจครั้งต่อไป บันทึกอาการของคุณ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว การเจริญเติบโตของทารก คำถามสำหรับถามคุณหมอในการนัดตรวจครั้งต่อไป ความรู้สึกต่างๆ หรืออะไรก็ตามที่คุณอยากจะเขียน

เมื่อเริ่มการฝากครรภ์แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำต่อไปคือการทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของคุณ และพัฒนาการของทารกในแต่ละเดือน


(update 6 กันยายน 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มีนาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:57 Share
ปฏิสนธิ ปฏิบัติการมหัศจรรย์ของชีวิต


ในโลกใบนี้มีสิ่งที่ถือว่ามหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย การเกิดการปฏิสนธิขึ้นภายในครรภ์ก็ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นกัน กว่าที่อสุจิหนึ่งตัวจะแหวกว่ายไปหาไข่และเจาะเข้าได้สำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่คู่สามีภรรยาต่างก็มีความปลาบปลื้มเมื่อรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตเกิดขึ้นแล้วในครรภ์เรามาดูกันค่ะว่ากว่าที่เจ้าตัวน้อยจะคลอดออกมานั้น มีอะไรเกิดขึ้นในครรภ์บ้าง


การเดินทางของอสุจิ

หลังจากที่ฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิซึ่งมีอสุจิจำนวนมากมายหลายร้อยล้านตัวเข้าสู่ช่องคลอดของฝ่ายหญิงแล้ว อสุจิจะแหวกว่ายผ่านมูกบริเวณช่องคลอดไปสู่ปากมดลูกซึ่งมีความบางและยืดหยุ่นได้ดีในช่วงที่ไข่ตกและว่ายต่อไปยังโพรงมดลูก ผ่านท่อนำไข่ไปยังปีกมดลูก โดยทั่วไปอสุจิจะแหวกว่ายด้วยความเร็ว 23 มิลลิเมตรต่อนาที แต่จะว่ายช้าลงในช่วงที่ผ่านช่องคลอดที่มีสภาพเป็นกรด และจะว่ายเร็วขึ้นเมื่อผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกที่มีสภาพเป็นด่าง ซึ่งกว่าอสุจิจะเดินทางไปถึงปีกมดลูกจำนวนอสุจิก็จะลดลงเป็นจำนวนมาก ทำให้เหลืออสุจิจำนวนไม่มากที่มีโอกาสจะว่ายเข้าไปถึงไข่ และจะมีอสุจิเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถเจาะเข้าไปในฟองไข่ได้สำเร็จ หลังจากเจาะเข้าไปได้แล้ว อสุจิจะสลัดหางทิ้งไปและย่อยส่วนหัวเพื่อปล่อยโครโมโซมอีก 23 แท่งในฟองไข่ และรวมตัวกันกลายเป็นเซลล์ 1 เซลล์ ก็เป็นอันว่าเกิดปฏิสนธิขึ้นแล้ว


พัฒนาการของเซลล์และการเดินทางของไข่

หลังจากมีการปฏิสนธิขึ้นจนเกิดเป็นเซลล์แล้ว เซลล์จะมีการแบ่งตัวแบบทวีคูณอย่างรวดเร็ว จาก 1 เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 ไปเรื่อยๆ จนมีหลายร้อยเซลล์ และในเวลาเดียวนั้นเอง ไข่ทีได้รับการผสมและกลายเป็นตัวอ่อนนี้จะค่อยๆ เคลื่อนไปฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณหนึ่งสัปดาห์ เมื่อตัวอ่อนสามารถฝังตัวลงในเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมั่นคงดีแล้วจึงจะถือว่าการปฏิสนธิครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นตัวอ่อนจะค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ โดยจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือน หรือ 40 สัปดาห์ ก็จะพัฒนาเสร็จสมบูรณ์และพร้อมที่จะคลอดออกมาสู่โลกภายนอก


4 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

เมื่อเกิดการปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่จะยังไม่รู้ตัวจนกระทั่งประจำเดือนขาดหายไป ซึ่งเมื่อไปตรวจการตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเองถึงได้รู้ว่าคุณกำลังจะได้เป็นคุณแม่แล้ว ในช่วงนี้ตัวอ่อนจะมีขนาดประมาณ 0.36-1 มิลลิเมตร เมื่อวัดจากส่วนบนสุดไปศรีษะไปถึงส่วนก้น ศรีษะของตัวอ่อนจะมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับลำตัว เมื่อเริ่มเข้าถึงสัปดาห์ที่สี่จะเริ่มมีถุงน้ำคร่ำมาห่อหุ้มตัวอ่อนเอาไว้เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือน ข้างๆ ตัวอ่อนจะมีถุงไข่แดงซึ่งประกอบไปด้วยเส้นเลือดเล็กๆ มากมาย ทำหน้าที่ให้อาหารกับตัวอ่อนในขณะที่ยังไม่สามารถดูดซึมอาหารเองได้ จนกระทั่งตัวอ่อนเจริญเติบโตขึ้นก็จะเปลี่ยนมาใช้รกในการดูดซึมอาหารจากแม่มาเลี้ยงร่างกายแทน ในส่วนของตัวอ่อนเองจะประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น เนื้อเยื่อชั้นในจะพัฒนาเป็นอวัยวะภายในที่สำคัญ เช่น ตับ ตับอ่อน กระเพาะปัสสาวะ และ ต่อมไทรอยด์ เป็นต้น เนื้อเยื่อชั้นกลางจะพัฒนาเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน หลอดเลือด และ ไต ส่วนเนื้อเยื่อชั้นนอกจะพัฒนาเป็นสมอง ระบบประสาท ผิวหนัง และ เส้นผม


ความเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ในช่วงเริ่มของการตั้งครรภ์คุณแม่จะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงในด้านรูปร่าง แต่จะมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นซึ่งจะมีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของคุณแม่ เช่น มีอาการเจ็บคัดเต้านม คลื่นไส้ อาเจียนเวียนศรีษะอ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อยขึ้น มีอาการท้องผูก อารมณ์แปรปรวนง่าย และเบื่ออาหาร เป็นต้น

ในช่วงที่คุณแม่ต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและเพื่อการเสริมสร้างร่างกายของลูกน้อยในครรภ์ อย่าออกกำลังกายหักโหมหรือทำงานหนักโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก เพราะจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการแท้งได้

แม้การตั้งครรภ์จะนำมาพาความชื่นใจมาให้คุณและครอบครัวแต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดได้ แต่อย่าเพิ่งกลุ้มใจนะคะ เพราะอาการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ ขอให้คุณแม่ทำใจให้สบาย ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ฉบับหน้าเรามาติดตามการเจริญเติบโตของทารกน้อยในครรภ์กันต่อนะคะ


(update 18 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.171 October 2007 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:58 Share
ก้าวเปลี่ยนผ่านจากผู้หญิงสู่แม่


ก่อนจะมีเจ้าตัวเล็ก คุณแม่คงเคยคิดว่าเราก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เรียนรู้โลกกว้างได้อย่างไร้ขีดจำกัด แล้วเมื่อเปลี่ยนบทบาทมาเป็นแม่ของลูก ก็คิดไปว่าโอกาสเหล่านั้นคงหมดไป แต่เมื่อลูกเกิดมาจริงๆ คุณแม่กลับได้รู้ว่า สัญชาตญาณของความเป็นแม่กลับยิ่งช่วยเพิ่มมุมมองและทักษะในชีวิตของตนเองมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะเปลี่ยนไปเมื่อตัดสินใจแต่งงาน แต่เมื่อมีลูกคุณจะได้รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ถ้าเทียบกับชีวิตการเป็นแม่

เริ่มต้นเลยคงตั้งแต่สุขภาพกาย จะเห็นได้ว่าก่อนเป็นแม่หลายคนไม่เคยใส่ใจสุขภาพของตัวเอง แต่เมื่อตั้งครรภ์ก็กลับหันมาสนใจตัวเอง กินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น พักผ่อนเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุด

ขณะเดียวกันคนที่เป็นแม่ก็จะรู้จักปรับทุกอย่างให้ลงตัว ทั้งบทบาทของแม่ คนทำงาน และภรรยา คือเอาบทบาทความเป็นแม่ไปใช้ในเรื่องอื่นมากพอสมควรเชียวล่ะ พอเรามีประสบการณ์ในการดูแลลูก ก็จะเอามาพัฒนาปรับใช้กับคนที่ทำงานกับเราได้ เช่น เราจะสื่อสารกับลูกอย่างมีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เราจะเอาหลักการเดียวกันมาใช้สื่อสารกับคนรอบข้าง การมีลูกจะเข้าใจเพื่อนร่วมงานที่เป็นแม่เหมือนกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรามากยิ่งขึ้น มีความอะลุ่มอล่วยและช่วยเหลือกันมากขึ้น ทั้งยังมีทักษะในการวางแผน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การจัดการต่างๆ


ลูกเรียนรู้...แม่ก็เรียนรู้

แทบจะไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะว่า คนที่เห็นโลกมานานหลายสิบปี คนที่เป็นผู้ใหญ่ และเรียนรู้โลกกว้างมานักต่อนัก เมื่อมาจ๊ะเอ๋กับเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งเกิดมาไม่กี่วัน เขากลับสอนอะไรเรามากกว่าที่คิด ไปดูกันว่าคนเป็นแม่เรียนรู้ทักษะอะไรจากลูกบ้าง


Give&Take

คุณแม่ทุกคนบอกตรงกันค่ะว่า เมื่อมีลูกเราได้เรียนรู้การเป็นผู้ให้แบบที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่พิเศษมากอย่างหนึ่ง ถึงเราจะรักพ่อแม่ รักคนรักของเรา แต่พอได้เรียนรู้ความรักแบบแม่ลูก ซึ่งคนที่ผ่านประสบการณ์บอกเลยว่าต่างกันกับความรักที่เคยสัมผัสมา ความรักระหว่างแม่ลูกเป็นความรักที่เราพร้อมจะให้อย่างเดียว ให้ทั้งกายและใจ ให้เวลาดูแลเขา ให้การเลี้ยงดู (นม อาหารและน้ำ) ให้ชีวิตที่สวยงาม ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พึงจะทำให้เขาเติบโตเป็นคนดี

ส่วน Take ก็คือการรับ รับเอาความสุข สดชื่น ที่เขามามอบให้ ลูกนำสิ่งดีๆ มาให้ชีวิตคู่ นำความผูกพัน นำมาซึ่งความสมบูรณ์แบบของความเป็นครอบครัว ซึ่งถือได้ว่าการได้เรียนรู้ความรักอันยิ่งใหญ่นี้เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของชีวิตผู้หญิง


วางแผนชีวิต

คนที่เป็นแม่จะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงเรื่องความคิดอ่าน ใส่ใจกับการวางแผนและใคร่ครวญการใช้ชีวิตแต่ละวันมากขึ้น ใส่ใจกับการคิดเชิงเหตุผลมากขึ้น เพราะคุณแม่จะรู้สึกว่าไม่ได้รับผิดชอบเฉพาะชีวิตตัวเองเพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่คนเป็นแม่ต้องรับผิดชอบชีวิตของลูกด้วย เพราะฉะนั้นสัญชาตญาณความเป็นแม่จึงสอนให้เรามีวิจารณญาณดีขึ้น


รู้ค่าของคำว่าแม่มากขึ้น

เป็นความรู้สึกหนึ่งที่มีคนพูดอยู่เสมอคือ การทำหน้าที่แม่ส่งผลให้คุณแม่หลายคนรู้สึกได้เลยว่า ลูกเป็นสิ่งที่ดึงให้เราหวนนึกถึงความรักจากแม่ที่เคยได้รับมาก่อน การที่แม่คลอดเราและทุ่มเทดูแลเรา สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเป็นแม่แต่ละคนพัฒนาความรักและความเข้าใจต่อบุพการีของตัวเอง และเป็นฐานของความรู้สึกผูกพันที่จะถ่ายทอดต่อไปยังลูกของเรา


บริหารเวลาได้ดี

ชีวิตคุณแม่ลูกอ่อนนี่สับสนวุ่นวายไม่น้อยเลยนะคะ ไหนจะต้องดูแลลูก ดูแลสามี และดูแลตัวเอง ยิ่งถ้าเป็นคุณแม่ที่ทำงานตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งเข้านอน ในสมองจะต้องคอยจัดสรรทุกสิ่งทุกอย่างว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ด้วยภาระหน้าที่ที่เบียดเสียดกันจนแน่นขนัด และเวลาที่จำกัดเพียง 24 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เราเกิดความเหนื่อยล้าที่ต้องเร่งรีบไปซะทุกอย่าง และเกิดความเครียดเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ คุณแม่ลูกอ่อนจึงต้องเริ่มหันมองตัวเองพยายามเข้าใจ พร้อมทั้งปรับตัวปรับใจทำทุกอย่างให้พอดี คาดหวังสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง ยืดหยุ่นกับตารางชีวิต ด้วยเหตุนี้การเป็นแม่จึงสอนให้คนเป็นแม่ต้องบริหารเวลาให้เป็นแล้วชีวิตจะลงตัว


ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น

เห็นได้ชัดค่ะว่าคนที่เป็นแม่แล้วจะใจเย็นมากขึ้น คือมีความหนักแน่นและควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดี เพราะแม่จะรู้ว่ากำลังเป็นต้นแบบของลูกอยู่ อยากให้ลูกเป็นอย่างไร ต้องทำเป็นแบบอย่างให้ลูกดูอย่างนั้นด้วย การยับยั้งชั่งใจ การผลีผลามต่างๆ จะมีสติเข้ามาดูแลกำกับมากขึ้นกว่าเดิม นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ทำให้แม่หลายๆ คนมีวุฒิภาวะทางอารมณ์เพิ่มขึ้น มีความรอบคอบของความคิดที่มีเหตุผลมากขึ้น ถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ สำหรับแม่ทุกคน


เรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลา

ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนลูกเกิดมาแม่ต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวตลอดค่ะ ก็ลูกมีการเติบโตและมีพัฒนาการตลอดนี่คะ ลูกมักมีอะไรใหม่ๆ มาให้แม่แปลกใจ เรียนรู้ และต้องปรับตัวอยู่เรื่อย เช่น เรียนรู้ที่จะกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ แม้ว่าอาหารมีประโยชน์บางชนิดจะเป็นอาหารที่แม่ไม่ชอบ เรียนรู้ที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยในเวลาที่จำกัดเพื่อที่จะได้มีเวลาดูแลลูกมากขึ้น เรียนรู้ว่าลูกต้องการอะไรจนกว่าเขาพูดสื่อสารได้ เรียนรู้วิธีเล่นใหม่ๆ ให้ลูกสนุก เรียนรู้ว่าทำอย่างไรลูกถึงจะสุขภาพดีและฉลาด และที่สำคัญก็คือการเกิดมาของลูกทำให้แม่ได้เรียนรู้ว่าทุกๆ วินาทีชีวิตแม่มีไว้เพื่อใคร

ผู้หญิงที่เป็นแม่มักจะมีทักษะการใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากผู้หญิงทั่วๆ ไป การมีลูกสอนหลายๆ อย่างให้แม่ได้เช่นกัน เหมือนประโยคหนึ่งที่บอกไว้ว่า “แม่และลูกเติบโตไปพร้อมๆ กัน”


(update 22 ตุลาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ vol. 15 Issue 177 April 2008 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:59 Share
ศัพท์แพทย์ที่แม่ต้องรู้


ช่วงไปตรวจครรภ์ระหว่างพูดคุยกับคุณหมอ คงมีหลายครั้งที่คุณแม่รู้สึกว่าคำศัพท์แพทย์บางคำที่เกี่ยวกับอาการต่างๆ ฟังแล้วคุ้นหู แต่ว่าที่คุณแม่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายอย่างถ่อแท้ ครั้นจะซักถามก็ไม่มีเวลาหรือเกิดอาการเกรงใจคุณหมอเข้าให้ เพราะรู้ใจคุณแม่ทุกท่าน MM จึงได้รวบรวมคำศัพท์แพทย์พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณแม่ตั้งครรภ์ซึ่งจะช่วยปูพื้นฐานความเข้าใจ และทำให้การวางแผนเพื่อดูแลครรภ์ร่วมกับคุณหมอเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพค่ะ


เจ็บเตือน-เจ็บหลอก

MEAN : พอให้ใกล้คลอดประมาณเดือนที่ 8, 9 และ 10 มดลูกจะเริ่มไวต่อการกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัว เพื่อเตรียมให้คุณแม่พร้อมสำหรับการคลอด ถ้าการหดรัดตัวของมดลูกไม่รุนแรงนักจะรู้สึกเพียงท้องแข็งขึ้น แต่ถ้าหดรัดรุนแรงมากอาจรู้สึกเหมือนเจ็บท้องคลอดแต่สักพักอาการปวดจะหายไปเอง


ครรภ์เป็นพิษ

MEAN : อาการผิดปกติที่มักเกิดกับคุณแม่ใกล้คลอดอายุครรภ์ประมาณ 8-9 เดือน บางรายอาจเกิดตั้งแต่ครรภ์อ่อนๆ หรือขณะเจ็บท้องคลอด โดยสังเกตจากน้ำหนักตัวจะขึ้นเร็วกว่าปกติ บวมทั้งตัวโดยเฉพาะใบหน้าและนิ้วมือ ปวดศรีษะ แน่นลิ้นปี่ ลูกดิ้นน้อยลง และท้องไม่ค่อยโตตามอายุครรภ์


ตะคริว

MEAN : อาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับแม่ท้องแก่ประมาณ 7-8 เดือน บริเวณที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือที่น่อง เท้า ต้นขา หรือด้านหลังขาอ่อน โดยเฉพาะเวลากลางคืน เพราะคุณแม่เดินมาก ยืนนานหรือนั่งห้องเท้าตลอดวันจนเลือดมาคั่งที่เท้าและขามากขึ้นจนเลือดไหลเวียนได้ไม่ดีบรรเทาได้ด้วยการนวดเท้าและดัดปลายเท้า


ฝีเย็บ

MEAN : บริเวณที่อยู่ระหว่างรูเปิดของช่องคลอดและทวารหนัก ขณะที่แม่เบ่งคลอดหัวของลูกจะดันให้ฝีเย็บยืดขยายและฉีกขาดจนเป็นแผลรุ่งริ่งทำให้เย็บซ่อมได้ยากคุณหมอจึงแก้ไขด้วยการตัดฝีเย็บเป็นเส้นตรงก่อนจะฉีกขาดเอง หลังคลอดถ้าฝีเย็บบวม เจ็บ หรือแยกออกจากกัน แม่ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว


แท้งคุกคาม

MEAN : มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ ทำให้แม่มีเลือดออกจากปากมดลูกทั้งที่ปากมดลูกยังปิดอยู่ ระหว่างที่เลือดออกอาจจะมีอาการปวดท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือนเป็นพักๆ เพราะมดลูกบีบตัว


น้ำคร่ำ

MEAN : เป็นของเหลวที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำซึ่งอยู่ในมดลูกอีกที มีหน้าที่พยุงทารกให้ลอยเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งระบายของเสียเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ และเป็นตัวควบคุมการเจริญเติบโตของลูก เพราะฉะนั้นน้ำคร่ำจึงสามารถบอกปัญหาหรือความพิการบางอย่างของทารกในครรภ์ได้


น้ำคาวปลา

MEAN : คือเลือดและเศษเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกที่ไหลออกมาทางช่องคลอดหลังคลอดช่วง 2-3 วันแรกจะสีแดงมาก แล้วค่อยๆ จางลงจนเปลี่ยนเป็นมูกสีเหลืองและกลายเป็นตกขาวแทนตามกลไกธรรมชาติแต่ถ้าน้ำคาวปลาผิดปกติจะมีกลิ่นเหม็นหรือกลับมาแดงอีกครั้ง ควรพบแพทย์ด่วน


น้ำเดิน

MEAN : สัญญาณสำคัญเกิดหลังเจ็บท้องสักระยะหนึ่ง น้ำเดินเกิดจากถุงน้ำคร่ำที่หุ้มตัวลูกแตก ทำให้มีน้ำสีใสๆ หรือขุ่นไหลออกมาทางช่องคลอดเรื่อยๆ ไม่หยุด แต่ถ้าคุณแม่น้ำเดินขณะที่อายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนดควรรีบพบแพทย์ด่วน เพราะอาจเสี่ยงอันตรายทั้งแม่และลูก


น้ำนมเหลือง

MEAN : คือน้ำนมที่ไหลมาจากเต้านมคุณแม่ครั้งแรกหลังคลอดจะมีสีเหลืองและไหลเพียง 4-5 วันเท่านั้น คุณแม่หลายคนบีบทิ้งเพราะคิดว่าเป็นนมเสีย แต่จริงๆ แล้วเป็นน้ำนมที่อุดมไปด้วยโปรตีน และสารสร้างเสริมภูมิต้านทานให้แก่ลูกมากกว่าน้ำนมปกติ


รกเกาะต่ำ

MEAN : เป็นภาวะของรกมาเกาะที่ปากมดลูกหรือส่วนล่างของมดลูก แทนที่รกจะฝังตัวบริเวณมดลูกด้านบนตามปกติ คุณแม่ที่รกเกาะต่ำขณะท้องจะมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด โดยไม่มีอาการปวดท้องคลอด ซึ่งอาจจะทำให้คลอดก่อนกำหนดและเกิดอันตรายกับทารกขึ้นได้


ลูกดิ้น

MEAN : แม่จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4-5 เดือน แรกๆ จะรู้สึกเหมือนปลาตอดเบาๆ แต่พออายุครรภ์แก่ขึ้นจะรู้สึกเหมือนถูกต่อย การดิ้นของลูกนี้นอกจากจะบอกอายุครรภ์ บอกสุขภาพและความแข็งแรงของลูก ที่สำคัญยังช่วยคุณแม่เช็กได้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่หรือไม่


ลูกไม่กลับหัว

MEAN : ทารกใกล้คลอดส่วนใหญ่จะกลับหัวลงมาอยู่ด้านล่างของมดลูก แต่ถ้าไม่เป็นตามนั้นถือเป็นการคลอดผิดปกติที่คุณหมอต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และมักพิจารณาให้ผ่าคลอด เพราะถ้าคุณแม่คลอดธรรมชาติมีโอกาสที่หัวจะติดและถูกปากมดลูกบีบรัดจนเสียชีวิตได้


(update 24 มิถุนายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.148 February 2008]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:59 Share
ตรวจอะไรบ้างเมื่อตั้งครรภ์



Week 1 - คุณเพิ่งผ่านพ้นช่วงของการมีรอบเดือนมาหมาดๆ ระหว่างทางก่อนที่รอบเดือนใหม่ของคุณจะมาเยือนอีกครั้ง จะเป็นช่วงที่ไข่ของคุณกำลังสุกพร้อมที่จะหลุดออกจากรังไข่และเข้าไปในท่อนำไข่ ก่อนการตั้งครรภ์ คุณควรจูงมือคู่ชีวิตไปตรวจร่างกายเพื่อเช็คดูว่า คุณทั้งคู่มีใครเป็นโรคที่สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ได้บ้าง การตรวจพบ และรับการรักษาล่วงหน้าไม่เพียงแต่จะป้องกันอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเองในระหว่างการตั้งครรภ์แล้ว ยังป้องกันโรคหรือความพิการต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกของคุณได้อีกด้วย

Week 2 - ช่วงต่อระหว่างสัปดาห์ที่ 1 และ 2 ไข่ที่สุกจะหลุดออกจากรังไข่ และเข้าไปคอยท่ารอเวลารับการปฏิสนธิจากอสุจิตัวที่แข็งแรงที่สุด คุณมีเวลาที่จะสร้างโอกาสให้เกิดการปฏิสนธิได้ในช่วง 72 ชั่วโมงก่อนไข่ตกจนถึง 24 ชั่วโมงหลังไข่ตกเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากอสุจิจะมีชีวิตอยู่รอดภายในท่อนำไข่ประมาณ 72 ชั่วโมง และไข่จะมีชีวิตอยู่รอดภายใน 24 ชั่วโมง ภายหลังหลุดออกออกมาจากรังไข่ จากนั้นก็จะฝ่อไปในช่วงที่มีการตกไข่เกิดขึ้น ภายในร่างกายของคุณจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าปกติ 0.5-1.6 องศาเซลเซียส คุณสามารถหาซื้อเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมินี้ได้ตามร้านขายยาทั่วไป ใช้อมไว้ใต้ลิ้นก่อนล้างหน้าแปรงฟัน การได้รู้ช่วงเวลาแน่นอนอย่างนี้ รับรองไม่มีทางพลาดที่จะได้ลูกมาชมเชย

Week 3 - ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วจะใช้เวลาเดินทางไปยังโพรงมดลูก 36 ชั่วโมง ในระหว่างนี้ ไข่จะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วจนมีขนาดกว่าร้อยเซลล์เมื่อเดินทางไปถึงยังมดลูก ในจำนวนนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่อยู่ด้านในจะพัฒนาไปเป็นตัวเด็กส่วนที่อยู่ติดกับผนังมดลูกจะพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นรก ซึ่งจะหลั่งฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (hCG) ออกมา ฮอร์โมนตัวนี้เองที่มีผลทำให้ร่างกายของคุณมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงอาการเหงือกบวม มีเลือดออกได้ง่าย คุณจึงควรไปเช็คสุขภาพปากและฟันเสียแต่เนิ่น

Week 4 - ขณะที่ไข่กำลังฝังตัวลงในผนังมดลูก คุณแม่บางรายอาจมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย และอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรอบเดือน เพื่อความมั่นใจคุณสามารถไปหาซื้อแผ่นทดสอบได้ โดยคุณจะต้องใช้ปัสสาวะตอนเช้า ขณะที่ยังท้องว่างอยู่ เพราะอาหารบางชนิดอาจมีผลให้ฮอร์โมนการตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงไป จนทำให้ผลที่ออกมาคาดเคลื่อนได้ หากคุณเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องการมีบุตรยาก ควรระมัดระวังไม่ทำอะไรที่ต้องออกแรงมาก เดินให้น้อยลง และพักผ่อนให้มากขึ้น

Week 5 - ในระยะแรกๆ ของการเติบโต ไข่ที่ได้รับการปฏิสนะแล้วจะอาศัยดูดทรัพย์อาหารและซึมผ่านของเสียผ่านเยื่อบุมดลูก จนกระทั่งรก และสายสะดือได้เริ่มทำหน้าที่นี้แทนในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา ในช่วงนี้คุณจะเริ่มรู้แล้วว่าประจำเดือนขาดไปแน่นอนคุณควรไปพบหมอเพื่อตรวจเช็กความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ คุณหมอจะซักประวัติคุณ ตรวจวัดส่วนสูง และน้ำหนัก เพื่อคำนวณดูขนาดของทารก พร้อมกับกำหนดวันคลอดให้กับคุณ

Week 6 - อาการแพ้ท้องต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันต่อมน้ำนมก็เตรียมผลิตน้ำนม จึงทำให้เต้านมของคุณขยาย และคัดตึง เพราะน้ำนมสามารถไหลผ่านออกมาได้ ช่วงแรกของการตั้งครรภ์คุณหมอจะเว้นช่วงห่างของการนัดตรวจในทุก 1 เดือน แต่เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น คุณหมอก็จะนัดถี่ขึ้นไปทุก 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากเกิดอาการผิดปกติขึ้น คุณควรรีบปรึกษาหมอในทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลานัด

Week 7 - ขณะนี้ลูกของคุณมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเล็กๆ เม็ดหนึ่ง แต่ถึงจะมีขนาดที่เล็ก หนูน้อยมีอวัยวะสำคัญหลายอย่างเป็นรูปเป็นร่างแล้ว หากคุณมองทะลุผนังเข้าไปได้ คุณจะเห็นว่าเขามีหัวที่ใหญ่กล่าลำตัว มีจุดสีดำเล็กๆ บริเวณตา และสมองมีร่องรอยของหู มีปุ่มแขนขาเล็กขึ้นมา หัวใจของเขาเริ่มแบ่งออกเป็นห้องซ้ายและขวา และเต้นประมาณ 150 ครั้งต่อนาที ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าในผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า ในช่วงนี้คุณลองถามคุณหมอถึงระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในตัวคุณดูบ้างว่าอยู่ในระดับที่ต่ำหรือสูงเกินไปหรือไม่ เพราะการทำงานที่ผิดปกติของไทรอยด์อาจส่งผลต่อลูกในท้องของคุณเองได้

Week 8 - หากคุณยังไม่เคยไปฝากครรภ์ คุณควรรีบไปในสัปดาห์นี้ (อย่างช้า 2 สัปดาห์นับจากที่รู้ว่ารอบเดือนขาดไป) เพราะตลอด 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังสร้างอวัยวะที่สำคัญหลายอย่าง หากมีเหตุอะไรที่ไปขัดขวางพัฒนาการของอวัยวะสำคัญเหล่านี้ ก็จะส่งผลให้ทารกพิการหลังคลอดได้ การไปฝากครรภ์หากเร็วไปเท่าไร ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งของแม่และลูกในครรภ์มากเท่านั้น เพราะหากคุณหมอเกิดตรวจพบสิ่งผิดปกติใดขึ้น ก็จะสามารถให้การรักษาได้ทันหรืออย่างน้อยก็ช่วยลดความรุนแรงลงได้

Week 9 - จากปุ่มเล็กๆ คู่บนและล่าง ที่บ่งบอกว่าเป็นจุดเริ่มของแขนขาของตัวอ่อน ในสัปดาห์นี้แขนของตัวอ่อนยาวขึ้นจนเห็นได้ชัดว่ามีสองส่วน โดยมีส่วนโค้งของข้อศอกเป็นส่วนเชื่อม หัวใจและสมองของเขามีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น เปลือกตา และจมูกเริ่มปรากฏรูปร่างขึ้นศรีษะที่มีขนาดใหญ่ ในการฝากครรภ์ครั้งแรกคุณหมอจะต้องวัดส่วนสูงให้กับคุณด้วย เนื่องจากส่วนสูงจะเป็นตัวบอกขนาดของกระดูกอุ้งเชิงกรานของคุณหากพบว่าอุ้งเชิงกรานมีขนาดเล็กเกินกว่าที่ศรีษะของเด็กจะรอดออกมาได้ คุณหมอก็จะแนะนำให้คุณผ่าท้องคลอด

Week 10 - หางเล็กๆ ของตัวอ่อนหดมาเป็นกระดูกก้นกบเรียบร้อยแล้วในสัปดาห์นี้ อวัยวะที่เป็นโครงสร้างสำคัญก็มีครบแล้วเพียงแต่ว่ายังมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น ตอนนี้หัวใจของคุณทำงานอย่างหนัก เพื่อสูบฉีดเลือดไปบำรุงทุกส่วนของร่างกายให้พร้อมสำหรับการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ การทำงานที่หนักทำให้หัวใจของคุณขยายใหญ่ขึ้น ในการนัดฝากครรภ์ช่วงแรกๆ ทุกครั้งคุณหมอจะทำการตรวจความดันของเลือดเพื่อให้แน่ใจว่าความดันไม่สูงเกินไป เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงลักษณะอาการของโรคครรภ์เป็นพิษได้ นอกจากนี้คุณหมอยังต้องตรวจปัสสาวะ ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง ตรวจเลือดและเช็กดูระดับการพองตัวของข้อมือและข้อเท้า

Week 11 - อวัยวะสำคัญทั้งหมดพัฒนาเต็มที่แล้ว ช่วงเวลานี้เป็นนาทีของการเก็บรายละเอียด เช่น เล็บมือ เส้นผมบางๆ ส่วนอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเริ่มปรากฏรูปร่างให้เห็นเป็นเค้าโครงแล้ว อีกประมาณ 3 อาทิตย์ คุณก็จะรู้ได้แล้วว่า ลูกของคุณเป็นหญิงหรือชายนัดพบกับคุณหมอคราวหน้า คุณรอเตรียมตัวฟังเสียงหัวใจของลูกได้เลยคิดดูว่ามันน่าจะอัศจรรย์เพียงไร ถ้าคุณจะได้ยินเสียงหัวใจน้อยๆ ของเขาเต้นแข่งกับเสียงหัวใจของคุณ

Week 12 - นิ้วมือ และ นิ้วเท้าแยกออกจากกันแล้ว กระดูกบางชิ้นเริ่มที่จะแข็งขึ้น ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า จนถึงสัปดาห์นี้ คุณหมอจะทำการตรวจชิ้นเนื้อจากเยื่อหุ้มตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า CSV (Chorionic villus sampling) เพื่อเช็คดูความผิดปกติของโครโมโซมหรือไม่ ในการตรวจคุณหมอจะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากเจาะผ่านเข้าไปในมดลูกของคุณเพื่อนำเอาเซลล์จากเนื้อเยื่อที่หุ้มตัวอ่อนออกมาทำการทดสอบภายในห้องทดลอง ซึ่งคุณจะรู้ผลหลังจากนั้นอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา การตรวจในลักษณะนี้อาจมีความเสี่ยงเล็กน้อยต่อการคลอดกำหนดได้

Week 13 - ตอนนี้ความกว้างของมดลูกจะขยายออกไปกว่า 4 นิ้วแล้ว และเคลื่อนตัวจากบริเวณอุ้งเชิงกรานมาที่บริเวณท้อง มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น จะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น แต่อาการนี้จะหายไปได้เองเมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ทุกครั้ง คุณหมอจะตรวจปัสสาวะให้กับคุณด้วยเพื่อตรวจเช็คระดับโปรตีน และน้ำตาลในปัสสาวะหรือสารเคมีที่เรียกว่า “คีโทน” ทั้งสามชนิดสามารถบ่งบอกอาการของโรคครรภ์เป็นพิษ โรคเบาหวาน และโรคที่เกี่ยวกับไต

Week 14 - ขณะที่อวัยวะต่างๆ ของทารกกำลังพัฒนาไปในส่วนที่เป็นรายละเอียด บนใบหน้าของทารกก็เริ่มมีการเคลื่อนย้ายอวัยวะสำคัญๆ เช่น ดวงตาเคลื่อนจากด้านข้างทั้งสองมาอยู่บนใบหน้า หูเคลื่อนจากด้านล่างขึ้นมาสู่ตำแหน่งปกติ ขณะนี้มดลูกของคุณจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คุณหมอจะตรวจขนาดของมดลูก โดยการคลำหน้าท้องหาตำแหน่งของยอดมดลูก เพื่อเช็คดูขนาดของเด็กในท้อง คุณหมอจะสามารถประมาณวันครบกำหนดคลอดของคุณได้แม่นยำขึ้นจากการตรวจอัชตราซาวนด์

Week 15 - ลูกน้อยของคุณจะเริ่มมีเส้นผมขึ้นเต็มศรีษะ และมีขนตาแล้ว ผิวของเขาบางใส สามารถมองทะลุเห็นเส้นเลือดที่กำลังพัฒนากล้ามเนื้อมีการทำงานที่ยืดหยุ่น ข้อมือ และข้อแขนงอ และกำมือได้แล้วในช่วงนี้คุณจะเริ่มทุเลาจากอาการแพ้ท้องแล้ว และเริ่มมีกำลังวังชาขึ้นมาบ้าง คงเหลือไวแต่เพียงความรู้สึกปลาบปลื้มที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องเท่านั้น สำหรับคุณแม่บางท่านอาจมีอาการแพ้ท้องยืดเยื้อออกไปจาก 3 เดือนแรกบ้าง แต่ถ้าเป็นมากควรปรึกษาแพทย์ให้ช่วยวินิจฉัยดูเพราะบางทีอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่คุณนึกไม่ถึงได้

Week 16 - ลูกของคุณมีขนาดเท่าฝ่ามือของคุณได้แล้วล่ะ ถึงจะตัวจิ๋วขนาดนั้นแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาเริ่มมีพัฒนาการ เขาสามารถขยับใบหน้า อ้าปาก และขมวดคิ้วได้ประมาณสัปดาห์ที่ 11 -16 คุณหมอจะทำการตรวจวัดความหนาของหน้าอกคอ ซึ่งเป็นการใช้อัลตราซาวนด์เช็คดูปริมาณของเหลวที่อยู่ด้านหลังคอของทารกผลที่ได้จะนำไปคำนวณร่วมกับอายุ และระดับฮอร์โมนในเลือดของคุณ เพื่อเช็คดูความน่าจะเป็นในการเกิดโรคดาวน์ซินโดรมในทารกอีกครั้ง แต่ผลที่ได้จากการตรวจนี้ จะต้องนำไปวินิจฉัยร่วมกับการตรวจแบบ CVS และการตรวจเจาะถุงน้ำคร่ำด้วย

Week 17 - ระบบต่างๆ ภายในตัวของทารกเริ่มทำงานได้บ้างแล้ว เช่น กระเพาะอาหารและกระเพาะปัสสาวะ ทุกขณะที่ลูกของคุณเติบโตขึ้น ภายในร่างกายของคุณจะต้องมีการสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว การตรวจเลือดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอจะต้องตรวจให้กับคุณนับตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณไปฝากครรภ์ เพื่อเช็คดูอาการของโรคต่างๆ ที่สามารถส่งต่อมายังลูกในท้องได้ เช่น หัดเยอรมัน, HIV, โรคไวรัสตับอักเสบบี, ธาลัสซีเมีย เป็นต้น

Week 18 - ระบบภายในร่างกายของทารกหลายอย่าง เริ่มมีการทำงานขึ้นบ้างแล้ว กระดูกชิ้นเล็กๆ ในหูที่เป็นทางผ่านของเสียงเข้าสู่หูชั้นในแข็งขึ้น เซลล์ประสาทในสมองส่วนที่รับรู้และส่งสัญญาณจากหูกำลังพัฒนา ทำให้เขาสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาได้แล้ว ในสัปดาห์นี้คุณหมอจะทำการตรวจเพื่อเช็คดูความสมบูรณ์ของทารกที่เรียกว่า AFP test (Alpha feto pretein) ซึ่งจะเป็นการตรวจหาระดับค่า AFP ในเลือด ถ้าหากมีค่าที่สูงมาก นั่นอาจหมายถึงว่าเด็กมีความสมบูรณ์ดีมาก หรือคุณได้ลูกแฝด แต่ถ้าค่า AFP ออกมาต่ำมาก อาจบอกถึงอาการของโรคกระดูกสันหลังไม่ปิด หรือดาวน์ซินโดรมได้ แต่ผลที่ได้จากการตรวจ AFP ยังต้องได้รับการยืนยันจากการตรวจเจาะถุงน้ำคร่ำร่วมด้วย

Week 19 - หากผลการตรวจหาค่า AFP ออกมาต่ำ คุณจะต้องได้รับการตรวจเจาะถุงน้ำคร่ำอีกครั้ง เพื่อความแม่นยำในการตรวจสอบความผิดปกติของโครโมโซมและอาการของโรคดาวน์ซินโดรม ในการตรวจลักษณะนี้อาจเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดได้แต่ไม่มากนัก เนื่องจากในการตรวจคุณหมอจะต้องใช้เข็มเล็กๆ เจาะผ่านผนังมดลูกเข้าไปดูดเอาน้ำคร่ำในรกออกมาทำการตรวจ ซึ่งนอกจากผลของค่า AFP ต่ำแล้ว หากพบว่าภายในครอบครัวของคุณมีคนที่เคยมีอาการผิดปกติของโครโมโซมเกิดขึ้น หรือถ้าคุณมีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไปคุณหมอจะทำการตรวจในลักษณะนี้ให้เช่นกัน

Week 20 - เซลล์ประสาทภายในสมองกำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ในสัปดาห์นี้ รกมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อมีน้ำหนักมากกว่า 1 ปอนด์อุดมไปด้วยโครงข่ายเส้นเลือด ส่วนหลอดเลือดของทารกขยายใหญ่ขึ้น จึงเหมาะกับการตรวจเจาะผ่านเส้นเลือดได้แล้ว โดยคุณหมอจะเจาะผ่านผนังช่องท้อง และสอดเข็มผ่านเส้นเลือดในสายสะดือที่อยู่ใกล้กับรกเพื่อนำเอาเลือดของเด็กมาทำการตรวจสอบหาความผิดปกติของโครโมโซมและอาการของโรคหัดเยอรมัน และโรคทอกโซพลาสโมซิส

Week 21 - สมองของทารกกำลังพัฒนาเซลล์ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การได้กลิ่น ลิ้มรส การได้ฟัง ได้เห็น และการสัมผัส คุณจะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกอย่างชัดเจนขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ การทำบันทึกจำนวนครั้งของการดิ้นของทารกในครรภ์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่คุณสามารถตรวจเช็คสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วยตัวคุณเอง หากคุณรู้สึกว่าลูกไม่ค่อยดิ้น หรือไม่ดิ้นเลย ควรรีบบอกให้คุณหมอทราบทันที

Week 22 - ผิวของทารกหนาขึ้นเป็น 4 ชั้น ต่อมพิเศษในร่างกายหลั่งไขเคลือบผิวที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งออกมาเพื่อป้องผิวบอบบาง ขณะที่ขนอ่อนยึดไขเคลือบผิวไว้ ในช่วงนี้น้ำหนักของคุณจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณควรเช็คระดับการเพิ่มของน้ำหนักตลอดการตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคเป็นพิษได้ โดยปกติคุณควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ ?-1 กก. ต่อสัปดาห์ตลอดการตั้งครรภ์คุณควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 6-19 กก. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนสูง และขนาดตัวของคุณเองด้วย

Week 23 - เจ้าตัวน้อยมีเซลล์เม็ดเลือดแดงจำนวนมาก และเริ่มที่จะผลิตเม็ดเลือดขาว ส่วนตัวคุณเองก็ยังคงมีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้นต่อไป และเริ่มที่จะผลิตเม็ดเลือดสีขาว ส่วนตัวคุณเองก็ยังคงมีปริมาณเลือดที่เพิ่มเป็นพลาสมา ซึ่งจะไปเจือจางเม็ดเลือดแดงทำให้คุณเกิดภาวะโลหิตจางซึ่งจะต่ำสุดในช่วงนี้แต่ถือเป็นเรื่องปกติในหญิงตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ควรประมาท คุณควรให้แพทย์ตรวจดูว่าร่างกายได้ธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ที่จะไม่ทำให้ภาวะโลหิตจางเลวร้ายจนเข้าขั้นอันตรายได้

Week 24 - ริมฝีปากของทารกเริ่มปรากฏชัดขึ้นในสัปดาห์นี้ มีปุ่มโผล่ดุนเหงือกขึ้นมาเรียงเป็นแถว ส่วนตัวคุณเองน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่คงที่ และมีตกขาวมากขึ้นกว่าปกติ อย่าตกใจไป เพราะนั่นเป็นอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มสูงขึ้นแต่ถ้าตกขาวมีสีสันแปลกๆ แถมมีกลิ่นด้วย อย่างนี้ต้องไปปรึกษาคุณหมอให้ช่วยตรวจเช็ค เพราะบางทีอาจมีสาเหตุมาจากการที่ช่องคลอดติดเชื้อซึ่งถ้าปล่อยไว้จนอักเสบมากอาจส่งผลให้คุณต้องคลอดก่อนกำหนดได้

Week 25 - เส้นเลือดในปอดของลูกคุณกำลังพัฒนาเพื่อเตรียมตัวสำหรับการหายใจด้วยตัวเองแล้ว แต่ตอนนี้เขายังอาศัยออกซิเจนจากคุณอยู่ จนกว่าจะคลอดออกมา อาหารเสริมของเขาในช่วงนี้ คือ ของเหลวในน้ำคร่ำ เขาชอบที่จะกลืนและขับถ่ายน้ำคร่ำในรกและสะอึกบ้างในบางครั้ง ช่วงปลายสัปดาห์ มดลูกของคุณจะหดรัดตัวเพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการเจ็บท้องคลอด คุณอาจรู้สึกว่าหน้าท้องมีก้อนแข็งนูนขึ้นมาเป็นระยะๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่หากมีอาการเจ็บปวดและท้องขยายใหญ่มากอาจเป็นอาการรกลอกตัวก่อนกำหนดได้ คุณควรรีบไปพบแพทย์ทันที หากช้า อาจทำให้ลูกของคุณขาดออกซิเจนจนเป็นอันตรายต่อสมอง และอาจถึงชีวิตได้

Week 26 - ปอดของหนูน้อยเริ่มขยับขึ้น-ลง คล้ายกับว่าเขากำลังหายใจด้วยตัวเองแล้ว แต่ความจริงแล้วเป็นการซ้อมทำหน้าที่ของปอดเท่านั้น ทันทีที่หัวใจของทารกเริ่มเต้น คุณหมอจะตรวจดูจังหวะการเต้นว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ซึ่งนอกจากการตรวจโดยใช้ฟังเสียงหัวใจทารกเต้นแล้ว คุณหมอก็จะทำการอัลตราซาวนด์เพื่อดูพัฒนาการของกล้ามเนื้อหัวใจในเด็กด้วย

Week 27 - ลูกของคุณลืมตาขึ้นได้แล้วในสัปดาห์นี้ อวัยวะทุกอย่างของเขามีการทำงานเกือบสมบูรณ์แล้ว ถ้าต้องคลอดออกมาเขาก็สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลเป็นพิเศษจากหมอ ช่วงนี้คุณอาจมีความดันเลือดสูงขึ้นเล็กน้อย เป็นเรื่องปกติแต่ถ้าน้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด เพราะสายตาพร่ามัว มือและเท้าบวม และลามมาถึงหน้า และคอ ควรรีบปรึกษาแพทย์ด่วน เพราะอาจเป็นอาการของโรคครรภ์เป็นพิษได้

Week 28 - ช่องต่างๆ ในสมองของทารกพัฒนามากขึ้น ขณะที่เนื้อเยื่อต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากนับจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไป คุณหมอจะเริ่มนัดคุณถี่ขึ้นเป็นทุกๆ 2 สัปดาห์ คุณหมอจะทดสอบภาวะในร่างกายหลายอย่างด้วยกัน เช่น การวัดระดับธาตุเหล็ก และกลูโคสในร่างกาย ถ้าผลการทดสอบออกมาเป็นลบคุณหมอจะตรวจสอบดูว่าภูมิต้านทานในร่างกายของคุณสร้างปฏิกิริยาต่อต้านกับกระแสเลือดของทารกหรือไม่ ปฏิกิริยาดังกล่าวจะมีผลต่อการตั้งครรภ์ในครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้ทารกคนต่อไปเป็นโรคตัวเหลือง ดีซ่าน และโรคโลหิตจางได้

Week 29 - ถ้าลูกของคุณยังไม่ลืมตาในสัปดาห์นี้เขาควรจะลืมตาได้แล้ว เล็บของเขาขึ้นมาเป็นปุ่มให้เห็น ชั้นไขมันก่อตัวขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในโลกภายนอก มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจนไปเบียดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น หากมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย หรือมีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัวคุณควรจะปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ได้ ในการตรวจ คุณหมอจะเจาะเลือดของคุณในขณะที่ผ่านการงดอาหารมา จากนั้นจะให้คุณดื่มน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม และเจาะเลือดอีก 3 ครั้ง ห่างกันทุก 1 ชั่วโมง ถ้ามีน้ำตาลในกระแสเลือดสูงผิดปกติก็คือว่าเป็นเบาหวานคุณจะต้องได้รับการดูแลจากคุณหมออย่างใกล้ชิด

Week 30 - สมองของลูกน้อยของคุณกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หัวของเขายังคงมีขนาดใหญ่พอสำหรับการเติบโต ใมนสัปดาห์นี้คุณหมออาจสแกนให้คุณค่าดูว่าภายในสมองของเจ้าตัวน้อยจะตอบรับกับการสัมผัสได้ดีเพียงใด ถ้าหากคุณหมอฉายไฟส่องไปที่ท้อง แล้วลูกของคุณหันศรีษะไปตามแสงไฟที่ส่องมา ก็แสดงว่าประสาทตาของเขาเริ่มทำงานแล้วนั่นเอง

Week 31 - เครือข่ายเนื้อเยื่อในถุงลมปอดพัฒนาขึ้น และหลั่งสารที่ช่วยป้องกันไม่ให้ถุงลมล้มเหลวในการใช้งานเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว เลือดประมาณ 16 ออนซ์จะไหลเข้าไปในผนังมดลูกบริเวณรกเส้นเลือดของคุณแม่จะอยู่ใกล้กับเส้นเลือดฝอยของทารก โดยมีเยื่อบางๆ เป็นผนังกั้นไว้ ป้องกันไม่ให้เลือดของแม่ผสมเข้ามาปนกับเลือดของทรรกหากคุณหมอตรวจพบว่าคุณมีเลือดเป็นอาร์เอชลบ คุณหมอจะฉีดยาแอนตี้บอดี้ (anti-D gamma globulin) ให้กับคุณเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดอันตรายใดๆ กับลูกน้อยของคุณ ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่เขาคลอดออกมา

Week 32 - ตอนนี้ลูกของคุณกำลังอยู่ในท่ากลับหัวลงเพื่อเตรียมพร้อมที่จะคลอดแล้ว อวัยวะต่างๆ ของเขาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชั้นไขมันเกาะติดกับชั้นผิวนับจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไป คุณหมอจะเริ่มนัดคุณถี่ขึ้นเป็นทุกๆ 2 สัปดาห์เพื่อตรวจสุขภาพของคุณ และลูกในท้องอย่างใกล้ชิด คุณควรให้คุณหมอช่วยตรวจดูว่าภาวะโลหิตจางในตัวคุณเริ่มลดลงหรือยัง ถ้าลดลงแล้ว คุณควรเลิกรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก เพราะจะทำให้อาการริดสีดวงทวารของคุณเป็นมากขึ้น

Week 33 - ผมที่ศรีษะของเจ้าหนุน้อยหนาขึ้น สีผมในช่วงนี้อาจเปลี่ยนไป เมื่อทารกโตขึ้น ขณะเดียวกัน ขนอ่อนตามส่วนต่างๆ จะหลุดร่วงไปเกือบหมด และสร้างผมชุดใหม่ที่หนาขึ้นปกคลุมไขเคลือบผิวหนัง สำหรับคุณมดลูกจะหดรัดตัวเป็นก้อนนูนเป็นจังหวะสม่ำเสมอคุณจะรู้สึกเกร็งที่ยอดมดลูกและค่อยๆ คลายตัวลงมา หากมีของเหลวไหลออกมาด้วย คุณต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

Week 34 - ลูกของคุณอยู่ในท่ากลับหัวและเตรียมพร้อมที่จะออกมาดูโลกแล้ว ต่อมหมวกไตของเขาจะผลิตฮอร์โมน สเตียรอยด์มากขึ้นเป็น 10 เท่า หากมีแนวโน้มว่าทารกมีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนด คุณหมอจะเจาะตรวจน้ำคร่ำ เพื่อทดสอบความเจริญเต็มที่ของปอดหากพบว่าปอดยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่คุณหมอจะฉีดยาเร่ง เพื่อขยายการเติบโตในปอดของทารก

Week 35 - กระดูกสันหลังของลูกคุณยังอ่อนบาง และมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะหลุดรอดออกมาสู่โลกภายนอก ในช่วงใกล้คลอด คุณไม่ควรไปไหนไกลๆ แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นให้ต้องเดินทางจริงๆ ควรพกพาสมุดบันทึกประวัติสุขภาพครรภ์ไปด้วย (คุณหมอจะต้องทำบันทึกไว้ทุกครั้งที่คุณไปตรวจตามนัด) เพื่อที่ว่า หากคุณเกิดไปเจ็บท้องคลอดกะทันหันที่ไหน สูติแพทย์ที่อยู่บริเวณนั้นจะได้ให้การช่วยเหลือคุณได้ถูกต้อง

Week 36 - คุณจะสังเกตได้ว่าลูกของคุณในช่วงนี้เริ่มดิ้นน้อยลง นั่นเพราะตอนนี้เขามีขนาดลำตัวที่ใหญ่จนเต็มพื้นที่ภายในช่องท้องของคุณ และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกอีกต่อไป ในช่วงนี้คุณหมอจะนัดคุณถี่ขึ้นเป็นทุกสัปดาห์เพื่อเตรียมแผนการคลอดและการเลี้ยงทารกแรกเกิด และให้คุรตัดสินใจเลือกวิธีบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างช่วงการเบ่งท้องคลอด

Week 37 - ตอนนี้ลูกของคุณพร้อมที่จะออกมาดูโลกได้ทุกขณะ แต่ถ้าปากมดลูกยังไม่เปิดเขาก็ยังจะเจริญเติบโตจนครบ 40 สัปดาห์ ระหว่างสัปดาห์นี้ ลูกของคุณกำลังหย่อนศรีษะลงมาถึงบริเวณกระดูกอุ้งเชิงกรานแล้ว ช่วงนี้คุณหมอจะตรวจดูว่าปากมดลูกใกล้ที่จะเปิดหรือยัง มีความหนามากเกินไปหรือไม่ และเด็กอยู่ในท่าไหน และตำแหน่งไหนแล้ว

Week 38 - ไขเคลือบผิวของทารกจะลอกออกมาปะปนอยู่ในน้ำคร่ำที่ทารกกลืนเข้าไป และขับออกมาเป็นของเสียขณะเดียวกันร่างกายของทารกก็จะขับของเสียออกมาที่ลำไส้ทำให้เมื่อคลอดออกมาทารกจะมีเมือกสีเขียวเปรอะเปื้อนอยู่ทั่วตัว ถ้าลูกของคุณเป็นผู้ชาย ลูกอัณฑะของเขาจะเลื่อนลงมาอยู่ในถุงอัณฑะในช่วงนี้ เมื่อทารกคลอดออกมา แพทย์จะตรวจสอบอวัยวะส่วนนี้

Week 39 - สารแอนตี้บอดี้ในร่างกาบของคุณแม่จำนวนเล็กอาจซึมผ่านผนังกั้นรก และเข้าสู่ในกระแสเลือด ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันโรคชั่วคราว และจะหายไปภายใน 6 เดือน ซึ่งจะเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของทารกจะเจริญเต็มที่คุณหมอจะให้คำแนะนำกับคุณถึงอาการเจ็บท้องคลอดในระยะแรก ซึ่งจะมีการหดรัดตัวของมดลูกแรงขึ้น เมื่อเคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะสม่ำเสมอและบ่อยครั้ง ถุงน้ำคร่ำแตก และมีของเหลวไหลออกมาพร้อมกับเลือด คุณควรรีบไปโรงพยาบาลได้เลย

Week 40 - สิ่งสุดท้ายที่คุณไม่ควรลืมที่จะตรวจเช็คสภาพให้แน่นอนนั่นคือ ความพร้อมที่จะทำหน้าที่ “แม่” คุณหมออาจตรวจสุขภาพร่างกายของคุณและลูก พร้อมให้การรักษา และคำแนะนำดีๆ ในการดูแลที่ถูกต้อง แต่สำหรับความเป็นแม่แล้ว คงไม่มีใครจะบอกคุณได้ถึงความพร้อม.


(update 9 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.164 March 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:00 Share
ท้องนี้เตรียมตัวอย่างไร


ถ้าคุณกำลังรู้สึก ตื่นเต้น ดีใจ ปลื้มใจ เพราะกำลังจะมีลูกน้อยเอาไว้เชยชม อยากสะกิดถามกันสักนิดว่า คุณได้มีการเตรียมตัวให้พร้อมรับกับเรื่องนี้หรือยัง ถ้ายัง หรือไม่รู้ว่าจะเตรียมพร้อมเรื่องใด อย่างไรบ้าง ก็มาเริ่มไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ เรื่องสำคัญอย่างนี้ลืมไม่ได้เชียวค่ะ


เตรียมตัวฝากท้อง

การฝากท้องนับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของคนท้อง คุณแม่จะได้รับการดูแล จากบุคลากรทางการแพทย์อย่างถูกต้องและใกล้ชิด ทั้งให้คำแนะนำในเรื่องการดูแล และปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์ อาหารการกิน การออกำลังกาย สิ่งที่ควรระวังสุขภาพในช่วงตั้งครรภ์ ตลอดจนภาวะผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นกับแม่และลูก เพื่อที่แพทย์จะได้ดูแลและรักษาได้ทันท่วงที

จะไปฝากท้องที่ไหน

สถานที่ฝากท้องนั้นก็ได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชน ศูนย์อนามัย คลินิกที่มีการตรวจรักษาทางสูติ-นรีเวชเท่านั้น ไม่ว่าคุณแม่จะไปฝากท้องที่ใด อันดับแรกที่ควรนึกถึงก็คือเป็นสถานที่ที่เดินทางสะดวกและต้องมั่นใจในบริการ กรณีที่คุณแม่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ควรฝากท้องที่โรงพยาบาลที่รักษาอยู่นะคะ เพื่อความสะดวกของคุณหมอที่จะดูประวัติการรักษาต่างๆ และไม่ว่าคุณจะฝากท้องที่ใดก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรลืมคือสอบถามรายละเอียดของค่าบริการตั้งแต่แรกจนถึงวันคลอด เพื่อเป็นข้อมูลวางแผนการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่คุณแม่และลูกน้อยจะได้รับ เช่น การให้ความรู้เรื่องการตั้งครรภ์ เตรียมคลอด การเลี้ยงดูลูก ระเบียบการเบิกจ่ายเงินต่างๆ เป็นต้น

การไปฝากท้องครั้งแรก สูติแพทย์จะสอบถามประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น สอบถามถึงข้อมูลประจำเดือนครั้งสุดท้าย เพื่อคำนวณวันคลอด สอบถามถึงประวัติการเจ็บป่วยของคุณ สามีและครอบครัวที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น เคยมีประวัติเป็นโรคเลือด เบาหวาน ความดันสูง การมีลูกแฝด ฯลฯ หรือไม่ ปกติหมอจะนัดตรวจเดือนละ 1 ครั้ง จนถึง 28 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเพิ่มเป็นเดือนละ 2 ครั้ง จน 36 สัปดาห์ และเดือนสุดท้ายจะนัดถี่ขึ้นเป็นสัปดาห์ละครั้ง

ในช่วงที่ไปพบแพทย์หากคุณแม่มีคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ อย่าเก็บคำถามเอาไว้นะคะ ควรสอบถามกับสูติแพทย์ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ข้อห้าม ข้อควรระวัง แพทย์จะให้ความกระจ่างกับคุณได้ค่ะ


เตรียมข้อมูลควรรู้คู่ครรภ์

ตลอดระยะทาง 9 เดือนของการตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวแม่และตัวลูกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากคุณสามารถทราบข้อมูลล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลลงได้ และยังสามารถที่จะเตรียมพร้อมร่างกายและจิตใจเพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น สำหรับการหาข้อมูลนั้นก็ไม่ยากค่ะ อย่างเช่น
  • แหล่งข้อมูลแรกที่จะหาได้คือ สอบถามจากแพทย์เมื่อตอนไปฝากท้องว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง

  • จากหนังสือคู่มือการดูแลครรภ์และเตรียมตัวคลอด ซึ่งปัจจุบันนี้มีมากมายให้คุณแม่ได้เลือกอ่าน ควรเลือกคู่มือที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในแต่ละเดือน สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณแม่ อาการต่างๆ รวมถึงสิ่งผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น การเตรียมตัวเพื่อไปคลอด การดูแลตัวเองและลูกช่วงแรกคลอด

  • การเข้าอบรมในบางโอกาสก็จะช่วยให้ได้ความรู้จากการแนะนำของวิทยากร ทั้งยังได้พบกับคุณแม่ที่ตั้งท้องเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนใหม่ๆ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการดูแลตัวเองอย่างไร อย่าลืมพาคุณพ่อมือใหม่ไปด้วยนะคะ คุณพ่อนี่แหละคนสำคัญ ที่จะเป็นทั้งกำลังใจและเป็นผู้คอยช่วยเหลือคุณแม่ได้ดีที่สุด เผื่อว่าคุณแม่มีอาการหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้น ก็จะได้ไม่ต้องตกใจ หรือหากมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นก็จะได้ช่วยกันสังเกตได้ค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่มักเกิดขึ้น

  • คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่มีอาการหลังจากประจำเดือนขาด 2 สัปดาห์ขึ้นไป และเป็นอยู่ถึงสิ้นเดือนที่ 3 อาการจะค่อยๆ หายไป

  • เต้านมเปลี่ยน คุณแม่จะรู้สึกว่าคัดตึงเต้านมมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะหายไปเมื่ออายุครรภ์ได้ 3 เดือนไปแล้ว และเต้านมจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจพบรอยแตกเป็นริ้ว หัวนมเป็นสีคล้ำยาวขึ้น เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมลูก คุณแม่เพียงแต่เปลี่ยนขนาดของยกทรงให้มีขนาดพอเหมาะใส่สบายขึ้นค่ะ

  • ปัสสาวะ คุณแม่จะปัสสาวะบ่อยขึ้นในช่วงที่มดลูกเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เนื้อที่ในการจุปัสสาวะน้อยลง จึงเกิดอาการปัสสาวะบ่อย อาการจะดีขึ้นเมื่อมดลูกโผล่พ้นเชิงกรานขึ้นไปในช่วงระยะกลางของการตั้งครรภ์

  • หายใจอึดอัด ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะหายใจไม่สะดวก หายใจเหมือนไม่เต็มอิ่ม เพราะตัวลูกน้อยดันกะบังลมขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ จะรู้สึกอึดอัดมาก ดังนั้นในช่วงท้ายๆ ควรหาอิริยาบถที่ทำให้คุณรู้สึกสบาย เช่น เวลานั่งควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงจะทำให้นั่งได้สบายขึ้น

  • ช่องคลอดเปลี่ยนแปลง จะมีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงช่องคลอดมากขึ้น ทำให้นุ่มและมีมูกมากขึ้น ในช่องคลอดจึงมีตกขาวมากขึ้น ถ้าไม่มีกลิ่น ไม่คัน ถือว่าปกติค่ะ

  • สีผิว การเพิ่มของระดับฮอร์โมนทำให้ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง มีสีดำคล้ำขึ้น โดยเฉพาะซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ อวัยวะเพศ หัวนมจะมีรอยแตกเป็นริ้วบริเวณเต้านม และอาจเป็นริ้วดำที่ผนังหน้าท้อง เกิดฝ้าเป็นปื้นบริเวณใบหน้า ซึ่งหลังคลอดลูกแล้วอาการต่างๆ เหล่านี้ก็จะหายไปได้เอง

  • เหนื่อยง่าย สาเหตุเพราะระบบต่างๆ ในร่างกายต้องทำงานหนักมากขึ้น บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง อยากนอนมากขึ้น

สัญญาณที่จะบอกว่าควรไปพบแพทย์เพราะอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

  • คลื่นไส้อาเจียนมากกว่าปกติ เช่น กินอาหารไม่ได้เลย
  • ปัสสาวะแสบขัด อาจมีแผลอักเสบติดเชื้อในช่องคลอด
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีสีเขียวปนเหลือง คันช่องคลอด
  • มีอาการบวมที่หน้า มือ เท้า หรือบวมทั่วตัว อาจเกิดจากโรคครรภ์เป็นพิษ
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาจมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูงจากครรภ์เป็นพิษ
  • ลูกดิ้นน้อยจนผิดสังเกต อย่ารอจนลูกไม่ดิ้น
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นอาการของการแท้งบุตร เช่น รกเกาะต่ำหรือลอกตัวก่อนกำหนด
  • มีน้ำใสๆ คล้ายปัสสาวะออกทางช่องคลอด อาจมีน้ำเดินก่อนกำหนด

เตรียมแผนใช้จ่าย

จริงๆ การวางแผนเรื่องการเงินนั้นควรเริ่มมาตั้งแต่ก่อนตั้งท้องแล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าคุณยังไม่เคยมีการวางแผน มาเริ่มพร้อมๆ กันเลยค่ะ ก่อนอื่นต้องคำนวณดูว่า ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ การคลอด รวมไปถึงการเลี้ยงดูลูกในอนาคตว่าจะต้องใช้จ่ายเงินเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง

ค่าใช้จ่ายช่วงตั้งท้อง
  • ควรรู้รายละเอียดของค่าบริการฝากท้องในแต่ละครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการใช้จ่ายเงิน ตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งแรกจนถึงวันคลอด ว่าคุณแม่ต้องฝากครรภ์กี่ครั้ง ครั้งละเท่าไหร่

  • ค่าใช้จ่ายของการคลอดในแบบที่คุณต้องการ ทางที่ดีสอบถามถึงการคลอดแบบอื่นๆ ด้วยเพื่อเป็นข้อมูลสำรองเอาไว้

  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการหาความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและการตั้งครรภ์จากนิตยสารสำหรับเด็ก ครอบครัว หนังสือพิมพ์ หนังสือหรืออินเทอร์เน็ต สมัยนี้เขามีการให้ความรู้เกี่ยวกับการสัมมนาวิชาการต่างๆ มากมายที่ไม่ต้องเสียสตางค์
ค่าใช้จ่ายหลังคลอด

ค่าใช้จ่ายหลังคลอดส่วนใหญ่จะเป็นของลูกน้อย เช่น เสื้อผ้า ที่นอน หมวก ของเล่น เปล อุปกรณ์อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย ผ้าห่ม ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ
  • จดรายการที่เป็นของใช้ส่วนตัวของลูกไว้ก่อน ว่ามีอะไรบ้างและราคาเท่าไหร่
  • สินค้าแต่ละยี่ห้อคุณภาพใกล้เคียง แต่ราคาแตกต่างกันมาก ดังนั้นควรเปรียบเทียบทั้งคุณภาพและราคาที่เหมาะสม และเลือกในแบบที่เหมาะสมกับลูกเราให้มากที่สุด
  • ไม่จำเป็นต้องซื้อของมาตุนไว้ เพราะของบางอย่างที่คุณซื้อมาแทบไม่ได้หยิบมาใช้เลยก็มี

เตรียมใจ เตรียมกาย ไปคลอด

การคลอดลูกเป็นสิ่งพิเศษที่สุดสำหรับผู้หญิงที่ผู้ชายไม่มีทางทำได้แน่นอน ถึงแม้การคลอดจะเจ็บปวด แต่เป็นความภาคภูมิใจและเป็นความรู้สึกที่พิเศษที่สุดของคนเป็นแม่ เมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ความเจ็บปวดจะหายไปทันทีมีแต่ความสุขอิ่มเอม ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็เท่ากับได้เตรียมใจให้พร้อม รับกับประสบการณ์สำคัญของการเป็นแม่แล้วล่ะ ซึ่งนอกจากใจแล้วร่างกายก็ต้องแข็งแรงด้วยนะคะ อย่าลืมฝึกหายใจเพื่อเตรียมคลอด อย่าลืมเตรียมกระเป๋าของใช้ของคุณแม่ และของใช้ของลูกไว้ก่อนคลอดสักประมาณ 2 สัปดาห์


อาการใกล้คลอด

ช่วงระยะใกล้ๆ กำหนดคลอด ควรสังเกตตัวเองเป็นพิเศษค่ะ ถ้ามีอาการเหล่านี้ก็เตรียมตัวไปโรงพยาบาลได้เลยค่ะ เพราะเป็นอาการที่จะบอกว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า คุณก็จะได้เห็นหน้าลูกน้อยแล้ว
  • มีอาการปวดท้องเป็นพักๆ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่บางคนก็จะมีอาการปวดหลัง
  • มีมูกเลือดออกมาจากช่องคลอด แต่ก่อนปวดท้องก็อาจพบมูกเลือดนี้ได้เนื่องจากปากมดลูกเปิดขยาย และมูกที่อุดอยู่จะหลุดออกมา
  • น้ำเดิน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้าคุณก็จะได้เห็นหน้าลูกน้อยแล้วล่ะ

เหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่คุณแม่ควรรู้ ยังมีข้อมูลอีกมากมายที่คุณแม่สามารถหาได้จากการอ่านหนังสือ หรือสอบถามข้อมูลจากคุณแม่ของเราเอง จากเพื่อนฝูงใกล้ชิดหรือคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการตั้งท้อง และการคลอดลูกมาก่อน ก็จะทำให้รู้ว่าเมื่อตั้งท้องต้องเตรียมตัวอย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพตัวเอง และลูกที่เรากำลังรอคอยอยู่ค่ะ


(update 31 มกราคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:01 Share
ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์เช็กอาการหัวจรดเท้า


ได้เวลาเช็คแล้ว...ตั้งครรภ์มาสักระยะหนึ่งคุณแม่ส่วนใหญ่คงเคยเจออาการเหล่านี้มาบ้างแล้ว มาเช็คกันดูว่าอาการพวกนี้คุณเคยเป็น เป็นอยู่ หรือว่ากำลังจะเป็นอยู่หรือเปล่า...


ปวดหัว

การปวดตึงที่หัวคืออาการที่เกิดขึ้นกับศรีษะ และทำให้คุณรู้สึกว่าหัวคุณวางอยู่บนสิ่งที่เลวร้ายนั่นอาจจะมีสาเหตุมาจากระดับความดันของเลือดที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่นี้และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายแต่ปัจจัยอื่นๆ ก็สามารถที่จะเป็นสาเหตุของอาการปวดหัวได้เช่นกัน เช่น ความเครียด ท่าทางการยืน เดิน นั่งที่ผิดรูปแบบไปของคุณ รวมทั้งจากระดับน้ำตาลในเลือดและอาการจากการเคเฟอีนด้วย ให้จัดการกับอาการปวดหัวดังกล่าวด้วยการหาเวลาผ่อนคลายให้นึกถึงท่าทางของคุณและพยายามปรับให้เป็นปกติ สร้างสมดุลด้วยการกินอาหารอ่อนๆ ที่มีคุณค่า
Try this : นักกลิ่นบำบัดบอกว่า กลิ่นลาเวนเดอร์ คือกลิ่นที่ช่วยรักษาได้ดี ทำให้รู้สึกดีและรู้สึกสงบและได้ผลดีที่จะลดอาการปวดหัวจากความเครียด

อาการเสียวท้อง

เมื่อวาวที่แยกระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารพักผ่อนและทำงานน้อยลง กรดในกระเพาะอาหารจึงเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดความรู้สึกเผาไหม้ ในช่วงที่ตั้งครรภ์นี้คุณแม่ท้องจะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในระดับที่สูง ซึ่งจะช่วยให้ผนังมดลูกอ่อนลงแต่โชคไม่ดีนักที่มันยังมาทำให้เจ้าวาวระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารอ่อนนุ่มและทำงานน้อยลงด้วย การงดเครื่องดื่มชา กาแฟ อาหารรสจัด ผัดทอดหรืออาหารที่มีไขมันจะช่วยได้ อาการเสียดท้องนี้จะไม่ดีนักสำหรับช่วงกลางคืนเพราะกรดในกระเพาะอาหารจะทำงานได้ง่ายและผลิตได้เยอะในเวลาที่คุณนอน เพราะฉะนั้นให้กินอาหารตั้งแต่ตอนหัวค่ำและหลีกเลี่ยงมื้อเสริมใดๆ ตอนดึก
Try this : นักโภชนาการบอกว่า ให้ทานอาหารที่มีความเป็นด่างเพื่อลดความเป็นกรดในกระเพาะ กล้วย โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือนม จะช่วยบรรเทาอาการเสียดท้องได้ และยาลืมมียารสกรดติดตัวเอาไว้ด้วย ไว้ลดอาการเสียดท้องของคุณ

ปวดหลัง

ไม่น่าแปลกใจเลยถ้าการแบกรับน้ำมากๆ จะมีผลต่อหลังของคุณส่วนอย่างอื่นๆ ก็จะเกิดจากฮอร์โมนในช่วงที่ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนอื่นๆ ในช่วงที่ตั้งครรภ์นี้จะช่วยให้เอ็นยึดกระดูกอุ้งเชิงกรานขยายไปยังช่วงท้องพยายามยืนให้ตรง งอหัวเข่า เวลาเข้านอนให้คุณนอนตะแคงหนึบหมอนไว้ที่หว่างขาซึ่งจะช่วยให้กระดูกสันหลังของคุณตรงด้วย
Try this : Try this : น้ำมันลาเวนเดอร์สามารถช่วยนวดบรรเทาอาการปวดหลังได้ดี โดยเฉพาะหลังบริเวณด้านล่าง

เชื้อราในที่ลับ

ในช่วงที่ตั้งครรภ์นี้ช่องคลอดของคุณจะมีไกลโคเจนและน้ำตาลตามธรรมชาติซึ่งจะทำให้เชื้อราที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเจริญเติบโตได้ดีเจ้าเชื้อราตัวนี้สามารถทำให้เกิดอาการแสบร้อนหรือคันที่บริเวณช่องคลอดและทวารหนักได้ เพื่อสร้างสมดุลให้กับแบคทีเรียดังกล่าวให้งดอาหารที่มีน้ำตาล หันมาทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติให้มากขึ้น เจ้าเชื้อราชนิดดังกล่าวนี้เจริญเติบโตในพื้นที่หมักหมมชื้นแฉะ ให้คุณพยายามเช็ดทำความสะอาด พยายามดูแลช่องคลอดให้แห้งทุกครั้งหลังอาบน้ำหลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดตึงและเลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้ายมาสวมใส่ ก็จะทำให้โปร่งและสบายตรงส่วนนั้นขึ้น


ความดันเลือด

อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นคุณจะสังเกตเห็นว่ามันเกิดจากอาการบวมของเส้นเลือด ซึ่งเกิดจากความดันเลือดที่เพิ่มขึ้นและความตึงนั้นก็เกิดจากมดลูกที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นนั่นเอง ผู้หญิงที่ท้องผูกบ่อยๆ นั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นในช่วงตั้งครรภ์มากเป็นพิเศษ ความตึงนั้นก็จะยิ่งเพิ่มความดันในเส้นเลือดให้สูงขึ้น กินอาหารที่มีไฟเบอร์เยอะๆ เช่น ธัญพืช ผลไม้และผักสด ออกกำลังกายสม่ำเสมอก็จะช่วยบรรเทาอาการได้
Try this : เพื่อช่วยให้เยื่อต่างๆ ในร่างกายมีความยืดหยุ่น รวมทั้งผนังเส้นเลือดด้วย ลองหาซื้อครีมตามร้านขายยาเฉพาะสำหรับบรรเทาอาการดังกล่าว ครีมชนิดนี้จะช่วยลดความแสบร้อนและความเจ็บปวดของอาการดังกล่าวให้ดีขึ้นได้

ไม่สบายตอนเช้า

อาการป่วยในยามเช้าเชื่อกันว่ามีความเกี่ยวพันกับระดับฮอร์โมนโดยเฉพาะฮอร์โมนตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า HCG ร่างกายของคุณจะผลิตมาในระดับที่มากสำหรับช่วงตั้งครรภ์ที่ยังอ่อนๆ อยู่ในช่วงสัปดาห์แรกๆ HCG จะหยุดสร้างเมื่ออายุครรภ์ของคุณได้ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป คุณจะกลับมารู้สึกปกติเหมือนเดิม หลังจากนั้น การป่วยในช่วงตั้งครรภ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำ มักจะเป็นบ่อยๆ ในตอนเช้านั้นจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำ มักจะเป็นบ่อยๆ ในตอนเช้าโดยเฉพาะตอนที่ท้องว่างๆ เพราะฉะนั้นคุณควรหาแครกเกอร์หรือเค้กชิ้นเล็กๆ ทานรองท้องก่อนเป็นอันดับแรก หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกท้องว่างให้ดื่มเครื่องดื่มหรือน้ำมากๆ
Try this : นักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า ขิง มีประโยชน์มายาวนานซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการบรรเทาอาการไม่สบายในตอนเช้าในช่วงตั้งครรภ์ได้ การจิบชาที่ทำมาจากขิงจะช่วยบรรเทาอาการได้มากทั้งเวียนศรีษะและคลื่นไส้

เท้าบวม

ร่างกายของคุณจะมีของเหลวมากเป็นพิเศษตลอดระยะเวลาในช่วง 9 เดือนนี้ น้ำหนักหลายกิโลในร่างกายของคุณมาจากน้ำ ของเหลวจำนวนมากพวกนี้จะไปสะสมอยู่ที่ข้อเท้าและเท้า ทำให้การกหมุนเวียนเลือดในขาลดลง คุณสามารถลดอาการบวมที่เท้าดังกล่าวได้ โดยหมั่นยกเท้าชันขึ้นบ่อยๆ หรืออาจจะใช้การออกกำลังกายเข้ามาให้คุณดื่มน้ำมากๆ และลดอาหารที่มีเกลือหรืออาหารเค็มๆ
Try this : อาการบวมถือเป็นเรื่องธรรมดาแต่ถ้าเป็นมากให้ลองปรึกษาคุณหมอของคุณดูว่าจะแก้ไขอย่างไร อาจจะลดอาการบวมด้วยการทาน้ำมันเจอเมเนียมเพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลืองหยดน้ำมันสกัดจากผัก 1 ช้อนชาถูนวดบริเวณเท้า นวดเบาด้วยฝ่ามือคุณ ก็จะช่วยได้ไม่น้อย

ขาเป็นตะคริว

เป็นเรื่องปกติธรรมดาของขาทั้งสองข้างที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และระบบหมุนเวียนโลหิตที่ตึงแน่นเกินไปบริเวณขา เป็นสาเหตุของเกิดตะคริวในช่วงที่คุณท้องอยู่นี้ และในทันใดที่เป็นตะคริวนั้นความเจ็บปวดก็จะแพร่กระจายไปทั่วกล้ามเนื้อของคุณด้วย โดยเฉพาะเวลาที่คุณนอนหลับ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดและเป็นตะคริวให้คุณพยายามยกชันเท้าบ่อยๆ การออกกำลังกายจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ด้วยเช่นกัน
Try this : ตะคริวอาจเกิดจากการขาดแมกนีเซียม ซึ่งเจ้าแมกนีเซียมจะช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณแข็งแรง พยายามทานน้ำผักใบเขียวเมล็ดฟักทองอัลมอนด์หรือเต้าหู้ เพราะอาหารเหล่านี้จะมีแมกนีเซียม


(update 17 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.171 October 2007 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:02 Share
เพียงแค่ดูรู้ได้ไงว่าเธอ…ท้อง


กริ๊ง…กริ๊ง…กริ๊ง…ง…ง… เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นเหลียวมองดูชือสายเรียกเข้าเป็นเจ้าชัยเพื่อนซี้ของผมตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม

ประโยคแรกที่ถามผม “เฮ้ยหมอแซนได้เมียได้ลูกไม่ยักกะส่งข่าว (หว่ะ) ดังทั้งบ้านทั้งเมืองแบบนี้”

ผมรู้แล้วเจ้านี้ต้องมีอะไร มาอำผมเล่นอีกเป็นแน่ทักพาลหาเรื่องจริงๆ นี่ดีนะคุยกันสองต่อสอง
“เฮ้ย ข่าวลือหว่ะ อย่าไปเชื่อหนังสือพิมพ์มากนัก เค้าก็ลงไปตามกระแสมันกำลังฮิตไม่ใช่เหรอเรื่องพรรค์อย่างงี้ใกล้ปีใหม่แล้วเล่นข่าวแรงๆ เอาแบบให้โจทก์กันสนั่นเมืองแบบขายดิบขายดีเชียวหล่ะ”

ผมสำทับกลับไป เจ้าชัยยังไม่ยอมหยุด…สอดขึ้นมาอีก

“เฮ้ย! ข้าว่าชัวร์หว่ะ ท้องแน่ๆ เลย…แบบนี้ ไอ้เรื่องดูว่าใครท้องต้องข้านี่แหละที่จัดเป็นผู้เชี่ยวชาญ” …เหอะ เหอะ เอากะมันสิ ผมฟังเจ้าชัยโม้ต่อ

“จำไม่ได้เหรอตอนสมัยเราเรียนแล้วนั่งรถเมล์กลับจากโรงเรียนข้าลุกให้ผู้หญิงตั้งท้องนั่งตลอด…”

ผมเริ่มจำเค้ารางเรื่องที่มันเล่าได้แล้ว เป็นประจำที่มันจะแสดงตัวเป็นสุภาพบุรุษ มีสาวๆ ขึ้นมาบนรถเมล์เป็นต้องลุกให้นั่งก่อนใคร ส่วนถ้าเป็นคนแก่ ผมไม่เคยเห็นถามทีไร แซวทีไร ก็บอกลุกให้ผู้หญิงท้องนั่งทุกที ผมก็งงว่ามันรู้ได้ไง ไม่เห็นมีวี่แววว่าเป็นคนท้องเลย ท้องก็ไม่โตเป็นสาวรุ่นๆ แถมยังแต่งหน้าทาปากซะสวยเช้งเลย… อ๋อ…ผมจำได้หล่ะมุขเก่าๆ เอามาเล่าใหม่นี่เอง…เจ้าชัยจะตอบหน้าตายเลย ถ้าเราถามว่าเค้าท้องไม่เห็นโตแล้วเองรู้ได้ไงโว้ย…

“ก็เธอเพิ่งจะท้องมาได้ 1 ชั่วโมงนี่เอง พวกเองไม่มีประสบการณ์ไม่มีทางดูออกหรอก”

“โธ่ เจ้าขี้โม้…โม้แบบไม่เปลี่ยนเลย ตั้งแต่เด็กมาจนแก่ป่านนี้แล้ว นี่ถ้าครบก๊วนนะ มีเจ้าเสือป้อม (ปัจจุบันเป็นเทศมนตรีอยู่จังหวัดแถบภาคอีสานนู้น) แล้วก็ไอ้เมธ (มีครอบครัวไปอยู่ที่ฝรั่งเศสจบกฎหมายที่ฝรั่งเศส) แล้วก็ผู้พันวอ (สังกัดกองทัพบกปัจจุบัน) เป็นได้เรื่องคงจะครื้นเครงสนุกสนานกว่านี้ เจ้าชัยคงจะโทร.มาทักทายผมเล่น ไม่มีเรื่องจะคุย…ก่อนทิ้งท้ายวางสายยังถามย้ำผมอีก

“เฮ้ยหมอเค้าท้องกันจริงๆ เหรอ”

เจ้าชัยคาดคั้นผมด้วยสำเนียงที่ผมหลับตาแล้วเห็นเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเร้อ แบบงงๆ อยู่กลางหน้ามันเลยหล่ะ

“จะไปรู้ได้ไง ใครจะไปดูออก ถ้าไม่ท้องโย้ 7-8 เดือนมาให้เห็นหรือน้ำคร่ำไม่เดิน ข้าดูไม่ออกหรอก”

ผมรีบตัดบทอยากให้จบเร็วเพราะผมรู้ว่า ถ้าผมแสดงตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้เรื่องชาวบ้านมาก แล้วตอบว่าเค้าท้องจริงๆ ผมรู้ว่าเจ้าชัยจะต้องถามผมเลยเถิดไปอีกว่า

“แล้วท้องกะใครวะ”

เรื่องแบบนี้ไม่ต้องอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วประเภทชอบสนใจยุ่งเรื่องชาวบ้าน ใครเค้าจะเป็นอย่างไร ก็เรื่องสิทธิส่วนบุคคลเค้าสิ พวกนี้ชอบไปยุ่ง…

หลังจากนั้นอีก 3-4 วัน เรื่องนี้ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนากันอยู่ทุกกลุ่มในสังคม ผมได้รับคำถามจากคนรอบข้าง เพื่อนสนิท ที่รู้ว่าผมเป็นหมอและคาดหวังตอบจะเอา แบบโหรฟันธงจากผมน่าปวดหัวจริงๆ

ผมบอกตามตรงเลยว่า ถ้าผมไม่รู้ประวัติทางการแพทย์ของผู้หญิงคนใดมาก่อน ไม่เคยเห็นสรีระมาก่อนไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับการขาดประวัติการขาดของประจำเดือนหรือข้อมูลประกอบอื่นๆ หรือการเปลี่ยนแปลงสรีระของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ผมไม่สามารถบอกได้ว่าใครตั้งครรภ์โดยเฉพาะในระยะอายุครรภ์ 3 เดือนแรก

ถ้าอายุครรภ์เกิน 3 เดือนผมอาจจะคาดเดาเอาได้ยกเว้นจะได้อยู่ใกล้ชิด และได้เห็นอาการที่ทำให้ชวนสงสัยว่าเป็นอาการแพ้ท้อง

ผมว่าใครที่เก่งและบอกได้ น่าจะใช้การเดาเอามากกว่าเหมือนกับการโยนเหรียญ มีทางออกแค่ 2 ทางครับโอกาสเดาถูก 50 เปอร์เซ็นต์

ผมเองไม่ควรละความพยายามครับ อยากจะสำรวจเหมือนกัน ผมเลยข้ามไปร้านตัดผม ฝั่งตรงข้ามกับสำนักงานของผม ลองไปวิสาสะกับคนหลายๆ คน เผื่อจะได้ข้อสังเกตอะไรเพิ่มเติมมากขึ้น

คำถามที่ผมลองสุ่มถามคือ พวกคุณๆ ทั้งหลายมีวิธีการสังเกตหรือไม่ ว่าผู้หญิงคนใดกำลังตั้งครรภ์อยู่ แม้นว่าไม่รู้จักกันมาก่อน เอาแค่การสังเกตจากภายนอกอย่างเดียว ลองมาดูคำตอบ และความเห็นที่ผมได้รับนะครับ
1. พร (ผู้หญิง ช่างตัดผม อายุ 42 ปี)
“หน้าจะบวม ถ้าท้อง 4-5 เดือน คอจะเต็ม สีหน้าจะเปล่งปลั่ง ถ้าใกล้ชิดก็ดูอาการเริ่มแพ้จะโทรม เดือน 2 เดือนแรกจะดูโทรมมากซีดมาก” คุณพรให้เหตุผล

2. พี่ต๋อย (ผู้ชาย อายุราว 45 ปี พาลูกมาตัดผม)
“ผมดูออกนะ แบบเมียท้อง ผมมีลูก 2 คนแล้ว” แหงละสิ เมียพี่เองขืนดูไม่ออกก็รู้จะพูดยังไง ผมได้แต่คิดในใจ “เดือนสองเดือนดูไม่ออก พอ 4 เดือนสะโพกจะผาย หน้าจะอิ่มหน้าจะเต็ม”

3. โจ้ (อายุไม่ถึง 30 ปี ช่างตัดผม)
“ถ้าท้องแรกเล็กๆ ดูไม่ออก ถ้าท้องโย้ใส่ชุดคลุมละก็ดูออก” (โธ่ พ่อโจ้ ถึงขั้นนี้ดูไม่ออกก็แย่แล้ว)

4. คุณตุ่ม (แม่ลูกสามเป็นแม่บ้าน อายุ 53 ปี)
บอกว่าให้สังเกตกระเดือกจะเต้น อ้าวรายนี้ผมไม่เข้าใจ แกอธิบายต่อว่า “ตรงไหปลาร้า ตรงคอ มันจะเต้นตุ๊บๆ แรงกว่าปกติ”

ฟังๆ ดู แล้วก็พอจะอธิบายได้นะ อันนี้ที่เต้นตุ๊บๆ หรือที่คุณตุ่มใช้ศัพท์ที่ว่าลูกกระเดือกมันเต้นน่ะ ผมเข้าใจเอาแบบแพทย์ คงจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจ ผ่านลำคำหรือหลังลูกกระเดือกขึ้นไปเลี้ยงสมอง หัวใจในคนท้องคงจะเต้นแรงกว่าปกติ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ อันนี้เป็นไปได้นะที่คนเค้าใช้สังเกตกัน

5. คุณเหมียว (อายุราว 25 ปี)
“ถ้าท้องเดือน 2 เดือนก็ไม่รู้ แต่ 4-5 เดือนรูปร่างเปลี่ยนไป ไม่ใช่อ้วนแบบธรรมดาทั่วไป จะอ้วนออกช่วงกลางตัว ถ้าเคยเห็นกันทุกวัน และเปลี่ยนไป เช่น ซูบซีด ยังงี้พอจะบอกได้”

6. คุณเพ็ญ (เพื่อนเก่า ออนไลน์ คุยกันมาร่วม 4 ปีแล้ว ยังไม่เคยเจอกัน เห็นหน้ากันจริงๆ เลย เป็นคุณแม่ลูกสอง จบอักษรศาสตร์ แถวสามย่าน)
“3 เดือนแรกท้องไม่ป่องดูไม่ออกหรอกแต่ว่าดูเค้าซีดเซียว อาเจียนบ่อยๆ ก็น่าจะใช่ หลัง 3 เดือนไปแล้วท้องป่อง พอสังเกตได้ ถ้าใกล้ชิดปิดไม่ได้แล้ว”

7. พี่ติ๋ว (อายุ 50 ปี มีลูก 2 คน)
เล่าว่าประสบการณ์จากที่เคยเห็นและตัวเองเคยท้องมาก่อน จะดูจากสรีระ
“ถ้าแบบว่าท้องเดือนแรก อาจจะดูไม่ออก ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับผู้หญิงคนนั้นมาก่อนดูยาก แต่ถ้า 3 เดือนไปแล้วหน้าอกจะเริ่มนูน ก้นจะงอนย้อย คนโบราณเค้าเปรียบเทียบ ท้องผู้หญิงมี 2 แบบ คือ ท้องหมูกับท้องหมา ท้องหมูจะยื่นมาสกแม้อายุครรภ์จะน้อย แต่ท้องหมาจะยื่นน้อยสังเกตจากเรื่องนี้มันน่าจะเกี่ยวกับน้ำคร่ำมากหรือน้อยนะพี่”

เออ อันนี้ฟังดูน่าสนใจนะครับ ในบางทีที่ท้องใหญ่มากๆ แม่อาจจะเป็นเบาหวาน ระหว่างตั้งครรภ์ เด็กจะตัวโตกว่าปกติ หรือไม่ก็ครรภ์นะครับ บางครั้งตัวเด็กเล็กแต่น้ำคร่ำที่มาหล่อเลี้ยงห่อหุ้มตัวเด็กเอาไว้มีมาก ครรภ์ใหญ่ได้

8. พี่มี (อายุ 47 ปี ขายสเต๊ก อยู่ติดกับออฟฟิศของผม มีลูกมา 2 คน)
“ท้องอ่อนจะดูไม่ค่อยออกแต่พี่ดูท่าเดิน เวลาเดินท้องน้อยจะยื่นอันนี้ต้องสังเกต ก้นจะย้อย โดยเฉพาะในคนอ้วนจะดูง่ายกว่าคนผอม”

พี่มีพูดไปพลางใช้มือประกอบการพูดไป ผมดูไปแล้วคล้อยตามไปด้วย แอ็กชั่นกิริยาของพี่มี ผมชอบมาก นอกจากจะทำสเต็กปลาอร่อยแล้วยังให้ข้อสังเกตดีๆ แก่ผมอีก

9. เฮียณรงค์ (อายุ 43 ปี)
“ถ้าเกิน 5 เดือนถึงจะรู้ 2-3 เดือน ดูยาก การแต่งกายก็ช่วยนะ ถ้าเกิน 3 เดือน จะเดินช้าขาไม่ชิดกัน เดินแอ่นๆ เคลื่อนไหวช้า ก็เด็กมันช่วยเพิ่มน้ำหนัก สวายรกอีก” เฮียแกอารมณ์ดีตลอดปี

10. แม่บ้าน อู๊ด (คนนี้ ผมชอบใจมาก เธอเป็นคนที่มีอารมณ์ขันเหลือหลาย พูดสำเนียงออกไปทางภาคอีสาน พูดไปหัวร่อไป มีลูก 3 คน อายุ 35 ปี กลางวันทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาดร้านสะดวกซื้อที่ติดออฟฟิศของผม ตอนเย็นเธอจะไปเข็นรถขายลูกชิ้นปิ้งเธอบอกว่าเธอดูรู้หมด)

“คือต้องมีส่อแววก็พูดไม่ถูกเน้าะ หนูก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ อีนี่ ท้องนะไม่รู้จะพูดยังไง หนูมองตูด มองนม ตูดจะห้อยๆ ก็ไม่รู้จะพูดยังไง แต่มันต้อง 3 เดือน ท้องออกตูด นมออกนะ”
ผมคุยกะเธอเพลิน เธอยังเล่านอกเรื่อไปว่า เคยทำงานเป็นพี่เลี้ยง เลี้ยงลูกให้สองสามีภรรยาชาวเกาหลีเธอชมเปราะเลย

“เจ้านายชาวเกาหลีที่หนูไปอยู่ด้วยใจดีมาก เปิดแอร์ให้หนูนอนกะลูกเค้าเลย พักอยู่บนคอนโด ชั้นที่ 39”

ผมเลยกระเซ้าเธอเล่นต่อว่า “แล้วเค้าใจดีเปิดแอร์ให้แม่บ้านนอนกับสามีเค้าป่าวหล่ะ” เธอหัวเราะน่าแดงก่ำยิ่งกว่าถ่านไฟร้อนในเตาที่เธอกำลังปิ้งลูกชิ้นอยู่เลยหล่ะครับ

เป็นไงครับความเห็นของแต่ละท่านก็แตกต่างกันไปผมสรุปในใจได้ว่า ส่วนใหญ่ก็จะสังเกตแต่สรีระอย่างเดียวคงต้องท้องอย่างน้อย 3 เดือนไปแล้ว และถ้ายิ่งได้ใกล้ชิดด้วยการดูอาการซีดเซียว อาการคลื่นเหียนอาเจียนในระยะแรกๆ ของการตั้งครรภ์ก็คงจะทำให้ชวนน่าสงสัย…แต่การจะไปสังเกตเรื่องคนอื่น จะมีประโยชน์อันใดเล่าผมมองเรื่องการตั้งท้องเป็นเรื่องของธรรมชาติ น่าจะมีประโยชน์มากกว่า ถ้าเราให้ข้อมูลกับคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อบ้าน ว่าที่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณป้า คุณลุง คุณน้า ทั้งหลาย ที่จะสังเกตลูกหลานในบ้าน การจะมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องมงคลในครอบครัว การสังเกตเพื่อให้รู้ก่อน จะได้เตรียมตัวได้ถูกยิ่งว่าที่คุณแม่ ก็จำเป็นต้องเอาใจใส่มากขึ้น หรือไปฝากท้องแต่เนิ่นๆ คงจะเป็นประโยชน์ ผมเลยรวบรวมอาการหรือการสังเกตคนรอบข้างว่าตั้งครรภ์หรือไม่เป็นอาการเด่นที่จะแสดงตั้งแต่ระยะตั้งต้นของกี่ตั้งครรภ์มาให้อ่านกันครับ


10 สัญญาณ บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ !!!

1. เต้านมและหัวนมมีการเปลี่ยนแปลง

หากคุณตั้งครรภ์ คุณจะสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเต้านมและหัวนม ซึ่งจะเปราะบาง อ่อนไหว และมีความรู้สึกได้ง่ายขึ้นในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ (หลังจากที่ประจำเดือนขาดประมาณ 1 สัปดาห์) หรืออาจเกิดอาการบวมคล้ายๆ กับอาการก่อนเกิดประจำเดือนที่หน้าอกใหญ่ขึ้น

2. ประจำเดือนน้อยหรือกะปริดกะปรอย

หากคุณตั้งครรภ์ ประจำเดือนอาจจะมาน้อยในช่วงที่มีการฝังตัวของไข่ในมดลูก และจะเกิดขึ้นประมาณ 8-10 วัน ก่อนที่ประจำเดือนปกติจะมา คุณสามารถแยกแยะจากประจำเดือนปกติได้ หากประจำเดือนมาก่อนกำหนด หรือหากประจำเดือนกะปริดกะปรอย สีชมพูอ่อน และไม่ได้มาตามขนาดปกติ (ซึ่งอาจจะมามาก)

3. บริเวณรอบหัวนมคล้ำขึ้น

ในการตั้งครรภ์ เมื่อถึงระยะเวลาที่รอบเดือนควรจะมา คุณจะสังเกตเห็นบริเวณหัวนม (ที่เป็นวง) จะคล้ำขึ้นและขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้สามารถสังเกตเห็นหัวนมไห้ง่ายขึ้นในการดูดนมมารดา และอาจจะยังสังเกตเห็นหลอดเลือดบริเวณรอบๆ เต้านมชัดขึ้น ตุ่มที่บริเวณรอบหัวนมก็จะมีมากขึ้น อาจจะมากถึง 4-28 ในรอบหัวนมหนึ่งๆ

4. เหนื่อยง่ายขึ้น

อาการเหนื่อยได้ง่ายนี้จะเกิดขึ้นในระยะ 8-10 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ เมื่อคุณตั้งครรภ์กระบวนการเผาผลาญพลังงานจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับตัวเพื่อให้กำเนิดอีกชีวิตหนึ่งโดยมากแล้วอาการนี้จะหายไปในสัปดาห์ที่ 12 ครับ

5. อาการแพ้ท้องและอาเจียน

อาการนี้อาจเกิดขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ หลังจากตั้งครรภ์ ซึ่งจะเกิดอาการเวียนศรีษะ อาการนี้มักเป็นอาการที่เข้าใจผิดได้บ่อยๆ ว่าอาจจะไม่ใช่เกิดจากการตั้งครรภ์แต่เป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอหรืออะไรก็ตามแต่ อาการแพ้ท้องนี้เกิดได้ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน

6. ปัสสาวะบ่อยขึ้น

ในระยะที่ประจำเดือนขาด 1-2 สัปดาห์คุณก็จะพบว่าคุณปัสสาวะบ่อยขึ้น บ่อยกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากทารกกำลังเติบโตอยู่ในมดลูกและกดทับกระเพาะปัสสาวะนั่นเอง

7. ท้องผูก

คุณสังเกตการเปลี่ยนแปลงของลำไส้ตั้งแต่แรกเริ่มตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในช่วงการตั้งครรภ์ จะทำให้ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพน้อยลง

8. อุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มขึ้น

คุณอาจจะยังรู้สึกเป็นปกติดีตราบเท่าที่ระดับอุณหภูมิยังคงอยู่ในช่วงการประเมินการ แม้จะผ่านช่วงเวลาของการมีประจำเดือนมาแล้ว และเมื่อคุณตั้งครรภ์ ไข่จะตกจากรังไข่ และใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ในการเดินทางไปถึงมดลูก ซึ่งจะเป็นการไปฝังตัว และในเวลานี้เองที่ร่างกายของคุณจะรู้ได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น

9. ประจำเดือนขาด

นี่อาจเป็นสัญญาณแรก โดยเฉพาะถ้าปกติประจำเดือนคุณมาสม่ำเสมอ เมื่อรวมสัญญาณอื่นๆ แล้วคุณก็สามารถคาดเดาได้แล้วว่ากำลังตั้งครรภ์ แม้แต่ก่อนทำการตรวจด้วยซ้ำไป

10. ผลจากการตรวจสอบการตั้งครรภ์

แม้เพียงประจำเดือนขาดไป 1 วัน และคุณพร้อมที่จะรับรู้ความจริง ก็สามารถไปซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์มาทดสอบเองได้ที่บ้าน การทดสอบจากปัสสาวะจะมีความแม่นยำมากขึ้นหากตรวจหลังจากปฏิสนธิได้ 10-14 วัน หากคุณไม่สามารถรอถึงกระทั่งช่วงที่ประจำเดือนขาด การตรวจเลือดจะมีความแม่นยำ ในช่วง 8-10 วันหลังจากปฏิสนธิ และคิดอยู่เสมอว่าไม่มีการทดสอบใดที่ได้ผลถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่การตรวจเลือด หากคุณตรวจแล้วมีผลว่าไม่ตั้งครรภ์แต่คุณยังรู้สึกเหมือนกับว่าคุณตั้งครรภ์ให้ตรวจอีกครั้งหลังจากนั้น 1 สัปดาห์

ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์สมกับความตั้งใจ ท่านอาจจะเกิดอาการบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนบางท่านอาจจะกังวลว่าอาการดังกล่าวจะมีผลต่อตัวคุณแม่หรือลูกอาการต่างๆ ที่พบได้มีดังนี้
  • อาการแพ้ท้อง
  • การเปลี่ยนแปลงทางเต้านม
  • อาการปวดหลัง
  • ปัสสาวะบ่อย
  • อาการปวดท้องน้อย
  • อาการปวดศรีษะ
  • ริดสีดวงทวาร
  • อาการจุกเสียดแน่นท้อง
  • นอนไม่หลับ
  • ตะคริว
  • อาการเหนื่อยหอบ
  • การเปลี่ยนผิวหนังในคนท้อง
  • อาการบวมและเส้นเลือดขอด

อาการแพ้ท้อง

มักเป็นกันมากในหญิงมีครรภ์ที่เป็นครรภ์แรก ซึ่งมักจะเป็นในช่วง 3 เดือนแรก ด้วยความเป็นกังวลที่ทำให้มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย แปรปรวนและหงุดหงิดค่อนข้างง่ายหากผู้ใดที่อยู่ใกล้ไม่มีความเข้าใจมักเกิดความรำคาญหรือว่ากล่าวอันเป็นเหตุให้คุณแม่มือใหม่เกิดอาการเครียดขึ้นมาได้

อาการต่างๆ ที่เป็นกันมากมักมีดังนี้ คลื่นไส้อาเจียนตอนเช้าๆ หรือตอนกลางวัน อ่อนเพลียหรือเบื่ออาหารร่างกายวูบซีดอิดโรย ตัวดำ หรือเหลืองซีด น้ำหนักตัวลดอาการนี้สามีอาจมีอาการร่วมด้วย ที่เราเรียกว่า แพ้ท้องแทนเมียนั่นเอง ซึ่งถ้าปล่อยให้อาการเหล่านี้เป็นมากเป็นบ่อยอาจส่งผลกระทบถึงทารกที่กำลังคลอดออกมาก่อนกำหนด อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาเจียนคลื่นไส้มากคือ ร่างกายแม่กินอาหารน้อยเกินไป ทำให้ร่างกายรับสารอาหารได้ไม่เพียงพอ ปฏิกิริยาต่างๆ ที่กล่าวมาจึงเกิดขึ้นได้

ผมมีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับสตรีมีครรภ์ดังนี้ นะครับ
1. พยายามอย่าให้ท้องว่าง โดยกินอาหารอยู่เสมอแต่กินทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ หรือมีลูกอมเปรี้ยวหวานไว้ติดตัวเสมอ

2. ตอนเช้าควรดื่มน้ำนมอุ่นๆ หรือน้ำสุกอุ่นๆ เสมอ

3. ให้ระมัดระวังควบคุมอารมณ์ อย่าให้ฟุ้งซ่าน จะเรียกว่า “เอาธรรมะเข้าข่ม” ก็ได้ พึงระลึกไว้เสมอว่า ในท้องของเรายังมีอีกชีวิตหนึ่งสามารถรับรู้ทุกสิ่งอย่างที่แม่ของเขาได้รับเสมอ

4. ละลายยาหอมสำหรับสตรีมีครรภ์ให้กินเพื่อแก้อาเจียน หรือกินวิตามินบำรุงจำพวกวิตามินรวม วิตามินบี 12 และบี 1 แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์นะครับ อันนี้

5. ยาสมุนไพรบำรุงครรภ์ นอกจากยาหอมแล้ว ถ้าอาเจียน ให้ใช้ลูกยอเผาไฟให้สุก (แต่อย่าให้เป็นถ่าน) เอาแช่น้ำออกสีเหลืองๆ เอาเป็นน้ำกระสายละลายยาหอมได้ หรือใช้ดอกบัวหลวงผสมน้ำมะพร้าวอ่อนต้มเพื่อบำรุงครรภ์ได้ หรืออาจจะกินแต่น้ำมะพร้าวอ่อนได้ หรือใช้ดอกบัวหลวงผสมน้ำมะพร้าวอ่อนต้มเพื่อบำรุงครรภ์ได้ หรืออาจจะกินแต่น้ำมะพร้าวอ่อนได้เช่นกัน
คุณแม่มากกว่าครึ่งจะมีอาการแพ้ท้อง บางคนแพ้มากบางคนแพ้น้อย คนที่แพ้น้อยๆ อาจมีแค่เหม็นอาหารนิดหน่อย วิงเวียนคลื่นไส้เล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับอาเจียน ส่วนคนที่เป็นมากบางทีแทบต้องนอนกอดชักโครก โงหัวขึ้นมาทีไรต้องอาเจียนทุกที บางคนก็เกิดอาการเหม็นน้ำลายอยู่ตลอดเวลา น้ำลายของตัวเองแท้ๆ แต่ทำไมดันกลืนไม่ลง

อาการแพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์นะครับช่วงแรกหลอกให้ดีใจไปก่อน จะมาเริ่มแพ้เมื่อประจำเดือนหายขาดประมาณ 2 สัปดาห์ หรือถ้านับแบบหมอซึ่งเริ่มเมื่อประจำเดือนมาวันแรก ก็เริ่มแพ้เมื่ออายุครรภ์ 6 สัปดาห์ แล้วแพ้หนักขึ้นเรื่อยๆ ไปหนักสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 9 หลังจากนั้นจะเริ่มดีวันดีคืนจนหายแพ้ตอนอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ แต่ก็มีคุณแม่บางคนนะครับที่แพ้ท้องนิดๆ หน่อยๆ ไปจนคลอด


การดูแลตัวกรณีที่อาการไม่มาก
  • กินอาหารที่มีโปรตีนสูง
  • งดอาหารที่มีไขมันหรือใยอาหารสูง กินอาหารที่มีแป้งสูง
  • ให้กินอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยๆ
  • ให้กินอาหารบนเตียงตอนตื่นนอนเนื่องจากการเคลื่อนไหวจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • เลือกกินอาหารที่มีรสดี
  • อย่าให้ท้องว่างเพราะท้องว่างจะทำให้เกิดคลื่นไส้อาเจียน
  • หลีกเลี่ยงกลิ่นฉุนๆ
  • งดดื่มน้ำผลไม้ กาแฟ แอลกอฮอล์ระหว่างกินอาหาร
  • ดื่มน้ำขิงอาจจะบรรเทาอาการ อันนี้มีผลงานการวิจัยของฝรั่งเค้าด้วยนะครับ
  • ถ้ามีอาการมากน้ำหนักตัวลดมาก แพทย์จะให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ให้น้ำเกลือเพื่อแก้คลื่นไส้อาเจียน

ข้อมูลทั้งหมดที่ผมเล่า รวบรวมเรียบเรียงมาให้ได้อ่านกัน น่าจะมีประโยชน์มากกว่าในการใช้สังเกตตัวเอง หรือคนรอบข้างที่คุณรักนะครับ ดีกว่าจะไปสังเกตคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเรา

ให้มองการตั้งครรภ์เป็นเรื่องธรรมชาติเรื่องสิทธิส่วนบุคคล น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เป็นมงคลกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นในทางเสียหายนะครับ.


(update 24 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 27 ฉบับที่ 321 มกราคม 2549]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:03 Share
การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์


เมื่อทราบว่า ตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่หลายๆ ท่าน อาจจะรู้สึกตื่นเต้น ยินดีระคนกังวลใจ ทั้งนี้เมื่อตั้งครรภ์แล้วย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ซึ่งหากได้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติตนในระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่เข้าใจและสร้างความมั่นใจในการตั้งครรภ์ได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
  • การฝากครรภ์
    มีประโยชน์กับคุณแม่ตั้งครรภ์มาก คุณแม่จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เพื่อค้นหาความผิดปกติ รวมถึงการตรวจสุขภาพและร่างกายเพื่อให้ทราบว่าการตั้งครรภ์เป็นปกติหรือไม่ ในการนี้แพทย์จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวและให้ยาบำรุงร่างกายหรือยาตามอาการที่แพทย์ตรวจพบ และคุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง หรือมาก่อนนัดหากมีอาการที่ไม่ปกติเกิดขึ้น

  • การพักผ่อน
    คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการการนอนในช่วงกลางคืน 8-10 ชั่วโมง หรือนอนให้มากจนคุณแม่ไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลย และท่านอนที่เหมาะที่สุดคือ การนอนตะแคงซ้ายและงอเข่าเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มดลูกซึ่งมีขนาดโตกดทับหลอดเลือด เป็นผลทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงทารกได้ไม่ดี ถึงแม้ว่าคุณแม่จะนอนไม่หลับ แต่การได้นอนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณแม่ค่ะ

  • การสวมเสื้อผ้าและรองเท้า
    สิ่งที่ต้องคำนึงในการเลือกใส่เสื้อผ้าระหว่างตั้งครรภ์คือ จะต้องสบายตัวขณะสวมใส่ และการใส่เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ๆ ของคุณพ่อก็ช่วยประหยัดได้ไม่น้อยทีเดียว คุณแม่ตั้งครรภ์ 7 เดือนขึ้นไป อาจมีเส้นเลือดขอดเกิดขึ้นบริเวณขา ต้องพยายามยกขาสูงบ่อยๆ และการใส่กางเกงยืดซึ่งจะรัดบริเวณขาได้ดี จึงช่วยลดอาการดังกล่าวได้ ชุดชั้นในคุณแม่ควรเลือกใช้ชนิดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ส่วนรองเท้าควรใส่รองเท้าส้นเตี้ย เพราะการใส่ส้นสูงอาจทำให้คุณแม่ปวดหลังรวมถึงเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย

  • การดูแลรักษาฟันและช่องปาก
    ในระหว่างนี้คุณแม่มักจะรับประทานอาหารบ่อย หรือรับประทานอาหารที่มีรสหวานมากกว่าปกติ และการอาเจียนระหว่างแพ้ท้อง ซึ่งมักจะมีกรดกระเพาะอาหารออกมาด้วย เป็นเหตุให้ฟัน และเหงือกของคุณแม่ง่ายต่อการติดเชื้อหรืออักเสบ ดังนั้นการบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด หรือแปรงฟันให้สะอาดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว

  • การเอกซเรย์
    หากคุณแม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องถ่ายรังสีเอกซเรย์ คุณแม่ควรแจ้งให้แพทย์ผู้สั่งให้เอกซเรย์ทราบว่า คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ถ่ายเอกซเรย์ด้วย เพราะโดยทั่วไปแล้วคุณแม่ควรได้รับวัตถุป้องกันรังสี บริเวณหน้าท้องก่อนเอกซเรย์เสมอ

  • การร่วมรักระหว่างตั้งครรภ์
    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การร่วมรักระหว่างการตั้งครรภ์นั้นไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด เว้นแต่คุณแม่ที่มีประวัติหรือมีแนวโน้มของการแท้งบุตร หรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด และควรเลี่ยงท่วงท่าลีลาที่โลดโผนเกินไป โดยปกติแล้วความต้องการทางเพศของคุณแม่ตั้งครรภ์จะลดลงเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ดังนั้นการกอด จูบ สัมผัสและความใกล้ชิดทางกายกับคุณพ่อของลูก ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ และลูกน้อยในครรภ์มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นได้

(update 1 มิถุนายน 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:19 Share
เดือนที่เก้าในเวลานัดหมาย แ แ แ แ แล้วววว!


ในที่สุด ก็ถึงวันที่จะได้พบหน้ากันเสียที ตอนนี้เจ้าหนูตัวโตจนคับพื้นที่ในห้องมืดของแม่เสียแล้วแรงบีบจากผนังรอบห้อง ผลักให้เจ้าหนูต้องดันหัวไปผ่านทางช่องเล็กๆ ที่มีแสงลอดรำไร ตอนแรกมันดูเล็กมาก จนเจ้าหนูกลัวว่าจะรอดออกไปไม่ได้… เสียงอึกทึกจากภายนอกรอดเข้ามา ทุกครั้งที่สิ้นเสียง “อื้อ…”

แรงบีบจากผนังรอบห้องก็แรงขึ้นและดันให้เจ้าหนูเคลื่อนไปข้างหน้าเพิ่มขึ้น จนหัวโผล่ช่องแคบนั้นมาได้ คนแปลกหน้าสวมชุดขาวหลายคนยืนรายล้อมอยู่รอบๆ แต่หนูยังไม่รู้หรอกค่ะว่าใครเป็นใคร หนูได้ยินแต่เสียง และสัมผัสของคนที่จับหนูค่ะแม่ …..แล้วผู้หญิงใจดีที่เจ้าหนูคุ้นเคยมานาน 9 เดือนเต็มวนหนูคุยทุกวัน วันนี้หนูยังได้ยินเสียงเลยค่ะ ….!


แหล่งอาหาร พลังงาน และการขับถ่าย
  • สายสะดือมีความหนาครึ่งนิ้ว และอาจพันกันเป็นปม หรือพันรอบตัวทารก

  • รกยังเป็นแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงทารก ที่ยังเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีก สารแอนตี้บอดี้ในร่างกายคุณแม่จำนวนเล็กน้อยอาจซึมผ่านผนังกั้นรก และเข้าสู้กระแสเลือด ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันโรคชั่วคราว จนกว่าสามารถสร้างแอนตี้บอดี้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม แอนตี้บอดี้นี้จะหายไปภายใน 6 เดือนหลังคลอด
สมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ
  • เริ่มมีการสร้างเยื้อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และมีการสร้างต่อเนื่องจนหลังคลอด
อวัยวะภายในและการทำงาน
  • สมบูรณ์และพร้อมทำงาน เมื่อต้องคลอดออกมา
อวัยวะภายนอกและการทำงาน
  • เล็บมือ เท้างอกเต็มปลายนิ้ว และยาว
ระบบสืบพันธุ์และอวัยวะเพศ
  • เนื่องจากระดับฮอร์โมนในร่างกายทารกแรกเกิดมีระดับสูงดังนั้น อวัยวะเพศของทารกจะบวม หรืออาจมีน้ำยมไหลออกมา
โครงสร้างกระดูกและผิวหนัง
  • อัตราการสะสมไขมันมากว่าครึ่งออนซ์ทุกวัน

  • ขนอ่อนของทารกหลุดออกหมด ยกเว้นที่บริเวณไหล่ และในซอกพับตามร่างกาย
พฤติกรรมในครรภ์
  • ทารกพร้อมที่จะออกมาดูโลกภายนอก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ร่างกายทารกจะหยุดการเจริญเติบโตซะตอนนี้ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย ร่างกายทารกจะขับของเสียเป็นเมือกสีเขียวเข้มออกมาในลำไส้ ของเสียที่ทารกขับออกมานี้ ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดที่แตกตัว เซลล์ที่ลอกตัวออกจากลำไส้ เซลล์ผิวหนัง และขนอ่อนที่หลุดเข้าไปอยู่ในน้ำคร่ำที่ทารกกลืนเข้าไปและขับเป็นของเสียออกมา และเซลล์อื่นๆ สารที่เป็นเมือกสีเขียวนี้ เป็นของเสียชนิดแรกที่ทารกขับออกมาในตอนแรกเกิด ซึ่งบางครั้งอาจถูกขับออกมาก่อนการคลอด ทำให้ทารกคลอดออกมามีเมือกสีเขียวเปรอะเปื้อนอยู่ทั่วร่างกาย
อุแว้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ! สวัสดีครับ!!!!!!

แรงเบ่งเฮือกสุดท้ายของแม่ ผลักหนูหลุดออกมาสู่โลกกว้างใบนี้…. ทันทีที่หนูหลุดออกมา ท่อกลางผนังหัวใจถูกปิดลง ทำให้หนูรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก คุณหมอช่วยดูดน้ำคร่ำในปาก และจมูกให้ จนหนูรู้สึกโล่งขึ้น จึงเริ่มเปล่งเสียงร้องเพื่อกระตุ้นการทำงานของปอด

เพียงครู่เดียว..หนูก็ได้มาอยู่ตรงหน้าผู้หญิงใจดีที่สุดของหนู ใบหน้าที่ซีดเซียวของแม่ ทำให้หนูรู้ว่าอ่อนเพลียแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้น สายตาอันอ่อนโยนที่แม่มองมาที่หนูมืออุ่นๆ ที่ลูบไล้ตามตัวหนู มันมีพลังทำให้หนูรู้สึกหัวใจพองโต แพร้อมที่จะมีชีวิตเติบโตขึ้นบนโลกใบนี้.


(update 6 พฤศจิกายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.170 September 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 08:56 Share
จากตั้งครรภ์สู่วันคลอด เส้นทางที่มิอยากให้สูญเสีย


หากเปรียบการตั้งครรภ์เหมือนการเดินทาง ก็นับว่าเป็นการเดินทางเที่ยวยาวนาน คือ ต้องใช้เวลาถึงประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วันเลยทีเดียว กว่าที่จะถึงวันคลอดได้นั้น มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นทั้งกับตัวแม่และกับลูกในท้อง มีคนจำนวนมาก ที่ไปถึงเส้นชัยได้อย่างงดงาม แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่การเดินทางนั้นต้องพบกับอุปสรรคหรืออาจไปไม่ถึงเส้นชัย ซึ่งเกิดได้จากหลากปัญหาและหลายสาเหตุ

รักลูก ได้รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่อาจทำให้เส้นทางของการตั้งครรภ์ต้องหยุดชะงักหรือจบลงอย่างไม่สมหวังมานำเสนอแก่ผู้อ่านในครั้งนี้ ด้วยเชื่อว่าหากคุณแม่ตั้งครรภ์มีข้อมูลพร้อม รู้สาเหตุของปัญหา อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้อย่างเข้าใจ ย่อมจะช่วยให้รู้ถึงแนวทางในการดูแลครรภ์ สามารถสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ ซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักดูแลตนเองร่วมกับสูติแพทย์ เพื่อลดทอนปัญหาอาจเกิดขึ้นยามตั้งครรภ์ และช่วยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปถึงปลายทางแห่งเส้นชัยได้ในที่สุด

บนเส้นทางของความคาดหวัง

ความคาดหวังของพ่อแม่รวมทั้งญาติพี่น้องทุกคนในครอบครัว เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น คืออยากให้ลูกเกิดมาสมบูรณ์แข็งแรง เฉลียวฉลาด แต่ในทางการแพทย์แล้วอาจไม่เป็นจริงได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะแม้การแพทย์จะมีความเจริญก้าวหน้า แต่ปัญหาหลายอย่างกลับตรวจวินิจฉัยได้ยาก หรือแม้จะตรวจวินิจฉัยได้ง่ายก็ยังอยากที่จะให้การดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที ด้วยบางปัญหาก็เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนไม่สามารถคาดการณ์ได้

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ จะขอแบ่งปัญหาของการตั้งครรภ์และการคลอดออกเป็น 3 ช่วงระยะ คือ 1. ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภ์ 2. ปัญหาในระยะคลอด และ 3. ปัญหาในระยะหลังคลอด


1. ปัญหาในระยะตั้งครรภ์

เมื่อมีการตั้งครรภ์ อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ต่อตัวคุณแม่เองหรือต่อลูกน้อยในครรภ์หรือต่อทั้งแม่และลูกร่วมกัน ปัญหาที่พบบ่อยๆ ได้แก่

ลูกในครรภ์มีความพิการ
แม้หลายคนจะพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด รับประทานแต่อาหารที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อลูกน้อยในครรภ์ อย่างไรก็ตามต้องเรียนว่าการกระทำดังกล่าวก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่าลูกน้อยที่เกิดมาจะมีร่างกายครบสมบูรณ์ความพิการของลูกน้อยในครรภ์มีได้มากมายหลายชนิด บางคนพิการอวัยวะเดียว บางคนพิการหลายอวัยวะร่วมกัน ความพิการบางอย่างก้มีความรุนแรงเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ความพิการบางอย่างก็รุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิต ตัวอ่างของการพิการที่มีความรุนแรงเพียงเล็กน้อยที่พบบ่อย เช่น นิ้วขาด นิ้วเกิน ริมฝีปากแหว่ง ซึ่งยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้

ความพิการบางอย่างของลูกเกิดจากแม่ติดเชื้อโรคขณะตั้งครรภ์ เช่น แม่เป็นโรคหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกน้อยกำลังมีการสร้างอวันวะต่างๆ ของลูกพิการได้มากมาย เช่น ต้อกระจก ผนังหัวใจรั่ว หูหนวก ตับโต สมองพิการ ความพิการบางอย่างเกี่ยวข้องกับอาหารที่คุณแม่รับประทาน เช่น คุณแม่ที่รับประทานอาหารที่ขาดโฟเลต ซึ่งพบมากในผักใบเขียว อาจจะทำให้ไขสันหลังของลูกไม่ปิด หรือไม่มีเนื้อสมอง ซึ่งลูกน้อยมักจะเสียชีวิตภายหลังคลอดไม่นาน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดสารโฟเลตในประเทศไทยยังพบน้อยมากและลูกที่มีความพิการเช่นนี้ก็พบน้อยมากเช่นกัน ถ้าคุณแม่กังวลกลัวลูกจะมีความพิการของสมองควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลตให้มากขึ้น หรือจะรับประทานเป็นยาเม็ดก็ได้ ซึ่งยาเม็ดโฟเลตมีราคาถูกมาก เม็ดละไม่กี่สตางค์

ความพิการบางอย่างถ่ายทอดได้กรรมพันธุ์ เช่น คุณแม่ที่ดป็นโรคกล้ามเนื่อแขนขาลีบมาตั้งแต่เกิดก็สามารถถ่ายทอดความพิการนี้ให้กับลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วย อย่างไรก็ตามความพิการนี้ในประเทศไทยพบไม่ถึง 1%

แท้ง
การแท้งหมายถึง การตั้งครรภ์ต้องยุติลงก่อนเวลาที่ลูกน้อยในครรภ์จะสามารถมีชีวิตรอดได้ ในประเทศไทยถือเกณฑ์ว่า การแท้งคือการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ หรือน้ำหนักของลูกน้อยที่ออกมาสู่โลกภายนอกน้อยกว่า 1,000 กรัม การแท้งบุตรเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากพอควร ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชเมื่อ พ.ศ. 2546 พบว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ 100 รายพบว่ามีการแท้งเกิดขึ้นถึงประมาณ 8 รายเลยทีเดียว

สาเหตุของการแท้งมีมากมายหลายประการ บางประการก็พอบอกได้ เช่น
  • แม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคเหล่านี้จะทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตในมดลูกไม่ได้ดี และแท้งในที่สุด

  • แม่ที่เคยทำแท้งในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน โดยเฉพาะเป็นการทำแท้งโดยบุคคลที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ อาจทำให้มดลูกมีการอักเสบ ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่ดีและท้องออกมาได้เช่นกัน ยิ่งเคยทำแท้งบ่อยครั้ง โอกาสแท้งก็จะย่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

  • คุณแม่บางรายอาจมดลูกมีปัญหา เช่น เป็นเนื้องอกต้องได้รับการผ่าตัดที่ปากมดลูก ผลดังกล่าวจะทำให้ปากมดลูกไม่แข็งแรง หรือที่ทางการแพทย์เรียกกันว่า ปากมดลูกหลวม (Incompetence of Cervix) เมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินไปได้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำหนักของถุงน้ำคร่ำและตัวลูกน้อยในมดลูกจะดันลงมาปากมดลูกไม่แข็งแรง จะไม่สามารถรับน้ำหนักดังกล่าวไว้ได้ก็จะแท้งออกมา

    การแท้งชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นภายหลังการตั้งครรภ์ไปนานคือประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งแพทย์สามารถป้องกันได้ด้วยการเย็บผูกปากมดลูกให้แข็งแรงขึ้น

  • มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ตรวจแล้วพบว่าตั้งครรภ์ แต่เมื่อไปฝากครรภ์อยู่ระยะหนึ่งกลับไม่พบการโตของมดลูก ทั้งตรวจดูด้วยเครื่องเครื่องอัลตราซาวนด์ก็ไม่พบตัวเด็กในมดลูก เห็นแต่ถุงน้ำที่ว่างเปล่า กรณีเช่นนี้ทางการแพทย์เราเรียกว่าภาวะไข่ฝ่อ (Blighted Ovum) ซึ่งเป็นภาวะที่ไข่และเชื้ออสุจิมีการผสมกันแล้วไม่มีการเจริญเติบโตต่อ จำเป็นต้องขูดมดลูกเพื่อรักษา สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดอาจเป็นเพราะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เครียด หรือแม่เป็นโรคบางอย่าง
ท้องนอกมดลูก
ปกติเมื่อมีการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะมีการเจริญเติบโตอยู่ภายในโพรงมดลูก แต่ในกรณีนี้ตัวอ่อนกลับไปฝังตัวนอกโพรงมดลูก เช่น ฝังตัวที่ท่อนำไข่ ที่รังไข่ หรือภายในช่องท้อง การตั้งครรภ์เหล่านี้เราเรียกว่า ท้องนอกมดลูก อย่างไรก็ตามตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือที่ท่อนำไข่ ส่วนตำแหน่งอื่นพบน้อยมากจนแทบไม่ต้องพูดถึง

การตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่เป็นการตั้งครรภ์ที่อันตรายมากเพราะ เมื่อตัวอ่อนมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ท่อนำไข่จะไม่สามารถขยายตัวให้มากพอที่จะรองรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งท่อนำไข่จะถูกตัวอ่อนดันจนแตก ระเบิดออก ผลดังกล่าวจะทำให้คุณแม่มีอาการปวดท้องมาก มีเลือดออกจากท่อนำไข่ลงไปในช่องท้องมากจนช็อก และถ้าไม่รีบผ่าตัดรักษาคุณแม่อาจเสียชีวิต

ท้องนอกมดลูกพบได้ไม่บ่อยนัก ที่โรงพยาบาลศิริราชพบประมาณร้อยละ 1 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และมักจะพบในคุณแม่ที่มีประวัติและลักษณะพิเศษบางประการ เช่น มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคปีกมดลูกอักเสบ เคยทำแท้ง เคยผ่าตัด ในอุ้งเชิงกรานโดนเฉพาะการผ่าตัดตกแต่งท่อนำไข่หรือผ่าตัดแก้หมัน

ท้องไข่ปลาอุก
ปกติภายหลังการผสมกันระหว่างเชื้ออสุจิและไข่จะมีตัวอ่อนเกิดขึ้น ตัวอ่อนจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาต่อไปส่วนหนึ่งจะกลายเป็นตัวเด็กและอีกส่วนหนึ่งจะกลายเป็นรก (อวัยวะที่สร้างขึ้นขณะตั้งครรภ์เพื่อนำอาหารมาเลี้ยงลูกในครรภ์)

กรณีนี้เมื่อมีการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนส่วนที่จะกลายเป็นเด็กไม่เจริญเติบโตและตายไป ในขณะที่ตัวอ่อนส่วนที่จะกลายเป็นรกกลับมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีการสร้างน้ำขึ้นมามากมายทำให้มองเห็นเป็นเม็ดใสๆ คล้ายเม็ดสาคู หรือที่คนสมัยก่อนเห็นว่าคล้ายไข่ปลาอุก (ปลาอุกเป็นปลาในกลุ่มเดียวกับปลากด) จึงเรียกการตั้งครรภ์แบบนี้ว่า ท้องไข่ปลาอุก

การตั้งครรภ์แบบนี้พบได้ไม่บ่อยนัก ที่โรงพยาบาลศิริราช พบประมาณร้อยละ 0.4 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ปัจจุบันเรายังสรุปไม่ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่บางรายมีการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติแบบนี้

ระยะแรกของการตั้งครรภ์คุณแม่จะมีอาการปกติ แต่เมื่อตั้งครรภ์ไประยะหนึ่งประมาณ 4 เดือน จะมีเลือดออกทางช่องคลอดซึ่งมีลักษณะพิเศษคือเป็นเลือดสีน้ำตาล และบางรายอาจมีเม็ดใสๆ คล้ายเม็ดสาคูออกมาด้วย บางรายอาจมีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่คุณหมอใช้อัลตราซาวนด์ตรวจก็บอกได้แล้วว่า คุณแม่มีการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยโรคนี้ได้ คุณหมแก็จะให้การรักษาโดยการใช้เครื่องมือดูดเอาเนื้อรกในโพรงมดลูกออก

ตั้งครรภ์แฝด
คุณแม่หลายรายตั้งครรภ์แฝด เพราะดูเด็กแฝดแล้วรู้สึกน่ารักดี นอกจากนี้ยังคิดว่าการตั้งครรภ์แฝดทำให้ประหยัดเวลาอีกด้วย เพราะตั้งครรภ์ครั้งเดียวสามารถมีลูกได้หลายคนเลย

ความคิดดังกล่าวเป็นความคิดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะในทางการแพทย์ถือว่าการตั้งครรภ์แฝดเป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ เนื่องจากสร้างปัญหาให้ทั้งตัวคุณแม่และลูกในครรภ์ได้อย่างมากมาย

โดยธรรมชาติของมดลูกของคุณผู้หญิง มีไว้สำหรับบรรจุลูกน้อยได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น แต่ถ้ามีลูกน้อยเพิ่มขึ้นอีก 1 หรือ 2 คนในการตั้งครรภ์ครั้งเดียวก็ย่อมทำให้ลูกต้องแย่งอาหาร แย่งพื้นที่ในการเจริญเติบโตกัน ผลดังกล่าวทำให้ลูกเจริญเติบโตไม่ดี ไม่แข็งแรง และมักจะคลอดก่อนกำหนดได้ ตัวคุณแม่เองก็จะเหนื่อยมากกว่าปกติ เพราะมดลูกถูกยืดขยายใหญ่กว่าปกติ ทำให้ดันขึ้นไปบนช่องอกทำให้แม่หายใจไม่เต็มที่ นอกจากนี้เวลาคลอดก็มีโอกาสตกเลือดจากการที่มดลูกหดรัดตัวไม่ดีได้มากกว่าปกติอีกด้วย

สาเหตุของการตั้งครรภ์แฝดส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่ก็มีคุณแม่บางคนที่ไม่สามารถมีลูกได้โดยวิธีธรรมชาติ ต้องอาศัยวิทยาการสมัยใหม่ช่วย ซึ่งวิธีการนี้มีโอกาสทำให้เกิดครรภ์แฝดได้มากทีเดียว

แม่ที่มีโรคประจำตัว แม่มีโรคประจำตัว
เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ ซึ่งโรคเหล่านี้ช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์ก็มีปัญหามากอยู่แล้ว เมื่อมีการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่ต้องแบกรับภาระหนักเพิ่มขึ้น ทั้งอาการขิงโรคที่มีอยู่เดิมและอาการที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์

โดยทั่วไป คุณแม่มีโรคประจำตัวเมื่อมีการตั้งครรภ์มักจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น บางรายคุณหมอก็อาจต้องแนะนำให้ทำแท้ง เช่น คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่รุนแรง หรือบางรายก็อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้

ดังนั้นคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวจึงต้องปรึกษาคุณหมออย่างใกล้ชิดก่อนคิดจะตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์ขณะอายุมาก (Elderly Pregnancy)
โดยปกติอายุที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์คือ ประมาณ 20-30 ปี แต่ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ขณะที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ขณะมีอายุมาก

ซึ่งปัญหาก็คือ ลูกในครรภ์มีโอกาสที่จะปัญญาอ่อนหรือมีภาวะที่เรียกว่า ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) เพิ่มขึ้น

ข้อมูลที่มีการศึกษาไวก็คือ
ถ้าตั้งครรภ์ขณะอายุ 35 ปี ลูกมีโอกาสเป็น 1 ใน 365 ของการคลอด
ถ้าตั้งครรภ์ขณะอายุ 40 ปี ลูกมีโอกาสเป็น 1 ใน 109 ของการคลอด
ถ้าตั้งครรภ์ขณะอายุ 49 ปี ลูกมีโอกาสเป็น 1 ใน 12 ของการคลอด
ถ้าคุณแม่มีอายุมากและกังวลว่าลูกจะมีปัญหาปัญญาอ่อน คุณหมอก็สามารถใช้วิธีการเจาะน้ำคร่ำตรวจได้

สำหรับตัวคุณแม่เองก็มักจะเหนื่อยง่าย เสี่ยงต่อการผ่าคลอดเพราะมดลูกบีบรัดตัวไม่ดี อาจตกเลือดหลังคลอด และอาจมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานได้มากกว่าปกติ

ปัจจุบันแนวโน้มที่คุณแม่จะตั้งครรภ์เมื่ออายุมากมีมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุน่าจะเป็นเพราะสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไป เช่น ผู้หญิงมีการเรียนสูงและนานมากขึ้น ทำงานนอกบ้านมากขึ้น

ตั้งครรภ์ขณะอายุน้อย (Teenage Pregnamcy)
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ขณะอายุน้อย เช่น น้อยกว่า 16 ปี ก่อให้เกิดปัญหาได้ไม่น้อย เนื่องจากตัวคุณแม่กลุ่มนี้ ยังเป็นเด็กและกำลังมีการเจริญเติบโตเช่นเดียวกับลูกในครรภ์ เมื่อมีการตั้งครรภ์จึงทำให้เหมือนกับมีการแย่งอาหารระหว่างแม่กับลูก ทำให้ลูกในท้องมีการเจริญเติบโตได้ไม่ดี อีกทั้งสภาพร่างกายของคุณแม่ก็มักจะยังไม่พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ คือเชิงกรานยังขยายไม่เต็มที่ ซึ่งมีผลทำให้คลอดยากและอาจต้องผ่าตัดคลอด หรืออาจจะตกเลือดหลังคลอดได้ง่าย ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือคุณแม่กลุ่มนี้มักจะมีปัญหาในการเลี้ยงดูลูกที่คลอดออกมา เพราะตัวเองก็ยังเป็นเด็กอยู่

การตั้งครรภ์ขณะอายุน้อยในปัจจุบันเริ่มมีมากขึ้น และมักเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม สาเหตุน่าจะมาจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอิทธิพลจากสิ่งต่างๆ ที่ยั่วยุให้เด็กมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น แต่ไม่รู้จักการป้องกันการตั้งครรภ์

ครรภ์เป็นพิษ
คุณแม่บางรายการตั้งครรภ์ราบรื่นมาตลอด แต่เมื่อมาถึงช่วงอายุครรภ์ประมาณ 8-9 เดือน กลับมีความดันโลหิตสูงขึ้น เมื่อตรวจปัสสาวะก็พบโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ มีอาการขาบวม หน้าบวม บางคนก็ปวดศรีษะ เปลือกตาบวม ถ้าอาการรุนแรงมากคุณแม่อาจมีอาการชัก หรือหลอดเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูงขึ้นมากๆ

สาเหตุของครรภ์เป็นพิษยังไม่ทราบแต่ พบว่าผู้ที่มีความเสี่ยงคือ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อย หรืออายุมากเกินไป คุณแม่ที่อ้วนมาก คุณแม่ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ หรือคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน ที่โรงพยาบาลศิริราชพบว่าคุณแม่ที่มาคลอดมีประมาณร้อยละ 5 ที่มีโรคนี้แทรกซ้อน

การดูแลรักษาประกอบด้วยขบวนการหลายอย่าง เช่น ให้ยากันชัก ยาลดความดัน และยุติการตั้งครรภ์โดยการให้ยาเร่งคลอดหรือผ่าตัดคลอด

โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์
เรามักจะคุ้นเคยกับโรคเบาหวานว่าเป็นโรคที่มีน้ำตาลสูง ต้องรับประทานยาลดน้ำตาล หรือฉีดอินซูลินเพื่อลดน้ำตาล แต่มีบางคนที่ก่อนการตั้งครรภ์ไม่เคยเป็นโรคนี้ แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้วกลับเกิดโรคเบาหวานขึ้นได้ และเมื่อคลอดแล้วโรคนี้ก็มักจะหายไป ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)

เมื่อมีการตั้งครรภ์ ทั้งตัวลูกน้อยในครรภ์ รก และตัวคุณแม่จะร่วมกันสร้างฮอร์โมนขึ้นมาหลายชนิดซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้ส่วนมากจะไปขัดขวางฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ไม่ให้ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติได้ทำให้น้ำตางในเลือดสูงขึ้นผิดปกติ ผลก็คือเกิดภาวะที่เรียกว่าโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

คุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม่คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนเท่านั้นที่เป็นโรคเบาหวาน สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พอบอกได้ว่าแม่ที่ลักษณะต่างๆ เหล่านี้ เช่น อ้วน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน อายุมาก มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคุณแม่ที่ไม่มีลักษณะดังกล่าว

โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ก่อปัญหาให้ทั้งตัวคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และลูกน้อยในครรภ์ คุณแม่ที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี อาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดและช็อกได้ ส่วนลูกในครรภ์มักได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงทำให้อ้วนและตัวใหญ่มากซึงจะทำให้คลอดยากและอาจต้องผ่าตัดคลอด ภายหลังคลอดลูกอาจมีปัญหาชักจากการขาดน้ำตาลทันที หรือตัวเหลืองได้ง่าย

คุณแม่ที่เป็นโรคนี้ควรไปฝากครรภ์กับคุณหมอตามนัด และร่วมมือกับคุณหมอในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะโดยการควบคุมอาหารหรือการฉีดยาอินซูลินก็ตาม

รกเกาะต่ำ
รกเป็นอวัยวะเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นมาขณะตั้งครรภ์ เพื่อทำหน้าที่นำอาหารมาเลี้ยงลูกในครรภ์ปกติรกจะเกาะอยู่ที่ผนังมดลูกด้านบน และคลอดตามลูกน้อยออกมา

กรณีของรกต่ำ ก็คือรกไปเกาะขวางอยู่ที่ส่วนล่างของมดลูกหรือปิดปากมดลูก เมื่อถึงช่วงเวลาใกล้คลอดปากมดลูกจะเริ่มเปิดขยาย ทำให้มีรอยฉีกขาดระหว่างตัวรกกับปากมดลูก ทำให้มีเลือดออก ถ้าเลือดออกมาก ก็อาจเป็นอันตรายต่อทั้งตัวแม่และตัวลูกได้

สัญญาณเตือนว่าคุณแม่อาจมีรกเกาะต่ำก็คือ เมื่อมีการตั้งครรภ์ไประยะเวลาหนึ่ง ซึ่งมักจะเลยวัยช่วง 7-8 เดือนไปแล้ว อยู่ๆ คุณแม่ก็มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่มีอาการเจ็บครรภ์เลย

การเกิดภาวะรกเกาะต่ำพบไม่มากนัก ที่โรงพยาบาลศิริราชพบประมาณร้อยละ 1-2 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์

คุณแม่ที่มีโอกาสรกเกาะต่ำได้ คือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก เคยคลิดลูกมาแล้วลายครั้ง คุณแม่ที่สูบบุหรี่จัด (การสูบบุหรี่ในระหว่างตั้งครรภ์ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงมดลูกไม่ดี) และกรณีครรภ์แฝดซึ่งรกมักจะใหญ่และกินพื้นที่การเกาะที่ผนังมดลูกจากด้านบนลงมาถึงด้านล่างด้วย

รกลอกตัวก่อนกำหนด
ปกติแล้วเมื่อมีการคลอด ลูกน้อยจะต้องคลอดออกมาก่อน จากนั้นรกจึงจะลอกตัวจากผนังมดลูกและคลอดตามมา

คุณแม่บางรายรกกลับหลุดลอกตัวก่อนที่ลูกจะคลอด ผลดังกล่าวทำให้อาหารจากรกที่จะไปเลี้ยงลูกน้อยลดลงหรือถูกตัดขาดอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตในเวลาอันสั้นได้

สาเหตุที่ทำให้รกลอกตัวก่อนกำหนดที่พบบ่อยที่สุด ก็คือ คุณแม่โดนกระแทกที่หน้าท้องจากการหกล้ม ท้องกระแทกพื้น และที่พบอีกอย่างก็คือ เด็กวิ่งชนกระแทกหน้าที่หน้าท้องอย่างแรง รกนั้นเหมือนแผ่นกระดาษหนาๆ ที่แปะอยู่กับผนัง หากถูกกระแทกแรงๆ จะทำให้หลุดลอกได้ง่าย

อาการของรกลอกตัวก่อนกำหนดคือ คุณแม่จะปวดท้องอย่างรุนแรง และอาจมีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดคลอดอย่างรวดเร็ว ลูกอาจเสียชีวิตได้ และคุณแม่ก็อาจช็อกจากการเสียเลือดได้

คลอดก่อนกำหนด
ปกติคุณแม่ควรคลอดเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์ถ้าคลอดเร็วกว่านั้นสัก 2-3 สัปดาห์ก็ยังถือว่าปกติอยู่ แต่ถ้าคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ทางการแพทย์เราเรียกว่า คลอดก่อนกำหนด ที่โรงพยาบาลศิริราชพบการคลอดชนิดนี้ประมาณร้อยละ 10

การคลอดก่อนกำหนดก่อปัญหาให้ลูกน้อยหลายประการ เนื่องจากขณะที่คลอด อวัยวะต่างๆ ยังมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะเสี่ยงต่อการที่ปอดยังไม่มีสมรรถภาพในการหายใจที่ดีพอ

สาเหตุของการคลอดก่อนกำหนด ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่มักพบในคุณแม่ที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ และที่เป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเลยทีเดียวก็คือ คุรแม่ที่คลอดก่อนกำหนดโดยยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้

ตั้งครรภ์เกินกำหนด
ถ้าตั้งครรภ์เกิน 42 สัปดาห์ขึ้นไปแล้วยังไม่คลอด เรียกว่า ตั้งครรภ์เกินกำหนด ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์ที่ยาวนานเช่นนี้จะทำให้รกมีการเสื่อมสมรรถภาพค่อนข้างมากและจะทำให้นำอาหารไปเลี้ยงลูกในครรภ์ได้ไม่เพียงพอ

ลูกที่คลอดออกมาอาจมีปัญหาได้หลายอย่าง เช่น ตัวเหลือง ติดเชื้อในเลือดหรือสำลักน้ำคร่ำทำให้หายใจไม่ได้ และบางรายอาจเสียชีวิตได้


2. ปัญหาในระยะคลอด

คุณแม่บางรายที่ผ่านการตั้งครรภ์มาอย่างราบรื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเข้าสู่ระยะคลอด เหตุการณ์จะราบรื่นได้เช่นกัน

คุณแม่บางรายอาจประสบปัญหาการเจ็บครรภ์คลอดที่ยาวนาน หรือคลอดไม่ได้ต้องผ่าออก ปัญหาเหล่านี้เรียกรวมๆ กันว่า คลอดยาก

สาเหตุของการคลอดยากมีได้หลายประการ เช่น

ลูกตัวใหญ่มาก
ลูกที่ตัวใหญ่มากกว่าปกติจะทำให้คุณแม่ทรมานจากการเจ็บครรภ์คลอดที่ยาวนาน เมื่อคลอดออกมาทางช่องคลอดอาจทำให้ช่องคลอดฉีกขาดได้มาก หรืออาจต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอดลูก เช่น ใช้คีมคีบศรีษะหรือใช้เครื่องดูดสุญญากาศดูดออกมา บางรายต้องลงท้ายด้วยการผ่าตัดคลอด

ลูกเอาก้นออกมาก่อน
การคลอดปกติทางช่องคลอดจะคลอดโดยเอาส่วนศรีษะของลูกออกมาก่อน แต่มีบางกรณีที่มีกาคลอดโดยเอาก้นของลูกออกมาก่อน แต่ก็มีบางกรณีที่มีการคลอดโดยเอาก้นของลูกออกมาก่อนการคลอดชนิดนี้จะทำให้ลูกน้อยเสี่ยงต่อการคลอดที่ติดขัดโดยเแพาะส่วนศรีาะของลูกอาจถูกปากมดลูกรัดไว้จนคลอดออกมาไม่ได้ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานเยงประมาณ 5 นาทีลูกก็อาจเสียชีวิตได้แล้ว ดังนั้นถ้าพบปัญหานี้คุณหมอก็มักจะแนะนำให้คุณแม่รับการผ่าตัดคลอดซึ่งปลอดภัยมากกว่า

แม่มีเชิงกรานแคบ
การคลอดจะเกิดขึ้นได้ ตัวของลูกน้อยจะต้องเคลื่อนต่ำลงมาในช่องเชิงกรานของแม่ ในกรณีที่คุณแม่มีเชิงกรานที่เล็กหรือแคบ ลูกจะเคลื่อนลงไปในช่องเชิงกรานไม่ได้ ถ้าปล่อยให้เจ็บครรภ์คลอด คุณแม่จะเจ็บครรภ์ทรมานยาวนานได้ การผ่าตัดคลอดจะแก้ปัญหานี้ได้

คุณแม่ที่เสี่ยงต่อการมีเชิงกรานแคบ คือคุณแม่ที่มีโครงสร้างค่อนข้างเล็ก เช่น ตัวเตี้ย น้ำหนักน้อย เป็นต้น

มดลูกหดรัดตัวไม่ดี
ส่วนใหญ่มักพบในคุณแม่ที่มีอายุมาก หรือเคยคลอดมาหลายครั้งแล้ว เหตุผลก็คือลักษณะดังกล่าวเหมือนกับเครื่องยนต์เก่าหรือใช้งานมามาก จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

การที่มดลูกหดรัดตัวไม่ดีจะทำให้การเจ็บครรภ์คลอดยาวนาน ซึ่งอาจก่ออันตรายได้ทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ การดูแลรักษาคุณหมอมักให้ยาเพื่อช่วยทำให้มดลูกมีการหดรัดตัวดีขึ้น ถ้าไม่ได้ผลก็มักจะผ่าตัดคลอด

สายสะดือพันคอ
โดยปกติสายสะดือจะยาวประมาณ 50 เซนติเมตร บางคนก็สั้นกว่านั้น ในขณะที่บางคนอาจยาวถึง 100 เซนติเมตร การที่สายสะดือยาวมากๆ ขณะตั้งครรภ์มักไม่เกิดปัญหาอะไร แต่เมื่อถึงช่วงใกล้คลอดหรือเจ็บครรภ์คลอด ลูกในครรภ์อาจมีการหมุนตัว ทำให้สายสะดือไปพันหรือรัดที่ตัวลูกได้ซึ่งถ้าเป้นบริเวณอื่นก็อาจไม่มีอันตราย แต่ถ้าเป็นการรัดที่บริเวณคอจะเสี่ยงอันตรายได้มาก เพราะเมื่อลูกมีการเคลื่อนไหวไปมาก็จะทำให้สายสะดือพันคอจนแน่น สายสะดือมีหน้าที่นำอาหารและเลือดมาเลี้ยงลูกโดยตรง ถ้าถูกรัดจนแน่นจะทำให้นำอาหารไปเลี้ยงลูกไม่ได้ ลูกอาจจะเสียชีวิตได้

สายสะดือย้อย
สายสะดือที่ยาวมาก เมื่อถึงเวลาคลอด ปากมดลูกเปิดและถุงนำคร่ำแตก สายสะดือก็อาจจะไหลลงมาในช่องคลอด บางคนไหลลงมาต่ำกว่าหัวลูก ก็จะถูกหัวลูกกดทับทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายของลูกได้ และทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น

ถ้าแพทย์ตรวจพบกรณีนี้ก็จะรีบผ่าตัดคลอดทันที ถ้าผ่าคลอดได้เร็วก็ช่วยเหลือได้ แต่หากช้าลูกก็มักเสียชีวิต อย่างไรก็ตามปัญหานี้ไม่น่าจะกังวลมากเพราะพบได้น้อยกว่า

รกไม่ยอมคลอดหรือรกค้าง
ภายหลังคลอดลูก รกมักจะคลอดมาตามภายในเวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ถ้ารกไม่คลอดในเวลาอันควร เลือกก็จะไหลอยู่เรื่อยๆ จนอาจทำให้ช็อกหรือเสียชีวิตได้

การที่รกไม่ยอมคลอดอาจเกิดจากรกเกาะติดแน่นเกินไป หรือรกฝังตัวลึกเข้าไปในผนังมดลูก ภาวะนี้คุณหมอสามารถช่วยได้โดยการเอารกออกมาแต่ในรายที่รกฝังลึกมากไม่สามารถล้วงออกมาได้ ก็มักจะต้องตัดมดลูก เพื่อป้องกันการสูญเสียเลือดและความปลอดภัยของคุณแม่


3. ปัญหาในระยะหลังคลอด

แม้ว่าจะคลอดไปแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะสิ้นสุดลง คุณแม่บางรายมาเกิดปัญหาตอนหลังคลอดก็มี

ปัญหาที่พบบ่อยๆ ได้แก่

ตกเลือดหลังคลอด
ส่วนใหญ่เกิดจากมดลูกมีการหดรัดตัวไม่ดี ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการเจ็บครรภ์คลอดที่ยาวนาน ช่องคลอดหรือปากมดลูกมีการฉีกขาดมีเศษรกค้างในมดลูก คลอดออกมาไม่หมด

ปัญหานี้พบประมาณร้อยละ 2-3 ของการคลอด

การติดเชื้อหลังคลอด
บางคนคลอดไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง เกิดปัญหาการติดเชื้อที่อวัยวะต่างๆ เช่น ในช่วง 7 วันหรือ 10 วัน หลังคลอดมีอาการเต้านมเป็นฝี เป็นแผล เป็นหนอง เกิดการเจ็บระบม เพราะว่าเต้านมขยายมาก ส่วนมากเป็นเพราะบ้านเราที่อากาศร้อน การทำความสะอาดหัวนมไม่ดี ลูกดูดนมบางครั้งก็ทำให้เชื้อเข้าไปในเต้านมได้ แล้วก็ทำให้เกิดปัญหา อาจต้องมีการเจาะหนองออกจากเต้านม

บางคนมีปัญหาแผลผ่าตัดหน้าท้องติดเชื้อ แผลแยก ต้องมารับการรักษาใหม่หรือบางคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานแล้วไปทำหมัน แผลเป็นหนองหลังจากทำหมัน เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ช่วงหลังคลอด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไม่อันตรายแต่อย่างใด

ทั้งหมดที่นำเสนอนี้เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในการตั้งครรภ์และการคลอดแต่ละครั้ง บางปัญหาเราสามารถป้องกันได้ แต่บางปัญหาก็ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อย และพบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหมด

และแม้ว่าปัญหาเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางสู่ความสำเร็จของการตั้งครรภ์ แต่ก็ใช่ว่าจะน่ากลัวเสมอไป หากคุณแม่มีความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มีการดูแลตัวเองตลอดการตั้งครรภ์ ไม่อยู่บนเส้นทางของความประมาท เรียนรู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยง รวมทั้งสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เชื่อว่าเส้นชัยที่งดงามย่อมรออยู่ข้างหน้าอย่างแน่นอน

เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนและทุกครอบครัว ที่กำลังรอคอยของขวัญที่มีค่าอยู่ค่ะ


(update 20 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 08:57 Share
จากคุณแม่ถึงลูกน้อยในครรภ์สายสัมพันธ์ที่มากกว่ารัก


วันนี้ขอเขียนถึงสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก หากพูดถึงสัตว์โลกทั่วๆ ไปจะเห็นได้ว่าธรรมชาติสร้างให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกมีมากกว่าสัมพันธ์ของลูกกับสิ่งอื่นๆ แม้แต่ตัวพ่อเองก็ตาม หากจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกแล้ว ต้องพูดถึงตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ เพราะระหว่างแม่กับลูกมีสายใยติดต่อถึงกันตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์มีตัวตนขึ้นมาเลยทีเดียว อะไรหลายๆ อย่างที่แม่ส่งมาให้ลูกทางสายสะดือ ลูกจะได้รับสารอาหารและอากาศผ่านทางสายสะดือนี่แหละ สายสะดือจึงนับว่าเป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแม่กับลูก หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นมาในสายสะดือ นั่นหมายถึงชีวิตของลูกกันเลยทีเดียว จะยกตัวอย่างเช่น สายสะดือเกิดบิดเป็นเกลียว หรือสายสะดือพันกันเป็นปม จนทำให้เลือดไหลจากแม่สู่ลูก และจากลูกไปสู่แม่ เกิดความไม่สะดวกขึ้นมา ชีวิตของเด็กในครรภ์ก็ถึงแก่ชีวิตลงได้ ชนิดที่ว่าช่วยไม่ทันว่างั้นเถอะ อย่างไรก็ตามยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดคิดว่า สายสะดือพันคอลูกแล้วจะถึงแก่ชีวิตได้ เหมือนกับการผูกคอตายอย่างนั้น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะถึงแม้สายสะดือจะพันคอเด็ก แต่เลือดยังไหลเวียนได้เป็นปกติเด็กก็เป็นเป็นอันตรายครับ ซึ่งพบได้บ่อยๆ ในเด็กที่คลอดออกมาพร้อมกับสายสะดือพันอยู่รอบคอ อย่าว่าแค่หนึ่งรอบ สองรอบเลย พันคออยู่สามรอบยังไม่เป็นอะไรเลย ในรายที่สายสะดือไม่ได้พันรอบคอ แต่หมุนบิดเป็นสายสะดือกิ่ว ทั้งนี้เพราะมีความผิดปกติของสายสะดือด้วยตัวของมันเอง แบบนี้สิครับที่มันเป็นอันตรายต่อเด็กอย่างมาก และไม่สามารถรู้ก่อนได้เลย จะรู้อีกทีก็เมื่อเด็กแย่แล้วนั่นแหละและยังเป็นการยากต่อการช่วยเหลือเป็นที่สุด โชคดีที่กรณีเช่นที่ว่านี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

ความสัมพันธ์ของแม่และลูกนั้นนอกจากจะติดต่อกันทางสายสะดือแล้วยังสามารถติดต่อได้ด้วยญาณวิเศษ นั่นคือทางด้านจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของแม่ ยกตัวอย่างเช่น แม่มีความสุข ลูกในครรภ์จะมีความสุขตามด้วย แม่มีความทุกข์ลูกก็จะมีความทุกข์ด้วย นั่นหมายความว่าความรู้สึกนึกคิดของแม่จะพลอยกระทบไปถึงความรู้สึกนึกติดของลูกในครรภ์ด้วย ซึ่งหากคุณเคยอุ้มท้องมาแล้วคุณก็จะเข้าใจทันทีเลยว่าความรู้สึกนึกคิดของคุณจะมีผลต่อการดิ้นของลูกน้อยในครรภ์ด้วย เช่น คุณกำลังตื่นเต้นกับภาพยนตร์ที่กำลังชมอยู่ก็จะทำให้ลูกมีความเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามในขณะที่คุณรู้สึกสบายใจลูกในครรภ์ก็ดิ้นน้อยลง

การดิ้นของเด็กในครรภ์บางครั้งก็ทำให้คุณกังวลใจได้เหมือนกันเพราะคิดว่าน่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเด็ก แต่ความจริงแล้วเด็กในครรภ์ก็มีโอกาสที่จะดิ้นได้มากๆ เหมือนกัน ถ้าหากเขาเกิดไม่สบายตัวสบายใจขึ้นมา ก็เหมือนเด็กทารกแรกคลอดนั่นแหละ บางครั้งจะร้องโยเยแถมดิ้นไปดิ้นมา ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรผิดปกติจากตัวเขาเลย จึงพบว่าเด็กทารกที่ดิ้นมากนั้นมักจะมีปัญหาทางด้านจิตใจของเด็กมากกว่าปัญหาทางร่างกาย เช่นเริ่มต้นที่จิตใจแม่ไม่ปกติ แม่ที่เครียดมากๆ แม่ตื่นเต้นมาก แม่ตกใจ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้เด็กดิ้นมากได้ เด็กบางคนกวนหรือเป็นไฮเปอร์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กก็จะดิ้นมากได้ ฉะนั้นเด็กดิ้นมากก็อย่าเพิ่งตกใจ แต่ขอให้พิจารณาว่าเขาดิ้นมากเพราะตัวเองแม่เองหรือเปล่า ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่นี้ แต่จะยังคงแนบแน่นกันมากยิ่งขึ้น เมื่อเด็กคลอดออกมา ความรักของแม่ที่มีต่อลูกตั้งแต่แรกคลอดดูเหมือนว่าจะมีมากยิ่งขึ้น

ตัวเด็กเองก็เข้าใจและรู้สึกถึงความสัมพันธ์นี้ดี ดังจะเห็นได้ว่าเด็กแรกคลอดร้องเสียงดังฟังชัดตามธรรมชาติ แม่เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของแม่ เด็กจะหยุดร้องไห้ทันที และเด็กจะอ้าปากดูดนมทันทีเมื่อแม่เอาหัวนมใส่เข้าไปในปากของลูก ซึ่งตัวเด็กเองก็จะสนองดูดนมอย่างชำนาญ เหมือนกับเคยฝึกมาก่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เขาก็เคยฝึกการดูดมาก่อนนั่นแหละเพราะถ้าหากได้ดูอัลตราซาวนด์แล้วจะพบว่าเด็กเขาก็ดูดนิ้วตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่และเชื่อไหมว่าเด็กจะจำเสียงของผู้เป็นแม่ได้ ในห้องของเด็กแรกคลอดใหม่ๆ ที่นอนเรียงกันอยู่ เมื่อแม่คนใดทำเสียงออกมา ลูกของแม่คนนั้นจะตอบสนองด้วยการขยับตัว เป็นเชิงบอกว่าหนูอยู่นี่ทำนองนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกไม่มีวันที่จะสิ้นสุดได้ นับตั้งแต่ที่เริ่มต้นอยู่ในครรภ์ของแม่ จนกระทั่งคลอดเป็นทารก เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ และจนกระทั่งวันตายจากไปข้างหนึ่ง และแน่นอนผู้เป็นแม่มักจะตายไปก่อนตามธรรมชาติ ฉะนั้นจงเข้าใจดวงจิตของแม่ เข้าใจในความรักของแม่ที่มีต่อลูกซึ่งเป็นความรักที่แท้จริง ที่แม่จะมีต่อลูกอย่างไม่เสื่อมคลาย จงรักแม่ จงอย่าทำให้แม่เกิดทุกข์ จงทำให้แม่มีความสุข โอกาสที่มีอยู่ก็ตอบแทนบุญคุณท่าน ความสัมพันธ์ของแม่กับลูกนั้นไม่มีจุดจบ แม่ดูแลลูกเมื่อลูกยังเล็กในทางทางกลับกัน เมื่อลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ แม่ก็มีอายุมากขึ้น จนมีสภาพเหมือนเด็กๆ ในที่สุด

จงเอาใจใส่ดูแลแม่ เหมือนกับที่แม่เคยดูแลตอนเรายังเป็นเด็ก จงรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้ยั่งยืนตลอดไป ไม่รู้คลายนะครับ


(update 18 สิงหาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol. 15 Issue Feb 2008]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 08:58 Share
ทำไมต้องเจาะเลือด ตอนฝากครรภ์


”คุณๆ คงจะทราบกันดีครับว่า เมื่อไปฝากครรภ์จะเป็นที่ใดก็ตามคุณจะต้องถูกเจาะเลือดเอาไปตรวจ (ถ้าสถานที่คุณไปฝากครรภ์นั้นมีมาตรฐานทางการแพทย์) "

ทำไมต้องเจาะเลือดตรวจ ?
คำตอบก็คือ ก็เพื่อดูว่าสุขภาพโดยรวมของคุณนั้นอยู่ในสภาพดีหรือไม่
มีอะไรต้องแก้ไขหรือเปล่า หรือว่าจะมีอะไรที่มีอันตรายเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ได้ จะได้หาทางแก้ไข หรือว่าเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้ากับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ในอนาคต เป็นต้น

แล้วจะต้องเจาะตรวจอะไรบ้าง ?
ก็มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะครับ

ประการแรกก็คือ ตรวจดูสภาพเลือดทั่วๆ ไปว่า เลือดคุณมีคุณลักษณะเป็นปกติดีหรือไม่ มีโลหิตจางแอบแฝงในตัวคุณหรือเปล่า ชาวไทยเราจำนวนหลายเปอร์เซ็นต์ทีเดียวที่มีโรคโลหิตจางแอบแฝงอยู่ด้วย โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวมาก่อนเลย จะมารู้กันก็ตอนตั้งครรภ์นี่แหละ”


โลหิตจางที่ทางแพทย์พบได้บ่อยจนเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ โรคธาลัสซีเมีย โรคนี้มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็นโรคเต็มตัวซึ่งเจ้าตัวก็มักจะรู้ตัวเอง เพราะจะมีโลหิตจางอย่างมาก แถมเหนื่อยง่าย อาการของโรคบอกยี่ห้อได้เลยว่างั้นเถอะ

อีกลักษณะหนึ่งซึ่งเจอได้บ่อยกว่ามากก็คือ เป็นโรคแบบแอบแฝง คือไม่ส่ออาการของโรค อาจมีโลหิตจางบ้างแต่ไม่มาก อาการเหนื่อยง่ายก็มักจะไม่เกิดขึ้น นอกเสียจากว่าได้ออกกำลังกายมากๆ จะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าชาวบ้าน ลักษณะของแบบโรคนี้อาจจะเรียกคนที่เป็นได้ว่า เป็นพาหะของโรค หมายความว่า สามารถผ่องถ่ายไปยังลูกหลานเหลนโหลนได้ทางพันธุกรรม

เพราะเหตุที่มันสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้นี่เอง มันจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่คุณๆ จะต้องได้รับการเจาะเลือดตรวจหาสภาพของโรคที่อาจแอบมากับตัวคุณได้ โดยที่คุณไม่รู้ตัวมาก่อนเลย ว่ากันตามความจริงแล้ว การเจาะเลือดหาโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แบบโรคเลือดที่ว่านี้นั้น ควรจะได้ตรวจกันให้รู้ดำรู้แดงกันตั้งแต่เป็นแฟนกัน หือว่าอย่างน้อยก็ตอนก่อนแต่งงาน หรือว่าตอนเตรียมตัวที่จะตั้งครรภ์มีลูก เพราะถ้าหากได้รู้ก่อนล่วงหน้าจะได้มีการเตรียมตัวเตรียมใจ กับเรื่องของการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบได้ แต่ก็เอาละได้มาเจาะเลือดกันตอนที่ตั้งครรภ์แล้ว ก็ยังดีกว่าไม่ได้เจาะเอาไว้เลย

เมื่อได้รับทราบผลของเลือดที่เจาะแล้ว หากทราบว่าคุณเป็นพาหะนำโรคทางพันธุกรรมก็จะได้วางแผนการมีลูกได้ถูกว่า ควรจะมีลูกกี่คน หรือไม่ควรมีลูกเลยจะได้เป็นการตัดตอนของการผ่องถ่ายโรคทางพันธุกรรมไปได้ เพราะว่าถ้าหากว่าชั้นของลูกได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมของโรคมาจากพ่อแม่นั่นก็หมายความว่า โรคอาจจะถ่ายทอดไปถึงชั้นลูก ชั้นหลานและต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด

คงจะไม่มีอะไรดีแน่ต่อทั้งสังคมครอบครัวเอง และต่อสังคมโดยรวมของประเทศชาติ


ประการที่สองของการเจาะเลือด ตามความจำเป็นก็คือ ตรวจหาโรคติดเชื้อบางอย่างที่มีความสำคัญต่อทารกในครรภ์ ได้แก่ โรคซิฟิลิส กับโรคเอดส์ ซึ่งทั้งสองโรคนี้คุณๆ คงจะรู้จักมันดี และคงไม่มีใครอยากจะให้ลูกคลอดออกมาแล้วเป็นโรค หรือมีผลกระทบจากโรคภัยร้ายแรงดังกล่าว

การเจาะเลือดดูโรคที่ว่านี้ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ถือว่าจะต้องเจาะตรวจดูทุกรายไป แม้ว่าการเจาะดูโรคเอดส์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากคนไข้เสียก่อนว่า อนุญาตให้เจาะดูโรคเอดส์ได้ มิฉะนั้นแล้ว โดยสิทธิของมนุษย์ทางแพทย์เองก็ไม่สามารถกระทำได้ ถ้าหากไม่ได้รับอนุญาตก่อนการเจาะ แต่ยังไม่เคยเจอคุณแม่ท่านใดปฏิเสธการเจาะเลือดหาโรคเอดส์มาก่อนเลย แม้แต่รายเดียวและกับตัวคุณเอง ผมเชื่อเลยว่าคุณก็ไม่ปฏิเสธเช่นเดียวกัน


ประการที่สาม การเจาะดูว่า คุณมีภูมิต้านทานโรคบางชนิดที่มีส่วนสัมพันธ์กับทารกในครรภ์หรือไม่ เช่น ภูมิต้านทานต่อโรคหัดเยอรมัน เพราะถ้าตรวจแล้วพบว่า คุณมีภูมิต้านทานอยู่แล้วก็ให้สบายใจได้ ว่าทารกของคุณในครรภ์จะปลอดภัยจากหัดเยอรมันอย่างแน่นอน แต่ถ้าตรวจแล้วคุณไม่มีภูมิต้านทานต่อหัดเยอรมัน ก็จะช่วยให้คุณมีความระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้นมากับตัวคุณโดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก เพราะถ้าเป็นโรคหัดเยอรมันนี้ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ นั่นก็เท่ากับว่ามีความเสี่ยงต่อความพิการ เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์แล้ว และความพิการที่เกิดขึ้นก็ใช่ว่าเป็นความพิการอย่างอ่อนๆ นะครับ ตรงกันข้ามจะรุนแรงมาก เป็นต้นว่า ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อน รวมไปถึงความพิการทางหัวใจด้วย จึงขอแนะนำว่า ถ้าใครยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคหัดเยอรมันก่อนการตั้งครรภ์มีลูกแล้วล่ะก็ควรจะฉีดวัคซีนกันเสียก่อน


อีกประการหนึ่งคือ โรคไวรัสตับอักเสบ ชนิดบี คุณก็จะได้รับการตรวจเพื่อดูว่า คุณมีภูมิต้านทานหรือไม่ หรือว่าคุณเป็นพาหะนำโรคหรือไม่ ว่าไปแล้วเรื่องของไวรัสตับอักเสบ ชนิดบีใช่ว่าจะเกี่ยวข้องกับทารกในครรภ์ซักเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วมันเกี่ยวข้องกับความเป็นครอบครัวเสียมากกว่า เพราะถ้าหากใครในครอบครัวเป็นพาหะนำโรค บุคคลอื่นในครอบครัวทุกคนจำเป็นต้องมีภูมิต้านทานโรค หรือต้องฉีดวัคซีนคุ้มกันจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเป็นโรค

ทารกแรกคลอดจะได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด แต่ถ้าคุณแม่เป็นพาหะนำโรคอยู่ครับ ทารกแรกเกิดจำเป็นต้องได้รับการฉีดยาป้องกันการกำเริบของโรคที่ทารกอาจจะได้รับมาจากแม่ตั้งแต่ตอนคลอดนั้นแล้ว การเจาะเลือดตรวจตอนฝากครรภ์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งและใช่ว่าจะมีแต่ที่ผมกล่าวถึงเท่านั้น ยังคงมีอีกหลายอย่างที่สำคัญ แล้วคุณจะได้รับทราบเมื่อคุณตั้งครรภ์และไปฝากครรภ์กับแพทย์นะครับ


(update 14 มีนาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 สิงหาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 08:58 Share
การเจาะเลือดมารดา


เพื่อทำการวินิจฉัยความผิดปกติของโครโมโซมของทารกก่อนคลอด
โดยใช้เซลล์ทารกที่แยกจากเลือดของมารดา ทำได้จริงหรือ ?

บันทึกคุณแม่ฉบับนี้ ผมอยากจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเล่าให้คุณแม่อ่านเพื่อให้ทราบถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย (ในต่างประเทศ) ในการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดอีกวิธีหนึ่ง โดยทั่วไปความผิดปกติทางโครโมโซมพบได้ประมาณ 1 ราย ในทารกคลอดมีชีวิต 156 ราย ความผิดปกติดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะกลุ่มอาการดาวน์ พบได้ 0.68 รายต่อทารกคลอดมีชีวิต 1,000 ราย เป็นภาระอย่างยิ่งต่อสังคมและครอบครัวในการดูแลรักษา นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาทางจิตใจอย่างรุนแรง การให้การวินิจฉัยภาวะดังกล่าวได้ตั้งแต่ในครรภ์ การให้คำปรึกษาแนะนำที่เหมาะสม รวมทั้งการให้ทางเลือกในการทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง อาจช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว ในอดีตการวินิจฉัยเหล่านี้อาศัยจากประวัติ ได้แก่ อายุของมารดาตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป (เมื่อถึงกำหนดคลอด) ประวัติการคลอดบุตรที่มีโครโมโซมผิดปกติ การตรวจพบคู่สมรสที่คนใดคนหนึ่งมีความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งการวินิจฉัยดังกล่าวมีโอกาสในการตรวจพบเพียงร้อยละ 20 ของทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติเท่านั้น เนื่องจากสตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 35 ปี

การตรวจสารชีวเคมีในเลือดทีเรียกว่า Triple screen เป็นการตรวจระดับของ Alpha-fetoprotein (AFP), Human chorionic gonadotropin (hcG) และ Unconjugaled estriol ในเลือดของมารดา เป็นอีกวิธีหนึ่งในการตรวจกรองสตรีตั้งครรภ์ (Screening test) วิธีการดังกล่าวตรวจพบทารกดาวน์ ได้ความแม่นยำเพียงร้อยละ 60 ซึ่งยังมีข้อจำกัดของช่วงเวลาที่ใช้ในการตรวจ คือ ตรวจได้ในช่วงอายุครรภ์ 15-21 สัปดาห์ รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการตรวจที่สูง

การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง สามารถใช้ในการตรวจกรองการตั้งครรภ์ที่มีโครโมโซมผิดปกติ การตรวจพบทารกที่มีความยาวของกระดูกต้นขา (Fences) และต้นแขน (Humerus) ที่สั้นกว่าปกติ การตรวจพบความหนาของผิวหนังบริเวณต้นคอ (Nuchal skinfold) ที่หนากว่าปกติในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์ รวมทั้งการตรวจพบลักษณะความผิดปกติของทารก ซึ่งอาจเป็นลักษณะของทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซม การตรวจความผิดปกติโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง พบได้ว่ามีความไวในการตรวจ (ความแม่นยำ) ร้อยละ 60-70

เมื่อพบการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความผิดปกติทางโครโมโซมจากการซักประวัติการตรวจ Triple screen หรือการตรวจคลื่นเสียง ความถี่สูง การวินิจฉัยที่แน่นอน จำเป็นต้องทำการตรวจโครโมโซมของทารก ในปัจจุบันวิธีการที่ให้ได้เซลล์ทารกมาตรวจ ได้แก่ การเก็บตัวอย่างเนื้อรก การเจาะดูดน้ำคร่ำ และการเก็บตัวอย่างเลือดทารกในครรภ์ วิธีการดังกล่าวยังเป็นวิธีการที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสียทารกที่ปกติ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้คุณแม่ไม่ยอมรับวิธีการตรวจ และไม่สามารถนำไปใช้เป็นการตรวจเพื่อการวินิจฉัยในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย

วิธีการใหม่ล่าสุดในการตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมกับการตรวจจากเซลล์ของทารกที่ผ่านขั้นตอน การแยกจากเลือดของมารดา ซึ่งวิธีนี้นอกจากลูกในท้องคุณแม่จะไม่ต้องเสี่ยงแล้ว ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยในการแยกเซลล์ทารกจากเลือดของมารดา จากนั้นจึงนำเซลล์ที่แยกได้มาตรวจหาความผิดปกติของยีนโดยใช้เทคนิคทางชีวโมเลกุลหรือใช้วิธีการเพิ่มอณู DNA ของเซลล์ทารกที่ตรวจพบในกระแสเลือดของคุณแม่จะมีหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ตรวจหาความผิดปกติของยีน ซึ่งได้แก่ เซลล์ Trophoblast, lymphocyte, granulocyte, Nucleated Erythrocyte ยกเว้นเกล็ดเลือดไม่มี DNA ทางพันธุกรรม จึงไม่สามารถนำมาใช้ตรวจโรคทางพันธุกรรมได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจขึ้นกับจำนวนของเซลล์ทารก ที่ผ่านรกเข้าไปในกระแสเลือดของแม่ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น แต่โดยสรุปจากการศึกษาต่างๆ พบว่า อายุครรภ์ที่เหมาะสมในการตรวจหาเซลล์ทารกจากเลือดของมารดา คือช่วงท้ายของไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เซลล์ทารกที่แยกได้จากเลือดมารดาจะต้องนำมาเพาะเลี้ยงเซลล์ทารกเพื่อทำให้การเจริญของเซลล์ทารกเป็นไปได้ดี ในขณะที่ขัดขวางการเจริญของเซลล์มารดา เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของเซลล์มารดา เซลล์ทารกที่แยกได้จะนำมาตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติทางโครโมโซม โดยวิธีทางเทคโนโลยีพิเศษที่เรียกว่า Fluorescence in situ hybridization (FISH) สำหรับการตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติในระดับยีน

แม้ว่าการแยกเซลล์ทารกจากเลือดของมารดา จะเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยทารกก่อนคลอดที่ทันสมัย แต่ในปัจจับันยังไม่ประสบความสำเร็จในการนำมาใช้ เนื่องจากยังพบว่า มีการปนเปื้อนของเซลล์ทารกและมารดา ซึ่งจะให้ผลแม่นยำไม่ดีนัก จากการศึกษาที่ผ่านมาในระยะเวลาหลายปี แม้ในสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ใช้วิธีนี้ เป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด ผมเขียนเรื่องนี้เพื่อว่า คุณแม่ที่ได้ยินได้ฟังมาจะได้เข้าใจ สำหรับในประเทศไทยเรายังจะต้องศึกษาเพื่อหาความเหมาะสม ก่อนนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ซึ่งมีราคาค่าตรวจแพงมาก มาใช้ในประเทศที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัวอย่างประเทศไทยเรา


(update 8 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 08:59 Share
ฝากท้องทำไมต้องตรวจเอดส์ ด้วย


ทุกวันนี้ใครๆ ก็รู้จักโรคเอดส์
และทุกวันนี้ใครๆ ก็มีความรู้สึกกลัวต่อโรคเอดส์น้อยลง ที่กลัวน้อบลงอาจจะเป็น เพราะว่ามีความเคยชินต่อโรคนี้มานานจนหายกลัว หรืออาจจะเป็นเพราะว่า มีความรู้ในเรื่องโรคเอดส์มากขึ้นว่ามันติดต่อกันได้อย่างไร จะป้องกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ผมยังต้องขอย้ำว่าโรคเอดส์นั้นเมื่อติดต่อแล้ว ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้นะครับ

สำหรับวันนี้ ผมขอตอบคำถามของคุณคนหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์และมาฝากท้อง ถามว่า “ทำไมต้องตรวจเอดส์ด้วย ตรวจไปทำไม ?” คำตอบมีดังนี้ครับ
ประการแรก เป็นการตรวจสุขภาพของว่าที่คุณแม่ สมมติว่า เกิดตรวจแล้วพบว่า ANTI HIV positive คือติดเชื้อเอดส์เข้าให้แล้วขึ้นมาจะได้ทำอะไรถูก เช่น จะได้ให้ยารักษาโรคเอดส์ แม้ว่าจะทำลายเชื้อเอดส์ได้ไม่หมด แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดความรุนแรงของโรคลงมาได้บ้าง ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น นอกจากนี้จะได้ตั้งตัวป้องกันโรคที่คอยจะฉวยโอกาสให้มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย เช่น โรคปอดบวม วัณโรค หรือโรคติดเชื้อต่างๆ จะได้ระมัดระวังตัวกันมากขึ้น และถ้าหากไม่ได้เจาะเลือดตรวจเอดส์จะไม่มีทางรู้ เมื่อไม่รู้ก็ไม่ได้ป้องกันผลเสียต่างๆ จะติดตาม

ประการที่สอง ไหนๆ คุณก็ตั้งครรภ์แล้ว และใช่ว่า เชื้อเอดส์จะติดต่อไปถึงลูกในท้องเสียทุกรายเมื่อไร เมื่อตรวจพบว่า แม่ติดเอดส์แล้วให้การรักษาด้วยยา ที่ตัวแม่ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์จะช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกได้ด้วย โดยครรภ์จะติดเชื้อจากแม่น้อยลงไปอีกโขเลยทีเดียว และการให้ยารักษาในตัวแม่จะมีผลดีต่อทารกในครรภ์เป็นอย่างยิ่ง ถ้าการเริ่มต้นรักษานั้นเริ่มก่อนครรภ์อายุ 34 สัปดาห์
แต่ถ้าไม่รู้ว่าแม่เป็นเอดส์ หรือไม่ได้ให้ยารักษาในตัวแม่ขณะตั้งครรภ์ ความเสี่ยงที่หมอจะป้องกันได้ก็จะไม่ได้รับการเหลียวมอง ผลเสียก็จะตกอยู่กับลูกอย่างน่าเสียดาย

ประการที่สาม จะได้วางแผนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เมื่อคลอดแล้วว่าจะเลี้ยงนมแบบไหนดี ทางการแพทย์แนะนำว่า แม่ที่เป็นเอดส์ไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะเชื้อไวรัสเอดส์ออกมากับน้ำนมได้ จะเป็นการเสี่ยงต่อลูกที่จะติดเชื้อเอดส์ได้จากการให้นมแม่
หากรู้ก่อนก็จะได้วางแผนให้ลูกกินนมขวดแทนนมแม่ และจะได้หาทางระงับการสร้างน้ำนมแม่กันตั้งแต่ต้น

ประการที่สี่ เมื่อทราบผลการตรวจเอดส์แล้วนั้น ถ้าเกิดเป็นบวกขึ้นมา ก็จะได้วางแผนแนวทางในการคลอดว่าจะคลอดด้วยการผ่าคลอดดี หรือให้คลอดเองทางช่องคลอด
ว่าไปแล้วในกรณีที่แม่ติดเชื้อเอดส์แล้วนั้น การผ่าท้องคลอดเป็นวิธีการคลอดที่ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกได้

ประการที่ห้า เมื่อทราบว่าแม่ติดเอดส์ การให้ยารักษาโรคเอดส์ในลักษณะของการป้องกันโรคตั้งแต่แรกคลอดก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที เพราะถ้าหากช้าไป เด็กเกิดติดเชื้อขึ้นมา เด็กทารกอาจถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย และการตรวจเลือดทารกว่าติดเอดส์หรือไม่นั้น ก็ใช่ว่าจะตรวจแล้วพบได้ในทันทีแรกคลอด แต่คงต้องรอให้เด็กมีอายุ 1-6 เดือนไปแล้วโน่นแหละจึงพอจะตรวจกันรู้เรื่องว่า ติดเอดส์จากแม่หรือไม่ ขณะที่การให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอดส์ในทารกนั้น ควรจะให้กับทารกทุกคนที่แม่ติดเชื้อเอดส์ และควรจะให้กับเด็กตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์แรก

ประการสุดท้าย ทารกที่แม่ติดเอดส์ควรจะได้รับการตรวจว่า ทารกติดเอดส์จากแม่หรือไม่ แต่การตรวจแรกคลอดเลยนั้นมักจะไม่แสดงผล คงต้องรอไปสักพักหนึ่งคือ ถ้าตรวจกันตอนอายุ 1-2 เดือนแรก ผลจะแสดงให้ทราบประมาณ 90% แต่ถ้าไปตรวจกันตอนทารกอายุ 6 เดือนแล้ว จะแสดงผล 100% หมายความว่าเด็กติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อเอดส์ ถ้าหากไปตรวจกันตอนนั้นเชื่อถือผลที่ออกมาได้เลย

จะเห็นได้ว่า การเจาะเลือดตรวจเอดส์ในคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น มีประโยชน์มากเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นในกรณีของโรคเอดส์ คนไข้ หมายถึง ตัวคุณเองมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะยินยอมให้คุณหมอเจาะเลือดตรวจเอดส์หรือไม่ หรือถ้ายินยอมคุณก็มีสิทธิที่จะยินยอมให้แพทย์บอกให้ทราบผลเฉพาะตัวคุณเองหรือกับบุคคลที่คุณระบุเท่านั้น จะไปป่าวประกาศให้รู้กันทั่วนั้นไม่ดี ถือว่าผิด มีสิทธิฟ้องร้องได้

เอาละ เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว ผมก็เชื่อเหลือเกินนะครับว่า คุณคงจะเห็นผลประโยชน์ต่อการอนุญาตให้คุณหมอ เจาะเลือดตรวจโรคเอดส์ในตัวคุณขณะที่คุณตั้งครรภ์ขึ้นมา

และคุณจะไม่ติดเชื้อเอดส์โดยเด็ดขาด ถ้าไม่มีการสำส่อนทางเพศไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเองหรือสามีก็ตาม


(update 1 มิถุนายน 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 08:59 Share
เลือกหมอสูติที่ถูกใจ…ได้อย่างไร


การเลือกหมอสูติที่ถูกใจ รู้สึกมั่นใจ เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต เพราะว่าผู้หญิงหลายเรื่องที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากมีเรื่องของระบบทางนรีเวชที่มีผลต่อคุณภาพชีวิต ตั้งแต่เริ่มเป็นสาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยทอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปวดท้องประจำเดือน บางคนโชคร้ายเจอะเจอโรคทางสูตินรีเวช เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือเนื้องอกในอุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นโรคที่ผู้หญิงยุคนี้เป็นกันมาก การมีซีสต์ที่เต้านม หรือมะเร็งของระบบสืบพันธุ์ และโรคกระดูกพรุน

จริงๆ แล้วการเลือกหมอสูติที่ถูกใจนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีหมอที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ที่มีคนไข้ไปฝากเยอะ (จนหมอแทบไม่ได้หลับได้นอน) หรือไม่ใช่คุณหมอที่แสนจะใจดี ตามใจคนไข้ทุกอย่างแต่หมายถึงหมอสูติต้องเป็นหมอที่ใส่ใจในสุขภาพของคุณอย่างจริงจังมีประสบการณ์มาก ใส่ใจในการรักษา สามารถตอบข้อซักถาม ข้อสงสัยของคุณอย่าเต็มใจ และให้คำแนะนำหรือให้ข้อมูลชัดเจนรวมไปถึงการเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณได้อย่างดี


ค้นหาหมอสูติ-นรีเวช เริ่มต้นอย่างไร ?
1. ควรพบหมอสูติ-นรีเวชในขณะที่คุณยังมีสุขภาพดีอยู่ อาจจะเริ่มต้นด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี รวมทั้งตรวจภายในไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่เข้าสู่วัย 30 ปีขึ้นไปหรือหญิงที่แต่งงานแล้วควรจะเริ่มตรวจภายในและเต้านม การพบสูติแพทย์ในขณะที่ยังมีสุขภาพดีมีข้อดีที่ว่าหากคุณเคยพบแพทย์มาก่อน แล้ววันหนึ่งเมื่อคุณเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคทางสูติ-นรีเวช คุณสามารถไปหาหมอที่คุณถูกใจได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหาว่าจะไปหาหมอคนไหนหรือที่ไหนดี

2. สอบถามหรือค้นหารายชื่อหมอจากหลายๆ แหล่ง เช่น ขอคำแนะนำจากญาติมิตร เพื่อนฝูง ใครว่าคุณหมอท่านไหนดี คุณก็ควรจดชื่อ สถานที่ และตารางการออกตรวจของคุณหมอท่านนั้นๆ ไว้ แล้วเลือกท่านที่คุณสนใจที่สุด ลองไปขอตรวจสุขภาพดูก่อน วิธีที่มักจะไม่ค่อยผิดหวังคือถ้าคุณมีหมอประจำตัวด้านอื่นๆ คุณอาจขอคำแนะนำให้คุณหมอท่านนั้นแนะนำสูติแพทย์ที่ท่านรู้จักให้

ต้องถามอะไรเมื่อไปรับการตรวจ
  • เมื่อฉุกเฉินจะมาพบคุณหมอได้ที่ไหน อย่างไร

  • คุณหมอออกตรวจที่โรงพยาบาลใดบ้าง ขอทราบตารางวันเวลาที่ออกตรวจในแต่ละแห่งด้วย

  • ต้องนัดล่วงหน้าทุกครั้งหรือไม่ หรือสามารถโทรศัพท์สอบถามปัญหา ขอคำแนะนำจากคุณหมอหรือพยาบาลทางโทรศัพท์จะสะดวกหรือไม่

  • ถ้าคุณหมอไม่มาออกตรวจ จะสามารถพบหมอท่านไหนแทนได้บ้าง หรือจะฝากให้หมอท่านไหนดูแลแทน

  • ขอทราบข้อมูลว่าคุณหมอท่านที่คุณหาอยู่มีความชำนาญด้านใดเป็นพิเศษ เช่น หมอบางท่านชำนาญด้านสูติ การตั้งครรภ์ หมอบางท่านชำนาญด้านการรักษาผู้บุตรยาก บางท่านชำนาญด้านนรีเวช บางท่านชำนาญด้านมะเร็งทางนรีเวช หรือบางท่านเชี่ยวชาญด้านวัยทอง เพราะข้อมูลเหล่านี้ถ้าหากคุณทราบ คุณจะสามารถเลือกพบหมอได้ตามความต้องการที่เหมาะกับสุขภาพของคุณได้

วิเคราะห์ว่าหลังจากได้พบหมอเป็นอย่างไร ?
  • คุณหมอและพยาบาลที่คุณได้พบมาอัธยาศัยไมตรี หรือให้บริการคุณดีหรือไม่
  • สามารถตอบคำถามที่คุณสงสัยได้หรือไม่
  • การเข้ารับการตรวจครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบหรือไม่ (เพราะว่าหมอบางท่านอาจจะมีคนไข้เยอะ)
  • คุณเห็นด้วยกับหลักการรักษาของหมอท่านนี้หรือไม่
  • สะดวกต่อการเดินทางหรือไม่ ห่างไกลแค่ไหน เผื่อยามฉุกเฉินโดยเฉพาะการจราจรที่ติดขัดทุกวัน

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าใช่

เมื่อไตร่ตรองว่าดีจนเป็นที่พอใจ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คิด คุณก็คงต้องค้นหาหมอสูติคนอื่นๆ ต่อไป จนกว่าจะได้พบคนที่ถูกใจ และดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าหมอคนไหนใช่สำหรับคุณ ก็ควรเปิดใจรับวิธีการและหลักการรักษาของหมอที่คุณหาอยู่ให้ถึงที่สุดก่อน และอย่าลืมว่าหมอแต่ละท่านนั้นมีความชำนาญ ประสบการณ์ และสไตล์ต่างกันในขณะที่คนไข้แต่ละคนก็มีความต้องการต่างกัน ทางที่ดีที่สุดในการค้นหาหมอแต่ละท่านควรให้เวลาในการรักษาต่อเนื่อง พยายามสื่อสารให้ดีที่สุดกับหมอคนที่คุณกำลังพบอยู่ เพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดด้วย

ข้อควรจำอย่างยิ่งคือ ผู้หญิงกับเรื่องทางสูติ นรีเวชไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นก่อน จึงค่อยไปหาหมอ แต่คุณควรบรรจุไว้เป็นหนึ่งในแผนการตรวจสุขภาพประจำปีด้วย เนื่องจากโรคของผู้หญิงหลายๆ โรคหากตรวจพบแต่เนิ่นๆ และรีบรักษาก็มีโอกาสหายขาดได้ ทำให้คุณภาพชีวิตได้ตลอดไปอย่าคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว


(update 4 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.153 April 2006]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 ต.ค. 2009 at 10:26 Share
ผู้ช่วยหมอสูติฯ


จากประสบการณ์ที่เป็นหมอสูติฯ ดูแลและทำคลอดให้คุณแม่ตั้งครรภ์มานานนับสิบปี ผมพบความจริงว่า นอกจากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะได้รับการดูแลจากผมแล้ว ส่วนมากยังมีผู้ช่วยดูแลอีกหลาบคนเชียวครับ

บางรายก็มีไม่กี่คน แต่บางรายมีเป็นสิบเลยก็มี แต่ไม่ว่าจะมีผู้ช่วยดูแลกี่คนก็ตาม ผมพอจะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือเพื่อนกับญาติ กลุ่มเพื่อนอาจจะเป็นเพื่อนในที่ทำงาน เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมาแต่เด็ก หรือเพื่อนบ้าน ส่วนญาติก็มีตั้งแต่ญาติใกล้ชิด เช่น สามี พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย อากง อาม่า หรือญาติที่ห่างออกไป เช่น ป้า น้า อา เป็นต้น

สังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้ออาทรต่อกัน เวลาใครมีอะไรดีๆ ก็มักอยากจะมาบอกเล่า แนะนำหรือช่วยเหลือให้กับคนที่เรารักใคร่ชอบพอด้วย สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่านี้หรอกครับ เวลาตั้งครรภ์ขึ้นมาครั้งหนึ่งก็มักจะมีผู้หวังดีอยากช่วยเหลือในสารพัดรูปแบบ เท่าที่คุณแม่มาเล่าให้ฟังหรือมาขอความคิดเห็นเวลาฝากครรภ์กับผมนั้น พอจะสรุปได้ดังนี้ครับ

  • ชอบเล่า

เวลาอยู่ในที่ทำงาน โดยเฉพาะในที่ทำงานที่มีเพื่อนผู้หญิงมากๆ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็มีโอกาสจะได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะถ้ารู้ว่าคุณแม่กำลังท้องอยู่ เรื่องที่เล่าก็จะยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น เช่น ลูกคนโน้นคลอดออกมาแล้วพิการ ลูกคนนั้นคลอดออกมาแล้วปัญญาอ่อน ฟังดูแล้วอดเครียดและกังวลไม่ได้ว่าลูกเราจะเป็นด้วยไหมหนอ ถ้าคุณแม่คนไหนจิตใจไม่ค่อยเข้มแข็งก็มีสิทธิ์บ้าได้นะครับ ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเวลาคุยกันเรื่องดีก็มีตั้งเยอะทำไมไม่เล่า เล่าแต่เรื่องที่มันเลวร้าย ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เกิดบ่อยสักเท่าไร ไม่รู้ว่าเป็นพวกหวังดีประสงค์ร้ายหรือกลัวว่าถ้าเล่าเรื่องที่ไม่ตื่นเต้นแล้วจะไม่มันส์ คนฟังไม่อยากฟัง คนเล่าจะพลอยไม่ได้รับความสนใจจากผู้ฟังด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณแม่หลีกเลี่ยงการฟังเรื่องเล่านี้ก็จะดีนะครับ จะได้ไม่เครียดหรือวิตกกังวลโดยใช้เหตุ

  • ช่างแนะ

คุณแม่จำนวนไม่น้อยมาเล่าให้ผมฟังว่า เพื่อนบ้างญาติบ้าง แนะนำให้ทำอย่างโน้นอย่าทำอย่างนี้สารพัดจะแนะนำ เท่าที่พอจะสรุปได้ผมพบว่าข้อแนะนำต่างๆ เหล่านี้ มีทั้งที่มีประโยชน์หรือมีโทษ หรือบางอย่างก็สรุปแน่ชัดไม่ได้ว่ามีประโยชน์จริงหรือเปล่า

ข้อแนะนำที่ผมพอจะยกมาเป็นตัวอย่าง เช่น แนะนำให้ไปฝากท้องกับโรงพยาบาลบางแห่งหรือกับคุณหมอบางคน สำหรับประเด็นนี้ผมไม่มีความเห็นอะไรมากแล้วแต่คุณแม่จะพิจารณาเอาเองครับ เพียงแต่อยากจะบอกว่าคุณแม่คงต้องคิดหลายๆ อย่างประกอบกันด้วย เช่น ไปฝากครรภ์ลำบากหรือไม่ ค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน เพราะเวลามีปัญหาเพื่อนไม่ได้มามีปัญหาด้วยจริงไหมครับ

นอกจากนั้นยังมีประเด็นเกี่ยวกับคำแนะนำอื่นๆ อีกมากมายที่คุณแม่มาเล่าให้ผมฟัง รวมทั้งปรึกษาว่าควรจะทำตามดีหรือไม่ ผมพอจะแบ่งคำแนะนำต่างๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่มครับ คือ กลุ่มแนะนำให้ทำ กับ กลุ่มห้ามไม่ให้ทำ

แนะให้ทำ : มีคุณแม่หลายคนถามผมว่าเพื่อนแนะนำให้กินอาหารเสริม อยากรู้ว่าควรจะกินไหม เท่าที่ผมฟังจากคุณแม่หลายๆ คนพบว่า อาหารเสริมที่ว่ามีมากมายหลายประเภทเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารบรรจุขวด สมุนไพรทั้งของจีนและไทย อาหารเสริมในรูปเม็ดยา คุณแม่บางคนเอาตัวอย่างมาให้ดูด้วยก็มี ผมต้องสารภาพเลยว่าอาหารบางอย่างผมดูแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะมีแค่ชื่อยาแต่ไม่มีรายละเอียดว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง บางชนิดดูแล้วก็ไม่เห็นจะวิเศษวิโสอะไร แถมราคาแพงอีกต่างหาก ผมจึงอยากแนะนำง่ายๆ ว่า แค่คุณแม่รับประทานอาหารตามปกติ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนสัดส่วนบางอย่างให้เหมาะสมกับคนท้องก็น่าจะพอแล้วละครับ

ข้อแนะนำยอดฮิตข้อหนึ่งก็คือ แนะนำให้กินน้ำมะพร้าวมากๆ ลูกออกมาจะได้ผิวสวยไม่มีไขเกาะ ข้อแนะนำนี้ผิดแน่นอนครับ เพราะน้ำมะพร้าวที่กินเข้าไปนอกจากจะไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกในท้องแล้ว ยังอาจเป็นอันตราย เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีส่วนประกอบเป็นน้ำตาลและกรดไขมันอิ่มตัวสูง ถ้ากินมากๆ คุณแม่และคุณลูกจะอ้วนได้ง่ายแต่ไม่ค่อยแข็งแรง ภายหลังคลอดลูกอาจชักจากการขาดน้ำตาลทันทีก็ได้ครับ

ห้ามไม่ให้ทำ : ก็มีหลายอย่าง เช่น ห้ามเดินทางไกล ห้ามขึ้นบันได ห้ามมีเพศสัมพันธ์ สารพัดจะห้าม ข้อห้ามเล่านี้วงการแพทย์สรุปแล้วว่า ค่อนข้างจะไร้สาระ คุณแม่สามารถทำกิจกรรมที่กล่าวข้างต้นได้ทุกอย่างครับ เพียงแต่ให้ระมัดระวังหน่อยเท่านั้นแหละครับ

ความจริงยังมีคำแนะนำอีกมากมายชนิดที่เรียกว่าเล่ากัน 3 วัน 3 คืนก็ไม่จบ ผมยังสงสัยอยู่จนเดี๋ยวนี้เลยว่าถ้าคุณแม่ต้องทำตามคำแนะนำทุกอย่างสงสัยไม่ต้องทำงานทำการอะไร และอาจจะรากเลือดตายตั้งแต่ก่อนคลอดหรือเปล่าก็ไม่รู้

  • ช่วยเหลือ

ความจริงประเด็นนี้ก็คล้ายๆ กับการแนะนั่นแหละครับ จะต่างกันตรงที่เวลาคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อนหรือญาติมาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดและรับภาระจัดการเรื่องต่างๆ ให้คุณแม่เลย เช่น พาไปฝากครรภ์เกือบทุกครั้งซึ่งเป็นเองที่น่าชื่นชม

บางคนก็จัดหายาบำรุง อาหารเสริมมาให้รับประทานเลยก็มี คุณแม่บางคนที่ฝากครรภ์กับผมกินยาบำรุงครั้งละ 5-6 ชนิดก็มี เพราะกินที่ผมให้ด้วย ญาติซื้อให้ด้วย พอเอามาดูว่าบางอย่างก็ซ้ำกัน บางอย่างเป็นวิตามินสำหรับคนสูงอายุก็มี

  • บังคับ

ส่วนมากคนที่จะบังคับคุณแม่ได้มักจะต้องเป็นคนที่คุณแม่เกรงใจ เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เป็นต้น ส่วนมากคนกลุ่มนี้ซึ่งมีความเชื่อและประสบการณ์เกี่ยวกับการคลอดมาตั้งแต่อดีต ก็มักจะเอาประสบการณ์ของตัวเองในการตั้งครรภ์และการคลอดมาให้ลูกหลานทำตาม เช่น ห้ามกินอาหารบางชนิดเพราะกลัวแสลง บังคับให้อยู่ไฟหลังคลอด เป็นต้น

ผมพบว่ามีคุณแม่จำนวนไม่น้อยไม่อยากทำตาม แต่กลัวหรือเกรงใจญาติถ้าไม่ทำตาม บางคนก็ฝืนใจทำตามทั้งๆ ที่ใจก็ไม่ค่อยจะยอมรับเท่าไร แต่บางคนก็ทำตามอย่างเต็มใจ

ข้อบังคับของคนสมัยก่อน บางอย่างพิสูจน์แล้วว่าไม่มีประโยชน์และยังอาจมีโทษด้วย เช่น ให้กินยาดองเหล้าหลังคลอด ให้กินแต่ข้าวกับเกลือห้ามกินอาหารอย่างอื่นเพราะกลัวแสลง บางอย่างก็อาจเป็นอันตรายถ้าทำไม่เป็น เช่น การอยู่ไฟ เป็นต้น ดังนั้น ก่อนจะทำตามถามหมอก่อนดีกว่าไหมครับ หรือถ้ากลัวจะขัดใจญาติพาญาติมาคุยกับหมอเลยก็น่าจะดีครับ

  • ผลกระทบต่อคุณแม่

ไม่ว่าจะเพียงแต่ฟังเรื่องที่เล่า ทำตามคำแนะนำ หรือถูกบังคับให้ทำก็ตาม ผมได้ทราบถึงผลที่เกิดต่อคุณแม่จากการบอกเล่าหลายประการ

คุณแม่ส่วนหนึ่งรู้สึกสบายอกสบายใจที่ได้ทำตามข้อแนะหรือข้อบังคับต่างๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีครับ เพราะถ้าคุณแม่สบายใจ ลูกในท้องก็น่าจะมีความสุขด้วยครับ แต่มีคุณแม่อีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่น้อยเลยที่มีปัญหา เช่น เครียดและกลัวว่าการตั้งครรภ์ของตัวเองจะมีปัญหา คุณแม่หลายคนแสดงให้ผมเห็นเลยว่าเหนื่อยทั้งกายและใจกับข้อมูล ข้อแนะ ข้อห้าม จากเพื่อนหรือญาติที่มากมายเหลือเกินจนไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี

  • ทำอย่างไรดี ?

การตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติครับ แน่นอนว่าเมื่อมีการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องทำทุกอย่างโดยคำนึงถึงลูกในท้องด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปฏิบัติตัว โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่พิสดารพันลึกไปจากเดิมมากมายอะไร ข้อแนะนำจากเพื่อนหรือญาติหลายอย่างเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ บางอย่างยังไม่มีข้อสรุปว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่ ในขณะที่บางอย่างถ้าทำตามอาจมีโทษด้วยซ้ำ ดังนั้นก่อนจะเชื่ออะไรขอให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน คุณหมอที่ดูแลจะช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่คุณแม่ได้ครับ


(update 17 ธันวาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 116 สิงหาคม 2548 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 ต.ค. 2009 at 10:27 Share
แม่ท้อง VS หมอสูติ ในอนาคต (1)


คราวนี้คุณหมอขอเพิ่มหน้าที่จากหมอสูติฯ ดูแลแม่ท้อง มาลองทำนายอนาคตของคุณแม่ทั้งหลายกับเพื่อนพ้องพี่น้องในวงการ (สูติฯ) ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างดูสักครั้ง ในฐานะอยู่ในแวดวงมายาวนาน...

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวถึงต่อไปนี้ ส่วนมากเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐอเมริกาและในยุโรปตั้งแต่ 10-20 ปีมาแล้ว ส่วนในประเทศไทยลักษณะของการบริการหลายอย่างที่เหมือนกับต่างประเทศก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และอีกหลายอย่างกำลังจะตามมา แต่ที่ผมกังวลมากที่สุดก็คือ ต้องยอมรับว่าประเทศเรายังยากจนกว่าประเทศทางยุโรปและอเมริกา ถ้าแนวโน้มของการให้บริการเป็นอย่างที่ผมจะพูดถึงนี้ไปเรื่อยๆ ช่องว่างของการบริการระหว่างคนมีเงิน และคนจนจะยิ่งห่างกันมากขึ้นๆ แน่นอน

  • จาก Profession เป็น Trade
จะว่าไปแล้วงานทางด้านการแพทย์เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของชีวิตคนเรา ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดและซับซ้อน คนที่จะมาทำงานด้านนี้ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตคนในด้านต่างๆ อย่างหนักจึงประกอบอาชีพได้ งานทางด้านการแพทย์จัดเป็นงาน วิชาชีพ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Profession พูดง่ายๆ ก็คือใช้วิชาเป็นอาชีพนั้นเองแหละครับ ถ้าไม่มีความรู้วิชาการทางการแพทย์ก็ประกอบอาชีพนี้ไม่ได้ ไม่เหมือนบางอาชีพที่เรียนจบอะไรมาก็อาจทำได้ เช่น อาชีพค้าขาย ก่อสร้าง ธุรกิจ หรือนักการเมือง

การประกอบวิชาชีพเป็นแพทย์มีลักษณะแตกต่างจากอาชีพอย่างอื่นอยู่หลายประการ แต่ที่สำคัญก็คืออาชีพนี้เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยของเพื่อนมนุษย์ ผู้ประกอบวิชาชีพนี้จึงจำเป็นต้องมีจริยธรรมแห่งวิชาชีพค่อนข้างสูงกว่าอาชีพอื่น

ในอดีตการบริการทางการแพทย์เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า Profession คือคุณหมอค่อนข้างจะมีอิสระที่จะรักษาโรคหรือดูแลผู้ป่วยอย่างไรก็ได้ที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดและถูกต้องตามหลักวิชาการหมอในอดีตจึงได้รับการยอมรับในลักษณะของการเคารพและให้เกียรติค่อนข้างสูง ถ้าหมอจะให้การดูแลรักษาผิดพลาดไปบ้างก็มักจะได้รับการให้อภัยจากตัวผู้ป่วยเองหรือจากญาติพี่น้องของผู้ป่วย

ในปัจจุบันงานทางด้านการแพทย์ถูกทำให้เป็นธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนหนึ่งเห็นว่าความเจ็บป่วยของเพื่อมนุษย์เป็นเรื่องที่แสวงหากำไรได้ โรงพยาบาลเอกชนถูกสร้างขึ้นอย่างมากมาย โรงพยาบาลของรัฐจำนวนไม่น้อยเริ่มเอาระบบแบบเอกชนมาใช้ในโรงพยาบาล เมื่อ Profession เปลี่ยนไปเป็น Trade เช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจึงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงในการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ก็หนีเรื่องนี้ไม่พ้นหรอกครับ และดูแล้วน่าจะต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าการดูแลผู้ป่วยประเภทอื่นเสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ต่อไปนี้เป็นเพียงการคาดเดาของผมเองนะครับ จะถูกหรือผิดอนาคตคงเป็นตัวบอกเอง และท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิ์ของท่านนะครับ

ผมอยากจะแบ่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งน่าจะได้แก่การเปลี่ยนแปลงคุณหมอที่ดูแล ตัวผู้ป่วยหรือคุณแม่เอง และโรงพยาบาล

  • เมื่อคุณหมอ...เปลี่ยนไป
ในอดีตคนเรียนเก่งและเรียนดีจะเลือกมาเรียนแพทย์กันเกือบทั้งหมด แต่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ คนเก่งจะหนีไปเรียนอย่างอื่นมากขึ้น เพราะรายได้ไม่น้อยกว่าหรือมากกว่าหมอด้วยซ้ำไป อย่างที่สหรับอเมริกาก็มีสถิติพบว่าผู้ชายหันมาเลือกแพทย์กันน้อยลง ในขณะที่เมืองไทยเองก็เองก็มีแนวโน้มไม่ต่างไปนัก จากที่มีนักศึกษาแพทย์เป็นผู้ชายถึง 90% ตอนนี้ลดลงเหลือ 60% เท่านั้น บางสาขาคนเรียนยิ่งน้อยลงจนกลัวว่าในอนาคตคงจะขาดแคลนโดยเฉพาะศัลยแพทย์

ในอนาคตแม้ว่าหมอส่วนมากยังอยากจะรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุดอยู่ แต่ทุกคนจะทุ่มเทจิตใจน้อยลงกว่าเดิม การดูแลผู้ป่วยจะทำเท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่ได้ผลประโยชน์จากค่ารักษาพยาบาล เพราะไม่อยากเปลืองตัว ดีไม่ดีถูกฟ้องทั้งๆ ที่ปรารถนาดีจะช้ำใจหนักยิ่งขึ้นไปอีก

การรักษาประเภทหมอเป็นคนออกคำสั่งรักษาฝ่ายเดียวจะถูกแทนที่ด้วยการรักษาที่ผู้ป่วยมีส่วนในการตัดสินใจร่วมด้วย หมอจำนวนหนึ่งจะยอมรักษาตามความต้องการของผู้ป่วยแม้ว่าจะดูงี่เง่าหรือขัดหลักวิชาไปบ้าง เช่น ผ่าตัดหรือตรวจโดยใช้เครื่องมือราคาแพงบางอย่างทั้งที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม การไม่ขัดใจผู้ป่วยของหมอจะทำให้สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย หมอได้เงินผู้ป่วยได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

การรับฝากครรภ์และทำคลอดจะดำเนินการกันในลักษณะหมู่คณะมากกว่าการดูแลโดยคุณหมอคนเดียว เวลาฝากครรภ์อาจต้องฝากกับคุณหมอทีเดียว 3-4 คน เพราะถ้าหมอคนหนึ่งไม่อยู่คนอื่นจะได้มาทำคลอดแทนได้ หมอจะได้ไม่เสี่ยงถูกฟ้องร้องถ้ามาทำคลอดไม่ทัน หรือไม่ว่างมาทำคลอดเพราะติดงานอื่น

สูติแพทย์จะเป็นเหมือนสินค้าตัวหนึ่งที่อยู่ในใบโฆษณาของโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยเลือกซื้อบริการตามความพอใจ หมอไม่มีสิทธิ์เลือกคนไข้ แต่คนไข้มีสิทธิ์เลือกหมอหรือเปลี่ยนหมอได้ตามที่ตนเองต้องการ

  • ประกัน...ลดความเสี่ยง
การให้บริการฝากครรภ์หรือทำคลอดจะเปลี่ยนจากการดูแลรักษาพยาบาลมาเป็นเหมือนการรับจ้างทำของ และอาจจะต้องมีการทำหนังสือสัญญากันเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอะไรให้บ้าง และถ้ามีความผิดพลาดในการรักษาจะทำอย่างไร

ในอนาคตอันใกล้หมอส่วนมากจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อประกันการประกอบวิชาชีพเพราะจะเสี่ยงถูกฟ้องร้องมากขึ้น และน่าจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา และแน่นอนว่ายิ่งจ่ายมาก ค่ารักษาพยาบาลจะต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน

ระบบการรักษาแบบนี้จะเป็นระบบจากทางอเมริกา ซึ่งก่อนทำการรักษาก็จะมีการทำสัญญาระบุเงื่อนไขการรักษาต่างๆ กันไว้อย่างชัดเจนจะได้ไม่มีปัญหาการฟ้องร้องกันภายหลัง (ถ้าเกิดผิดสัญญา) และส่วนใหญ่ทั้งหมอและคนไข้ต่างก็ทำประกันไว้ทั้งสองฝ่าย คนไข้เองก็มีประกันสุขภาพที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการคลอดให้ ส่วนหมอก็จะมีประกันความเสี่ยงที่เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งแน่นอนว่าการมีประกันย่อมทำให้ค่ารักษาสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจุดนี้จะต่างกันที่อังกฤษซึ่งการรักษาพยาบาล การคลอดลูกจะเป็นสวัสดิการของรัฐ เพราะฉะนั้นทางอังกฤษจึงมี midwife มาช่วยดูแลในการคลอดเป็นหลัก ส่วนหมอจะเข้ามาเมื่อต้องการความช่วยเหลือ ในอเมริกาไม่มี midwife เพราะจะให้แพทย์ดูแล สำหรับประเทศไทยบ้านเราจะรับระบบมาจากอเมริกามากกว่า แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะมาในแนวอเมริกามากกว่าอังกฤษ

ในปัจจุบันอาชีพหมอเป็นอาชีพเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องตลอดเวลา ความปรารถนาดี ความตั้งใจทุ่มเทในการดูแลผู้ป่วยของหมอจะมองเห็นได้ยากขึ้นในสังคมที่ใช้เงินซื้อบริการ หมอที่มีทางออกอาจเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น แต่ไม่น่าจะมาก เพราะกว่าจะเรียนจบก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตแล้วการเปลี่ยนอาชีพไม่น่าจะทำได้ง่าย

การฟ้องร้องจะไม่จำกัดอยู่ในคนไข้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะหรอกครับ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ผู้ป่วยมีฐานะหรือผู้ป่วยอนาถาก็จะฟ้องร้องเหมือนๆ กัน เมื่อสังคมเป็นเช่นนี้หมอจะหาที่ทำงานที่ทำน้อยๆ แต่ได้เงินมาก โรงพยาบาลเอกชนดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีกว่าโรงพยาบาลของรัฐ การลาออกของหมอในโรงพยาบาลรัฐไปสู่โรงพยาบาลเอกชนจะดำเนินต่อไปทั้งในอนาคตอันใกล้และไกล หมอที่เหลือในโรงพยาบาลรัฐส่วนหนึ่งจะเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์จริงๆ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นหมอที่ไปไหนไม่ได้เพราะไม่มีโรงพยาบาลเอกชนรับ

เพิ่งจะคุยไปได้เรื่องเดียวเนื้อที่ก็หมดซะแล้ว คงต้องตามมาฟังผมคุยต่อตอนจบ)บับหน้าแล้วล่ะครับ


(update 3 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 123 มกราคม 2006 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 ต.ค. 2009 at 10:28 Share
[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2542]

เลือกคู่ เลือกครรภ์ เลือกคลอด

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


คำ 3 คำ ที่ใช้เป็นชื่อเรื่องในวันนี้นั้นเป็นแนวคิดของ นโยบายระดับชาติ ของการควบคุมธาลัสซีเมีย ของกระทรวงสาธารณสุขและได้นำออกเผยแพร่ในรายการปัญหาชีวิตและสุขภาพ ซึ่งแพร่ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2542 ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.โดยท่านรองอธิบดีกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร

แพทย์หลายท่านได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า "นโยบายเลือกคู่ เลือกครรภ์ เลือกคลอด"นี้น่าจะนำมาใช้เป็นนโยบายระดับชาติสำหรับคู่หนุ่มสาว และคู่สามีภรรยา ที่จะสอนใจและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ในการเลือกคู่ครอง โดยใช้เหตุ ใช้ผล ใช้ความเห็นชอบทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ครอบครัวและส่วนตัว รวมถึงด้านสุขภาพ

เลือกตั้งครรภ์โดยคำนึงถึง การวางแผนเรื่องจำนวน เรื่องความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ครอบครัว และด้านสุขภาพเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพนั้น มิเพียงคำนึงถึงโรคธาลัสซีเมียเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงโรคอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งด้านผู้ที่จะเป็นพ่อ ผู้ที่จะเป็นแม่ และบุตรที่จะเกิดมา และที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ โรคเอดส์ เป็นต้น

ส่วนการเลือกคลอดนั้นก็จะต้องคำนึงถึง ความปลอดภัยทั้งแม่และบุตร รวมไปถึงการตรวจสุขภาพของแม่และบุตรอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ก่อนคลอด ระหว่างคลอด และหลังคลอด เพื่อให้การวินิจฉัยเด็กในครรภ์ล่วงหน้าว่า เกิดมาแล้วจะเป็นโรคใดบ้างหรือไม่เป็นต้น

ขอย้ำว่าโรคยากๆ เช่น โรคธาลัสซีเมียนั้น ประเทศไทยมีประชากรที่เป็นพาหะ คือ มียีนธาลัสซีเมียแบบต่างๆ แอบแฝงอยู่ประมาณร้อยละ 10-20 ของประชากรทั้งหมด และผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียแอบแฝงอยู่นี้เป็นคนปกติคนหนึ่งทุกประการ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสมอง เพียงแต่ว่า เมื่อประชากรที่มียีนแฝงโรคธาลัสซีเมีย ทั้งคู่แต่งงานกันและมีบุตรด้วยกัน บุตรนั้นอาจจะเกิดเป็นเด็กปกติได้แต่ก็มีโอกาสที่จะให้กำเนิดบุตร ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียได้ด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นที่ทราบกันมานานแล้ว แต่ความก้าวหน้าทางวิชาการในปัจจุบันทำให้สามารถตรวจเลือดด้วยวิธีพิเศษ เพื่อบอกท่านได้ว่า ท่านมียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู่หรือไม่ และความก้าวหน้าขั้นต่อไปจากนี้ก็คือว่า ถ้าท่านและ/หรือคู่สมรสของท่าน ตรวจเลือดพบว่า มียีนธาลัสซีเมียแอบแฝงอยู่ ท่านควรจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์ทุกครั้ง เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้บุตรที่เกิดเป็นโรคธาลัสซีเมียต้องเกิดขึ้นมา และใช้ชีวิตอย่างลำบากลำบน ตั้งแต่เด็กไปจนโต และส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียเหล่านี้ จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 20 ปี ซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังเป็นหนุ่มสาวกำลังจะทำงานและสร้างผลงานให้กับตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

ความลำบากลำบนตลอดชีวิตของผู้ป่วยธาลัสซีเมียเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก ก็เพราะว่า เขาเหล่านั้นจะต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง การรักษาโรคธาลัสซีเมียในปัจจุบัน คือ การให้เลือด แก่ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีอาการซีด เหนื่อยง่าย เพื่อให้เขาเจริญเติบโต เข้าโรงเรียน ทำงาน ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ เราอาจเลือกที่จะให้เลือดทุกเดือนเพื่อไม่ให้มีอาการซีดเลย ผู้ป่วยก็จะไม่มีอาการและแข็งแรงเหมือนคนปกติทุกประการ อย่างไรก็ดีผู้ป่วยที่ได้รับเลือดเป็นจำนวนมากเป็นร้อยครั้งเช่นนี้ จะเกิดปัญหาขึ้นเนื่องจาก ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเม็ดเลือดจะเกิดการสะสม จนทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานไม่ปกติประมาณ 10-20 ปี หลังจากเริ่มรักษา

ดังนั้นทางเลือกในการรักษาจึงมีอยู่ 2-3 แนวทางคือ

  1. ให้เลือดน้อยที่สุดพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยมากให้เลือดทุกเดือนหรือทุก 2 เดือน ผู้ป่วยจะยังมีอาการซีด และตับม้ามโต เติบโตช้ากว่าปกติ การรักษาวิธีนี้เป็นวิธีที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้รับการรักษา เป็นการใช้เลือดอย่างประหยัดและชะลอการเกิดปัญหาธาตุเหล็กสะสมได้บ้าง
  2. ให้เลือดเต็มที่ทุกเดือนเพื่อไม่ให้มีอาการซีดเลยแต่ต้องให้ยา ขับธาตุเหล็กควบไปด้วยเพื่อป้องกันธาตุเหล็กสะสม ผู้ป่วยจะแข็งแรงไม่มีอาการและดูเหมือนเด็กปกติทุกประการ "แต่ปัญหาอยู่ที่การให้ยาขับธาตุน้ำ" เพราะจะต้องใช้ยาฉีด เข้าใต้ผิวหนังติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน สัปดาห์ละ 3-5 วัน ซึ่งโดยมากผู้ป่วยจัดการฉีดยาเองที่บ้าน ในช่วงกลางคืนก่อนนอนและต้องทำเช่นนี้ตลอดชีวิต อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างน้อยเดือนละ 1,500-3,000 บาท ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยเลือกวิธีนี้
  3. ในบางจังหวะของโรคเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าม้ามได้ทำหน้าที่ทำลาย เม็ดเลือดแดงมากเกินไป การวินิจฉัยโรคในจังหวะนี้จะมีข้อบ่งชี้ว่า ควรจะตัดม้ามออกหรือไม่และมีวิธีทันสมัยอีกหนึ่งคือ วิธีที่จะชะลอการทำหน้าที่ของม้ามในการทำลายเม็ดเลือดแดง โดยฉีดสารบางอย่างไปอุดตันหลอดเลือดบางส่วนของม้าม วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันแล้วในหลาย ๆ ประเทศที่เจริญแล้ว และในประเทศไทยก็มีโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ใช้วิธีรักษาโดยวิธีนี้เข้าร่วมด้วย เช่นที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น

โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องได้รับเลือด และยาขับธาตุเหล็กไปตลอดชีวิตอย่างไรก็ดีในปัจจุบันผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียบางราย อาจจะสามารถมารับการรักษาด้วย "การปลูกถ่าย ไขกระดูกจากพี่น้อง"การรักษาโรคด้วยวิธีนี้อาจจะทำให้ผู้ป่วยหายขาด จากโรคธาลัสซีเมียได้และไม่ต้องให้เลือดอีกเลย อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือ ต้องมีพี่หรือน้องที่ไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และตรวจเลือดด้วยวิธีพิเศษที่เรียกว่า HLA แล้วพบว่า "เข้ากันได้" และผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการให้เลือดและได้ยาขับธาตุเหล็ก เป็นประจำอย่างดี ถ้ามีพี่น้องที่เข้ากันได้ซึ่งมีไขกระดูก ซึ่งเป็นที่สร้างเลือดได้ปกติ เราอาจให้ยาเคมีบำบัดที่ทำลายไขกระดูกของผู้ป่วยเสีย แล้วนำเซลล์จากไขกระดูกของพี่หรือน้องนั้นมาฉีดให้แก่ผู้ป่วย ไขกระดูกของพี่หรือน้องนั้น จะช่วยสร้างเลือดที่ปกติในร่างกายผู้ป่วยได้ตลอดไป วิธีปลูกถ่ายไขกระดูกนี้เป็นการรักษาที่ได้ผลดี แต่มีโอกาสเกิดอันตรายถึงชีวิตและเสียค่า ใช้จ่ายสูงมากและที่สำคัญคือ ถ้าไม่มีพี่หรือน้องที่เข้ากันได ้ก็ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้

ความทันสมัยและความสำคัญทั้งหมดของบทความของผม 2 ตอนต่อเนื่องมานี้ ก็เพื่อต้องการจะเน้นว่าคู่สมรสควรจะรู้ตัวโดยการตรวจเลือดพิเศษว่า แต่ละท่านนั้นมียีนธาลัสซีเมียแอบแฝงหรือไม่ ถ้ามีก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคธาลัสซีเมีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนมีบุตรสนใจปรึกษาชมรม ธาลัสซีเมียหรือแพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ที่โทร. 256-4948

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



Edited by sophire - 30 ต.ค. 2009 at 10:30
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 ต.ค. 2009 at 10:30 Share
หัวปี ท้ายปี ดีมั้ยนะ


"มีลูกหัวปีท้ายปี" คำนี้ได้ยินกันมาแต่ไหนแต่ไร บ้านไหนมีลูกหัวปีท้ายปีเขาว่าบ้านนั้นมันลูกดก ไม่รู้ประชดประชันกันหรือเปล่าว่า บ้านนี้วันๆ ไม่ทำอย่างอื่นกันล่ะ มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาผลิตลูก ถึงได้ท้องเอา ท้องเอา อื้อ…อย่างนี้มันดีมั้ยนะ

  • ลูกดก ไม่ดกตามยุคสมัย
สมัยก่อนมันเป็นอย่างนี้จริงๆ นะครับ ดูสมัยคุณย่าคุณยายเราสิ มีลูกกันทีเก้าคนสิบคน คนแรกนี่ต้องเบ่งกันแทบเป็นแทบตาย คนสุดท้ายฮัดเช้ยทีเดียวหลุดออกมาคว้าขาไว้แทบไม่ทัน สมัยนั้นมันโทมัส อัลวา เอดิสันคงจะเพิ่งเกิดมั้ง ไฟฟ้าก็เลยยังไม่มีใช้ ทีวี วีดีโอ ยูบีซีอะไรมันก็ไม่มีให้ดู พอมืดปั๊บไม่รู้จะไปทำอะไร ไม่มีอะไรให้ดู ไม่มีอะไรให้เล่น ก็เลยต้องเล่นของที่อยู่ข้างๆ ตัวนี่แหละ สมัยนั้นยาคงยาคุมอะไรมันก็ไม่มี…มันก็เลยท้องเอา…ท้องเอา ลูกยังไม่ทันคลานเลย แม่ก็ท้องซะอีกแล้ว

สมัยก่อนสังคมมันอยู่ง่าย ยิ่งลูกเยอะก็ยิ่งดีจะได้ช่วยกันทำหามากิน ช่วยกันเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ เลี้ยงก็ไม่ยาก ปล่อยวิ่งเล่นโทงๆ ไปเดี๋ยวมันก็โตเอง เรียนก็สบาย ส่งเรียนที่วัดข้างบ้าน ค่าเล่าเรียนก็ไม่ต้องเสีย แป๊ะเจี๊ยะก็ไม่ต้องจ่าย มีลูกอีกกี่คนก็ไม่ค่อยจะเดือดร้อน นี่ถ้าเกิดมาสมัยก่อนกะว่าจะมีลูกสักโหลเหมือนกัน

พอถึงสมัยท่านทักษิณเป็นนายกฯ เราเน้นคุณภาพกันมากกว่าปริมาณ มีลูกกันแต่ละคนดูมันลำบากกันเหลือเกิน ไหนจะต้องไปตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์ ฉีดวัคซีนโน่น ป้องกันนี่ ต้องไปอบรมเตรียมพร้อมให้ลูกมันฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ต้องไปฝากท้อง ตรวจกันแล้วตรวจกันอีกกว่าจะคลอดออกมาได้ พอคลอดแล้วก็ต้องรีบไปธนาคารเปิดบัญชี เพื่อการศึกษาเอาเงินฝากเดือนละห้าพัน พอถึงวัยเข้าโรงเรียน เงินในบัญชีที่เก็บมาตั้งนาน ยังไม่พอค่าแป๊ะเจี๊ยะเลยครับ! โตหน่อยก็ต้องไปเรียนพิเศษ เรียนโน่น เรียนนี่ มีลูกแต่ละคนกว่าจะเลี้ยงจนโตไม่รู้หมดแรงกายแรงใจไปสักแค่ไหน

แต่คุณแม่บางคนก็บ่ยั่น อยากมีลูกติดๆ กันไปเลย เลี้ยงทีเดียว เหนื่อยทีเดียว เดี๋ยวแก่ไปกว่านี้จะเลี้ยงไม่ไหว เลยเป็นเหตุสงสัยต้องมาเล่าสู่กันฟังว่าจะต้องเว้นช่วงเท่าไหร่มันถึงจะดี
  • หลังคลอด พร้อมท้องใหม่ได้ไม่ยาก
มาดูกันเรื่องเครื่องเคราข้างในของผู้หญิงกันก่อนดีกว่า ว่ากว่ามันจะฟื้นตัวมาใช้งานได้อีกที ต้องใช้เวลาสักแค่ไหน ปกติพอคลอดแล้วมดลูกจะหดเล็กลงจนเหลือเท่าขนาดปกติเหมือนตอนไม่ท้อง หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า เข้าอู่สนิทก็ต้องใช้เวลากว่า 6 สัปดาห์ครับ จะว่าไปแล้วมดลูกผู้หญิงเรา ก็เป็นอวัยวะมหัศจรรย์ทีเดียว ตอนท้องแก่มันขยายป่องขึ้นมาขนาดโตเท่าหม้อหุงข้าวเลยล่ะ พอคลอดแล้วเผลอแผล็บเดียวมันก็หดเล็กลงเหลือเท่าไข่เป็ด นี่ยิ่งถ้าลูกไม่ได้กินนมแม่ด้วยนะ มดลูกก็จะกลับมาทำงานของมันตามปกติ มีประจำเดือนครั้งแรกภายใน 6-8 สัปดาห์ นั้นแปลว่ามีไข่ตกสามารถตั้งท้องต่อไปได้เลยภายใน 4-6 สัปดาห์หลังคลอดเลยทีเดียว

ถ้ากินนมแม่อยู่นี่สิชักจะกะยากแล้ว เพราะบางคนให้กินนมแม่อย่างเดียว บางคนก็มีนมขวดแถมบ้าง บางทีมีคนอื่นแย่งกินบ้าง ฮอร์โมนที่ใช้สร้างน้ำนม ก็เลยไม่แน่ไม่นอนในแต่ละคน ฮอร์โมนที่ใช้สร้างน้ำนมนี่แหละครับที่เป็นตัวยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่ แล้วก็เป็นเหตุทำให้ไม่มีประจำเดือนในระหว่างที่ให้ลูกกินนมแม่อยู่ แต่ด้วยว่าบางคนก็ให้ลูกกินนมแม่เยอะ บางคนกินนมแม่น้อย ขณะที่ลูกกินนมแม่อยู่ แม่อาจจะมีประจำเดือนในเดือนที่สองหลังคลอดเลยก็ได้ แต่บางคนกว่าจะมาอาจนานไปถึง 18 เดือนโน่นเลยก็มี แล้วคนที่ให้ลูกกินนมแม่อยู่ ประจำเดือนมักจะมาห่างกว่าคนที่ไม่ได้ให้ลูกกินนมแม่อีกด้วย
  • ให้นมลูก…อย่าวางใจว่าไม่ท้อง
ว่ากันว่าถ้าให้ลูกกินนมแม่อยู่ แล้วยังไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งสามีก็ยังขยันขันแข็งทำการบ้านเหมือนเดิมไม่มีขาดตกบกพร่อง ทั้งหมดนี้จะมีถึง 1 ใน 4 เลยทีเดียวที่ท้องอีกทีภายใน 1 ปีหลังคลอด แล้วในรายที่ท้องนั้นพบว่ามี 1 ใน 4 ท้องอีกทีโดยประจำเดือนยังไม่มาเลยแม้ครั้งเดียว โดยทั้งหมดที่ท้องต่อไปเลยนี้ก็สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรผิดไปจากท้องอื่นๆ

เห็นมั้ยครับว่าที่เชื่อต่อๆ กันมาว่าถ้าให้ลูกกินนมแม่อยู่ มีเรื่องอย่างว่าแล้วมันคงไม่ท้องหรอก ถือเป็นการคุมกำเนิดในตัวมันชักจะไม่ชัวร์แล้ว ที่ไหนได้เผลอนิดเดียวท้องไปแล้วตั้งหนึ่งในสี่เชียวแน่ะ นี่ถ้ายังเหนื่อยเลี้ยงลูกเล็ก ยังไม่อยากจะท้องก็อย่าเผลอเชียวนะครับ ต้องคุมให้เป็นเรื่องเป็นราว อย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาด ตัวอสุจิมันไม่เคยปราณีใครหรอกครับ

คนที่อยากมีลูกติดๆ กันส่วนใหญ่พวกนี้จะเกิดมาสบายครับ ที่ว่าสบายก็เพราะมักจะมีคนมาช่วยเลี้ยงช่วยดูลูกให้ ปู่ย่าตายายแห่กันมาช่วยเลี้ยง อย่างนี้ก็สบาย คลอดเสร็จปั๊บก็แทบไม่ต้องกระดิกเลย คุณย่าคุณยายทำให้ทุกอย่าง ยิ่งเป็นหลานคนแรกก็ยิ่งเห่อไปกันใหญ่ จนไม่รู้ว่าเป็นลูกใครกันแน่ เลยไม่เข็ด พอมีเวลาก็ไม่รอช้ารีบๆ ทำลูกมาให้คุณย่าคุณยายเลี้ยงต่อ ทิ้งไว้ห่างเกินไปเดี๋ยวท่านจะไม่อยู่ช่วยเลี้ยงซะก่อน อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่ได้เป็นคนลำบากเลี้ยงลูกเอง ลองมาให้เลี้ยงเองสิครับ รับรองไม่อยากมีติดๆ กันหรอก

คุณแม่ที่อายุมาก กว่าจะหา กว่าจะเลือกสามีได้สำเร็จก็อายุปาเข้าไปซะเยอะแล้ว พอคิดจะมีลูกนี่เองถึงได้รู้สึกว่าชักจะอายุมากเกินไป พอมีลูกไปคนหนึ่งก็เลยไม่อยากเว้นนาน ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสเกิดปัญญาอ่อนในลูกก็สูงขึ้นด้วย รีบๆ มีลูกต่อกันไปเลยนี่แหละจะได้ไม่อายุมากเกิน เหนื่อยทีเดียว อีกหน่อยตอนแก่แล้วจะได้สบาย

สรุปแล้วพวกที่อยากมีลูกติดๆ กันไปเลยก็มีไม่กี่จำพวกหรอกครับ พวกแรกก็พวกเผลอท้องไม่ทันคุม พวกที่สองก็พวกเข้าใจผิดคิดว่าแย่งลูกกินนมแล้วจะไม่ท้อง พวกที่สามก็พวกคลอดแล้วให้คนอื่นเลี้ยง พวกที่สี่ก็พวกท้องตอนอายุมาก
  • ท้องถี่ ดีไม่ดีตรงไหน
พอท้องขึ้นมาหลายคนก็กลุ้มใจล่ะทีนี้ กลัวกันไปต่างๆ นานาว่าท้องติดๆ กันจะเป็นอะไรหรือเปล่า มดลูกจะครากมั้ย จะแท้งมั้ย อยากจะท้องก็ท้องกันได้เลยครับ ไม่มีปัญหา เพราะกว่ามดลูกจะโตขึ้นมาอีกที ก็อีกตั้งหลายเดือนข้างหน้า ป่านนั้นอะไรต่ออะไรก็มักจะเข้าที่เข้าทางกันหมดแล้ว เท่าที่เจอๆ มาที่เร็วสุดก็คลอดได้แค่สามเดือนก็ท้องต่อเลย แถมที่คลอดมาไม่ได้คลอดเองด้วยนะ

ในรายที่ผ่าตัดคลอดถ้าบังเอิญเผลอท้องขึ้นมา ก็สามารถท้องต่อไปโดยไม่แตกต่างอะไรกับท้องปกติหรอกครับ แผลที่มดลูก แผลที่หน้าท้องมันหายเร็วจะตายไป แล้วกว่าท้องจะขยาย มดลูกจะโตก็อีกตั้งนาน หลายคนก็อาจกลัวกันว่าแผลเดิมที่ผ่าไว้ยังติดกันไม่สนิท มดลูกจะแตกตายซะก่อน บางคนถึงกับไปทำแท้งเอาลูกออก เชื่อมั้ยครับว่า เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นเลยครับที่ท้องๆ อยู่ดีๆ แล้วท้องแตกตาย ไม่ว่าจะคลอดเองหรือจะผ่าท้องคลอด ในแง่ของการตั้งครรภ์แล้วก็ดูแลไม่ต่างกันกับคนที่ท้องห่างๆ สักเท่าไหร่ เพียงแต่แม่จะดูเหนื่อยดูโทรมกว่าปกติไปสักหน่อย

ข้อดีของการมีลูกติดๆ กันก็มีเยอะนะครับ ลูกมันจะได้อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน โตมาด้วยกัน เล่นมาด้วยกัน ก็มักจะสนิทสนมกันมากกว่าพี่น้องที่วัยห่างกันมากๆ วัยที่ใกล้กันเวลาโตขึ้นมาก็เป็นทั้งพี่น้อง เป็นทั้งเพื่อนที่คอยดูแลให้คำปรึกษากันได้ เกิดเป็นพ่อแม่ก็ต้องรู้นะครับว่าเรื่องบางเรื่อง เด็กก็ไม่ปรึกษาพ่อแม่หรอก เรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ต้องคุยกับเพื่อนก่อนเป็นคนแรก ยกเว้นแต่ถ้าเป็นเรื่องเงินแล้วนี่แหละถึงกลับมาหาเรา
  • วางแผนดี มีแต่สบาย
ในคุณแม่ที่มีลูกห่างๆ ก็จะสบายหน่อย มีทีละคนค่อยเป็นค่อยไป โตแล้วค่อยท้องใหม่ คลอดออกมาก็ให้พี่ช่วยเลี้ยงน้อง เบาแรงไปอีกต่างหาก ครอบครัวเล็กๆ รุ่นใหม่ก็เป็นแบบนี้กันเยอะครับ หลังคลอดก็คุมกำเนิดเอาไว้ก่อนสักสองปีแล้วค่อยปล่อย กะว่าท้องหน้าคลอดแล้วลูกคนโตจะสามขวบพอดี พอคนที่สองคลอด คนโตก็เข้าอนุบาล อยู่บ้านเลี้ยงลูกอ่อนคนเดียวสบายๆ ตอนเย็นลูกกลับมาจากโรงเรียน คุณพ่อก็กลับมาจากที่ทำงานช่วยกันเลี้ยงไม่ต้องเป็นภาระกับคุณแม่มาก วางแผนดีๆ ก็จะได้ไม่เหนื่อยมากยังไงครับ

แต่ถ้าจะเว้นห่างกันเกินกว่าสามปีก็ดูจะมากไปซะหน่อย เพราะยิ่งห่างกันมากลูกก็จะต่างวัยกันมาก คนโตก็มักจะไปเล่นคลุกคลีอยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันซะมากกว่า ถ้ามีลูกติดๆ กัน โตมาด้วยกัน เล่นมาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทะเลาะกันทุกวัน แย่งของเล่นกัน มันมีเรื่องที่ต้องจดจำผูกพัน กันมากกว่าลูกที่วัยห่างกัน
เรื่องสุดท้ายที่ลืมไม่ได้เลย ก็คงเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นแหละครับ มีลูกหนึ่งคน จนไปเจ็ดปี ยิ่งมีลูกติดๆ เห็นทีต้องคิดหนักเหมือนกัน ไหนจะค่าน้ำค่านม ค่าเสื้อผ้า ค่าเล่าเรียน ค่าแป๊ะเจี๊ยะ เยอะแยะที่เป็นรายจ่าย ถ้ายังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่ จะให้ดีมีลูกเว้นระยะสักหน่อยก็สวยนะครับ อย่างน้อยสัก 2 ปีกำลังเหมาะ แต่ถ้ามีเงินเยอะจนใช้ไม่ทัน ทำลูกมาติดๆ กันเป็นโหลมาช่วยใช้ก็เห็นจะไม่มีใครว่าหรอกครับ

(update 13 มกราคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 94 สิงหาคม 2546 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 ต.ค. 2009 at 10:34 Share
PREGNANCY PANIC ปฏิบัติการเผชิญหน้าและก้าวผ่าน


การตั้งครรภ์นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ผู้หญิงเรามากมาย นับตั้งแต่แถบสีบนเครื่องตรวจวัดการตั้งครรภ์เริ่มปรากฏขึ้น จนถึงวินาทีแห่งการคลอด ช่วงระยะเวลา 9 เดือนของการถือกำเนิด ครรภ์ค่อยๆ เติบโตขึ้น ล้วนเป็นประสบการณ์น่าประทับใจ แต่คุณแม่หลายคนก็มีความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

บทสำรวจความคิดเห็นของคุณแม่ตั้งครรภ์ของนิตยสาร Modern Mom ในงานรักลูกเฟสติวัล 2006 และใน www.- โฆษณาแฝง wtn2 -.com จำนวนกว่า 1,000 คน พบว่า คุณแม่ยุคใหม่เผชิญหน้ากับความวิตกกังวลหลายเรื่อง และสามารถนำมาสรุปเป็น 7 อันดับความกังวล ที่ Special ฉบับนี้พร้อมปฏิบัติการก้าวข้ามผ่านวิกฤติความกลัว เพื่อผลลัพธ์ที่รอคอย คือลูกน้อยนั่นเองค่ะ


7. กลัวไม่สวย
“แต่งตัวไม่ได้เหมือนเก่า หน้าก็มัน ผิวก็ลาย อ้วนก็อ้วน ชั้นจะสวยเหมือนเก่าได้ไหมเนี่ย”

Don't Panic
ผู้หญิงร้อยละ 80 เมื่อท้องแล้วจะยิ่งสวยขึ้นนะคะเพราะฮอร์โมนจะทำให้ผิวพรรณผุดผาด เปล่งปลั่ง น้ำหนักตัว หน้าอกก็ดูเต่งตึงกระชับมากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณแม่ดูแลตัวเองดีๆ คำว่าไม่สวยไม่เกิดขึ้นแน่ๆ อันดับแรกคือการดูแลเรื่องอาหาร กินให้ครบมื้อครบหมู่แต่ปริมาณไม่มากเกินไป แต่งกายสวยสดใสโดยโยนชุดคลุมท้องแบบเก่าๆ ทิ้งซะ เลือกชุดทันสมัยแต่เลือกไซส์ใหญ่ขึ้นก็เปรี้ยว ซ่าส์ได้แล้ว ส่วนการดูแลผิวพรรณก็อย่าลืมขยันหมั่นทาครีมทุกวันโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ต้นขา รับรองผิวไม่ลายแน่นอนคุณแม่ควรอย่าลืมว่า ถ้าคุณแม่ดูแลสุขภาพให้ดีทั้งภายนอก ภายใน ก็ส่งผลให้ลูกในครรภ์สุขภาพดีไปด้วยค่ะ

6. กลัวสามีนอกใจ
“ฉันท้องโตแบบนี้สามีจะแอบไปมีกิ๊กใหม่นี่”

Don't Panic
ภาวะการตั้งครรภ์ ทำให้คุณแม่มีร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป คุณแม่บางคนจึงอาจจะคิดว่าตนเองไม่สวย รูปร่างไม่ดีแล้วสามีจะไม่รักเหมือนเดิม ยิ่งบางคนมีเซ็กซ์ไม่ได้ตามปกติ ก็ยิ่งกลัวสามีเบื่อ แอบออกนอกลู่นอกทางไปมีกิ๊กหรือมีเมียน้อย คุณแม่บางคนมีฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งคิดมาก น้อยอกน้อยใจสามี แค่ไม่กลับบ้านตรงเวลาก็พานคิดว่าสามีนอกใจไปเลยก็มี หลังคลอดก็ต้องรีบไปรีแพร์ให้ช่องคลอดกระชับเหมือนเดิม

แต่ในความจริงแล้ว ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่และสามีก็ยังมีวิธีนะคะ การสัมผัสคำพูด หรือการมีเซ็กซ์ซึ่งก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามแต่อย่างใดเสน่ห์ของผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็มัดใจสามีได้แล้ว ฝ่ายคุณสามีก็ควรเอาอกเอาใจภรรยามากขึ้นตระหนักไว้หน่อยก็ว่าได้ เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนคุณแม่จึงอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย การเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นการประนีประนอมที่ดีที่สุดค่ะ

5. กลัวแท้ง
“ฉันเคยแท้งมาแล้วครั้งหนึ่งท้องนี้กลัวแท้งอีกจังเลย”

Don't Panic
การแท้งคืออาการที่แม่มีเลือดออกทางช่องคลอดในระยะการตั้งครรภ์ สาเหตุส่วนใหญ่ 3 ใน 4 รายเกิดจากความผิดปกติในตัวเด็กที่ไม่ยอมเจริญเติบโตเลย ธรรมชาติจึงช่วยขับออกไปจากร่างกาย ส่วนสาเหตุที่เกิดจากแม่ก็คือมดลูกผิดปกติ อุบัติเหตุ การใช้ยาบางชนิด อีกกรณีหนึ่งคือตกเลือดหลังจากทั้งท้อง 6 เดือน อาจเกิดจากรกเกาะต่ำหรือรกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งอาจไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด

ถ้าคุณแม่พบว่าตนเองมีเลือดออกมาจากช่องคลอดให้รีบติดต่อคุณหมอที่ทำการฝากครรภ์ทันที และคุณหมอจะตรวจหาและให้คุณแม่พักผ่อนมากๆ งดการทำงานหนัก การมีเพศสัมพันธ์ ก็อาจจะไม่แท้ง

การป้องกันการแท้ง แม้ยังไม่มียาหรือวิธีที่ได้ผลแน่นอน แต่การปรึกษาและฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดการแท้งได้ คุณแม่เคยแท้งมาแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะมีการแท้งซ้ำ แต่ควรรอประมาณ 3-6 เดือนให้อวัยวะภายในแข็งแรงดีก่อนจึงค่อยตั้งท้องอีกครั้ง

ส่วนคุณแม่ที่ภาวะรกเกาะต่ำหรือรกลอกตัวก่อนกำหนดนั้น คุณแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ ระวังไม่ให้มีอาการกระทบกระเทือน และอาจมีการผ่าตัดคลอดก่อนครบกำหนดเพื่อป้องกันแม่ตกเลือดมาก ซึ่งปัจจุบันเด็กคลอดก่อนกำหนดถ้าได้รับการดูแลดีๆ น้ำหนักก็จะขึ้นตามปกติและแข็งแรงได้ในระยะเวลาไม่นานค่ะ

4. กลัวค่าใช้จ่ายในการคลอดและการเลี้ยงลูก
“แค่ฝากครรภ์ก็เสียเงินเยอะแล้ว อัลตราซาวนด์ก็ตั้งหลายพัน คลอดแล้วยังต้องซื้อของใช้ให้ลูกอีก”

Don't Panic
เห็นบิลค่าใช้จ่ายแต่ละที คุณแม่รู้สึกปวดใจ ถ้าไม่มีเงินเก็บดีๆ มีหวังเงินไม่พอกับการใช้จ่ายแน่ๆ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการตั้งครรภ์และการคลอดของคุณแม่มีหลายอัตราให้คุณแม่เลือก ตั้งแต่การฝากครรภ์ว่าจะฝากที่โรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน ซึ่งถ้าคุณแม่เลือกโรงพยาบาลของรัฐค่าใช้จ่ายก็จะถูกกว่าแต่ถ้าโรงพยาบาลเอกชน แน่นอนว่าย่อมมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็สะดวกสบายและมีรูปแบบการคลอดที่หลากหลายมากกว่ามาให้คุณแม่เลือก ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแม่นะคะว่าจะเลือกแบบไหน

ส่วนการทำอัลตราซาวนด์ ทำในช่วง 5-6 เดือนครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะบอกอะไรมากแล้ว แต่ถ้ามีความจำเป็นหรือผิดปกติ คุณหมอจะตรวจดูเพิ่มให้

การซื้อของใช้ให้ลูก มีทั้งแบบผลิตใน-นอกประเทศให้เลือก อย่างเช่นเสื้อผ้าของลูก คุณแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อเยอะหรอกค่ะ เพราะลูกโตแล้ว ต้องเปลี่ยนไซส์บ่อยแน่ๆ และของบางอย่างก็สามารถซื้อของมือสองมาใช้ได้ เช่น เปล หรือคาร์ซีต วางแผนค่าใช้จ่ายดีๆ มีเงินเหลือเก็บให้ลูกตั้งแต่เด็กยันโตได้นะคะ


3. กลัวการเลี้ยงลูก
“ไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อนเลยถ้าลูกหิว ลูกร้อง จะทำยังไงดีนี่”

Don't Panic
คุณแม่ทุกคนย่อมเผชิญหน้ากับการเลี้ยงลูกวันแรกด้วยกันทั้งนั้น และก็สามารถผ่านไปได้ การอุ้มลูก อาบน้ำ หรือป้อนนมให้ลูกเป็นครั้งแรกในชีวิต คุณแม่ย่อมมีความตื่นเต้น จึงควรหาข้อมูลและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการอาบน้ำป้อนนมลูกให้พร้อมและเตรียมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องไว้ให้ดีเมื่อถึงเวลาลูกร้องหรือหิว คุณแม่จะได้ทำให้ทันที

นอกจากนี้ การมีผู้ช่วย ไม่ว่าจะเป็น คุณยายคุณย่าหรือพี่เลี้ยง ก็ทำให้คุณแม่รู้สึกเบาใจมากขึ้นว่ามีที่ปรึกษาอยู่ใกล้ตัว ส่วนคุรแม่ที่ไม่มีผู้ช่วยก็อย่าเพิ่งกังวลไปเลยปัจจุบันมีตำรับตำรามากมายสำนักพิมพ์ตลอดจนเว็บไซต์ต่างๆ ให้เลือกอ่าน

2. กลัวการคลอด
“เค้าว่ากันว่า การคลอดเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเจ็บมากที่สุดในชีวิต”

Don't Panic
การคลอดเป็นสุดยอดแห่งความกังวลของคุณแม่ ความเจ็บปวดระหว่างคลอดนั้น ปัจจุบันมีวิทยาการมากมายที่เอื้อให้คุณแม่ผ่อนคลายความเจ็บปวด เช่น แพทย์จะฉีดยาบรรเทาปวดให้ในปริมาณที่ไม่อันตรายกับคุณแม่และลูกในครรภ์ บางโรคพยาบาลจะฉีดยาชาเข้าที่ไขสันหลัง จะช่วยให้คุณแม่ไม่ปวด อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้มาก คือการฝึกการหายใจ ฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งเตรียมกับการเผชิญความเจ็บปวด ฝึกสมาธิ และผ่อนคลาย นอกจากนี้คุณแม่ยุคใหม่หลายคนก็ยังไปออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายและอุ้งเชิงกรานแข็งแรงจะได้คลอดง่าย เช่น โยคะ ออกกำลังกายในน้ำ เป็นต้น หรือการที่คุณแม่มีความรู้ในเรื่องการคลอดก็จะช่วยลดความกลัว ความวิตกกังวลในสิ่งที่ไม่รู้ได้

1. กลัวลูกไม่ครบ 32
“ฉันกลัวว่าคลอดลูกมาแล้วจะไม่ครบ 32 กลัวลูกพิการ หรือเกิดมาแล้วป่วยไข้ไม่สบายถ้าลูกเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันต้องแย่แน่ๆ”

Don't Panic
ความพิการที่เกิดขึ้นกับลูกในครรภ์นั้น เกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ คุณแม่อายุมากเกินไป คุณแม่ถูกสารเคมีระหว่างการตั้งครรภ์ในปริมาณมาก เช่น สารไดออกซิน สารปรอท มีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ เช่น กล้ามเนื้อลีบ ปัญญาอ่อน ตาบอด หูหนวก หรือจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น แม่ติดเชื้อหัดเยอรมันในระยะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก กินยาแก้สิว ยาแก้อักเสบ ยากันชัก แอลกอฮอล์ รวมทั้งสาเหตุที่เกิดจากความผิดปกติต่างๆ ในระหว่างคลอด วิธีป้องกันคือคุณแม่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงสารเคมีอันตรายให้ดี ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ ส่วนคุณแม่ที่เคยมีกรรมพันธุ์พิการควรวางแผนครอบครัวให้ดีก่อนการตั้งครรภ์ การตรวจอัลตราซาวนด์และตรวจวินิจฉัยก่อนการคลอด แม้จะบอกความสมบูรณ์ไม่ได้ 100% แต่ก็ช่วยได้มาก



ความกลัวหรือความหวาดวิตกขณะตั้งครรภ์ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคน เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อน ซึ่งความกลัวก็แบ่งไปตามระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ เช่น ท้องใหม่ๆ ก็กลัวแพ้ท้อง พอท้องแก่ก็กลัวการคลอด ส่วนแม่ยุคใหม่ก็วิตกเรื่องเงิน

สวัสดิการ คลอดกลับมาแล้วจะมีงานทำหรือไม่ ส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลในสังคมเป็นข้อมูลด้านเดียวเยอะ อะไรตื่นเต้นหวาดเสียวก็ถูกนำมาเสนอ ซึ่งคุณแม่ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ พยายามเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ ที่สำคัญคนรอบข้าง สามี ญาติ หมอ พยาบาล ต้องช่วยในเรื่องการคิดเชิงบวกให้มากๆ

มีนะ สพสมัย
กรรมการมูลนิธิส่งเสริมการคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แห่งประเทศไทย




Begin the Journey (Don't Panic on the Way !)

Week 1 ตื่นเต้นกับการรูว่าตนเองต้องมีลูก
Don't Panic
วางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพ กินวิตามิน ระวังอย่าถูกสารเคมีในช่วงนี้ เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ เอกซเรย์ ยาฉีดยุง ฯลฯ
Week 2 ปัสสาวะเริ่มขึ้น ถ้ากินยาอะไรอยู่ตอนนี้ก็ควรบอกว่าเราท้อง

Week 3
Don't Panic
อาจมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย เนื่องจากไข่ที่ผสมแล้วเข้าฝังตัวที่โพรงมดลูกและร่างกายกำลังสร้างสารโปรตีน EPF เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายคิดว่าลูกคือสิ่งแปลกปลอม
Week 4
Don't Panic
แม่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น รู้สึกเหนื่อย อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายเพราะฮอร์โมนกำลังเปลี่ยนนั่นเอง
Week 5
Don't Panic
อาจรู้สึกเสียวแปลบบริเวณหน้าอก ปวดหัวบ่อยๆ เพราะฮอร์โมนเพิ่ม แต่บางคนก็ไม่มีอาการนี้ บางคนมีอาการแพ้ท้อง แต่แม่บางคนก็อาจไม่แพ้ท้องกัน
Week 6
Don't Panic
คลื่นเหียนอาเจียนรุนแรง แพ้ท้อง หน้าอกเริ่มขยายลานนมสีเข้มขึ้น
Week 7 ผิวหน้าของคุณแม่เริ่มมีสิวหรือฝ้าเพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน คุณแม่รู้สึกเป็นเด็กอีกครั้ง เพราะต้องมองหาคลาสเรียนเพิ่ม เช่น เรียนออกกำลังกาย การเตรียมคลอดตามโรงพยาบาลต่างๆ เป็นต้น

Week 8 คุณแม่ควรไปพบคุณหมอเป็นครั้งที่ 1 หรือ 2 ได้แล้ว โดยสิ่งที่หมอจะตรวจ ได้แก่ ปัสสาวะ ความดันเลือด น้ำหนัก ขนาดของเชิงกราน เลือด ภูมิคุ้มกัน ประวัติ สุขภาพของครอบครัวระยะการไปตรวจครรภ์ของคุณแม่จะมีความยาวไม่เท่ากัน และเมื่อไปพบแพทย์จึงเป็นเวลาที่คุณแม่จะถามทุกคำถาม

Week 9
Don't Panic
อาจมีเลือดออกตามไรฟันได้ง่ายควรรักษาความสะอาดในช่องปากและแปรงฟันเบาๆ
Week 10
Don't Panic
หน้าท้องของคุณแม่เริ่มห้อยลงมาแล้ว อย่าลืมวัดส่วนขยายนี้ไว้ด้วยล่ะ
Week 11 น้ำหนักเริ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่มากนักในไตรมาสแรกประมาณ 1-2 Ibl ควรดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการ เพราะคุณกิน 2 คน คุณแม่ต้องการสารอาหาร 300-500 แคลอรีต่อวันหลีกเลี่ยงจังก์ฟู้ดทั้งหลาย ควรกินผักผลไม้และโปรตีนให้มาก

Week 12 คุณแม่เริ่มสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น การเสี่ยงต่อการแท้งก็ลดลงแล้ว
Week 13 เริ่มไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่เริ่มรู้สึกดีที่สุด ผ่อนคลายคนรอบข้างจะเริ่มเข้ามาดูแลคุณมากขึ้น

Week 14 ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนแปลง เช่น
Don't Panic
เส้นสีดำบริเวณกลางท้องเห็นชัดขึ้น ลานนมสีเข้มและใหญ่ขึ้น
Week 15 หัวใจของคุณแม่ทำงานหนักขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างออกซิเจนให้ลูกเตรียมซื้อเสื่อผ้าชุดใหม่ที่ตัวเก่าเริ่มคับได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อชุดคลุมท้องเชยๆ แต่สามารถใส่ชุดสวยเปลี่ยนไซส์ให้ใหญ่ขึ้นได้

Week 16 เริ่มรู้สึกถึงว่าลูกดิ้น แต่ถ้าเป็นคุณแม่ท้องแรกอาจจะรู้สึกช้ากว่านี้ก็ได้
Don't Panic
เป็นเรื่องที่ผิดปกติถ้าคุณแม่ยังไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นจนถึงสัปดาห์ที่ 22-24 แล้ว
Week 17 เนื่องจากการเพิ่มของความดันเลือด คุณแม่รู้สึกเหนื่อยง่าย คัดจมูก ไม่ต้องกังวล

Week 18 คุณแม่เริ่มรู้สึกว่านอนไม่ค่อยหลับ
Don't Panic
เพราะร่างกายเปลี่ยนจึงควรจัดท่านอนให้ถูกต้องหาหมอนมารองพุงปัสสาวะก่อนนอน
Week 19 เริ่มมองหาวิธีการคลอดหรือเข้าชั้นเรียนการคลอดได้แล้ว เพื่อช่วยให้คลอดง่าย และลดความเครียดระหว่างคลอด ลองหาคลาสที่เหมาะกับเวลาของคุณแม่

Week 20 คุณแม่มาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้วเพราะท้องที่ใหญ่ขึ้นทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากมากขึ้น เพราะอวัยวะภายในถูกมดลูกขยายตัวไปกดทับอาการนี้จะสิ้นสุดเมื่อลูกเคลื่อนที่มาสู่อุ้งเชิงกราน หรือประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนคลอดคุณแม่ยังฉี่บ่อยขึ้น

Week 21 คุณเริ่มสนุกกับการทายเพศแล้วล่ะ มีเทคนิคตลกๆ เช่น ท้องแหลมหรือกลม แต่วิธีที่แน่นอนที่สุดก็คือการไปอัลตราซาวนด์ดูนั่นเอง

Week 22 เซ็กซ์ของคุณแม่บางคนเปลี่ยนไป
Don't Panic
ลองมองหาวิธีทางเลือกอื่นในการมีเพศสัมพันธ์ดู ไม่ต้องห่วงว่าจะอันตรายถึงลูกเพราะเด็กจะมีถุงน้ำคร่ำอยู่ และสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้จนคลอดแต่ต้องเลือกท่าทางที่เหมาะสม
Week 23 คุณแม่เริ่มเสียวแปลบบริเวณท้องน้อย
Don't Panic
อาการนี้บอกท่าทางของลูกในท้องแม่บางคนกังวลเรื่อง “ท้องใหญ่” หรือ “ท้องเล็ก” ซึ่งขนาดของท้องจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักและกรรมพันธุ์ของคุณแม่ด้วย
Week 24 คุณแม่เริ่มสังเกตการขยับตัวหรือการดิ้นของลูกได้ เป็นการบอกด้วยว่าลูกตื่นหรือหลับตอนไหน

Week 25 คุณแม่ควรสังเกตสัญญาณการคลอดก่อนกำหนดไว้ให้ดี
Don't Panic
จะมีอาการท้องตึงเจ็บเป็นพักๆ อาจมีมุกเลือดออกจากช่องคลอด ถ้ามีอาการควรปรึกษาแพทย์และงดงานที่ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานานๆ
Week 26 ลองหาท่าทางที่เหมาะในการนอน เดิน นั่ง

Week 27 ย่างเข้าไตรมาสที่ 3 แล้วค่ะ น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นทีเดียว
Don't Panic
น้ำหนักจะลดลงหลังคลอดเอง คุณแม่ควรกินเพื่อสุขภาพของแม่และลูกให้มากๆ หน้าอกขยายและมีน้ำหนักมากขึ้น คือ ก่อนตั้งท้อง 7 ออนซ์ ถึงตอนนี้ 28 ออนซ์เลยทีเดียว
Week 28 คุณแม่ต้องไปพบคุณหมอบ่อยขึ้นถึง 2 อาทิตย์ต่อครั้งแล้วค่ะ เริ่มมองหาวิธีการคลอดที่เหมาะสมได้แล้ว ซึ่งควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างคุณสามี และคุณหมอ คุณแม่บางคนเริ่มมีน้ำนมไหลซึม
Don't Panic
แต่คนที่น้ำนมไม่ไหลก็ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด
Week 29 คุณแม่ควรอยู่ในอิริยาบถท่าทางที่เหมาะสมกินอาหารที่มีประโยชน์พักผ่อนมากๆ ระวังอาการปวดหลัง สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้ลมหายใจฟอกปอด

Week 30 การออกกำลังกายช่วยให้คุณแม่แข็งแรงและสุขภาพดี และทำให้คลอดง่าย ถ้าคุณแม่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย ก็ควรเดินหรือว่ายน้ำสั้นๆ

Week 31 คุณแม่อาจรู้สึกปวดหรือแสบท้อง กระดูกเชิงกราน และซี่โครง
Don't Panic
ระยะนี้ลูกตัวใหญ่เต็มช่องท้องของคุณแม่แล้ว คุณแม่บางคนกินอาหารลดลงและมีอาการปวดหลังคุณแม่จึงควรมีท่าเดินที่เหมาะสม ออกกำลังกายและยึดกล้ามเนื้อเป็นกระจำ
Week 32 การคลอดทำให้คุณแม่กังวลมากขึ้น ทั้งเรื่องความเจ็บปวด
Don't Panic
การเรียนรู้เรื่องเทคนิคการหายใจช่วยให้คุณแม่บรรเทาความเจ็บปวด
Week 33 คุณแม่อาจสังเกตเห็นศอกหรือเข่าของลูกกระทุ้งออกมาแล้ว
Don't Panic
หาข้อมูลเรื่องการคลอด ชีวิตหลังคลอดและการเตรียมเลี้ยงลูกได้แล้ว
Week 34 ร่างกายของคุณแม่พร้อมสำหรับการคลอดแล้ว

Week 35 ยิ่งใกล้คลอด คุณแม่ยิ่งจะนอนหลับยากขึ้นกว่าเดิม
Don't Panic
บางคนบอกว่านี่เป็นการเตรียมตัวสำหรับการเลี้ยงลูกแรกเกิดคุณแม่อาจจะลุกขึ้นฉี่ทุก 45 นาที และกลับไปนอนลำบาก
Week 36 คุณแม่อาจต้องไปหาคุณหมอทุกอาทิตย์จนกว่าจะคลอด เด็กเริ่มกลับหัวแล้ว มีเพียง 4% เท่านั้นที่ไม่กลับหัว
Don't Panic
การออกกำลังกายช่วยได้บ้างแต่ถ้าเด็กไม่กลับหัวอาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัด
Week 37 ลองไปทัวร์หรือสำรวจห้องคลอดที่คุณแม่เตรียมไว้บ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคย รู้จักความแตกต่างของอาการเจ็บจริงหรือเจ็บเตือน

Week 38
Don't Panic
คุณแม่รู้สึกกระตุกหรือตุงบริเวณช่องคลอด วางแผนว่าจะพาใครเข้าไปในห้องคลอดด้วยเตรียมของที่จะนำไปใช้ในโรงพยาบาลให้พร้อม
Week 39 ลูกกลับหัวมาเตรียมรอคลอดที่อุ้งเชิงกรานแล้วปากมดลูกนิ่มและขยายคุณหมอจะตรวจการขยายตัวของปากมดลูก
Don't Panic
เรากำหนดเวลาตายตัวของการคลอดไม่ได้แต่ก็ควรมีข้อสังเกตง่ายๆ เช่น มีน้ำเดิน
Week 40 แม่ท้องที่สุขภาพดีก็พร้อมที่จะคลอด แต่มีเพียงคุณแม่ 4% เท่านั้นที่จะคลอดในวันที่กำหนด มักจะคลอด 2 สัปดาห์ก่อนและหลังการกำหนดคลอดเพราะเป็นการคาดวันคลอดที่เป็นช่วงเวลาเท่านั้นเพราะฉะนั้นการเตรียมพร้อมไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ.


(update 26 ตุลาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.128 June 2006]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 ต.ค. 2009 at 10:38 Share
หัวปีคลอด ท้ายปีท้อง


การตั้งท้องครั้งแรกถือเป็นเรื่องใหม่มหัศจรรย์น่าตื่นเต้นและท้าทายสำหรับคุณแม่มือใหม่ แต่สำหรับท้องสองความรู้สึกตื่นเต้นอาจจะน้อยลงเนื่องจากมีประสบการณ์จากการท้องแรก แต่ก็ไม่วายที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจนได้ถ้าท้องสองถี่เกินไป ยิ่งเป็นคุณแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านและมีภาระหน้าที่รับผิดชอบ รวมทั้งเจ้าคนโตของคุณที่ยังเล็กเหลือเกิน แบบนี้การท้องสองถือว่าเป็นงานหนักทำให้คุณแม่เกิดความเครียดได้มาก และยิ่งถ้าไม่มีเวลาพักผ่อนก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ระหว่างตั้งท้องสูงขึ้นได้


อย่างนี้ถือว่าท้องติดกัน
1. ตั้งท้องเร็วเกินไปยิ่งช่วงหลังคลอดคนแรกใหม่ๆ
2. ลูกคนแรกยังเล็ก ช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้
จริงอยู่ว่าสองสาเหตุนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายคุณแม่ แต่การดูแลสุขภาพที่ดีขณะตั้งท้องก็ช่วยให้คุณแม่และคุณลูกปลอดภัยได้ อย่างไรก็ดีภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นก็สามารถป้องกันได้จากการที่คุณแม่มีความรู้และพยายามดูแลตัวเองเป็นอย่างดี

ทางที่ดีคุณแม่ควรตั้งท้องห่างกันอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ร่างกายคุณแม่ฟื้นตัวจากการท้องแรก รูปร่างและน้ำหนักตัวเริ่มเข้าที่ หรือลูกคนแรกก็อาจเริ่มเข้าโรงเรียนทำให้คุณแม่ไม่รู้สึกว่าทรุดโทรมหรือเหนื่อยมากจนเกินไป เพราะลูกคนแรกช่วยเหลือตนเองได้แล้ว อีกทั้งเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ก็ใช้ต่อด้วยกันได้ ไม่ต้องซื้อหาใหม่ประหยัดเงินได้อีกด้วย ลูกไม่รู้สึกเหงาเพราะวัยไล่เลี่ยเป็นเพื่อนเล่นกันได้


คำแนะนำสำหรับแม่ท้องสอง
1. ฝากท้องเรื่องจำเป็น
คุณแม่ควรฝากท้องทันทีเมื่อรู้ว่าท้องโดยเฉพาะคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูงต้องได้รับคำแนะนำในการตรวจพิเศษต่างๆ

2. กินเพื่อฟื้นฟู
ดูแลตัวเองในด้านโภชนาการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกคนแรกไม่กี่เดือนควรจะเน้นอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง ลดอาหารจำพวกแป้งและไขมัน กินยาบำรุงเลือดตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง บุหรี่ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

3. น้ำหนักเรื่องต้องคุม
ท้องสองคุณแม่อาจจะรู้สึกว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าปกติโดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรคนแรกไม่กี่เดือน ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะเดิมดังนั้นจึงควรควบคุมอาหารให้ดี อย่าให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป พยายามให้น้ำหนักตัวเพิ่มทีละน้อยตามเกณฑ์ บางครั้งคุณแม่อาจรู้สึกเหนื่อยมาจากการเลี้ยงลูกคนแรก ทำให้เบื่ออาหาร ทานไม่ลง ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อทารกในครรภ์ได้ คุณแม่ที่มีภาวะโภชนาการที่ดีจะมีน้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ปกติ ถ้าน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามที่ควรจะเป็นก็ควรเพิ่มปริมาณสารอาหารตามความเหมาะสม

4. เตรียมใจให้พร้อม
เมื่อรู้ว่าท้องคุณแม่อาจจะเกิดความลังเล ความกังวลใจ ความไม่พร้อม ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเครียดขึ้นมาจนทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สดชื่นไม่สบายใจในการท้องครั้งใหม่ คุณแม่ต้องคอยพยายามปรับตัวเตรียมใจให้พร้อมที่จะต้องรับสมาชิกใหม่ มั่นใจต่อการท้องครั้งนี้ให้มากให้คิดว่าเป็นความโชคดีที่เคยมีประสบการณ์จากท้องแรกมาแล้ว และหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะส่งผลเสียต่อตัวคุณแม่และลูกน้อย

5. Balance Time
คุณแม่ควรมีเวลาพักผ่อนให้มากกว่าท้องแรก เพราะจะเหนื่อยจากการเลี้ยงลูกควรแบ่งเวลาและจัดแบ่งงานที่ทำตามลำดับความสำคัญ งานบ้านที่ไม่จำเป็นต้องทำบ่อยๆ ก็ให้ลดความถี่ลงบ้าง คุณพ่อควรช่วยเลี้ยงลูกในเวลากลางคืนก็จะทำให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น

6. ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายช่วยให้คุณแม่คลายเครียด รู้สึกสดชื่น กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น อาจจะเป็นการเล่นโยคะกายบริหารเล็กน้อย แต่ถ้าไม่มีเวลาออกกำลังกายก็สามารถเลือกใช้เวลาระหว่างการดูแลลูกคนแรกมาออกกำลังกายร่วมด้วย เช่น การพาลูกคนแรกนั่งรถเข็นเดินเล่น

สภาพจิตใจแม่ท้องสอง

นอกจากสภาพร่างกายที่คุณแม่จะต้องดูแลเป็นพิเศษแล้ว สภาพจิตใจก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะด้วยสภาพร่างกายของคุณแม่ท้องที่เริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อยากพักผ่อน แต่ขณะเดียวกันหากลูกคนแรกยังเล็กก็ต้องการการดูแลเอาใจใส่จากคุณแม่ ซึ่งกรณีนี้จะทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่ายซึ่งเป็นสาเหตุให้อารมณ์แปรปรวน ทั้งยังไม่มั่นใจกับสภาพร่างกายตัวเอง กังวลว่าสามีจะเบื่อหน่าย ซึ่งภาวะเช่นนี้อาจจะทำให้คุณแม่เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งไม่ดีแน่สำหรับคุณแม่ที่ท้องและต้องเลี้ยงลูกเล็กดังนั้นทางที่ดีคุณแม่ควร
1. ปรับตัวปรับใจ ปรับทัศนคติ มาเป็นการยินดีกับสมาชิกใหม่ที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในบ้าน

2. ดูแลตัวเองให้สดชื่นแจ่มใส แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สดใส หาเวลาไปเสริมสวยทั้งทำผม ทำเล็บ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ ชวนสามีเที่ยวนอกบ้าน หมั่นพูดคุยกับปู่ ย่า ตา ยาย ถือเป็นกำลังใจที่ดีให้กับตัวคุณแม่เอง

3. คุณพ่อต้องแบ่งเบาภาระการเลี้ยงลูกคนแรก ให้กำลังใจและพูดคุยแต่เรื่องที่ดีจะช่วยลดบรรยากาศตึงเครียดในบ้านลงได้

    ข้อห้ามแม่ท้องสอง
    1. อย่าคิดว่าท้องสองแล้วไม่ฝากท้องเพราะมีประสบการณ์ก่อนเลยซื้อยามากินเองแบบนี้คุณแม่จะไม่รู้ถึงความผิดปกติและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้เลย

    2. ท้องแรกกับท้องสองไม่เหมือนกับการเปิดเทปเพลงซ้ำใหม่นะคะ เพราะบางครั้งท้องแรกคลอดง่ายแต่ท้องสองคลอดยาก อาจจะต้องผ่าตัดคลอดหรือท้องแรกปกติดีแต่ท้องสองอาจจะมีภาวะครรภ์เป็นพิษก็ได้

    3. ถ้าลูกคนแรกยังเล็กและยังกินนมแม่หรือติดการดูดนมอยู่ คุณแม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้อย่านมทันที เพราะการให้ลูกดูดนมจะเพิ่มฮอร์โมนชื่อ Oxytocin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง ทำให้เกิดการบีบรัดตัวของมดลูกจนมีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือคลอดทารกก่อนกำหนดได้ควรให้นมผสมแทน แม้ว่านมแม่จะมีประโยชน์สูงสุด มีสารอาหารที่จำเป็นอย่างมากมายก็ตาม


    ถ้าทำได้ตามที่แนะนำ คุณแม่ก็จะตั้งท้องคนที่ 2 ได้อย่างมีคุณภาพมีความมั่นใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่อาจจะพบมากกว่าการตั้งครรภ์แรกและขอให้คลอดลูกน้อยแข็งแรงเป็นปกติปลอดภัยทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ


    (update 14 พฤศจิกายน 2006)
    [ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.130 August 2006]
    Back to Top
    sophire View Drop Down
    Special Member
    Special Member
    Avatar

    Joined: 04 ก.พ. 2008
    Location: Thailand
    Posts: 21627
    Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 ต.ค. 2009 at 10:41 Share
    รู้เพศลูกก่อนคลอด ดี หรือ ไม่ดี?


    สำหรับในยุคปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การรู้เพศของทารกล่วงหน้าก่อนคลอดไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่บางรายต้องการทราบเพศของลูกก่อนคลอด ส่วนบางรายยังไม่ต้องการทั้งนี้ไม่มีคำว่าถูกหรือผิดสำหรับคนเป็นพ่อ และแม่ที่จะอยากทราบเพศของลูกที่อยู่ในครรภ์ เราลองมาดูกันสิว่า มีวิธีอะไรบ้าง


    มีวิธีใดบ้างที่ทำให้คุณทราบเพศของทารกในครรภ์ก่อนคลอด

    Antenatal Tests การที่จะต้องตัดสินใจว่าคุณต้องการทราบเพศของทารกในครรภ์อาจเกิดขึ้นได้เมื่อคุณจำเป็นที่จะต้องรับการ Test ดังต่อไปนี้ในระหว่างการฝากครรภ์

    การเจาะตรวจน้ำคร่ำและการเจาะตรวจรก (Amniocentesis and Chorionic Villus Sampling) (CVS) ถ้าคุณตั้งครรภ์ระหว่างอายุ 30ปีขึ้นไป หรือโดยเฉพาะ ผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นสำหรับทารกในครรภ์ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ (Birth defects) หมอสูติของคุณอาจเสนอให้คุณเข้ารับการตรวจ Amniocentesis หรือ CVS ในช่วงต้นของการตั้งครรภ์เพื่อตรวจหาความผิดปกติของทารก เช่น Down's Syndrome หรือ Spina Bifida การทำ Amnio คือหมอจะใช้เข็มฉีดยาขนาดยาวประมาณ 6 นิ้ว ฉีดผ่านผนังท้องเข้าไปถึงมดลูก (Uterus) ของมารดาโดยดูจาก Ultrasound และนำตัวอย่างของน้ำคร่ำ (Amnio fluid) ในมดลูกออกมาตรวจ สำหรับ CVS คือ การใช้เข็มฉีดยาผ่านผนังท้องของมารดาโดยดูจาก Ultrasound หรือ ใส่หลอดเข้าไปในช่องคลอด (vagina) ผ่านปากมดลูก (Cervix) เข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงตำแหน่งที่รกเกาะ และนำตัวอย่างของรก (placenta) ออกมาตรวจ (Test ทั้ง 2 ชนิดถือว่ายังมีความเสี่ยงเล็กน้อยอยู่บ้างต่อการแท้ง) Test ทั้งสองชนิดสามารถบอกเพศของทารกในครรภ์ให้คุณรับรู้ได้ ดังนั้นถ้าคุณเข้ารับการตรวจอย่างใดอย่างหนึ่ง และทางโรงพยาบาลหรือคลินิก มีนโยบายเปิดเผยเพศเด็กให้คุรทราบก่อนคลอด คุณก็สามารถที่จะรับรู้ได้ แต่ถ้าคุณไม่ต้องการทราบ คุณควรแจ้งให้แพทย์ผู้ตรวจทราบล่วงหน้า

    The Generic Factor ถ้าคุณมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเฉพาะเพศ (Particular disease) คือโรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะกับเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้ที่จะเป็นคุณจะต้องถูกเสนอให้เข้ารับคำปรึกษาและตรวจเพื่อหาเพสของทารก ตัวอย่างเช่น โรค Haemophilia ซึ่งผู้หญิงเท่านั้นที่จะเป็นพาหะแต่คนที่จะได้รับผลกระทบจากโรคนี้คือทารกเพศชาย หรือโรค Turner's Syndrome สามารถทำให้หัวใจและการตกไข่มีปัญหาได้ ซึ่งหมายความว่าเป็นโรคเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น

    Ultrasound Scan การฉาย Ultrasound Scan สามารถบอกเพศทารกในครรภ์ได้เช่นกัน คุณควรแจ้งให้แพทย์หรือผู้ทำการ Scan ทราบล่วงหน้าว่า คุณต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเพศของเด็กหรือไม่ โดยเฉพาะการเข้ารับการตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 18 - 20 อาทิตย์ คุณจะเห็นภาพผ่านการ Scan ได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากทารกในครรภ์โตขึ้น แต่การ Scan ยังไม่สามารถให้ผลรับรองความถูกต้องได้ 100% ในการระบุเพศทารกในครรภ์ ฉะนั้นเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าคุณยังไม่ต้องการทราบเพสทารกในระหว่างการตั้งครรภ์คุณแจ้งเจ้าหน้าที่ Scan หรือแพทย์ผู้ตรวจล่วงหน้า


    เมื่อคุณต้องตัดสินใจ

    เมื่อคุณต้องการทราบเพศทารกจริงๆ คุณควรปรึกษากับคู่ของคุณ เพราะเขาอาจมีความเห็นที่แตกต่างจากคุณได้ ลองเปรียบเทียบข้อดี/ข้อเสียในการต้องการทราบเพศของทารก ถ้าหากคุณยังไม่ได้ตัดสินใจ ลองพิจารราจากคำแนะนำเหล่านี้ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจของคุณนะคะ


    ถ้าคุณทราบล่วงหน้า

    คุณสามารวางแผนล่วงหน้าได้ เช่น สามารถเลือกซื้อเสื้อผ้า หรือสีสันในการตกแต่งห้องเด็กอ่อนได้ คุณสามารถวาดภาพลูกของคุณและเริ่มคิดถึงลูกของคุณในแง่เป็นตัวตนมากขึ้นนอกจากนั้นคุณยังสามารถคิดชื่อลูกของคุณได้ล่วงหน้า การรู้เพศล่วงหน้าทำให้คุณไม่ต้องผิดหวังในเพศเด็กหลังจากคลอด โดยเฉพาะหลังคลอดใหม่ๆ คุณจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียอย่างมาก เป็นการเตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าคุณจะได้พบกับทารกเพศหญิงหรือชาย เป็นการช่วยให้ลูกคุณที่โตกว่าสามารถยอมรับสมาชิกใหม่ได้ง่ายขึ้น


    ถ้าคุณไม่ทราบล่วงหน้า

    คุณสามารถเก็บเป็นความลับได้ตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์ และทำให้คนอื่นๆ ช่วยกันเดาว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชาย ความตื่นเต้นในการที่จะได้ทราบว่าลูกของคุณเป็นหญิงหรือชาย จะทำให้คุณมีกำลังใจในการคลอดลูก และคู่ของคุณจะได้เป็นผู้บอกข่าวดีแก่คุณ (ถ้าเขาเข้าไปอยู่ในห้องคลอดกับคุณ) การไม่ทราบเพศเด็กจะช่วยสร้างความตื่นเต้นให้แก่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว เช่น พี่สาวพี่ชาย ของทารก คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย

    จริงๆ แล้วการรู้ว่าลูกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเป็นความสบายใจของทุกคนในครอบครัวก็เป็นเรื่องดี.


    (update 9 พฤษภาคม 2006)
    [ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.152 March 2006 ]
    Back to Top
     Post Reply Post Reply Page  12>


    การประกาศซื้อขาย และการตั้งกระทู้

    ทุกประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ BabyFancy.com และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ BabyFancy ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบประกาศ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ




    This page was generated in 0.469 seconds.