Forum Home Forum Home > BabyFancy > ทั่วไป คุณแม่มือใหม่ และ ผองเพื่อน > นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
  New Posts New Posts RSS Feed: วิวัฒนาการ การตั้งครรภ์ - คลอด
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

วิวัฒนาการ การตั้งครรภ์ - คลอด

 Post Reply Post Reply Page  12>
Author
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: วิวัฒนาการ การตั้งครรภ์ - คลอด
    Posted: 27 ต.ค. 2009 at 18:35 Share

วิดีโอกำเนิดชีวิต - เดือนที่ 1 - 9

http://www.sudrak.com/index.php?option=com_content&task= view&id=184&Itemid=5

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 18:37 Share
12 สัปดาห์แรก ลูกน้อยในครรภ์โตเร็วสุดๆ


สัปดาห์ที่ 4-8 หลังการปฏิสนธิ จะเป็นช่วงของการสร้างอวัยวะต่างๆ (Organogenesis) เนื่องจากการเจริญของบริเวณท่อส่วนที่สร้างระบบประสาท (Neural tube) ซึ่งอยู่ด้านหลังเจริญเร็วกว่าส่วนท้องของตัวอ่อน ทำให้เกิดการโค้งของสมองและหัวใจมาทับกันอยู่ด้านหน้า จึงเห็นรูปร่างภายนอกของตัวอ่อนโค้งงอ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจนมีลักษณะคล้ายมนุษย์เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 8



ช่วงสัปดาห์ที่ 12 การตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นระยะที่สามารถคลำยอดมดลูกได้เหนือกระดูกหัวหน่างแล้ว ความยาวทารกจากศรีษะถึงกัน วัดด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อคำนวณอายุครรภ์ (crown-rump length) จะได้ประมาณ 6-7 เซนติเมตร

ในช่วงอายุครรภ์นี้จะมีการสร้างเนื้อกระดูก (ossification) และการพัฒนาของนิ้วมือและนิ้วเท้า ผิวหนัง เล็บและเส้นขน อวัยวะเพศภายนอกเริ่มแยกได้ว่าเป็นชายหรือหญิง แต่ยังตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ไม่พบนะครับ

ระยะนี้ทารกเริ่มมีการเคลื่อนไหว โดยคุณแม่จะไม่รู้สึกว่าลูกดิ้น เนื่องจากแม่จะเริ่มรู้ว่าลูกดิ้นในท้องแรกเมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นท้องหลัง คุณแม่จะรู้สึกได้เมื่ออายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ แต่ความเป็นจริงในมดลูกคือ ทารกเริ่มมีการเต้นของหัวใจ ตั้งแต่เริ่มเห็นตัวทารก และจะเริ่มเห็นทารกขยับตัวในการตรวจอัลตราซาวนด์ เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 8-10 สัปดาห์

ดังนั้น คุณแม่ต้องเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของทารกมีตั้งแต่อายุครรภ์ 8-10 สัปดาห์แล้ว แต่คุณแม่ไม่รู้สึกเนื่องจากทารกยังเล็กมาก และเคลื่อนไหวก็ไม่มากจนทำให้คุณแม่รู้สึก เพราะฉะนั้นช่วงอายุครรภ์ที่ต่ำกว่า 16-18 สัปดาห์นี้ คุณแม่จะไม่รู้ว่าลูกดิ้นอยู่แน่นอน จึงไม่ต้องกังวลใจหากไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นอยู่ก่อนอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ครับ

การทำงานของระบบประสาททารกเริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ หลังมีการงอกของอวัยวะและลำตัว และจะเริ่มมีตุ่มรับรสที่ลิ้นเมื่ออายุครรภ์ 7 สัปดาห์ โดยตุ่มรับรสจะเริ่มทำงานเมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์

เมื่ออายุครรภ์ 10 สัปดาห์ ทารกเริ่มกลืนได้ และตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น โดยการกลอกตา อ้าปากและขยับมือ รวมทั้งสามารถกำมือได้เต็มที่เมื่ออายุครรภ์ 12-16 สัปดาห์

เมื่ออายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ ทารกเริ่มกลืนได้และลำไส้เล็กเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมทั้งดูดซึมกลูโคสได้ ตับอ่อน (pancreas) สามารถสร้าง insulin ตั้งแต่อายุครรภ์ 9-10 สัปดาห์ และเริ่มตรวจพบ insulin ในเลือดทารกเมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ เชื่อว่าการเจริญเติบโตของทารกส่วนหนึ่งเป็นผลจากอาหารที่คุณแม่กิน และ insulin ของทารก

ไตของทารกจะมีพัฒนาการเป็นระยะ ซึ่งจะเริ่มสร้างเมื่ออายุครรภ์ 9-12 สัปดาห์ ส่วนการเจริญเติบโตของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีความสำคัญต่อการรอดชีวิตของทารกหลังจากคลอดทารกที่คลอดก่อนกำหนดและปอดยังเจริญไม่เต็มที่ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า respiratory distess syndrome (ภาวะปอดยังเจริญไม่เต็มที่) อาจทำให้ทารกเสียชีวิตหลังคลอดได้)

การเจริญเติบโตของปอดจะเริ่มระหว่างอายุครรภ์ 5-17 สัปดาห์ จะมีการเจริญของหลอดลม กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจจะเริ่มทำงานเมื่ออายุครรภ์ 11 สัปดาห์ และเมื่อ 12 สัปดาห์ จะสามารถเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดการไหลของน้ำคร่ำ เข้าและออก จากปอดของลูกน้อยในครรภ์

ต่อมไทรอยด์เริ่มสร้างฮอร์โมน เมื่ออายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ ไทรอยด์ฮอร์โมนในทารกมีบทบาทในการพัฒนาอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะที่สมองของลูกน้อยในครรภ์

ระบบไหลเวียนในรกเริ่มทำงานเมื่อทารกอายุตั้งแต่ 17 วัน โดยจะมีการไหลเวียนของโลหิตใน villi (หลอดเลือดที่เลี้ยงอยู่ในรก) ในกรณีที่ villi ไม่มีการสร้างเส้นเลือดเชื่อมต่อกับทารกจะเกิดการสะสมของเหลวใน villi และพองเป็นถุง (vesicles)

ถ้าหากมีความผิดปกติมากก็จะกลายเป็น ครรภ์ไข่ปลาอุก (hydatidiform mole) คุณแม่บางคนอาจเคยได้ยินคำนี้ เช่น คุณหมอบอกว่าการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกไม่มีตัวเด็ก คุณหมอหมายถึงว่ามีความผิดปกติในการพัฒนาของรกและระบบไหลเวียนโลหิตใน villi ทำให้เกิดเป็นถุงเล็กๆ หรืออาจเป็นถุงใหญ่ๆ ดูคล้ายไข่ปลาอุก ที่เราเรียกว่า ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก อาจพบร่วมกับมีหรือไม่ทารกก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีทารก ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นมะเร็งได้

ดังนั้นหากตรวจพบว่าเป็นการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก คุณหมอก็จะแนะนำให้คุณแม่สิ้นสุดการตั้งครรภ์ โดยการตรวจเลือดเพื่อหาระดับ hormone ที่เรียกว่า Beta hcg รวมทั้งการตรวจเลือดเพื่อดูค่าต่างๆ และเตรียมเลือดให้เพียงพอเพื่อการขูดไข่ปลาอุกในมดลูก เราจะพบว่ามีโอกาสเสียเลือดของคุณแม่ขณะดูดและขูดมดลูกได้สูงมาก และมีโอกาสเสี่ยงหากชิ้นเนื้อนั้นสงสัยว่าจะมีการกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งอาจต้องตัดมดลูกหรือร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดร่วมไปด้วย

มาถึงตอนนี้ คุณแม่คงนึกภาพสรีรวิทยาของทารกในครรภ์ได้ชัดเจนมากขึ้น และสามารถเข้าใจการเติบโตของอวัยวะต่างๆ ของทารกได้ดีขึ้น ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับลูกในท้องของคุณอีกมาก จะเห็นได้ว่าในช่วงการสร้างอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกิดในช่วงอายุครรภ์ก่อน 3 เดือน คุณแม่จึงต้องระวังเรื่องการรับประทานยาที่อาจมีผลต่อการสร้างอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยในครรภ์

ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจในตัวลูกน้อยของคุณแม่อีกมากมายคอยติดตามอ่านในฉบับต่อไปนะครับ.


(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 18:38 Share
เดือนที่ 2 จากเซลล์ตัวอ่อน เป็นอวัยวะ



ตัวอ่อนอายุ 41 วัน


ตัวอ่อนอายุ 42-43 วัน ขนาด 12 มม. จะเห็นถุงอาหาร (yolk sac) และคอเรียน (chorion) เป็นฉากหลัง

เดือนที่ 2 นี้ ทั้งตัวคุณแม่และคุณลูกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เซลล์ต่างๆ ของลูกเป็นอวัยวะเกือบครบหมดแล้ว ไม่ว่าจะปาก จมูก ตา หรือแม้แต่อวัยวะภายในอย่างลำไส้ ตับ ม้าม…

ลูกน้อยในท้องวัยสัปดาห์ที่ 5-8 ของอายุทารก หรือสัปดาห์ที่ 7-10 ของการตั้งครรภ์ จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยมีขนาดเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว เซลล์ของตัวอ่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

การเติบโตของทารก


ภาพตัวอ่อนอายุ 45 วัน
ขนาด 15 มม. เริ่มเห็นนิ้วมือ


ภาพตัวอ่อนอายุ 44-45 วัน
ขนาด 14 มม. เริ่มมีใบหู


ภาพตัวอ่อนอายุ 47-48 วัน ขนาด 17 มม.
จะเห็นหน้าและตาชัดเจน
โดยยังไม่มีเปลือกตา
ส่วนนิ้วมือก็ชัดเจนขึ้น

ภาพตัวอ่อนอายุ 56-57 วัน
ขนาด 28 มม.
จะเห็นนิ้วมือและเท้าชัดเจน
ตามีสีเข้มจากเม็ดสีที่จอรับแสง

ระบบประสาทส่วนกลางที่เริ่มเจริญจากมีลักษณะเป็นเพียงท่อตรงๆ ก็จะมีการพัฒนาต่อไปจนเป็นสมอง และไขสันหลังในที่สุด เซลล์ตัวอ่อนจะแบ่งตัวและเคลื่อนที่ไปสู่ตำแหน่งที่กำหนดไว้ เช่น เซลล์ประสาทที่จะเจริญไปเป็นสมองจะเคลื่อนตัวไปตามทางที่ปูด้วยเซลล์เกลีย (Glial cells) เซลล์ชนิดนี้จะช่วยให้เซลล์เส้นประสาทเคลื่อนเข้าหากัน เชื่อมโยงกัน และทำงานได้

ระยะนี้ส่วนศีรษะของทารกจะใหญ่มากเพื่อที่จะรองรับการเจริญเติบโตของส่วนสมอง ส่วนลำตัวก็จะมีความโค้งลดลง ส่วนลำคอเริ่มพัฒนาขึ้น ส่วนหางเริ่มจะหายไป ส่วนผิวหนังเริ่มมีการแบ่งออกเป็นสองชั้น พร้อมกับมีการสร้างต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน นอกจากนี้เริ่มมีการสร้างเซลล์ขุมขน

อวัยวะสำคัญเช่น หัวใจก็พัฒนาไปถึงขั้นตอนสุดท้ายและมีการบีบตัวที่แข็งแรง ขณะเดียวกันกระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ไส้ติ่ง และลำไส้ก็เริ่มมีการพัฒนาตามลำดับ ลำไส้มีขนาดยาวจนเริ่มพันกันเป็นขด และมีระบบไหลเวียนของโลหิตเกิดขึ้น รวมทั้งระบบกล้ามเนื้อก็มีการพัฒนาเช่นกัน


รูปลักษณ์ใบหน้า


ภาพด้านหน้าของตัวอ่อนอายุ 42
ขนาด 12 มม.
เผยให้เห็นจมูกระยะแรก

ใบหน้าของตัวอ่อนอายุ 44 วัน
ขนาด 14 มม.
เผยให้เห็น ตา จมูก หน้าผาก

ภาพใบหน้าตัวอ่อนอายุ 47-49 วัน ขนาด 18 มม.


กระดูกบริเวณใบหน้าอยู่ในช่วงเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อและผิวหนัง เริ่มพบเม็ดสีในตา หูชั้นในและชั้นนอกเริ่มก่อตัว และต่อมรับรสก็เริ่มพัฒนาเช่นกัน นอกจากนี้ฟันน้ำนมก็อยู่ในตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว


แขนและขา

ข้อมือ ข้อนิ้ว เริ่มสังเกตเห็นได้ แขนจะงอที่บริเวณข้อศอก ฝ่ามือเริ่มมีลายนิ้วมือ ขาเจริญเป็นสามส่วนคือ ต้นขา น่องและเท้า และเริ่มเห็นนิ้วเท้า ในระยะนี้มือและแขนจะเจริญเร็วกว่าขาและเท้า โดยจะเป็นเช่นนี้ไปถึงหลังคลอด ซึ่งจะเห็นว่าทารกสามารถหญิบฉวยสิ่งต่างๆ ได้ก่อนที่จะเดิน


ลักษณะภาพรวมภายนอกของทารกวัยนี้

จะเห็นดวงตามีสีเข้มเพราะมีเม็ดสี เริ่มเห็นจมูก ริมฝีปากและหู ซึ่งเริ่มแบ่งเป็นหูชั้นในและชั้นนอก เริ่มมีเปลือกตาและปลายจมูกให้เห็น ระบบกล้ามเนื้อเริ่มพัฒนา จนกระทั่งสัปดาห์ที่ 7 จะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของตัวอ่อนได้ ผ่านเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง


การเปลี่ยนแปลงภายในของทารกวัยนี้

อาหารที่ผ่านจากแม่สู่รกและสายสะดือไปยังทารก ได้นำเอาความเจริญเติบโตมาให้ทารก ซึ่งมีความต้องการอาหารอย่างมากและเติบโตอย่างรวดเร็ว

อัตราการเต้นของหัวใจ ช่วงเวลาดังกล่าวตัวอ่อนจะมีอัตราการเต้นของหัวใจประมาณ 140-150 ครั้งต่อนาที

รูปร่าง ตัวอ่อนจะมีศีรษะที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับลำตัว และโน้มมาด้านหน้า ส่วนลำตัวก็เริ่มตรงและยาวขึ้น

อวัยวะภายใน อวัยวะภายในเริ่มมีครบและสร้างเรียบร้อย
การตอบสนองต่อการกระตุ้นตัวอ่อนระยะนี้สามารถตอบสนองต่อการสัมผัสได้แล้ว


คุณแม่ตั้งครรภ์ระยะนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

  • แพ้ท้อง
    อาจเริ่มจากเพียงคลื่นไส้เพียงเล็กน้อย กระทั่งอาเจียนอย่างรุนแรง อาการแพ้ท้องจะเกิดช่วงใดของวันก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะเวลาเช้าเท่านั้น และความรุนแรงก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน

  • อาหาร
    เพราะร่างกายในช่วงดังกล่าวของการตั้งครรภ์จะต้องการพลังงานในปริมาณที่เริ่มสูงขึ้น ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ควรทานอาหารที่มีโปรตีนและให้พลังงานมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

  • การไหลเวียนโลหิต
    ระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณเลือดที่ไหลเวียนภายในร่างกาย จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 ทั้งนี้เพื่อให้เพียงพอต่อการไหลเวียนสู่รกและมดลูก

  • ระบบสืบพันธุ์
    พบว่าปริมาณเลือดที่ไหลเวียนสู่ช่องคลอดและอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกมีมากขึ้น ทำให้เห็นเป็นสีคล้ำขึ้นจนเกือบจะเป็นสีม่วง ช่องคลอดจะอ่อนนุ่ม หย่อนตัวและมีตกขาวออกมากขึ้นกว่าปกติ เต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจจะมีความรู้สึกเจ็บและหนักกว่าปกติ ผิวหนังบริเวณรอบลานหัวนม จะมีลักษณะอ่อนนุ่มและสีจางกว่าปกติ ที่เรียกว่าลานหัวนมที่สอง

  • อาการอ่อนเพลีย
    ระหว่างตั้งครรภ์ในระยะนี้จะมีความรู้สึกอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติมาก นอกจากนี้บางครั้งยังรู้สึกว่าจะเป็นลมได้ง่ายอีกด้วย

  • ปัญหาผิวหนัง
    บริเวณใบหน้าจะเป็นฝ้าได้โดยง่าย นอกจากนี้ผิวหนังบริเวณอื่นของร่างกายมักจะแห้ง และคันได้ง่ายในระยะนี้

(update 21 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 73 พฤศจิกายน 2544 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 18:39 Share
เดือนที่ 2 เตรียมรับสู่รูปแบบชีวิตใหม่


ขอต้อนรับว่าที่คุณแม่สู่เดือนที่สองของการตั้งครรภ์ครับ ในเดือนนี้คุณแม่ทั้งหลายอาจคงยังไม่หายตื่นเต้นกับข่าวดี และคุณยังจะต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ อีกมากมาย ตอนนี้คุณไม่ใช่อยู่แค่ตัวคนเดียวแล้ว แต่แท้จริงต้องอยู่แบบสองคน คุณแม่ต้องเรียนรู้การดำเนินชีวิตแบบใหม่ครับ ขอให้ดูแลตัวคุณเองราวกับว่าคุณเป็นราชินี ทำทุกอย่างให้สบาย และ “นอน” ครับ ตัวอักษรสามตัวนี้สำคัญมากกับคุณแม่ในเวลานี้ครับ


ทำความรู้จักกับตัวอ่อนของคุณ

ช่วงสัปดาห์ที่ห้า
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ห้าตัวอ่อนจะมีขนาดโตขึ้น เท่ากับผลองุ่นแล้วครับ ส่วนหัวจะโตขึ้นพอๆ กับอก หน้าจะเริ่มปรากฏให้สังเกตเห็นได้ แต่ตาจะเห็นได้ชัดเจนเนื่องจากเม็ดสีเข้มที่ผิวหนังใต้ตา หัวใจที่เริ่มทำงานจะทำให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงร่างกายเล็กๆ นั่นแล้ว และระบบประสาทก็เริ่มมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยในเดือนที่สองนี้ สมองจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก สมองซีกซ้ายและขวาจะเริ่มเจริญเติบโต และแตกสาขาของเส้นประสาทที่ต่อออกมาจากสมอง จะมีเยื่อบางๆ มาหุ้มสมองเอาไว้ซึ่งมีของเหลวอยู่รอบๆ เพื่อป้องกันกลุ่มเซลล์เล็กๆ นั้น เมื่อสิ้นสุดเดือนที่สองสมองก็จะเริ่มทำงาน และสั่งให้ทารกมีการเคลื่อนไหวราวกับสิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้น

ช่วงสัปดาห์ที่แปด
ในสัปดาห์ที่แปดนี้เราจะเรียกตัวอ่อนว่า “ทารก” ซึ่งทารกจะเริ่มสร้างส่วนของแขนและขาขึ้นมา ที่ส่วนปลายของแขนขาจะมีส่วนที่เป็นร่อง ซึ่งจะกลายไปมือเป็นเท้า และนิ้วเท้าเล็กๆ นี้จะเริ่มเตะ ถือเป็นการเริ่มออกกำลังกายของทารก เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะออกมาสู่โลกภายนอกต่อไป ส่วนปอด ทางเดินอาหาร ตับ ไต ระบบสำคัญๆ ของร่างกายภายในจะสมบูรณ์มากขึ้นเมื่อถึงปลายของเดือนที่สอง และมีขนาดยาวเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งนิ้ว คุณอาจลองนึกภาพเปรียบเทียบขนาดของทารกได้เท่ากับผลสตอร์เบอร์รี่ ที่มีหัวใจสี่ห้องและมีการเต้นของหัวใจ ในเดือนที่สองนี้ จะมีการพัฒนาของกระดูกและระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีการไหลเวียนเกิดขึ้น แม้ว่าทารกจะไม่ได้กินอะไรเข้าไปก็ตามกระเพาะอาหารก็ยังมีการหลั่งน้ำย่อยออกมา ตับมีการผลิตเม็ดเลือดและไขกระดูกส่วนข้างในของหูก็มีการพัฒนาส่วนที่รับการได้ยินและการทรงตัว

อย่างไรก็ตาม ว่าที่คุณแม่จะยังไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นในตอนนี้ครับ คุณจะยังไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าทารกจะมีการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ลอยไปมาในน้ำคร่ำ แต่คุณจะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกครั้งแรกก็ต่อเมื่อคุณตั้งครรภ์ได้ 18-20 สัปดาห์ไปแล้วครับ


อาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเป็นปกติของการตั้งครรภ์ในเดือนที่สองนี้
  • คุณอาจรู้สึกว่าช่องคลอดบวม มีขนาดใหญ่ขึ้น มีตกขาวเพิ่มมากขึ้นได้ครับ โดยปกติตกขาวจะมีสีขาวหรือใสไม่มีกลิ่นรุนแรง แต่ถ้าหากพบว่าตกขาวมีสีเปลี่ยนไปมีกลิ่นเหม็นมาก อาจแสดงว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น ก็ควรปรึกษาแพทย์ครับ

  • เต้านมขยายใหญ่ขึ้น หัวนมมีสีคล้ำมากขึ้น เส้นเลือดที่เต้านมสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน หัวนมไวต่อความรู้สึกเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณใส่เสื้อชั้นในที่คับเกินไป

  • ความต้องการออกซิเจนสูงขึ้น คุณจะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวกได้ง่าย เพราะคุณต้องการอากาศมากขึ้นนั่นเอง ลองนอนเปิดหน้าต่างในวันที่อากาศดีๆ หลีกเลี่ยงการเดินตามถนนที่มีควันรถครับ เพราะคาร์บอนมอนออกไซด์จะไปแทนที่ออกซิเจน ทำให้คุณหน้ามืดเป็นลมได้ครับ

  • รู้สึกเหนื่อยและวิงเวียนเนื่องจากแรงดันเลือดต่ำเพราะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อคุณผ่านไตรมาสที่หนึ่งไปได้อาการเหล่านี้จะดีขึ้น หัวใจจะสูบฉีดเลือดมากขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หลอดเลือดจะขยายและปริมาณเม็ดเลือดจะเพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกอ่อนเพลียนี้ยังอาจเกิดขึ้น จากการมีน้ำตาลในเลือดต่ำหรือขาดธาตุเหล็กได้ครับ

  • คุณอาจพบว่ามีเลือดออกตามไรฟัน เพราะเนื้อเยื่อที่เหงือกจะอ่อนนุ่มมากขึ้นนั่นเอง แต่การมีเลือดออกอาจตามมาด้วยการอักเสบ ดังนั้นคุณอาจจำเป็นต้องปรึกษาหมอฟัน และควรทำความสะอาดช่องปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหารหรืออาจบ้วนปากบ่อยๆ และแปรงฟันวันละสามครั้งด้วยแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • เลือดออกจากการฝังตัวของตัวอ่อน เมื่อมีการฝังตัวของตัวอ่อนเกิดขึ้นรกจะฝังตัวเข้าไป เหมือนกับรากของต้นไม้เจาะเข้าไปในดิน แล้วบางครั้งทำให้มีการฉีกขาดของเส้นเลือดเล็กๆ ในเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นผลให้มีเลือดออกได้เล็กน้อยและจะหยุดไปเอง คนโบราณจะเรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก เป็นสิ่งปกติไม่ควรกังวลไปครับ

  • เลือดออกจากการแท้ง จะมีอาการปวดท้องร่วมด้วย เลือดจะออกเป็นสีแดงสด และมีปริมาณมากต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนครับ

  • เลือดออกจากการท้องนอกมดลูก คือการที่ตัวอ่อนไปฝังตัวในที่อื่นที่ไม่ใช่โพรงมดลูก เช่น ท่อนำไข่ รังไข่ หรือในช่องท้อง จะมีอาการเลือดออกกระปริบกระปรอยอยู่เรื่อยๆ และมีอาการปวดท้องซึ่งจะปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันจนกระทั่งทนไม่ไหว ซึ่งถ้าเกิดการท้องที่ท่อนำไข่แล้วท่อนำไข่แตกเลือดจะไหลเข้าไปในช่องท้อง ทำให้เสียเลือดมากจนอาจช็อกหมดสติได้ การท้องนอกมดลูกสามารถทำการวินิจฉัยเบื้องต้นได้ โดยการตรวจเลือดหาระดับฮอร์โมน hCG และตรวจอุลตร้าซาวนด์เปรียบเทียบจะไม่พบถุงน้ำคร่ำในโพรงมดลูก การวินิจฉัยที่แน่ชัดทำได้โดยการส่องกล้องตรวจทางหน้าท้อง Laparoscopy การวินิจฉัยได้แต่แรกๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีซึ่งจะทำให้ความปลอดภัยสูงขึ้นมากครับ

แพ้ท้องอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

และแน่นอนไม่เหมือนในทีวีครับ อาการแพ้ท้องประกอบไปด้วยอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ แสบลิ้นปี่ อาการแพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตอนเช้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่จริงๆ แล้วสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งวันนั่นแหละครับ อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 90% และมักเป็นอาการอย่างแรกที่เกิดขึ้น อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นจากการที่รกของเด็กมีการฝังตัวเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูกและสร้างฮอร์โมน hCG ออกมา ตั้งแต่หลังประจำเดือนขาดไป 2-3 วัน ซึ่งมีผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนช่วยการตั้งครรภ์ Estrogen และ Progesterone ออกมา ในช่วงแรกระดับของฮอร์โมนยังไม่สูงมากก็จะยังไม่มีอาการ แต่เมื่อระดับฮอร์โมนเพิ่มสูงขึ้นอาการแพ้ท้องก็จะเริ่มต้นขึ้น ส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการแพ้ท้องเมื่ออายุครรภ์ย่างเข้า 5 สัปดาห์ และระดับของฮอร์โมน hCG จะเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดเมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ แต่จะลดระดับลงเมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ซึ่งอาการแพ้ท้องก็จะเริ่มทุเลาลง แต่ในบางคนก็มีอาการไปจนกระทั่งคลอดเลยทีเดียวครับ อาการแพ้ท้องมักจะรุนแรงขึ้น โดยการกระตุ้นจากกลิ่นอาหาร กลิ่นฉุนและควันบุหรี่ จากการศึกษาวิจัยพบว่า หากคุณตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 20 ปี น้ำหนักมากกว่า 75 กิโลกรัม ไม่สูบบุหรี่ และถ้าคุณตั้งครรภ์แฝด อาการแพ้ท้องนั้นจะเพิ่มมากขึ้น อาการแพ้ท้องรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้แต่พบได้น้อย แต่ถ้าหากมีการแพ้ท้องอย่างรุนแรง ก็จำเป็นที่จะต้องนอนพักในโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ ตรวจหาระดับคีโตนในเลือด อย่างไรก็ตามเรามักพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องมักสามารถดำเนินการตั้งครรภ์ไปจนสิ้นสุดได้ครับ

หากคุณมีอาการแพ้ท้องการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะทำให้มันไม่เลวร้านจนเกินไปครับ
  • มีขนมปังแครกเกอร์แบบเค็มๆ ไว้ข้างเตียงนอนเสมอ เมื่อคุณตื่นขึ้นมาให้รับประทานทันที นอนต่อสัก 15 นาทีก่อนที่จะลุกขึ้น อาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นในตอนเช้าหลังจากที่คุณเพิ่มตื่นนอนและท้องว่าง

  • หลีกเลี่ยงของทอดและผลไม้ดอง

  • เนื่องจากคุณอาจรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนหากมีอาหารแน่นท้อง ลองรับประทานอาหารแบ่งเป็นมื้อย่อยๆ แต่รับประทานหลายๆ มื้อ ในแต่ละมื้อรับประทานเพียงน้อยๆ ก็พอจะช่วยให้คุณได้รับอาหารเพียงพอต่อความต้องการ โดยไม่ฝืนใจจนเกินไปนัก คุณอาจแบ่งมื้ออาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวันเลยก็ได้ครับ

  • ดื่มน้ำให้มากๆ แต่อย่าดื่มน้ำร่วมกับอาหารหรือหลังอาหารทันที ให้ดื่มน้ำก่อนหรือหลังอาหารสัก 30 นาทีครับ

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัด หากเครื่องดื่มทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ลองรับประทานผักผลไม้ เช่น ผักกาดหอมเพราะจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก

  • รับประทานน้ำผลไม้ใส่น้ำแข็ง เชอร์เบท ไอศกรีม โยเกิร์ต นมปั่น

  • แม้ว่าคุณไม่รู้สึกหิว พยายามบังคับให้ตัวเองรับประทานเพราะการที่ท้องว่างจะทำให้คุณอาเจียนได้ง่ายกว่าที่มีอาหารอยู่ในท้อง

  • อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงจะรับประทานได้ง่ายกว่า เช่น ขนมปังแห้งๆ กรอบๆ ธัญพืช หรือข้าวสวยครับ

  • การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงบางชนิดอาจทำให้คุณไม่สบายท้อง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู คุณอาจลองรับประทานไข่ต้มสุกๆ แทนน่าจะดีขึ้น

  • หลีกหนีให้ไกลจากกลิ่นที่ทำให้ท้องของคุณปั่นป่วน หากจำเป็นต้องปรุงอาหารให้เปิดหน้าต่างเปิดพัดลมดูดกลิ่น

  • วิตามินเสริมที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นหากคุณเคยมีอาการแพ้ท้องรุนแรงมาก่อน อย่าลืมบอกคุณหมอด้วย แต่วิตามิน B จะช่วยให้อาการแพ้ท้องดีขึ้น ดังนั้นคุณหมออาจสั่งวิตามิน B complex หรือ B6 ให้ครับ

  • หากทุกวิธีที่กล่าวมาไม่ได้ผลสำหรับคุณ คุณรู้สึกอ่อนเพลียวิงเวียนและรู้สึกไม่สบายมากๆ อย่าใช้ยาอะไรที่คุณหมอไม่ได้สั่งให้โดยเด็ดขาดแม้ว่าคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นยาธรรมดาที่ใช้ประจำ ไม่มีอันตรายใดๆ เช่น ยาหอม ยาดม ยาหม่อง เพราะยาบางชนิดอาจมีแอสไพรินผสมอยู่โดยที่คุณไม่ทราบ อย่าลืมว่า คุณหมอของคุณยินดีที่จะตอบคำถามและช่วยดูแลคุณนะครับ

อาการที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์

ระวังท้องผูก...
หากคุณเป็นที่ออกกำลังกายอย่างหนักมาก่อน การที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมใดๆ และการนอนมากๆ ในช่วงนี้อาจทำให้คุณท้องผูกได้ ดังนั้นคุณอาจเริ่มที่จะออกกำลังกายเบาๆ เช่นการเดินเป็นเวลา 15-20 นาทีในตอนเช้า แล้วกลับมาดื่มน้ำอุ่นหรือนมอุ่นๆ และนั่งซักพักคุณอาจเริ่มปวดท้องขึ้นมาได้บ้าง หรือคุณพยายามดื่มน้ำให้มากขึ้น ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ รับประทานพืชผักที่ให้กากอาหารมากขึ้นก็จะช่วยได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ท้องผูกเป็นกิจวัตร และใช้ยาระบายมาตลอดชีวิตแล้วล่ะก็ ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยาระบายทุกชนิดนะครับ เพราะยาบางชนิดอาจมีผลทำให้แท้งบุตรได้เลยทีเดียว

เข้าห้องน้ำอยู่ตลอดเวลา...
การที่มีฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้นในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ Progesterone จะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กล้ามเนื้อเรียบผ่อนคลายมากขึ้น กระเพาะปัสสาวะก็เป็นกล้ามเนื้อเรียบเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมีปัสสาวะปริมาณเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้คุณรู้สึกปวดปัสสาวะได้ ซึ่งเป็นเหตุผลให้คุณต้องปัสสาวะบ่อยมากยิ่งขึ้น เคล็ดลับก็คือไม่ว่าคุณพบห้องน้ำที่ไหนให้เข้าไว้ก่อนครับ และเมื่อปัสสาวะเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นั่งรอ 2-3 นาที บางทีคุณก็จะรู้สึกปวดขึ้นมาอีก

รู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา...
อาการอ่อนเพลียและง่วงนอนนี้เป็นผลมาจากฮอร์โมน Progesterone ครับ คุณอาจคิดว่าหมอกล่าวหาฮอร์โมน Progesterone ให้เป็นผู้ร้ายอยู่เสมอเลย แต่ความจริงก็คือเคยมีนักวิจัยทำการทดลองโดยฉีดฮอร์โมน Progesterone ให้กับหนูทดลอง ผลการทดลองพบว่าหนูหลับครับ เพราะฮอร์โมนนี้ส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัวนั่นเอง ดังนั้นหากรู้สึกเหนื่อยก็นอนเถอะครับ นอนหลับให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถนอนได้เพราะธรรมชาติต้องการให้เป็นเช่นนั้นครับ

คราวนี้มาดูว่าจะเริ่มแต่งตัวอย่างไร

อันที่จริงในเดือนทีสองนี้คงยังไม่มีใครดูออกหรอกครับว่าคุณตั้งครรภ์ถ้าหากคุณไม่ออกแล้วล่ะก็ เพราะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงของร่างกายคุณมากนัก แต่ว่าในเดือนต่อๆ ไป จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นการซื้อเสื้อผ้าเตรียมเอาไว้ก็จะทำให้คุณมีเวลาได้เลือกมากขึ้นและได้เสื้อผ้าที่คุณถูกใจมากกว่า การแต่งกายของผู้หญิงตั้งครรภ์ในอดีตอาจดูน่าเบื่อ คือทุกคนใส่ชุดคลุมท้องเหมือนๆ กันหมดยังกับยูนิฟอร์มเลย แต่ปัจจุบันกลายเป็นแฟชั่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นทำให้คุณดูดีได้แม้กระทั่งตอนท้อง แฟชั่นชุดคนท้องก็มีมากมายหลายแบบให้เลือก ทำให้คุณสนุกสนานเพลิดเพลินและมีความสุขกับการแต่งตัวไปได้อีกเยอะเลยครับ ปกติผู้หญิงท้องมักสูญเสียความมั่นใจในรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่แล้ว การที่ได้มีโอกาสแต่งกายให้สวยงาม ก็จะทำให้รู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้นนะครับ ทางที่ดีว่าที่คุณพ่อช่วยให้กำลังใจชมว่าสวยซักนิดก็จะยิ่งดีมากขึ้นไปอีกครับ เรามาดูกันว่ามีเสื้อผ้าประเภทใดบ้างที่คุณต้องเตรียมเอาไว้
  • ชุดชั้นใน ขนาดของเตานมที่ขายใหญ่ขึ้นทำให้คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนขนาดของเสื้อยกทรง เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก หรือเจ็บที่เต้านมได้หากคุณไม่ใส่เสื้อยกทรง ควรเลือกชุดชั้นในในแบบที่เป็นผ้าฝ้ายเพราะจะทำให้ไม่ร้อน ระบายอากาศได้ดีเหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรา เลือกแบบที่ส่วนปลายของทรงแหลมเพราะขนาดของหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้นด้วย ขนาดของยกทรงควรพอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป และในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ขนาดของเต้านมจะขายใหญ่ขึ้นอีกจึงอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนยกทรงอีกครั้ง ในการเปลี่ยนครั้งที่สองในช่วงปลายของการตั้งครรภ์นี้ควรซื้อยกทรงแบบที่มีช่องเปิดสำหรับให้นมลูกได้จะสะดวก ในการให้นมลูกมากยิ่งขึ้น สำหรับกางเกงชั้นใน ควรให้มีขนาดของรอบเอวพอดีไม่รัดจนเกินไป ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ขนาดของหน้าท้องจะขยายใหญ่ขึ้นมาก ดังนั้นคุณแม่บางท่านอาจรู้สึกปวดหลัง การเลือกกางเกงชั้นในแบบที่เป็นสเตย์ช่วยพยุงท้องจะทำให้อาการปวดหลังดีขึ้นได้ แต่ต้องเลือกขนาดที่ใส่สบายไม่คับจนเกินไปครับ

  • ชุดอยู่บ้านหรือชุดนอน ควรเป็นพวกผ้ายืดที่ใส่สบายหลวมๆ อาจเป็นชุดกระโปรงชิ้นเดียวหรืออาจเป็นเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ๆ ที่เป็นผ้าฝ้าย หรือทีเชิ้ตของสามีจะช่วยให้ประหยัดได้มากทีเดียว เลือกขนาดที่ใหญ่ๆ ไว้เลยทีเดียว ให้สามารถใส่ได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งให้นมลูก ดังนั้นเลือกแบบที่เป็นกระดุมเปิดด้านหน้าด้วยยิ่งดี

  • ชุดสำหรับใส่ไปทำงาน คุณแม่บางคนยังไปทำงานจนกระทั่งคลอด ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ยังอาจไม่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นให้เลือกซื้อแบบที่คุณจะใส่ได้ตลอดการตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนที่สี่ไปถึงคลอด และหลังคลอดได้เลยทีเดียว เพราะชุดทำงานพวกนี้คุณได้ใช้ไม่นาน เมื่อน้ำหนักกลับเข้าที่แล้ว คุณก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าเดิมได้ จะได้ใช้อีกทีก็ต่อเมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ดังนั้นไม่ควรมีหลายๆ ชุด เพราะอาจสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น ควรเลือกเสื้อเชิ้ตที่ใส่สบายกับกางเกงที่เป็นหูรูดหรือยางยืด เพราะเมื่อคุณปล่อยชายเสื้อออกมาข้างนอกก็มองไม่เห็นหูรูดอยู่ดี ชุดทำงานที่ต้องเรียบร้อยมากๆ ให้เลือกเป็นชุดกระโปรงที่สามารถปรับขนาดของรอบเอวได้ อาจมีเชือกผูกด้านหลังเมื่อท้องยังเล็กจะได้ผูกไม่ให้รุ่มร่ามเกินไป และเมื่อท้องขยายใหญ่ขึ้นก็สามารถปรับขนาดได้แล้วก็ใส่สูททับเท่านั้นเอง หากคุณทำงานในห้องแอร์ตลอดเวลา อาจเลือกผ้าที่หนาขึ้นมาอีกได้แต่ควรมีเส้นใยไลคร่าผสมอยู่เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว

  • รองเท้า รองเท้าที่ใช้ในขณะตั้งครรภ์ควรเป็นรองเท้าท่าสวมใส่สบาย เบา ไม่บีบรัดเท้าโดยเฉพาะในเดือนสุดท้ายที่เท้าจะบวมขึ้น ไม่มีสายรุงรังให้เดินสะดุดได้ง่าย ควรจะเป็นรองเท้าส้นเตี้ยเพราะรองเท้าที่มีส้นสูงจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นเป็นสาเหตุของการปวดหลัง อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย และควรเลือกแบบที่เรียบง่ายจะทำให้สามารถใส่เข้ากับเสื้อผ้าได้หลายชุดด้วยครับ
สำหรับในเดือนที่สองของการตั้งครรภ์นี้ก็หวังว่าคุณแม่ทุกคนที่ได้อ่านจะสามารถเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องนะครับ


(update 6 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 18:39 Share
เดือนที่ 2 ...เดือนแห่งการสร้างอวัยวะ


ในเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์ หรือสัปดาห์ที่ 5-8 นี้ ตัวอ่อนในครรภ์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นช่วงที่คุณแม่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษด้วย เรามาดูกันค่ะว่าในช่วง 4 สัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในครรภ์บ้าง
สัปดาห์ที่ 5

สัปดาห์นี้ตัวอ่อนจะมีประมาณ 1.25 มิลลิเมตร เมื่อวัดจากส่วนบนสุดของศรีษะไปถึงส่วนก้น และจากที่เคยมองเห็นเป็นเซลล์รูปร่างกลมๆ ก็จะเริ่มขยายออกตามยาวสามารถแยกแยะได้แล้วว่าส่วนไหนคือส่วนหัว ในระยะนี้ระบบประสาทส่วนกลางก็เริ่มมีการพัฒนา สมองและเส้นประสาทไขสันหลังก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วในช่วงเดือนที่ 2 นี้ สมองจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมากสมองซีกซ้ายและขวาจะเริ่มเจริญเติบโตและแตกสาขาของเส้นประสาทที่ต่อออกมาจากสมอง จะมีเยื่อบางๆ มาหุ้มสมองเอาไว้ซึ่งมีของเหลวอยู่รอบๆ เพื่อป้องกันกลุ่มเซลล์เล็กๆ นั้น เมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 2 สมองก็จะเริ่มทำงาน และสั่งให้ทารกการเคลื่อนไหว นอกจากนี้จะเริ่มมองเห็นเค้าโครงของดวงตาและหูปรากฏให้เห็นบริเวณด้านข้างของส่วนหัวด้วย ส่วนอวัยวะภายในที่สำคัญอย่างเช่น ตับและไตก็เริ่มมีการพัฒนาเป็นรูปร่างขึ้น เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อและกระดูก แต่กระดูกของตัวอ่อนในระยะนี้จะยังไม่แข็งมากนัก หัวใจก็เริ่มทำงาน ทำให้มีการไหลเวียนของเลือดไหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

สัปดาห์ที่ 6

สัปดาห์นี้เมื่อวัดขนาดความยาวของตัวอ่อนจากส่วนบนสุดของศรีษะมาถึงส่วนก้นจะได้ความยาวประมาณ 2-4 มิลลิเมตร การเติบโตของตัวอ่อนจะเป็นไปอย่างรวดเร็วรูปร่างของตัวอ่อนจะมีลักษณะคล้ายกับลูกอ๊อดที่มีหลังโค้งและมีหาง ตอนนี้หัวใจดวงเล็กๆ ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาสามารถเต้นได้เองแล้ว ส่วนอวัยวะที่สำคัญๆ ต่างๆ รวมถึงตับและไตก็ยังคงพัฒนาต่อไป ส่วนท่อประสาทซึ่งต่อกับสมองและเส้นประสาทไขสันหลังก็ปิดแล้ว และส่วนหัวของตัวอ่อนก็เริ่มมองเห็นเป็นรูปร่างของศีรษะแล้ว เช่นเดียวกับระบบย่อยอาหาร ท้อง หน้าอกและ กระดูกสันหลังก็มีการพัฒนาในระยะนี้ด้วย ส่วนแขนและขาที่ยังเจริญไม่เต็มที่ จะมองเห็นเป็นส่วนเล็กๆ ที่ยื่นออกมาจากร่างกาย

สัปดาห์ที่ 7

ช่วงนี้ตัวอ่อนจะมีขนาดความยาวจากส่วนบนสุดของศรีษะถึงส่วนก้นประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ซึ่งตัวอ่อนจะเริ่มมีรูปร่างเหมือนคนมากขึ้น ส่วนหางก็เริ่มหายไป แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนหัวของตัวอ่อนยังคงขรุขระและโค้งไปด้านหน้าส่วนจุดดำที่เห็นอยู่ด้านข้างทั้งสองด้านของหัวก็คือตาและรูสงรูที่เห็นก็จะพัฒนาไปเป็นจมูก ริมฝากและลิ้นเริ่มสังเกตเห็นได้ แขนและขาเริ่มยาวขึ้น และส่วนปลายเริ่มพัฒนาเป็นมือและเท้า ระยะที่อวัยวะส่วนต่างๆ กำลังพัฒนานี้ถือเป็นระยะที่อ่อนแอ เพราะฉะนั้นคุณแม่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายและมีผลกระทบต่อพัฒนาการของตัวอ่อน ระยะนี้หัวใจเริ่มมีการแบ่งเป็นห้องซ้ายและขวา และมีอัตราการเต้นปราณ 150 ครั้งต่อนาที ตับ ไต ปอด ลำไส้ และอวัยวะสืบพันธุ์ กำลังพัฒนาจนใกล้จะสมบูรณ์แล้ว

สัปดาห์ที่ 8

ในสัปดาห์ที่ 8 นี้ เราจะเรียกตัวอ่อนว่า “ทารก” แล้ว ช่วงนี้ส่นหัวของทารกยังคงมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่นของร่างกาย ใบหน้าของทารกยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ ทารกมีลิ้นและจมูกแล้ว ส่วนขากรรไกรก็เริ่มมีการเชื่อมต่อกันเป็นปาก ส่วนปอด ทางเดินอาหาร ตับ ไต ระบบสำคัญๆ ของร่างกายภายในจะสมบูรณ์มากขึ้นเมื่อถึงปลายเดือนที่ 2 นอกจากนี้ร่างกายยังมีการพัฒนาของกระดูกและระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีการไหลเวียนเกิดขึ้น แม้ว่าทารกจะไม่ได้กินอะไรเข้าไปก็ตาม แต่กระเพาะอาหารก็ยังมีการหลั่งน้ำย่อยออกมา ตับมีการผลิตเม็ดเลือดและไขกระดูก ส่วนด้านในของหูก็มีการพัฒนาส่วนที่รับการได้ยินและการทรงตัวระยะนี้ทารกเริ่มมีการเคลื่อนไหวบ้างแล้ว แม้ว่าคุณจะยังไม่รู้สึกก็ตาม

ความเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

เดือนที่สองนี้ คุณแม่ยังคงมีอาการแพ้ท้อง บางคนก็มีอาการเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งอาการโดยหลักๆ ก็คือ วิงเวียนศรีษะ อ่อนเพลีย หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน เหม็นกลิ่นต่างๆ ที่อาจไม่เคยรู้สึกเหม็นมาก่อน เช่น กลิ่นอาหาร กลิ่นน้ำหอม เป็นต้น นอกจากนี้คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนหลังดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร บ้วนน้ำลายตลอดเวลา น้ำหนักลด และปัสสาวะมีสีเข้ม


การดูแลร่างกาย

คุณแม่ควรรับประทานอาหารทีละน้อยแต่ทานบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก และควรรับประทานอาหารเบาๆ ก่อนนอน เช่น นม โยเกิร์ต หรือ ขนมปัง เพื่อป้องกันอาการแพ้ท้องหลังตื่นนอนในตอนเช้า (Morning sickness) หลังตื่นนอนควรค่อยๆ ลุกจากที่นอน ไม่ควรลุกพรวดพราดเพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ง่าย และไม่ควรแปรงฟันหลังอาหารทันทีเพราะจะทำให้อาเจียนได้ นอกจากนี้คุณแม่ควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะในช่วงที่มีอาการแพ้ท้องร่างกายจะมีความอ่อนเพลีย คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องมากๆ รับประทานอะไรไม่ได้เลย จนทำให้น้ำหนักลดลง ควรไปพบคุณหมอเพื่อหาวิธีช่วยเหลือต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคุณหมอจะให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน และให้น้ำเกลือช่วย

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับพัฒนาการในครรภ์เดือนที่ 2 คุณแม่จะเห็นได้ว่าอวัยวะๆ สำคัญๆ ต่างๆ จะมีการพัฒนาอย่างมากเดือนนี้ ฉบับหน้าเรามาติดตามกันต่อนะคะว่าทารกน้อยๆ ในครรภ์ของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก และคุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และคุณลูกค่ะ


(update 31 มกราคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.172 November 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 18:41 Share
(5-8 week) เดือนที่ 2 หนูเริ่มมีหน้าตาและอวัยวะแล้วจ้า !


แม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่เดือนที่ 2 และเจ้าตัวเล็กในท้องของคุณแม่ก็ยังอยู่ในระยะตัวอ่อน แต่ก็เริ่มสร้างอวัยวะต่างๆ อย่างรวดเร็ว แต่เรายังเรียกเขาว่า ตัวอ่อน (embryo) อยู่นะคะ


สัปดาห์ที่ 5 : สร้างระบบประสาท

ตัวอ่อนในช่วงสัปดาห์นี้จะมีรูปร่างคล้ายทรงกระบอก ความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ส่วนบนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นแกนประสาท (Neural tube) และกลุ่มของเซลล์ตอนกลางจะกลายเป็นหัวใจในขณะเดียวกันรกก็เริ่มมีการพัฒนาเป็นกลุ่มเส้นเลือดฝอยเล็กๆ มากมายและเชื่อมประสานกับตัวอ่อนเพื่อนำอาหารมาเลี้ยงส่วนต่างๆ

ในระยะนี้คุณแม่หลายๆ ท่านคงจะหายแพ้ท้องแล้ว แต่ก็ยังควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายๆ เหมือนเดิม เมื่อไปฝากครรภ์คุณหมออาจจะให้คุณแม่เริ่มรับประทายยาบำรุง เช่น โฟลิก เป็นต้น


สัปดาห์ที่ 6 : มีตุ่มแขนและขา

ตัวอ่อนจะเริ่มโค้งงอและมีรูปร่างคล้ายกับลูกอ๊อดค่ะ โดยมีความยาวประมาณ 2.5-5 มิลลิเมตร เริ่มมองเห็นตุ่ม 4 ตุ่ม ซึ่งจะพัฒนาเป็นแขนขาต่อไป และเริ่มมองเห็นจุดที่บริเวณหัวซึ่งจะกลายเป็นเลนส์ตาและหูชั้นใน ถ้าหากเราตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ก็อาจมองเห็นการเต้นของหัวใจแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อแค่นี้หรอกนะคะ


สัปดาห์ 7 : มีระบบไต ตัวอ่อนยังคงโค้งงอ

ตัวอ่อนมีความยาวประมาณ 7-9 มิลลิเมตร มองภายนอกอาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่ภายในตัวเขา ระบบไตได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว

ช่วงนี้คุณแม่ยังคงปัสสาวะบ่อยค่ะ เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ อาจมีตกขาวมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายกำลังสร้างเมือกปิดปากทางเข้ามดลูกเพื่อป้องกันอันตรายต่อลูกน้อย


สัปดาห์ที่ 8 : เริ่มขยับ

ตัวอ่อนยังคงโค้งงอและเห็นสายสะดือชัดขึ้นตัวอ่อนมีความยาวประมาณ 11-14 มิลลิเมตร ตาเริ่มชัดขึ้นเพราะเริ่มเห็นสีของจอประสาทตาเริ่มมองเห็นนิ้วมือและนิ้วเท้าชัดเจนขึ้นตามลำดับในขณะเดียวกัน ระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารก็คงพัฒนาไปอย่างเงียบๆ ที่สำคัญเจ้าตัวเล็กในท้องเริ่มขยับได้แล้ว เพียงแต่คุณแม่จะยังไม่รู้สึกว่าเขาดิ้น


Doctor Tip

“สำหรับคุณแม่บางคนช่วงเวลานี้อาจเป็นเดือนของการแพ้ท้อง แต่สำหรับเจ้าตัวน้อยนี่คือเดือนแห่งการสร้างอวัยวะภายในการรับประทานอาหารของคุณแม่จึงต้องใส่ใจมากขึ้น เพราะอาจรับประทานสารแปลกปลอมหรือสารปนเปื้อนที่อันตรายเข้าไปซึ่งจะส่งผลต่อลูกน้อยได้

คุณแม่ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะขาดสารอาหารนะครับ เพราะตัวเขาเล็กมาก คุณแม่จะดื่มนม 1 แก้ว หรือ 1 ลิตร เขาก็รับสารอาหารได้เท่าเดิมครับ ส่วนคุณแม่ที่ใช้ยารักษาสิว ให้งดไว้ก่อนและปรึกษาแพทย์ของท่านว่าจะต้องใช้ต่อหรือไม่.


(update 19 มิถุนายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 301 กุมภาพันธ์ 2551 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 18:42 Share
เดือนที่สองกำหนดโครงสร้าง…งานสร้างอวัยวะ


เมื่อเดินทางมาถึงเป้าหมาย อันเป็นตำแหน่งที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับการเจริญเติบโตแล้ว ภาระกิจในการเกาะยึดกับผนังมดลูกก็เริ่มขึ้น “เจ้าตัวอ่อน” สร้างเนื้อเยื่อที่เรียกว่า “villi” ขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นใยเล็กๆ จำนวนมากเลื้อยผ่านเข้าไปตามช่องว่างของผนัง และเกาะยึดไว้อย่างแน่นหนา ระหว่างนี้ เจ้าตัวอ่อนดูดซึมสารอาหารผ่านเนื้อเยื่อนี้เอง

ดูเหมือนว่า งานของเจ้าตัวอ่อนไม่ได้มีเพียงแค่การสร้างเนื้อเยื่อเพื่อเกาะยึดผนังมดลูกไว้เท่านั้น สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด บอกให้มันรู้ว่า มันจะต้องเร่งสร้างอวัยวะที่มีความคงทนและยืดหยุ่นมากกว่านี้ เจ้าตัวอ่อนได้วางโครงสร้างรูปร่างที่ถาวรของมันขึ้น มันคิดว่าโครงสร้างที่ดีจะต้องมี 3 ส่วน ส่วนที่อยู่ด้านในสุดจะเป็นส่วนที่มีโครงสร้างซับซ้อน มีกระบวนการทำงานที่สำคัญต่อกลไกชีวิต ส่วนต่อมาจะต้องมีความแข็งแรงพอที่จะเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับส่วนด้านในสุด และส่วนสุดท้ายจะอยู่ด้านในสุด และส่วนสุดท้ายจะอยู่ด้านนอกสุด มีไว้สำหรับรับรู้สัมผัสเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้อวัยวะด้านในสร้างกระบวนการป้องกันตัวได้ทัน

เมื่อได้โครงสร้างที่ดีแล้ว เจ้าตัวอ่อนก็เร่งสร้างเซลล์เล็กๆ ที่เปรียบได้กับอิฐก่อสร้างที่มีชีวิตเซลล์แต่ละตัวที่เจ้าตัวอ่อนสร้างขึ้นมาจะวิ่งไปอยู่ในตำแหน่งตามโครงสร้างที่ได้กำหนดไว้แต่แรกเมื่อไปถึงมันก็จะเกาะตัวรวมกัน และประสานกันก่อร่างขึ้นเป็นอวัยวะ โดยเริ่มจากส่วนที่มีความสำคัญสุดต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองของเจ้าตัวอ่อน

ส่วนศรีษะ สมอง และระบบประสาท

เนื้อเยื่อตรงส่วนไขสันหลังเริ่มก่อตัวหนาขึ้นเป็นร่องยาวจากหัวไปถึงก้นภายในร่องยาวระบบประสาทส่วนกลางจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เมื่อสมบูรณ์แล้ว กระดูกไขสันหลังจะก่อตัวปิดตลอดแนวส่วนด้านบนค่อยๆ แผ่ขยายออกเป็นส่วนสมอง พัฒนาเติบโตขยายไปทั่วศรีษะ ขณะเดียวกัน เซลล์เม็ดสีเล็กๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในสมอง เป็นระบบนัยน์ตาที่ซับซ้อน ตรงส่วนหน้าของศรีษะปรากฏจุดสีดำของม่านตา และรูที่จะเจริญขึ้นเป็นปาก จมูก และหู ต่อมรับรสจะเริ่มพัฒนาขึ้น และฟันน้ำนมเรียงตัวอยู่ในปาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนร่างกายทั้งหมด ศรีษะจะมีขนาดใหญ่มาก และโค้งเข้าหาหน้าอก นัยน์ตาพัฒนาต่อจนถึงขั้นมีเนื้อเยื่อหนังตาปิด สมองเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผลิตเซลล์ประสาทประมาณสองแสนกว่าเซลล์ในทุกๆ นาที

หัวใจ หลอดเลือด และอวัยวะภายใน

ส่วนที่นูนขึ้นตรงกลางลำตัวจะเป็นโครงสร้างบริเวณหัวใจ แม้จะยังเป็นเพียงหลอดเล็กๆ ที่ยังแทบมองไม่เห็นห้องของหัวใจ แต่หัวใจดวงน้อยๆ ก็เริ่มต้นนับตั้งแต่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยมีอัตราการเต้น 140-150 ครั้งต่อนาที จนกระทั่งปลายเดือนที่สองนี้ จะมีพัฒนาที่สมบูรณ์ และมีการบีบตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น เส้นเลือดฝังตัวตามตำแหน่งที่เหมาะสม ขณะเดียวกันกระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ไส้ติ่ง ลำไส้ และทวารหนัก ก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากเป็นกิ่งเล็กๆ และค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ลำไส้จะยาวขึ้นอย่างรวดเร็วจนพันกันเป็นขด ในเวลาเดียวกันนั้นรกก็เจริญเต็มที่มีสายสะดือขนาดค่อนข้างใญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ภายในสะดือมีเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำคอยรับเลือดจากรกเป็นทางลำเลียงอาหาร และถ่ายเทของเสีย

ลำตัวและอวัยวะภายนอก

ส่วนลำตัวจะเริ่มตรงและยาวขึ้น ขณะเดียวก็มีปุ่มเล็กๆ งอกออกมาสองข้างลำตัวใกล้กับหัวคู่หนึ่ง ส่วนนี้คือส่วนที่เจริญเติบโตไปเป็นแขนสองข้างซึ่งต่อมาก็จะค่อยๆ แบ่งออกเป็นส่วน คือ หัวไหล่ แขน ข้อศอก มือ และที่ฝ่ามือจะมีลายเส้นขึ้นด้วย อีกคู่หนึ่งอยู่ใกล้กับหางเล็กๆ งอกออกมา กล้ามเนื้อต่างๆ เริ่มพัฒนาขึ้น นิ่วมือ และนิ้วเท้าค่อยๆ แยกตัวจากกัน ส่วนผิวหนังเริ่มมีการแบ่งออกเป็นสองชั้น พร้อมกับมีการสร้างต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน และสร้างเซลล์ขุมขนขึ้น

ระบบสืบพันธุ์ และอวัยวะเพศ

แม้ว่าเพศของตัวอ่อนจะถูกกำหนดมาแล้วจากตัวอสุจิที่เข้ามาปฏิสนธิกับไข่ แต่ใน 7 สัปดาห์แรกหลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนเพศชาย และตัวอ่อนเพศหญิงจะยังมีลักษณะที่คล้ายกันอยู่ จนกระทั่งหลังสัปดาห์ที่ 7 หากตัวอ่อนเป็นทารกเพศชาย ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนจะเริ่มถูกผลิตออกมา อันเป็นจุดเริ่มในการพัฒนาอวัยวะเพศชายต่อไป

ไม่นานนัก เจ้าตัวอ่อนก็มีอวัยวะทุกอย่างครบถ้วน รูปร่างของมันค่อยๆ เปลี่ยนไปจนมีลักษณะเดียวกับทารก บางครั้งมันก็เริ่มขยับแขน ขา เคลื่อนไหวตัวเอง นี่ล่ะ คือผลงานชิ้นโบว์แดงที่เจ้าตัวอ่อนอุตสาหะมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม!


การเปลี่ยนแปลงในตัวคุณแม่
ร่างกาย : มีอาการต่อเนื่องมาจากเดือนที่แล้ว บางรายอาจมีอาการมากขึ้น มีอาการปวดศรีษะเป็นครั้งคราวเป็นลมหมดสติ หรือมีอาการวิงเวียนหน้ามืดบ่อยๆ ไขมันในผมน้อยลง เต้านมขยายใหญ่ และมีอาการคัดเจ็บขึ้นมาเล็กน้อย และมีของเหลวไหลออกมาทางช่องคลอด น้ำหนักตัวเพิ่ม กรามร่น ต่อมไทรอยด์บวม

อาการ : มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด เจ้าอารมณ์ คลางแคลง
การตรวจร่างกาย

เมื่อคุณไปฝากครรภ์ แพทย์จะตรวจร่างกายต่อไปนี้
  • น้ำหนัก และความดันโลหิต
  • ระดับโปรตีน และน้ำตาลในปัสสาวะ
  • ตรวจมือ และเท้า ว่ามีอาการบวมหรือไม่อาการเส้นเลือดขอดที่ขา
  • อาการต่างๆ โดยเฉพาะอาการผิดปกติ
  • สอบถามเงื่อนไขด้านสุขภาพและด้านอื่นที่เกี่ยวกับภาวะครรภ์


(update 30 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:09 Share
4-16 สัปดาห์ในครรภ์  ระบบสืบพันธุ์พัฒนา


ยามเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณหมอสูติมักจะถูกไถ่ถามเรื่องเพศของลูกอยู่เสมอๆ และนับเป็นโชคดีที่มีอยู่สองเพศเท่านั้น สิ่งที่กำหนดเพศของลูกคืออสุจิของคุณพ่อซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดคือ X และ Y อย่างที่มักจะทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วส่วนช่วงเวลาที่อวัยวะสำคัญที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ก็คือ 16 สัปดาห์ในครรภ์นั่นเองค่ะ


ระบบสืบพันธุ์พัฒนา
4 สัปดาห์
เซลล์ที่เจริญและพัฒนาไปเป็นระบบสืบพันธุ์ของลูกทั้งเพศหญิงและเพศชาย จะถูกำหนดไว้ตั้งแต่ตัวอ่อนของลูกมีอายุได้เพียง 4 สัปดาห์ ซึ่งจะเจริญมาจากเซลล์ชั้นกลางเช่นเดียวกันกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ระบบไหลเวียนและระบบทางเดินปัสสาวะ อย่างที่เคยกล่าวไว้ในตอนก่อนๆ

ข้อมูลของกรรมพันธุ์ที่กำหนดในยีนและเป็นตัวกำหนดเพศของลูกจะอยู่ในโครโมโซมเพศ กลุ่มยีนที่มีชื่อว่า SRY และ SOX-9 บนโครโมโซม Y จะเป็นแบบพิมพ์ในการสร้างระบบสืบพันธุ์เพศชาย

ส่วนของเพศหญิงจะอยู่บนโครโมโซม X และโครโมโซมแท่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งสามารถแสดงแผนภูมิและตำแหน่งได้อย่างชัดเจนแล้วในขบวนการด้านการศึกษาในปัจจุบัน

11 สัปดาห์
เริ่มแยกได้ว่าเป็นชายหรือหญิงเมื่อ 11 สัปดาห์ และแยกได้ชัดเจนในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ซึ่งในช่วงนี้คุณหมอจะสามารถตอบคุณพ่อคุณแม่ได้แล้วว่าเป็นลูกเพศใด

16 สัปดาห์
การเจริญและพัฒนาการของระบบสืบพันธุ์ของเด็กจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์และสามารถเห็นและแยกอวัยวะเพศภายนอกๆได้แม่นยำ เรียกว่าสามารถดูด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ในสัปดาห์นี้

X Y กำหนดพัฒนาการอวัยวะเพศลูก

เซลล์ชุดแรกที่จะพัฒนาต่อไปนั้น จะเริ่มต้นขึ้นที่พื้นผิวของเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นระบบทางเดินปัสสาวะทั้งสองด้าน ถ้าเป็นชายเรียกว่า Wolffian Ducts และถ้าเป็นหญิงเรียกว่า Mullerian Ducts ซึ่งจะเจริญเติบโตลงมาเชื่อมกันตรงกลางเป็นระบบสืบพันธุ์บริเวณอุ้งเชิงกราน

เซลล์ชุดแรกของทั้งสองเพศดังกล่าวข้างต้น จะเจริญไปเป็นระบบสืบพันธุ์ชายหรือหญิงได้นั้น เกิดจากโครโมโซม ซึ่งถ้าเป็นชายและมีการสร้างฮอร์โมนเพศชายเรียกว่า เทสโทสเทอฃฃโรน (Testostreone) ทำให้ Mullerian Ducts ฝ่อหายไป และ Wolffian Ducts ก็จะเจริญเติบโตต่อไปจนสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นเพศหญิงก็จะเป็นไปในทางกลับกันและเชื่อกันว่า คริตอรีส (Clotoris) ของผู้หญิงเป็นส่วนติ่งที่เหลือของการฝ่อตัวของ Wolffian Ducts นั่นเองค่ะ


อาการผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์
เซลล์ชุดแรกไม่ตอบสนองฮอร์โมน

ในกรณีที่ลูกมีโครโมโซมเพศชาย แต่เซลล์ชุดแรกไม้ตอบสนองต้อฮอร์โมนชุดแรกดังกล่าว ก็จะมีอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเป็นผู้หญิงแต่ไม่มีมดลูกและรังไข่ มีแต่ลูกอัณฑะที่จะอยู่ภ่ยในช่องท้องหรือบริเวรขาหนีบทั้งสองข้าง และเด้กจะถูกเลี้ยงดูเติบโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงซึ่งมักจะมาพบคุณหมอปัญหาเรื่องไม่มีประจำเดือน

คุณหมอจะแนะนำให้ผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออก ซึ่งสามารถผ่าตัดผ่านกล้องได้เพราะหากทิ้งให้ลูกัณฑะอยู่ในช่องท้องจะกลายเป็นมะเร็งในระยะยาว เพราะอุณภูมิในร่างกายจะสูงกว่าตำแหน่งปกติของลูกอัณฑะในถุงอัณฑะ ซึ่งจะอยู่ภายนอกร่างกายและจะมีการปรับให้อุณหภูมิต่ำกว่าในร่งกายประมาณ 2 องศาเสมอ โดยจะมีกล้ามเนื้อพิเศษในถุงอัณฑะ ซึ่งจะหดตัวให้ลูกอัณฑะเข้ามาใกล้ลำตัวเมื่ออากาศภายนอกหนาว และคลายออกให้ลูกอัณฑะออกไปไกลจากลำตัวเมื่ออากาศภายนอกร้อนได้ ที่สำคัญคือหลังผ่าตัดก็ยังเป็นผู้หญิงที่แต่งงานและมีเพศสัมพันธุ์ได้ตามปกติแต่ไม่มีลูก

เซลล์ชุดแรกพัฒนาการพร้อมกัน

คงพอเดากันได้แบล้วนะคะว่า ถ้าเซลล์ชุดแรกของทั้งสองเพศเจริญเติบโตไปพร้อมกันโดยไม่มีการฝ่อตัวไปเองของชุดใดชุดหนึ่ง ลูกก็จะมีระบบสืบพันธุ์ทั้งสองชุดคือชายและหญิงที่เรียกว่ากระเทยแท้ แต่ยังไม่มีความผิดปกติของความซับซ้อนในการสร้างฮอร์โมรเพศและทำให้มีปัญหาความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักคือกระเทยเทียมและอวัยวะเพศภายนอกกำลังบวมกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ซึ่งบางพวกเกิดจากการสร้างฮอร์โมนผิดปกติของต่อมหมวกไต

ความผิดปกติของปากมดลูก

แต่หากเกิดความผิดปกติของข้างใดข้างหนึ่ง คือไม่มีการเจริญและพัฒนาเกิดขึ้นโดยเฉพาะในทารกเพศหญิงจะเกิดความพิการของมดลูก ปากมดลูก และช่องคลอดได้ จะเป็นความพิการชนิดใด รุนแรงแค่ไหนและอย่างไร ก็ขึ้นกับว่าเกิดการชะงักงันในการพัฒนาช่วงใดด้วย เช่น ไม่มีมดลูก มีมดลูกี่มีผนังกั้นเพราะไม่เกิดการเชื่อมต่อ หรือมีมดลูก 2 ใบ เป็นต้น ที่สำคัญคือ จะไม่มีไตข้างเดียวกับที่มีความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ข้างนั้นๆด้วย

นอกจากนี้ยังมีความพิการของปากมดลูกและช่องคลอดร่วมด้วย แล้วแต่ชนิดของความพิการเช่นกัน เช่น มีปากมดลูก 2 อัน ช่องคลอด 2 ช่อง ซึ่งอาจจะมีการตีบของช่องใดช่องหนึ่งร่วมด้วย ปากมดลูกตีบหรือช่องคลอดตีบ เป็นต้น ปัญหาความพิการเหล่านี้จะยังไม่ปรากฏอาการจนกว่าจะเริ่มมีประจำเดือน มีเพษสัมพันธุ์ หรือมีการตั้งครรภ์ เกิดขึ้น

แต่ไม่ว่าลูกจะเป็นหญิงหรือชาย หากตั้งความหวังในการเลี้ยงดูลูกไว้ที่เพศของลูกเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะเป็นวิธีคิดที่ไม่ยุติธรรมนักสำหรับลูก และที่สำคัญคืออาจมีวิธีเลี้ยงลูกที่ผิดเพศ ทำให้ลูกกลายเป็นเกย์ ทอม ตุ๊ด ดี้ ในที่สุด เพราะสังคมในปัจจุบันและอนาคตมีกระแสนิยมในเพศที่สามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นรักลูกอย่างที่ลูกเป็นนะคะ

ความหวังของคนที่เป็นพ่อแม่โลกปัจจุบัน ขอเพียงให้ลูกดูแลตนเองได้ ไม่เป็นภัยต่อสังคม และหากสามารถดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าได้ หรือทำประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองในทางที่ถูกที่ควรได้ด้วย ก็นับว่าประสบความสำเร็จในการเลี้ยงดูลูกแล้วค่ะ


(update 4 มิถุนายน 2009)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.155 September 2008 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:06 Share
เดือนที่ 3 จากตัวอ่อนเป็นทารก



ภาพของนิ้วมือที่สมบูรณ์ เมื่อทารกมีอายุ 12 สัปดาห์


ภาพมือของทารก เห็นนิ้วมือและเล็บมือ


ภาพของมือและนิ้วของตัวอ่อนอายุ 10-12 สัปดาห์

เข้าเดือนที่ 3 ลูกไม่ใช่ตัวอ่อนอีกต่อไป เพราะอวัยวะต่างๆ ของลูกเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบแล้ว และจะยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ…

ระยะเวลาดังกล่าว อวัยวะสำคัญของร่างกายลูกน้อยได้จัดตั้งเป็นที่เรียบร้อย ลำไส้กลับเข้าไปอยู่ภายในลำตัว และอวัยวะต่างๆ เหล่านี้เริ่มเจริญเติบโต และมีวุฒิภาวะมากขึ้นตามลำดับ


พัฒนาการของทารก

ตั้งแต่อายุ 9 สัปดาห์ ถือว่าตัวอ่อนเป็นทารกในครรภ์ จะไม่เรียกว่าตัวอ่อนอีกต่อไป ส่วนศีรษะยังคงมีขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ความยาวของทารกจะเท่ากับหนึ่งในสาม ของความยาวทารกเมื่อครบกำหนดคลอด ระบบการมองเห็นพัฒนาเต็มที่ ยกเว้นเปลือกตาที่ยังไม่สมบูรณ์และยังคงปิดอยู่ ใบหน้าก็มีการพัฒนาจนสมบูรณ์ ลำตัวเริ่มยืดตรงขึ้น และมีเนื้อเยื่อกระดูกและซี่โครงเกิดขึ้น นิ้วมือและนิ้วเท้าเริ่มมีเล็บ และเริ่มมีเส้นผมเกิดขึ้นด้วย

อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเริ่มเห็นได้ชัดเจน ซึ่งสามารถเห็นได้จากการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ระบบไหลเวียนของโลหิตยังพัฒนาต่อไป ระยะนี้หัวใจจะเต้นเร็วประมาณ 120-160 ครั้งต่อนาที ทารกจะสามารถกลืนน้ำคร่ำและขับถ่ายออกมาเป็นปัสสาวะ


การสร้างเม็ดเลือดแดง

การสร้างเม็ดเลือดแดงโดยโยล์คแซ็ก (Yolk Sac) จะสิ้นสุดลงในสัปดาห์ที่ 12 ของอายุทารก และถูกทดแทนโดยไขกระดูก ตับ และม้าม ซึ่งรับหน้าที่แทนในการสร้างเม็ดเลือดแดงดังกล่าว เพื่อให้ทารกพร้อมสำหรับการออกมาสู่โลกภายนอกเมื่อถึงเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพารกซึ่งทำหน้าที่ให้อาหาร ออกซิเจน และนำของเสียออกจากร่างกายของทารกตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์


ระบบสนับสนุนการตั้งครรภ์

รกจะเป็นอวัยวะที่เจริญอย่างรวดเร็วและทำหน้าที่ให้อาหาร ออกซิเจน และนำของเสียออกจากทารกในครรภ์ สายสะดือจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างรกกับทารกในครรภ์ ภายในสะดือจะประกอบด้วย เส้นเลือด 3 เส้นด้วยกัน เป็นเส้นเลือดดำ 1 เส้น ขนาดใหญ่ นำอาหารและออกซิเจนสู่ทารก ส่วนเส้นเลือดแดงขนาดเล็กมี 2 เส้น ทำหน้าที่นำของเสียออกจากร่างกายทารก เส้นเลือดทั้งสามเส้นถูกห่อหุ้มอยู่ในท่อที่มีสารคล้ายเจลลี่ ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เส้นเลือดพับงอหรือตีบตัน


ลักษณะของทารกเมื่อมีอายุครบ 12 สัปดาห์

มือและเท้า นิ้วมือและนิ้วเท้าจะเจริญจนมีลักษณะสมบูรณ์
รูปร่างลักษณะทั่วไปจะดูเหมือนมนุษย์แล้ว จะสังเกตเห็นคาง หน้าผาก และดั้งจมูกได้แล้ว
หนังตาเริ่มมีการพัฒนารอบดวงตาที่จัดตั้งเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ทารกจะสามารถตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าภายนอกได้แล้ว เช่น การกระทบกระเทือนผ่านหน้าท้องของมารดา เป็นต้น การเคลื่อนไหวจะมีลักษณะเป็นแบบกระตุก งอแขนขา หรือคล้ายกับสะอึก

ระยะนี้ขากรรไกรจะมีตุ่มของฟันแท้ทั้ง 32 ซี่ ครบแล้วเช่นกัน
ความยาวของทารกในระยะนี้ นับจากศีรษะถึงก้นจะเท่ากับ 9 เซนติเมตรโดยประมาณ และหนักประมาณ 48 กรัม


คุณแม่ตั้งครรภ์ระยะนี้

  • แพ้ท้อง
    ช่วงนี้อาการแพ้ท้องจะเริ่มทุเลาลง ความรู้สึกโดยทั่วไปจะดีขึ้น

  • น้ำหนักตัว
    จะเริ่มเพิ่มขึ้นจากการที่ทารกและส่วนสนับสนุนทารกมีการเจริญอย่างรวดเร็ว

  • ฮอร์โมน
    จากการที่ระดับฮอร์โมนเริ่มเข้าที่เข้าทาง ส่งผลให้อารมณ์ที่เคยวูบวาบ และรู้สึกไม่ค่อยดี เริ่มจะดีขึ้นด้วยเช่นกัน

  • ความสูงของยอดมดลูก
    ช่วงระยะเวลาดังกล่าว มดลูกจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนโตพ้นอุ้งเชิงกราน ทำให้สามารถคลำพบได้เหนือหัวหน่าว
    ระยะนี้ความวิตกเกี่ยวกับการตั้งครรภ์จะเริ่มลดลง เพราะโอกาสเสี่ยงของการแท้งจะลดลงไปมาก สภาพจิตใจของตัวคุณแม่จะผ่อนคลายขึ้นมาก

  • ระบบไหลเวียนโลหิต
    หัวใจจะสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้นจนเกือบถุงจุดสูงสุด และจะสูงไปตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ความดันโลหิตจะลดลงเนื่องจากมีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ จะสังเกตได้ว่ามือและเท้าจะอุ่นกว่าปกติ

(update 21 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 74 ธันวาคม 2544 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:06 Share
เดือนที่ 3... จากตัวอ่อนสู่ทารก


เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงเดือนที่ 3 แล้ว นั่นก็หมายความว่าไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์กำลังจะผ่านไป ในช่วงนี้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายลูกทั้งภายในและภายนอกก็พัฒนาจนเกือบสมบูรณ์จนมองเห็นว่าเป็นมนุษย์ตัวจิ๋วแล้ว เพราะฉะนั้นช่วงนี้เราจะเปลี่ยนจากการเรียกว่า “ตัวอ่อน” มาเป็น “ทารก” แทน เรามาดูกันค่ะว่าในเดือนนี้ลูกน้อยของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
สัปดาห์ที่ 9

ในช่วงนี้ร่างกายของลูกเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ถ้าลองอัลตร้าซาวนด์ดูจะยังเห็นศรีษะของลูกโค้งลงมาที่หน้าอก ส่วนแขน ขา มือ และ เท้าก็กำลังมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว นิ้วมือและนิ้วเท้าของลูกมีการพัฒนาไปจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว เปลือกตาก็มีการพัฒนาจนเกือบจะสามารถปิดตาได้สนิท ส่วนจมูกก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น กระบังลมที่จะช่วยให้ลูกสามารถหายใจได้หลังคลอดก็มีการพัฒนาในระยะนี้ นอกจากนี้ลำไส้ของลูกก็เริ่มเคลื่อนเข้าไปอยู่ในช่องท้องแล้ว

สัปดาห์ที่ 10

สัปดาห์นี้สมองของลูกยังคงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ขนาดของศรีษะก็ยังดูใหญ่อยู่มากเมื่อเทียบกับส่วนอื่นของร่างกาย ส่วนจมูกและตาตอนนี้ก็เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้น ภายในเหงือกของลูกตอนนี้เริ่มมีหน่อฟันซี่เล็กๆ 20 ซี่ก่อตัวขึ้นแล้ว แขนและขาของลูกเริ่มเห็นเป็นข้อมือและข้อเท้า ข้อต่อตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเริ่มปรากฏขึ้น อวัยวะสืบพันธุ์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ว่าลูกเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย ในช่วงนี้ระบบประสาทของลูกเริ่มมีการตอบสนองมากขึ้น และอวัยวะภายในต่างๆ ก็เริ่มทำงานแล้ว ปอดของลูกก็ยังคงมีการพัฒนาต่อไป ในขณะที่ลำไส้ก็กำลังพัฒนาอยู่ภายในช่องท้องของลูกเช่นกัน ส่วนไตก็กำลังเคลื่อนเข้าไปอยู่ตำแหน่งของมันบริเวณช่องท้องส่วนบน เวลานี้หัวใจของลูกพัฒนาจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว

สัปดาห์ที่ 11

เมื่อเข้าสู่ช่วงสัปดาห์นี้ พัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกพ้นช่วงที่เสี่ยงต่ออันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกแล้ว จากนี้ไปความเสี่ยงต่างๆ ก็จะลดน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติที่มีมาแต่กำเนิด หรือความเสี่ยงที่เกิดจากผลกระทบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อหรือการใช้ยาของคุณแม่

เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์นี้ ร่างกายของลูกจะมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนศรีษะจะมีความยาวเป็นครึ่งหนึ่งของความยาวของร่างกาย และภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่นั้น ม่านตาของลูกกำลังเริ่มมีการพัฒนาเกิดขึ้นซึ่งจะช่วยปกป้องดวงตาของลูกจากแสงสว่างที่จ้าเกินไป ในช่วงนี้หูของลูกยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ลูกสามารถทำได้ในช่วงนี้คือ การหาว ดูดและกลืน

สำหรับอวัยวะภายในที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตับ ไต ลำไส้ สมอง และ ปอด ตอนนี้มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์และเริ่มทำงานแล้ว ช่วงต่อจากนี้จนกระทั่งลูกคลอด อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นในระยะนี้ลูกเริ่มมีเล็บงอกขึ้นมาที่นิ้วมือและนิ้วเท้าและเริ่มมีผมและแขนงอกขึ้นมาแล้วส่วนหัวใจของลูกก็ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งสายสะดือที่ลำเลียงเลือดไปสู่รกในครรภ์ด้วย

สัปดาห์ที่ 12

เมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 3 ร่างกายของลูกมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้าแม้ว่าอวัยวะสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะสมองจะยังมีการพัฒนาต่อไป ตอนนี้นิ้วมือและนิ้วเท้าของลูกแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนเล็บและผมก็งอกยาวขึ้น กระดูกก็มีความแข็งแรงมากขึ้น ส่วนอวัยวะสืบพันธุ์ก็มีการพัฒนาจนเริ่มสังเกตเพศได้ ต่อมใต้สมองเริ่มผลิตฮอร์โมนและตอนนี้ลูกสามารถขยับแขน ขยับนิ้วมือและนิ้วเท้า ยิ้ม ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด และ สามารถดูดนิ้วหัวแม่มือตัวเอง ส่วนระบบย่อยอาหารของลูกตอนนี้สามารถดูดซึมกลูโคสได้แล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้อาการแพ้ท้องของคุณแม่หลายคนจะลดลง สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น และน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัม หลังจากนั้นน้ำหนักควรเพิ่มขึ้นเดือนละ 1.5-2 กิโลกรัม แต่ก็มีคุณแม่อีกหลายคนที่ยังมีอาการแพ้ท้องอยู่ ซึ่งหากมีอาการมากๆ และน้ำหนักไม่ขึ้นหรือน้ำหนักลด ควรไปปรึกษาคุณหมอเพื่อหาทางแก้ไข

ส่วนความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายในช่วงนี้เต้านม ท้องและขาของคุณแม่จะเริ่มขยาย คุณแม่ที่เริ่มหายแพ้ท้องแล้วจะรู้สึกหิวอยู่บ่อยๆ และทานเยอะขึ้น ในช่วงนี้คุณแม่อาจเริ่มมีอาการท้องผูกเกิดขึ้นด้วย วิธีแก้ไขคือ คุณแม่ต้องหมั่นรับประทานผัก ผลไม้ เป็นประจำ ดื่มน้ำให้มากๆ จะช่วยลดอาการท้องผูกลงได้ค่ะ

หลังจากผ่านพ้นไตรมาสซึ่งเป็นช่วงที่ลูกมีความเสี่ยงต่อการแท้งและความพิการต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น คงทำให้คุณแม่ใจชื้นขึ้นมาอีกเป็นกองว่าเจ้าตัวน้อยของคุณจะมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงในวันคลอด แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ยังคงต้องดูแลร่างกายให้ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่โหมทำงานหนักมากเกินไป ที่สำคัญควรไปตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติอะไรเกิดขึ้น คุณหมอจะได้ช่วยแก้ไขได้ทันเวลาค่ะ


(update 18 มีนาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.173 December 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:07 Share
เดือนที่ 3 เริ่มเคลื่อนไหวครั้งแรก


ในเดือนที่สามนี้ว่าที่คุณแม่คงจะเริ่มปรับตัวเข้ากับการตั้งครรภ์ได้มากยิ่งขึ้นแล้ว แต่บางครั้งอาจรู้สึกว่าก็ยังคงเต็มไปด้วยสิ่งที่น่ารำคาญใจ และในบางครั้งเมื่อคุณแจ้งข่าวดีนี้ให้ทุกคนทราบ ก็มักจะมีความปรารถนาดีในรูปแบบต่างๆ ตามมาด้วย เป็นไปตามความเชื่อของแต่ละคนครับ ส่วนมากก็จะบอกว่าอย่าทำโน่น อย่ากินนี่ ต้องทำอย่างนี้อย่างนั้นเต็มไปหมด อันที่จริงทุกคนรัก และเป็นห่วงสุขภาพคุณนั่นเอง แต่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องไปซะทั้งหมดหรอกครับ คุณแค่เพียงแต่รับฟังก็พอ ส่วนการปฏิบัติตัวอย่างไรนั้นขอให้ขึ้นอยู่กับว่าคุณพอใจและไม่มีข้อห้ามจากคุณหมอเท่านั้นเอง อย่าเกรงใจคุณหมอที่จะถามในสิ่งที่คุณอยากจะทำแต่ไม่รู้ว่าจะมีผลเสียหรือไม่ และหากคุณวิตกกังวลมากขอคุยกับใครบางคนในทีมแพทย์พยาบาลที่ดูแลคุณอยู่หรือสามีก็ได้ครับ อย่าเก็บความกังวลความสงสัยไว้มากเกินไปจะทำให้เครียดได้ครับ

มาดูว่าถึงเดือนนี้ทารกน้อยของคุณเติบโตไปแค่ไหนแล้ว



ขนาดของมดลูกในขณะนี้โตขึ้นเรื่อยๆ ครับ เปรียบเสมือนห้องที่กว้างขวางสำหรับทารกที่อยู่ในนั้น จะลอยไปมาในน้ำคร่ำอย่างสุขสบายอบอุ่น และเคลื่อนไหวอย่างไร้น้ำหนักคล้ายกับว่าเป็นนักบินอวกาศ ที่ลอยอยู่ในอวกาศในสภาพไร้น้ำหนักเลยทีเดียว เมื่อสิ้นสุดเดือนที่สามนี้ ทารกจะมีน้ำหนักประมาณ 18 กรัม ยาวประมาณ 9 เซนติเมตร ทารกในตอนนี้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ตัวจิ๋ว
  • เนื่องจากกล้ามเนื้อและระบบประสาทเริ่มทำงานได้สัมพันธ์กัน ดังนั้นทารกของคุณจะเริ่มเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นเหมือนการทดลองเคลื่อนไหวดูก่อน หลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวจริงจังมากขึ้น และรุนแรงขึ้นเมื่อถึงปลายของเดือนที่สามนี้ ตอนนี้ทารกของคุณสามารถเตะ หมุนตัวไปรอบๆ บิดตัว ว่ายน้ำ แม้กระทั่งตีลังกาก็ได้ด้วย ทารกสามารถขยับนิ้วหัวแม่มือ อ้าปาก กลืน ซ้อมทำท่าหายใจเข้าออก หมุนข้อเท้า งอข้อมือและกำปั้นได้ คุณจะยังไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวต่างๆ ของทารกในตอนนี้ ต้องรอไปจนกว่าจะถึงเดือนหน้าจึงจะรู้สึกได้

  • รูปร่างของใบหน้าเริ่มแสดงเค้าโครงที่ชัดเจน แล้วว่าจะเหมือนใครในครอบครัว เริ่มจะมองเห็นส่วนของคาง หน้าผาก และจมูกที่เป็นเพียงปุ่มเล็กๆ ตาทั้งสองข้างจะเข้ามาอยู่ใกล้กันมากขึ้น เปลือกตายาวพอที่จะปิดคลุมคาได้ และจะหลับตาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ ตำแหน่งของหูจะเคลื่อนสูงขึ้นมาอยู่ด้านข้างของศีรษะแล้ว และสามารถมองเห็นเป็นรูปร่างใบหูชัดเจน

  • หลอดเสียงจะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว แต่จะยังไม่สามารถก่อให้เกิดเสียงได้

  • ตอนนี้ทารกของคุณอาจจะเริ่มดูดได้แล้ว ปุ่มรับความรู้สึกที่ลิ้นจะทำหน้าที่รับรู้รสชาติของอาหารและต่อมน้ำลายมีการพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเมื่อมีการพัฒนาการกลืนได้แล้ว ทารกก็จะเริ่มกลืนน้ำคร่ำเข้าไป น้ำคร่ำก็จะเข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหาร ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆ เช่นกัน ในน้ำคร่ำจะมีสารอาหารที่จะช่วยให้ทารกเจริญเติบโต และการกลืนน้ำคร่ำเข้าไปก็จะทำให้ไตเริ่มทำงานด้วยเช่นกัน เมื่อไตทำงานมีการกรองเกิดขึ้นทารกก็จะมีการปัสสาวะ แต่ไม่ต้องกังวล เพราะปัสสาวะของทารกจะสะอาดปราศจากเชื้อและหมุนเวียนกลับไปเป็นน้ำคร่ำใหม่

  • ทารกอาจสูดเอาน้ำคร่ำเข้าไปในทางเดินหายใจบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ต้องกังวลเพราะทารกยังไม่มีการหายใจจนกว่าจะออกมาสู่โลกภายนอกเท่านั้น แม้จะพบว่าทารกมีการซ้อมหายใจก็ตาม แต่ OXYGEN ทั้งหมดที่ทารกใช้ได้มาจากแม่ผ่านทางสายสะดือครับ

  • อวัยวะเพศเริ่มปรากฏ รังไข่และอัณฑะได้ถูกสร้างขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้วภายในร่างกาย แต่อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกยังไม่ชัดเจนและยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก ดังนั้นการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์อาจจะยังไม่เห็นว่าทารกเป็นเพศใดได้

  • ผิวหนังจะเป็นสีแดงและบางใส มากจนเห็นเครือข่ายของเส้นเลือดอย่างชัดเจน

  • นิ้วมือและนิ้วเท้าตอนนี้มีห้านิ้วชัดเจนไม่ติดกันแล้ว และเริ่มมีการสร้างเล็บด้วย

  • ตอนนี้หัวใจสามารถทำงานได้สมบูรณ์ สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ หัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอแต่เร็วมาก เร็วกว่าการเต้นของหัวใจแม่ คุณอาจจะได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจลูกด้วยหากคุณหมอทำการตรวจด้วย Doppler

  • เซลล์กระดูกที่ได้วางตัวไว้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์นั้น ได้มีการพัฒนาด้านโครงสร้างเสร็จเมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามกระบวนการพัฒนากระดูกนั้นใช้เวลานานมาก โครงสร้างต่างๆ ของกระดูกและข้อนั้นจะสร้างเมื่อทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา แต่ความแข็งแรงของกระดูกจะมีการพัฒนาต่อไปจนสมบูรณ์ก็เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

  • ในปลายสัปดาห์ที่ 12 นี้ รกของทารกได้มีการพัฒนาจนสมบูรณ์แล้ว และทำหน้าที่แทนถุงไข่แดงในการนำอาหารและออกซิเจนมาเลี้ยงทารก และยังเป็นที่แลกเปลี่ยนของเสียจากเลือดทารกไปยังมารดา

(update 3 มีนาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:07 Share
เดือนที่สามเร่งพัฒนาอวัยวะสู่การใช้งาน


ตัวอ่อนแปลงกาย
ทุกวินาทีที่ผ่านไปเนื้อเยื่อที่ตัวอ่อนสร้างขึ้น จะก่อตัวหนาขึ้นเป็นโครงร่างของชิ้นส่วนอวัยวะสำคัญ นับวันโครงสร้างอวัยวะเหล่านี้ ก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวอ่อนมีรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป…. มันดูคล้ายกับทารกตัวจิ๋ว รอบๆ ตัวทารกน้อยเต็มไปด้วยน้ำเหนียวข้นที่เรียกว่าน้ำคร่ำ มีผนังหนานุ่มหุ้มอยู่อีกชั้น สายสะดือเส้นใหญ่โยงช่วงท้องของทารกน้อยกับตัวผนังรก ที่จริงภายในนี้เป็นเหมือนห้องที่มีขนาดกว้างพอที่หนูน้อยจะหกคะเมนตีลังกาอย่างไรก็ได้ แต่หนูน้อยยังไม่รู้วิธีที่จะทำเช่นนั้นได้ คงจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง การจะทำเช่นนั้นได้หนูน้อยจะต้องเร่งพัฒนาสมองส่วนที่สามารถสั่งการให้ปลายประสาทสัมผัสกล้ามเนื้อให้ทำงาน แต่การพัฒนาสมองนั้นดูเป็นเรื่องใหญ่เสียเหลือเกิน ยังมีอวัยวะอีกหลายส่วนที่หนูน้อยจะต้องสานต่อจากโครงร่างที่วางไว้เมื่อเดือนที่แล้วเร่งสร้างให้มีกลไกการทำงานที่สมบูรณ์โดยไว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างอวัยวะส่วนอื่นๆ อีกต่อไป


แหล่งอาหาร พลังงาน และการขับถ่าย

จำนวนเส้นเลือดในรกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเร่งป้อนอาหารให้เพียงพอสำหรับการทำงานหนัก รกจะเป็นแหล่งอาหารแทบทั้งหมดของทารกรวมทั้งออกซิเจน และการขับถ่ายของเสียด้วย ในเดือนนี้ รกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น จนพร้อมทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมน โพรเจสเตอโรน และเอสโทล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดูแลครรภ์และการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในตัวคุณแม่


สมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

ถึงแม้สมองจะยังมีพัฒนาการไม่เต็มที่ แต่กล้ามเนื้อมีพัฒนาการจนถึงขั้นแสดงปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อมีการกระตุ้นได้แล้ว โดยการสั่งการของประสาทไขสันหลัง


อวัยวะภายใน และการทำงาน
  • ระบบลำไส้ขยายจากสะดือเคลื่อนมาที่บริเวณท้อง และ สามารถบีบรัดตัว เพื่อเตรียมพร้อมสู่การทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร

  • ต่อมไทรอยด์พัฒนาถึงขั้นพร้อมที่จะผลิตฮอร์โมน

  • ต่อมลูกหมาก เริ่มปรากฏเป็นรูปร่าง ส่วนอวัยวะที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์เพศหญิงจะเสื่อมลง (ถ้าหากทารกเป็นหญิงอวัยวะที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ชายจะเสื่อมลง และรังไข่จะเคลื่อนจากบริเวณท้องลงสู่บริเวณอุ้งเชิงกราน)

อวัยวะภายนอก และการทำงาน
  • ศรีษะมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของความยาวของร่างกาย

  • ใบหน้าเริ่มดูเป็นมนุษย์มากขึ้น หนังตาของทารกสบกัน (และจะไม่เปิดขึ้นอีกเลย เป็นเวลาเกือบ 4 เดือน) แก้ม สันจมูก และคางปรากฏขึ้น หูค่อยๆ เลื่อนจากบริเวณคอสูงขึ้นไปที่ข้างศรีษะทั้งสองด้าน ปากเป็นช่องจนหนูน้อยสามารถเอานิ้วหัวแม่มือเข้าไปได้ นัยน์ตา 2 ข้างขยับเข้าหากันมากขึ้น

  • ทารกมีขนาดโตขึ้นเกือบเท่าตัว มีเล็บนิ้วมือ มีลายเส้นซับซ้อนขดเป็นวงก้อนหอย ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นลายนิ้วมือ ส่วนขนอ่อนจะเตรียมทำหน้าที่ยึดไขเคลือบผิวที่ร่างกายทารกจะหลั่งออกมาในเดือนหน้า ขนอ่อนนี้จะหลุดร่วงไปก่อนคลอด และจะมีขนที่หนากว่าขึ้นมาแทนซึ่งทารกจะเกิดมาพร้อมกับขนชุดนี้

พฤติกรรมในครรภ์

ทารกจะเริ่มมีปฏิกิริยาเลียนแบบการทำงานของอวัยวะเริ่มต้น หน้าอกของทารกจะเคลื่อนไหวคล้ายการหายใจ แต่ที่จริงเขายังอาศัยออกซิเจนจากคุณแม่ โดยผ่านทางรกอยู่ทารกจะเริ่มกลืนน้ำคร่ำปริมาณเล็กน้อยเข้าไป และขับออกมาคล้ายปัสสาวะ และชอบเอานิ้วมือเข้าปาก ทั้งๆ ที่ยังดูดไม่เป็น

เฮ้อ! เหนื่อยแทนจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าผลจากการทำงานหนักตลอดเดือนนี้ของหนูทำให้อวัยวะหลายส่วนเริ่มใช้งานได้แล้ว ครั้งหน้าคงได้ขยับแข้งขยับขากันล่ะ


การเปลี่ยนแปลงในตัวคุณแม่

Body Change : ร่างกาย
  • อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเร็วมากกว่าปกติ การเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 25%
  • ความกว้างของมดลูกขยายออกไป 4 นิ้ว และเคลื่อนตัวจากบริเวณอุ้งเชิงกรานมาที่บริเวณท้อง
  • อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น 2-3 ครั้งต่อนาที เพื่อให้สอดคล้องกับการไหลเวียนของโลหิตที่เพิ่มขึ้น
Your Emotion : อารมณ์ ความรู้สึก
  • ปริมาณกระแสเลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกอบอุ่นหรือร้อนมากกว่าปกติ ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้นตามไปด้วย
  • ระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์เข้าสู่กระแสเลือดอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายปรับตัวได้ดี และอาการแพ้ท้องหายไป
  • อารมณ์แปรปรวน และความตื่นเต้นลดลง
  • ยังคงรู้สึกอ่อนเพลีย และต้องการพลังงานมากขึ้น
การตรวจร่างกาย
  • น้ำหนัก และความดันโลหิต
  • ตรวจระดับโปรตีน และน้ำตาลในปัสสาวะ
  • การเต้นของหัวใจตัวอ่อนทารก
  • ตรวจขนาดของมดลูก ทางหน้าท้องด้วยการคลำว่าสัมพันธ์กับอายุครรภ์หรือไม่
  • ตรวจยอดมดลูก (ส่วนบนสุดของมดลูก)
  • ตรวจมือและเท้าว่ามีอาการบวมหรือไม่ และอาการเส้นเลือดขอดที่ขา
  • อาการต่างๆ โดยเฉพาะอาการผิดปกติ
  • สอบถามอาการและปัญหาต่างๆ


(update 3 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.163 February 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:08 Share
Week 9-12 เดือนที่ 3 อวัยวะเริ่มทำหน้าที่


ช่วงเดือนที่ 3 นี้ คุณหมอจะเรียกลูกของคุณว่า ทารกในครรภ์ (Fetus) แล้วค่ะ มาดูกันค่ะต่อนะคะว่าเดือนนี้ ลูกน้อยในท้องจะเติบโตอย่างไรบ้าง
สัปดาห์ที่ 9 : ได้ชื่อใหม่

จากที่เคยอยู่ในระยะตัวอ่อน สัปดาห์นี้จะเข้าสู่ระยะทารกในครรภ์ (Fetus) ค่ะ แต่ทารกก็ยังคงนอนคุดคู้อยู่ มีความยาวประมาณ 16-18 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 3 กรัม เห็นเปลือกตาและจมูก ใบหู หาง ที่เหมือนลูกอ๊อดจะค่อยๆ สั้นลงและเริ่มมีทวารหนัก

สัปดาห์ที่ 10 : เริ่มซน

ทารกยังคงนอนสบาย และมีความยาวประมาณ 23-28 มิลลิเมตร มองเห็นรายละเอียดของใบหน้าชัดมากขึ้นและรูปหน้าคล้ายเด็ก แต่สัดส่วนยังผิดไปจากผู้ใหญ่คือมีหัวโตพอๆ กับลำตัวเลยค่ะ นอกจากนี้หัวใจแบ่งเป็น 4 ห้องเรียบร้อย ที่เด่นมากคือนิ้วค่ะ โดยเฉพาะนิ้วโป้งจะเห็นชัดมากและเริ่มกระดุกกระดิก หรือจะบิดขี้เกียจแก้เซ็งบ้างแล้วล่ะ

สัปดาห์ที่ 11 : เริ่มปวดฉี่

ระบบทางเดินอาหารเริ่มทำงานดีแล้วทารกเริ่มกลืนน้ำคร่ำเป็นครั้งคราว ไตเริ่มผลิตปัสสาวะแล้วด้วย ทำให้ลูกถ่ายออกมาทางท่อปัสสาวะเป็นช่วงๆ ค่ะ ส่วนของเสียอื่นๆ ก็ฝากคุณแม่ทิ้งทางสายสะดือค่ะ

สัปดาห์ที่ 12 : เล็กมือมาแล้ว

ทุกส่วนของลูกโตขึ้น เริ่มเห็นเล็บมือแล้วนะคะ แต่รับรองไม่ข่วนคุณแม่ให้เจ็บหรอกค่ะตอนนี้เริ่มมีเส้นเสียงเอาไว้ร้องเรียกแม่ แต่ยังไม่ได้ใช้งานค่ะ แต่เสียงที่คุณแม่อาจจะได้ยินในช่วงนี้ ซึ่งถึงกับทำให้น้ำตาไหลด้วยความดีใจนั่นก็คือเสียงการเต้นของหัวใจลูกที่คุณหมอให้คุณแม่ฟังจากเครื่องขยายเสียงพิเศษ (Doppler stethoscope)
ตอนนี้ได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปเจอลูกน้อยในท้องครบไตรมาสแรกแล้วนะคะฉบับหน้าเรามาเริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 กันค่ะ


Doctor Tip

ระยะนี้มีการขยายตัวของเส้นเลือดในอวัยวะต่างๆ ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น คุณแม่บางคนอาจมีสิวขึ้นตามใบหน้าหน้าอกหรือหลัง จึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลความสะอาดเป็นพิเศษครับ

ส่วนน้ำหนักตัวในช่วงนี้ บางคนอาจยังขึ้นไม่ถึง 2 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับก่อนตั้งครรภ์เพราะเพิ่งหายจากการแพ้ท้อง แต่ไม่เป็นไรนะครับ ค่อยๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำใจให้สบาย คิดถึงแต่เรื่องดีๆ ผลดีก็จะตกกับลูกน้อยในท้องของคุณแม่แน่นอนครับ


(update 1 กรกฎาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 302 มีนาคม 2551 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:08 Share
เดือนที่ 4 ขมวดคิ้ว ยิ้ม ดิ้น เขาล่ะ


ลูกเริ่มเคลื่อนไหวแล้วในเดือนที่ 4 นี้ แถมแสดงสีหน้าท่าทางได้อีกด้วย
นอกจากนั้น ใครอยากลุ้นว่าลูกน้อยเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็เริ่มจะเห็นเพศชัดเจนแล้วล่ะ…



ลักษณะโครงสร้างของกระดูกอ่อนทารก
ในช่วงสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์


กระดูกแขนท่อนใน (ulna-u)
และกระดูกแขนท่อนนอก (radius-r)
เห็นชัดเจนแล้วในเดือนนี้ ขณะที่ช่วงข้อมือ (สีน้ำเงิน)
ยังเป็นโครงสร้างกระดูกอ่อนอยู่จะค่อยๆ
เปลี่ยนเป็นเนื้อกระดูกจริงในลำดับต่อไป
ลูกน้อยในท้อง

ทารกจะมีสัดส่วนเหมือนมนุษย์มากขึ้น ขายาวขึ้น โครงกระดูกจะมีแคลเซียมมากขึ้น จำนวนเซลล์ประสาทในระยะนี้จะมีเท่ากับผู้ใหญ่แล้ว เส้นประสาทสมองจะได้รับการห่อหุ้มด้วยสิ่งห่อหุ้มที่เรียกว่า ไมยีลิน (myelin) นอกจากนี้เส้นประสาทกับกล้ามเนื้อก็มีการเชื่อมโยงกันเรียบร้อยแล้ว ทำให้มีการสั่งการให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้

อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ทารกฝ่ายหญิง ช่องคลอดมีพัฒนาการแล้ว ส่วนทางฝ่ายชายนั้น ลูกอัณฑะยังคงอยู่ที่โคนขาหนีบ และกำลังเคลื่อนลงมาสู่ถุงอัณฑะ


ระบบสนับสนุนการตั้งครรภ์

รกยังคงสร้างฮอร์โมนที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์ทั้งสามตัว ได้แก่ Chorionic, Gonadotropin, Estrogen & Progesterone

นอกจากนี้ยังสร้างฮอร์โมนที่ช่วยเตรียมเต้านมให้พร้อมสำหรับการหลั่งน้ำนมอีกด้วย รกยังทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคที่อาจผ่านมายังทารก แต่จะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัส เช่น เชื้อหัดเยอรมัน และเอดส์ ส่วนสารก่อพิษ เช่น แอลกอฮอล์หรือนิโคตินก็สามารถผ่านไปยังทารกได้เช่นกัน

ในระยะนี้รกจะมีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 8 เซนติเมตร แต่เมื่อครรภ์ครบกำหนดรกจะหนาประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 25 เซนติเมตร และหนักที่ประมาณ 500 กรัม

ลักษณะทารกที่อายุ 16 สัปดาห์

เมื่อตรวจด้วยเครื่องตรวจอัลตราซาวนด์จะเห็นจมูก นิ้ว มือ และเท้าได้อย่างชัดเจน ศีรษะยังคงมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ใบหน้าก็จะมีลักษณะเหมือนมนุษย์มากยิ่งขึ้น และเริ่มแสดงความรู้สึกบนใบหน้าได้ สามารถขมวดคิ้ว ทำตาเหล่ หรือแสยะยิ้มได้ ทารกจะเริ่มมีขนคิ้ว ขนตา และผมบนศีรษะจะหยาบขึ้น รวมทั้งเริ่มมีสีจากเม็ดสีเข้าไปจับ หูเริ่มแยกออกจากศีรษะชัดเจนขึ้น ตามองตรง และกระจกรับภาพก็มีความไวต่อแสงแล้วถึงแม้ว่าเปลือกตาจะยังคงปิดอยู่ก็ตาม

ผิวหนังของทารกยังคงมีลักษณะใส มองเห็นเส้นเลือดและกระดูกได้ชัดเจน สำหรับกระดูกจะเริ่มแข็งขึ้นตามลำดับ

ระยะนี้ต่อมรับรสที่ลิ้นก็เริ่มมีพัฒนาการแล้วเช่นกัน
หูเริ่มได้ยินเสียงของมารดาพูด เสียงหัวใจมารดาเต้น เสียงลำไส้มารดาเคลื่อนไหว เป็นต้น
ปอดเริ่มมีการเคลื่อนไหวหรือเรียกว่าหายใจ แต่จะเป็นการนำน้ำคร่ำเข้าไปแทนที่จะเป็นอากาศ เพราะออกซิเจนที่ทารกได้รับคงเป็นออกซิเจนจากรกจนกว่าจะคลอด

ขนาดของทารกเมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ 16 จะมีความยาวศีรษะจรดก้นประมาณ 13.5 เซนติเมตร และน้ำหนักตัวประมาณ 180 กรัม


(update 23 ตุลาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 75 มกราคม 2545 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:09 Share
เดือนที่สี่ เริ่มสร้างระบบประสาท


ทารกมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยอวัยวะต่างๆ บนใบหน้าที่มีการพัฒนาไปจนเกือบสมบูรณ์ มีแขนขานิ้วมือเท้าที่ชัดเจนและมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนมากขึ้น ทำให้ทารกในขณะนี้ดูมีรูปร่างของมนุษย์มากขึ้น

ความยาวจากศีรษะถึงสะโพกตอนนี้จะยาวประมาณ 12 เซนติเมตร (4 3/4 นิ้ว) น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 130 กรัม (4 1/2 ออนซ์)

แม้ว่าทารกจะยังตัวเล็กมากๆ แต่แขนขาและนิ้วมือนิ้วเท้านั้นมีการพัฒนารูปร่างไปมาก และได้สัดส่วนเกือบสมบูรณ์ ตอนนี้ขาเริ่มยาวมากกว่าแขน และที่ปลายนิ้วมือมีเล็บขึ้นมาแล้ว อีกทั้งเริ่มมีลายนิ้วมือแล้วด้วย แต่เล็บที่นิ้วเท้าจะงอกตามมาทีหลัง

เนื่องจากในตอนนี้ทารกยังไม่มีเนื้อเยื่อขึ้น ไขมันใต้ผิวหนัง ดังนั้นจะดูค่อนข้างผอมครับ และผิวหนังที่ห่อหุ้มร่างกายอยู่นั้นก็บางมากเสียงจนมองทะลุเข้าไปเห็นเส้นเลือดที่วิ่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นเครือข่ายอยู่ภายใต้ได้

ใบหน้าเริ่มมีคิ้วและขนตาบางๆ ขึ้น มีขนขึ้นตามใบหน้าตามตัว กระดูกของใบหน้าเริ่มมีโครงสร้างที่สมบูรณ์ และได้สัดส่วนมากขึ้น การตรวจอัลตร้าซาวนด์ในเดือนที่สี่นี้จะสามารถมองเห็นอวัยวะเล็กๆ บนใบหน้า เช่นจมูกและปากได้ชัดเจนมากขึ้น และเนื่องจากกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้มีการพัฒนาขึ้นมาแล้ว ดังนั้นทารกจะสามารถแสดงสีหน้าได้ ยิ้มได้ ขยับอวัยวะต่างๆ บนใบหน้าได้ (แต่ยังไม่สามารถควบคุมการแสดงสีหน้าได้นะครับ) ถึงแม้ว่าเปลือกตาจะยังคงปิดสนิทอยู่เช่นเดิมแต่ดวงตาของทารกจะเริ่มมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแสงสว่างได้แล้ว ที่บริเวณลิ้นของทารกก็เริ่มมีการสร้างปุ่มรับรสขึ้นมาอีกด้วย หูทั้งสองข้างจะเคลื่อนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และภายในสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์นี้ กระดูกชิ้นเล็กๆ ที่อยู่ภายในหูของทารกที่แข็งตัวขึ้น จะทำให้ทารกสามารถได้ยินเสียงเป็นครั้งแรกครับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดของคุณแม่เอง เสียงหัวใจแม่เต้น หรือเสียงของระบบทางเดินอาหารของแม่ครับ

ในเดือนที่สี่นี้ความแข็งแรงในการเคลื่อนไหวร่างกายของทารกมีมากขึ้นตามการพัฒนาของระบบประสาท ทารกจะเริ่มสร้างเนื้อเยื่อไขมันที่มีชื่อเรียกว่า Myelin ขึ้นมาเคลือบเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างกล้ามเนื้อและสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก เนื่องจากเมื่อมีการสร้างระบบประสาทเสร็จสมบูรณ์ การรับส่งข้อมูลจากกล้ามเนื้อสู่สมอง และจากสมองสู่กล้ามเนื้อ ก็จะสามารถทำงานได้สมบูรณ์ นั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน ทารกจะมีการหลับการตื่น มีการเคลื่อนไหว ยืดและงอแขนขาได้ เตะหรือตีลังกาก็ได้ ทารกจะเริ่มดูดนิ้วหัวแม่มือ กำมือและแบมือ แต่นี่เป็นเพียงการซ้อมการเคลื่อนไหวร่างกายเท่านั้น การเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กันนั้น ยังต้องฝึกอีกมากหลังจากการคลอดครับ

ทารกจะกลืนน้ำคร่ำเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร และเริ่มมีการกรองที่ไตเป็นครั้งแรก แล้วจะปัสสาวะออกมาหมุนเวียนเป็นน้ำคร่ำอีก ทารกในครรภ์จะปัสสาวะออกมาโดยประมาณทุกๆ หนึ่งชั่วโมง

ภายในถุงน้ำคร่ำ ทารกจะถูกล้อมรอบด้วยน้ำคร่ำ ซึ่งจะช่วยให้ทารกลอดไปมาอย่างอิสระราวกับอยู่ในสระน้ำอุ่น เพื่อให้ทารกสามารถเคลื่อนไหวยืดแข้งยืดขาเพื่อพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่ โดยมีสายสะดือที่เปรียบเสมือนเป็นท่อออกซิเจนสำหรับนักดำน้ำ บางครั้งทารกอาจหมุนศีรษะลง อีกนาทีต่อมาอาจหมุนเอาขาลงแต่ว่าที่คุณแม่จะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนี้เนื่องจากน้ำคร่ำที่อยู่รอบตัวทารก จะกระจายแรงดันไปรอบด้านเท่าๆ กันจนทำให้คุณไม่อาจรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้ได้

หัวใจของทารกมีการสูบฉีดเลือดอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น และเสียงดังพอที่คุณจะสามารถได้ยินเสียง การเต้นของหัวใจทารกได้จากการใช้หูฟังของแพทย์แนบกับหน้าท้อง ทารกมีการซ้อมหายใจ จากการตรวจอัลตราซาวนด์จะเห็นภาพบริเวณทรวงอกของทารกมีการเคลื่อนไหวขึ้นและลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

เลือดของทารกมีการสูบฉีดไปเลี้ยงทั่งร่างกายเล็กๆ ด้วยความเร็วประมาณสี่ไมล์ต่อชั่วโมง

เลือดจากทารกจะออกสู่เส้นเลือดแดงใหญ่สองเส้นไปยังสายสะดือไปยังรก ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับจานมีเครือข่ายเส้นเลือดของมันเอง และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 3 นิ้วเท่านั้น ในตอนนี้เมื่อเลือดออกไปสู่รกก็จะมีการแลกเปลี่ยนอาหารและออกซิเจนกับเลือดแม่แล้ว จึงไหลเวียนกลับมายังเส้นเลือดดำ 1 เส้น กลับสู่สายสะดือแล้วเข้าสู่ร่างกายทารกอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

รกเปรียบเสมือนอวัยวะที่ทำหน้าที่หลายๆ อย่างเช่น ทำหน้าที่เป็นปอด ไต ลำไส้ ตับ และผลิตฮอร์โมน รกมีสองด้านคือด้านแม่และลูก รกทำหน้าที่ให้สารอาหารและออกซิเจนผ่านจากแม่ไปสู่ทารกและรับของเสียต่างๆ จากทารกเช่นปัสสาวะของทารกและคาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่ร่างกายแม่ จากนั้นตับและไตของแม่ ก็จะทำหน้าที่กำจัดของเสียเหล่านั้น

สายสะดือของทารกยาวพอๆ กับทารกและโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับทารก โดยเฉลี่ยความยาวของสายสะดือของทารกเมื่อคลอดจะมีขนาดยาวประมาณ 24 นิ้วอาจจะสั้นกว่านี้ได้ประมาณ 5 นิ้ว และสามารถยาวได้ถึง 48 นิ้วเลยทีเดียว ซึ่งแรงดันของเลือดจะช่วยให้สายสะดือคงรูปเป็นเส้นตรงป้องกันการเกิดเป็นปม

อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกได้มีการพัฒนารูปร่างอย่างชัดเจน ตอนนี้ทารกจะเป็นเพศใด ก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นจากการตรวจอัลตราซาวนด์ สำหรับทารกเพศหญิงนั้นจะมีการสร้างรังไข่ขึ้นมา ซึ่งเมื่อเริ่มแรกภายในรังไข่จะมีการสร้างเซลล์ไข่ขึ้นมาจำนวนมาก ในระยะ 16 สัปดาห์นี้ ภายในรังไข่จะมีเซลล์ไข่บรรจุอยู่ประมาณ 2 ล้านฟอง แต่จะมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ จนเมื่อคลอดทารกจะมีเซลล์ไข่เหลืออยู่ประมาณ 1 ล้านฟอง และเมื่อเติบโตขึ้นเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ก็จะมีจำนวนเซลล์ไข่ลดลงไปอีก เมื่ออายุ 17 ปี เด็กผู้หญิงจะมีเซลล์ไข่เหลืออยู่ประมาณ 2 แสนฟองเท่านั้น แต่มันก็เพียงพอสำหรับการมีบุตรได้แล้วครับ


(update 25 มีนาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:09 Share
เดือนที่ 4 ถึงเวลาขยับแข้งขยับขา


และแล้ว ก็เป็นหนูน้อยเต็มตัว…

ในที่สุดการแปลงกายก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีถึงตอนี้เจ้าหนูของเราเป็นทารกตัวน้อยที่มีรูปร่างหน้าตาพร้อมกับระบบต่างๆ ใกล้เคียงกับมนุษย์จนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว ดูเหมือนว่าขณะที่เจ้าหนูน้อยกำลังวุ่นอยู่กับการพัฒนาร่างกายอยู่นั้น เจ้า Villi เนื้อเยื่อสมองของรกก็มีการทำงายหนักเพื่อให้ทันกับอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วของหนูน้อยด้วยเช่นกัน ถ้าหากคุณมีสายตาที่สามารถปรับขยายภาพที่เห็นได้หลายพันเท่า คุณจะเห็นว่าลักษณะที่คล้ายนิ้วมือของ Villi จะเกาะตัวกันอย่างเหนียวแน่น จนดูกลายเป็นเนื้อเดียวกันเลยทีเดียว

เมื่อแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ส่วนต่างๆ ตามโครงสร้างที่วางไว้ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว วินาทีนี้หนูน้อยมีแขนขาที่ยืดยาวพอที่จะควานสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แล้ว การสัมผัสเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้หฯน้อยรู้จักโลกรอบๆ ตัวได้ดียิ่งขึ้น แม้จะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองก็ตามเถอะ

แหล่งอาหาร พลังงาน และการขับถ่าย

มดลูกจะขยายพื้นที่สำหรับทารก และรกที่โตวันโตคืน ปริมาณน้ำคร่ำเพิ่มขึ้นเป็น 7 ออนซ์ครึ่ง ภายในรกจะเต็มไปด้วยโครงข่าวเส้นเลือดเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับแลกเปลี่ยนอาหารและการขับถ่ายของเสีย


สมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ
  • เส้นประสาทสมองได้รับการห่อหุ้มด้วยไมยีลิน และมีจำนวนเซลล์ประสวาทเท่ากับผู้ใหญ่แล้ว

  • เส้นประสาทกับกล้ามเนื้อมีการเชื่อมโยงกันเรียบร้อยแล้ว ทำให้มีการสั่งการให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้

  • กล้ามเนื้อบนใบหน้ามีพัฒนาการจนทารกสามารถขยับใบหน้าได้บ้างแล้ว

  • เยื่อชั้นในสุดของนัยน์ตาสามารถรับรู้แสงได้แล้ว

  • เซลล์ประสาทในสมองส่วนที่รับรู้ และส่งสัญญาณจากหูกำลังพัฒนา

อวัยวะภายใน และการทำงาน
  • ต่อมรับรสที่ลิ้นเริ่มมีพัฒนาการแล้ว

อวัยวะภายนอก และการทำงาน
  • ศรีษะตั้งตรง ยังคงมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว หูเริ่มแยกออกจากศรีษะชัดเจนขึ้น

  • ข้อแขนและมือ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มือเริ่มงอได้ จนทารกสามารถกำมือได้แล้ว

ระบบสืบพันธุ์ และอวัยวะเพศ

ถ้าเป็นทารกเพศหญิง รังไข่จะเคลื่อนจากบริเวณท้องลงไปที่อุ้งเชิงกราน และสร้างไข่ออกมามากกว่า 5 ล้านตัว ขณะที่โครงสร้างของช่องคลอดมีพัฒนาจนเห็นเป็นรูปร่างแล้ว แต่ถ้าทารกเป็นเพศชาย ในเดือนนี้ลูกอัณฑะยังคงมีอยู่ที่โคนขาหนีบ และ กำลังเคลื่อนลงมาสู่ถุงอัณฑะ


โครงสร้างกระดูกและผิวหนัง
  • กระดูกและไขกระดูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ และเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

  • ผิวหนังบางโปร่งใส สามารถมองทะลุเห็นเส้นเลือดได้

  • มีขนอ่อนขึ้นที่คิ้ว และหนังศรีษะ ยีนส์ที่กำหนดสีผมจะเริ่มทำงาน

  • ร่างกายหลั่งไขมันชนิดพิเศษออกมาเพื่อเคลือบผิว และยังทำหน้าที่สำคัญในการให้ความร้อนแก่ร่างก่ายด้วย

  • กระดูกชิ้นเล็กๆ ในหูที่เป็นทางผ่านของเสียงเข้าสู่หูชั้นในแข็งขึ้น

พฤติกรรมในครรภ์

ทันทีที่ทารกเริ่มเคลื่อนไหวได้ เขาชอบที่จะขยับแข้งขยับขา กำมือ เขาสามารถที่จะเคลื่อนไหวใบหน้า เช่น อ้าปาก ขมวดคิ้ว และชำเลืองมองตามแสงที่ลอดผ่านเข้าไป แม้ว่าดวงตาของเขายังปิดอยู่ก็ตาม ทารกมีความรู้สึกไวต่อโลกภายนอกมากขึ้น และส่งสัญญาณด้วยการเตะกระทุ้ง เขาเริ่มที่จะได้ยิน และรับรู้ความเป็นไปรอบๆ ตัวเขา เขาจะคุ้นเคยกับเสียงกระแสไหลเวียนโลหิตจากสายสะดือ ชอบฟังเสียงหัวใจของคุณแม่เต้น และอาจสะดุ้งตกใจจากเสียงดังครึกโครมได้

ผลสำรวจจากการเร่งสร้างอวัยวะใช้งานภายในร่างกาย ทำให้เจ้าหนูน้อยมีโอกาสได้สัมผัสลำแสงที่สอดผ่านเข้ามากระทบดวงตา ส่วนหูก็ได้ยินเสียงรินไหลของสายเลือดที่ส่งทอดจากแม่มาสู่หนูน้อย ที่สำคัญคือเสียงนุ่มๆ ที่ถึงแม้จะแผ่วเบาแต่ทุกครั้งที่ได้ยิน ให้ความรู้สึกคุ้นเคย และอบอุ่นใจยิ่งนัก สักวันเถอะ ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นเสียงของใคร


การเปลี่ยนแปลงในตัวคุณแม่

ร่างกาย :
  • หัวใจคุณแม่จะทำงานมากขึ้นประมาณ 40% เพื่อสนองพัฒนาการทารก และการทำงานของรก

  • ปริมาณเลือดถูกสูบฉีดเข้าไปตามเส้นเลือดฝอยที่จมูกและกราม ทำให้มีอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกได้หรือเลือดกำเดาไหล

  • ขนาดของทารกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไปกดทับอวัยวะภายในร่างกายของคุณแม่ ทำให้เกิดอาการริดสีดวงทวารขึ้นมาได้

อารมณ์ ความรู้สึก :

เข้าระยะนี้ คุณแม่จะพ้นความทรมานจากอาการแพ้ท้องแล้วทำให้ความรู้สึกขี้หงุดหงิดก็หายไปด้วย อารมณ์ส่วนใหญ่ในช่วงปลายเดือนนี้จะเป็นความรู้สึกดีๆ ที่ได้สัมผัสกับการเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกของลูกน้อยในครรภ์

การตรวจร่างกาย :
  • นำหนัก และความดันโลหิต
  • ตรวจระดับโปรตีน และน้ำตาลในปัสสาวะ
  • ตรวจการเต้นของหัวใจของทารก
  • ตรวจขนาดของมดลูกทางหน้าท้องโดยการคลำ
  • ตรวจยอดมดลูก
  • ตรวจมือและเท้าว่ามีอาการบวมหรือไม่ และอาการเส้นเลือดขอดที่ขา
  • อาการต่างๆ โดยเฉพาะอาการผิดปกติ
  • สอบถามปัญหาต่างๆ


(update 20 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.164 March 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:10 Share
เดือนที่ 4 เดือนแห่งชีวิต


ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายเริ่มคลายกังวลกันบ้างหรือยังคะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าเจ้าตัวน้อยในครรภ์ตอนนี้มีพัฒนาการอย่างไรบ้าง และข้อปฏิบัติของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายจะต้องทำอย่างไรกันบ้าง


สัปดาห์ที่ 13 สัปดาห์นี้ลูกน้อยในครรภ์มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงมากมายเลยค่ะ เริ่มจากฟันของเจ้าตัวเล็กที่จะเริ่มสร้างในเดือนนี้ค่ะ (หมายถึงกระดูกในส่วนที่เจริญไปเป็นฟัน) ลูกน้อยจะหนักประมาณ 1 ออนซ์ (หรือ 28.3 กรัม) ลำไส้ของลูกจะเคลื่อนย้ายจากสายสะดือมาสู่หน้าท้อง และระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายจะเริ่มสร้างในระยะนี้ และตับอ่อนน้อยๆ ก็จะเริ่มผลิตอินซูลินแล้วค่ะ
Tip for Mom : ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่คุณแม่จะรู้สึกดีที่สุดค่ะ เรื่องอาการแพ้ท้องทั้งหลายของคุณแม่จะค่อยๆ ดีขึ้น ช่วงนี้ผ่านช่วงอันตรายหลายๆ อย่างมาแล้ว แต่คุณแม่ก็ยังต้องดูแลตังเองอยู่ตลอดนะคะ เพราะเดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งการสร้างอวัยวะที่สำคัญๆ รวมถึงเพศของลูกด้วยค่ะ

Tip for Dad : ช่วงนี้เป็นช่วงน่ายินดีสำหรับคุณพ่อนะคะ เพราะสามารถร่วมผ่านพ้นช่วงเวลาไตรมาสแรกไปได้ ถ้าคุณพ่อคนไหนยังไม่ได้บอกข่าวดีกับญาติๆ เพื่อนฝูง ก็ควรเริ่มได้แล้วนะคะ


สัปดาห์ที่ 14 ตอนนี้ลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นอีกค่ะ เจ้าหนูจะยาวประมาณ 12.5 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 9 นิ้ว เจ้าตัวน้อยจะเริ่มขับยูเรีย หรือปัสสาวะได้แล้วนะคะ โดยจะปัสสาวะลงไปในน้ำคร่ำ แล้วเจ้าตัวน้อยก็จะเริ่มฝึกการหายใจโดยใช้ปอดอีกด้วยค่ะ คุณแม่รู้ไหมคะว่าน้ำคร่ำนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากนะคะโดยมันจะสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ในทุกๆ 3 ชั่วโมง น้ำคร่ำรอบตัวเจ้าหนูจึงสะอาดอยู่ตลอดเวลาค่ะ
Tip for Mom : ช่วงนี้ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่จะเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะที่ผิวหนังที่อาจจะแตกลาย และมีขนขึ้นบริเวณท้องเป็นแนวยาวลงไปที่หัวหน่าว ที่เรียกว่า Lineanegra สีของบริเวณหัวนมจะคล้ำและกว้างขึ้น

Tip for Dad : ช่วงนี้อารมณ์ของคุณแม่จะดีขึ้นแล้ว ดูเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง หลายๆ อย่างดูจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้วค่ะคุณพ่อคงคลายกังวลไปได้เยอะ

สัปดาห์ที่ 15 ตอนนี้เจ้าหนูดูดนิ้วเป็นแล้วนะ! ระยะนี้ลูกจะมีการเริ่มสร้างผิวหนัง แต่ผิวของลูกจะยังบางมาก มีลักษณะย่นและมีสีแดงเนื่องจากขาดไขมันในชั้นผิวหนัง คุณสามารถมองเห็นเส้นเลือดผ่านผิวหนังของลูกได้ ตอนนี้ลูกน้อยจะหนักประมาณ 70 กรัม รากผมกำลังเจริญเติบโต หัวใจของลูกจะเริ่มทำงานโดยสูบฉีดเลือดประมาณ 25 ควอทต่อวัน
Tip for Mom : ช่วงนี้หัวใจของคุณแม่จะต้องทำงานหนักหน่อยนะคะ เพราะส่วนหนึ่งคือจะต้องแบ่งปันออกซิเจนไปยังเจ้าตัวน้อยประมาณ 20% ของการตั้งครรภ์และจะเพิ่มมากขึ้นจนถึงช่วงก่อนคลอดประมาณ 30-50% หากชุดที่คุณแม่ใส่เริ่มคับแล้วก็อย่าทนนะคะ หาชุดใหม่ที่ใส่สบายและคล่องตัวกว่าเพื่อให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้นดีกว่าค่ะ

Tip for Dad : หากสุดสัปดาห์ไหนว่างคุณพ่ออาจจะเซอไพร์สคุณแม่ด้วยชุดคลุมท้องใหม่สักชุด เนื่องจากช่วงนี้ท้องของคุณแม่จะมีการขยายตัวที่รวดเร็วกว่าเดิมค่ะ หลักการเลือกชุดก็ง่ายๆ แค่เป็นชุดที่ใส่สบาย ผ้าที่ตัดเย็บต้องระบายอากาศได้ดี แนะนำว่าถ้าเป็นผ้าคอตต้อน 100% จะได้เหมาะกับอากาศบ้านเรามากๆ ค่ะ ที่สำคัญคือไม่ควรมีกระดุมหลัง ยางยืด ที่อาจจะกดทับและรัดตัวคุณแม่ทำให้สวมใส่ไม่สบายได้นะคะ

สัปดาห์ที่ 16 เล็บของลูกจะเริ่มสร้างในระยะนี้ เด็กบางคนอาจจะมีเล็บยาวจนต้องตัดตั้งแต่ตอนคลอด หูของลูกจะค่อยๆ เคลื่อนตัวจากเดิมที่อยู่บริเวณไหล่มาที่ศรีษะ กระเพาะปัสสาวะของลูกจะเต็มภายในเวลา 40-45 นาที การเคลื่อนไหวของลูกจะคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ลูกจะหนักประมาณ 3 ออนซ์ หรือ 85 กรัม และตัวยาวประมาณ 6.3 นิ้ว สัปดาห์นี้คุณแม่จะสามารถอัลตราซาวนด์และเห็นเพศของเจ้าตัวเล็กได้ค่อนข้างชัดเจนค่ะ
Tip for Mom : คุณแม่จะรู้สึกถึงการดิ้นหรือการเคลื่อนตัวของลูกได้มากในช่วงนี้ค่ะคุณแม่ที่เคยมีลูกมาแล้วจะรู้สึกได้เร็วกว่า แต่ถ้าคุณแม่ที่มีรูปร่างอ้วนมากๆ จะรู้สึกว่าลูกดิ้นได้ช้ากว่านี้สัก 1 เดือน ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติค่ะ แต่หากว่าเข้าสู่สัปดาห์ที่ 22-24 แล้วยังไม่รู้สึกถึงการดิ้นของลูกในท้อง นั่นเป็นสัญญาณอันตรายแล้วล่ะค่ะ

Tip for Dad : สัปดาห์นี้คุณพ่อควรตรวจสอบกับโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์นะคะ ว่าถึงเวลานัดหมายตรวจครรภ์หรือยัง หรือไม่ก็หาเวลาพาคุณแม่ออกไปพักผ่อน ทานอาหารร่วมกัน เป็นการผ่อนคลายและลดความเครียดไปในตัวค่ะ
เดือนนี้เป็นอีกหนึ่งเดือนที่คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มคลายกังวลและเข้าที่เข้าทางกับหลายๆ อย่างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกๆ ท่านให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยดีนะคะ


(update 10 พฤษภาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.15 Issue 174 January 2008]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:10 Share
เดือนที่ 4 เติบโตขยายสัดส่วน


ขอต้อนรับคุณแม่และลูกน้อยเข้าสู่มหัศจรรย์ของชีวิตในช่วงไตรมาสที่ 2 ค่ะ จากไตรมาสแรกที่อวัยวะหลายส่วนเริ่มก่อกำเนิด ในเดือนนี้ลูกน้อยของคุณแม่จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สังเกตง่ายๆ ก็จากขนาดพุงของคุณแม่ที่ใหญ่ขึ้นๆ ไงคะ


สัปดาห์ที่ 13 : เอานิ้วใส่ปากได้แล้ว

เมื่อเริ่มต้นไตรมาสที่สอง รกจะพัฒนาจนสมบูรณ์และทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจน อาหารและขับถ่ายของเสีย รวมทั้งผลิตฮอร์โมนหลายตัวเพื่อช่วยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปได้อย่างปกติ ช่วยให้มดลูกคลายตัว ไม่หดรัดตัวทารก ช่วยเตรียมเต้านมให้พร้อมผลิตน้ำนม

ขณะนี้ลูกน้อยของคุณเริ่มมีเปลือกตาให้เห็นชัดเจน แต่ยังไมลืมตาเนื่องจากดวงตากำลังพัฒนาอยู่ ที่น่าตื่นเต้นคือ เขาเริ่มมีพฤติกรรมเหมือนเด็กเบบี๋ทั่วไปคือ สามารถเอานิ้วหัวแม่มือใส่ปากได้แล้ว แม้ว่ากล้ามเนื้อที่เกี๋ยวกับการดูดยังพัฒนายังไม่สมบูรณ์แบบในขณะนี้ก็ตาม


สัปดาห์ที่ 14 : มีขนอ่อน

ทารกเริ่มมีขนอ่อนขึ้นตามใบหน้าและลำตัว แต่จะหลุดร่วงไปโดยการทดแทนจากขนชุดใหม่หลังคลอด

อวัยวะเพศก็พัฒนาจนแยกได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย แต่บางครั้งถ้าดูจากเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ก็ยังดูยากอยู่ค่ะ เพราะนั้นยังไมต้องรีบตรวจเพียงเพื่ออยากจะทราบเพศในตอนนี้ ต่อมไทรอยด์ของทารกก็เริ่มผลิตฮอร์โมนออกมาแล้วด้วยเช่นกันค่ะ


สัปดาห์ที่ 15 : มีคิ้วและเส้นผม

ทารกมีขนคิ้วและเส้นผม ผิวหนังยังบอบบางจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ตื้นๆ ใต้ผิวหนังได้ ส่วนระบบกระดูกยังคงพัฒนาและเจริญต่อไปพร้อมกับกล้ามเนื้อ

ทารกจะขยับตัวบ่อยขึ้นและจะขยับที่ละหลายๆ อวัยวะได้ด้วยค่ะแต่คุณแม่ยังคงไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นเลย


สัปดาห์ที่ 16 : มีเล็บเท้า

ศีรษะทารกดูตั้งตรงไม่ก้มมากเหมือนไตรมาสแรก กล้ามเนื้อใบพัฒนาหน้าดีมากขึ้น สามารถแสดงสีหน้าอาการได้ เช่น ทำคิ้วขมวด ทารกเริ่มมีเล็บเท้า

น้ำหนักขณะนี้ประมาณ 110 กรัม ความยาววัดจากศีรษะถึงก้นประมาณ 12 เซนติเมตรแล้ว โตเร็วอย่างนี้…น่าชื่นใจไหมค่ะแล้วคุณอย่าลืมดูแลเรื่องเสื้อผ้าที่ตนเองสวมใส่อย่าให้คับหรือแน่นเกินไปนะค่ะ เพราะจะทำให้อึดอัดและรัดมดลูกที่กำลังขยายมาที่หน้าท้องได้ค่ะ


(update 22 สิงหาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 303 เมษายน 2551]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:11 Share
17-20 เดือนที่ 4 อวัยวะภายในเติบโต


หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าตัวน้อยในท้องคุณแม่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่คุณแม่รู้สึกได้ในช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ของเดือนนี้ก็คือ ลูกเริ่มดิ้นแล้ว แม้อัตราการเจริญเติบโตของลูกน้อยจะลดลงกว่าช่วงไตรมาสแรก แต่เรื่องขงการสร้างอวัยวะให้สมบูรณ์ขึ้นนี่สิน่าตื่นเต้นและน่าติดตามมากกว่าเดิมอีกค่ะ

สัปดาห์ที่ 17 : ลายนิ้วมือน้อยๆ
มดลูกลอยขึ้นสูงจากอุ้งเชิงกรานเข้าสู่บริเวณช่องท้องมากขึ้น ลูกน้อยมีความยาวโดยวัดจากศีรษะถึงก้นประมาณ 13 ซม. หนักประมาณ 140 กรัม รกมีเส้นเลือดเพิ่มขึ้น เพื่อให้เพียงพอในการช่วยลำเลียงอาหารและนำออกซิเจนเข้าออก

อวัยวะหลายอย่างพัฒนาไปตามลำดับ คือ ศีรษะตั้งตรงมากขึ้น มีการสร้างนิ้วมือและนิ้วเท้าส่วนปลายพร้อมๆ กับลายนิ้วมือ นอกจากนี้ลำไส้ใหญ่จะมีขี้เทาสะสมอยู่อีกทั้งเจ้าตัวน้อยยังรู้จักหลับและตื่นสลับกัน

สัปดาห์ที่ 18 : หัวใจมีสี่ห้อง
ใบหูจะยื่นออกมาจากศีรษะอย่างเห็นได้ชัดและอยู่ในตำแหน่งปกติ ตาทั้งสองข้างจากที่อยู่ในตำแหน่งค่อนไปทางด้านข้าง ก็จะมาอยู่บนใบหน้า

ภายในร่างกาย กระดูกจะเปลี่ยนแปลงจากที่นุ่มนิ่มก็เริ่มค่อยๆ แข็งขึ้น โดยเฉพาะไหปลาร้าและกระดูกขา ปอดเริ่มสร้างถุงเล็กๆ ซึ่งจะเจริญเป็นถุงลมในปอดหลังจากคลอดแล้วต่อไป เริ่มมีการสร้างเส้นเสียง และที่สำคัญหัวใจแบ่งเป็น 4 ห้องแล้ว

สัปดาห์ที่ 19 : ไขปกป้องผิว
ผิวหนังของลูกน้อยนั้นจะมีไขสีขาวมาเคลือบประกอบด้วยผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้วกับไขมัน ซึ่งผลิตจากต่อมของทารกเพื่อช่วยปกป้องผิวหนังที่บอบบางจากการแตกแห้งหรือถลอก และเป็นการเตรียมพร้อมของร่างกายก่อนคลอด นอกจากนี้ชั้นเนื้อเยื่อยังมีแหล่งเก็บไขมันที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย

ภายในปากน้อยๆ มีปุ่มสร้างฟันน้ำนมซึ่งจะค่อยๆ เจริญอยู่ในนั้นแล้วโผล่พ้นเหงือกเมื่อเจ้าตัวเล็กได้ 6 เดือน แต่เด็กบางคนที่คลอดมาพร้อมกับฟันซี่แรกที่โผล่พ้นเหงือก ก็มีค่ะ

ถ้าได้ลูกสาว ตอนนี้ทารกจะกำลังสร้างมดลูก ช่องคลอดและท่อนำไข่ แต่ถ้าคุณได้ลูกชาย ทารกกำลังสร้างถุงอัณฑะ

สัปดาห์ที่ 20 : ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มทำงาน
สัปดาห์นี้ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ด้วยค่ะ เพราะมาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์ และยังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการพัฒนาระบบประสาทสัมผัสต่างๆ ด้วย เช่น ตุ่มรับรส การได้ยิน รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันจะส่งผ่านจากแม่สู่ลูก ซึ่งจะช่วยป้องกันทารกจากไวรัสไปจนถึง 6 เดือนหลังคลอด

รังไข่ของลูกสาวจะสร้างไข่ถึง 6 ล้านใบ และลดเหลือ 1 ล้านใบหลังคลอด
ส่วนน้ำหนักในสัปดาห์นี้ก็ประมาณ 300-450 กรัม หรือขนาดเท่าผลแตงโมลูกย่อมๆ ทีเดียวค่ะ


(update 2 ธันวาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 304 พฤษภาคม 2551 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:11 Share
 เดือนที่ 5 พัฒนาการสัมผัสสู่การเรียนรู้


เข้าสู่เดือนที่ 5 เซลล์ประสาทที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และการสัมผัสก็พัฒนายิ่งๆ ขึ้น จนถึงวันนี้ หนูน้อยไม่ต้องอาศัยการทำงานของประสาทไขสันหลังช่วยในการยืดเส้นยืดสายอีกแล้วเจ้าหนูน้อยถือโอกาสอันดีที่มีมือไม้ แข้งขา ครบถ้วนสมบูรณ์ มีประสาทสัมผัสเป็นเครื่องมือ สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวรวมถึงการสำรวจชิ้นส่วนต่างๆ ที่ตัวเองมีอยู่ทดลองใช้สัมผัส จับโน่น แตะนี่ ไปเรื่อยเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับสถานที่ที่เป็นจุดกำหนดของตน ดูทุกอย่างรอบๆ ตัว ช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียเหลือเกิน หนูน้อยรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เต้นเร้าๆ ด้วยความรู้สึกชอบอกชอบใจ ช่างน่าอัศจรรย์จริง ร่างกายของฉันเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้ขนาดนี้เชียวหรือ!!


สมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ
  • เซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงระหว่างกล้ามเนื้อและสมองพัฒนาเต็มที่ จนทารกน้อยสามารถสั่งการเคลื่อนไหวของตัวเองได้

  • เซลล์ประสาทสัมผัสมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์

  • ลิ้นเริ่มมีประสาทรับรู้รสชาติ

อวัยวะภายใน และการทำงาน
  • หัวใจเต้นเป็นจังหวะจนสามารถฟังเสียงได้ด้วยเครื่องอัลตราซานด์

  • ระบบการย่อยอาหารพัฒนาจนสามารถดูดซึมน้ำและน้ำตาลจากน้ำคร่ำที่กลืนเข้าไป และขับของเสียออกมาในลำไส้ใหญ่

  • เซลล์เม็ดเลือดแดงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและเริ่มผลิตเม็ดเลือดขาว

อวัยวะภายนอก และการทำงาน
  • หูเริ่มปรากฏออกมาจากศรีษะเป็นใบหู

  • ปุ่มฟันที่จะพัฒนาขึ้นเป็นฟันแท้ของทารกปรากฏออกมาหลังปุ่มฟันน้ำนม

  • แขนขาเริ่มมีสัดส่วนเข้าที่มากขึ้น

  • เท้าแม้จะมีขนาดเพียง 1 นิ้ว แต่อัตราส่วนความยาวเมื่อเทียบกับหน้าแข้งและขาอ่อนก็ได้ขนาดตามปกติของทารกแรกเกิดแล้ว เล็บนิ้วเท้าเริ่มปรากฏให้เห็น

โครงสร้างกระดูก และผิวหนัง
  • ผิวหนังพัฒนาจนหนาขึ้นเป็น 4 ชั้น ขณะเดียวกัน ต่อมพิเศษในร่างกายจะหลั่งไขเคลือบผิวทารก ซึ่งมีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง ทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องผิวอันบอบบาง

  • ขนอ่อนจะยึดไขเคลือบผิวไว้ โดยเฉพาะที่คิ้วจะมีไขเคลือบผิวหนามากขณะเดียวกันผมที่หนังศรีษะเริ่มเจริญขึ้น

พฤติกรรมในครรภ์

ทารกเริ่มใช้การสัมผัสเรียนรู้การยืดหยุ่นของแขนและขา การเคลื่อนไหว ความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากจะสามารถแสดงความรู้สึกผ่านทางสีหน้าต่างๆ แล้วทารกน้อยยังชอบที่จะขยับแขนขายกนิ้วหัวแม่มือขึ้นดูดก้มศรีษะลงไปที่มือ ทั้งหมดเป็นการเรียนรู้เพื่อสำรวจส่วนต่างๆ และการทำงานภายในร่างกายของตนเองซึ่การเรียนรู้เหล่านี้จะถูกสั่งสมเป็นประสบการที่ทารกสามารถเรียนรู้ได้ต่อไปีกหลังคลอด

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เจ้าหนูชอบทำเป็นประจำ คือการเตะทุ้งที่บริเวณผนังรกเพราะการทำเช่นนั้น จะทำให้หนูน้อยมีโอกาสได้สัมผัสกับพลังไออุ่นจากคนเบื้องนอก แรกเริ่มเดิมทีหนูน้อยก็ไม่รู้ว่าบุคคลนั้นคือใครกัน รู้แต่เพียงว่าน่าจะเป็นผู้ที่สร้างโลกใบน้อยที่ดูน่าปลอดภัยนี้ให้หนูน้อยอยู่ เธอชอบพูดคุยกับหนูน้อยบ่อยๆ และมักจะแทนตัวเองว่า “แม่”

ถึงเจ้าหนูจะฟังคำพูดของแม่ไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนจากคำพูดเหล่านั้นได้ทุกครั้ง เจ้าหนูอยากพูดคุยตอบโต้ให้แม่ได้รับรู้ว่า หนูรู้สึกดีเพียงใดที่แม่คอยเอาใจใส่พูดคุยกับหนูอยู่เสมอ แต่ไม่รู้วิธีที่จะสื่อสารกับแม่ ได้แต่เพียงใช้มือ และเท้าดันผนังรกในเวลาที่แม่ใช้มือลูบอยู่ภายนอก หวังเพียงแม่จะรู้ว่า หนูได้รับรู้ถึงความรักของแม่แล้วนะ


การเปลี่ยนแปลงในตัวคุณแม่

ร่างกาย :
  • น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเฉพาะที่ ได้แก่บริเวณก้น ตะโพก และท้อง ทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายลำบากมากยิ่งขึ้น
  • รอบเอวจะเริ่มขยาย มดลูกดันหน้าท้องออกมา ยอมมดลูกอยู่ต่ำจากสะดือเพียงเล็กน้อย และจะขยับขึ้นสูงกว่าสะดือประมาณครึ่งนิ้วในช่วงปลายเดือน
  • มดลูกขยายจนเข้าไปเบียดพื้นที่ในช่องปอด ท้อง และไต ทำให้เกิดอาการหายใจขัด อาหารไม่ย่อย และปัสสาวะบ่อยครั้ง
  • สะดือโปนออกมา และหน้าท้องลาย
  • ร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 500 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อช่วยการเผาผลาญอาหาร
  • ปริมาณพลาสมาในเลือดเพิ่มขึ้นจนทำให้มีภาวะโลหิตจาง

อารมณ์ ความรู้สึก :

  • คุณแม่จะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกอย่างชัดเจนแล้ว ความรู้สึกนี้จะเป็นผลต่อเนื่องทำให้คุณรู้สึกสุขใจ
  • มีความรู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติและอยากอาหารแปลกๆ

การตรวจร่างกาย
  • น้ำหนัก และความดันโลหิต
  • ตรวจระดับโปรตีน และน้ำตาลในปัสสาวะ
  • ตรวจการเต้นของหัวใจของทารก
  • ตรวจขนาด และรูปร่างของมดลูกทางหน้าท้องโดยการคลำ
  • ตรวจยอดมดลูก
  • ตรวจมือและเท้าว่า มีอาการบวมหรือไม่ และอาการเส้นเลือดขอดที่ขา
  • อาการต่างๆ โดยเฉพาะอาการผิดปกติ
  • สอบถามอาการ และปัญหาต่างๆ


(update 16 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.165 April 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:11 Share
เดือนที่ 5 เดือนแห่งความอบอุ่น


เข้าสู่เดือนที่สองของไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์แล้วนะคะเรียกว่ามาถึงครึ่งทางแล้วก็ว่าได้ ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่งเพราะว่าโครงสร้างของผิวหนังของเจ้าตัวเล็กที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่เดือนที่ 3 จะเข้าสู่การเจริญในช่วงสุดท้าย ต่อมเหงื่อและต่อมไขมันก็เช่นกัน และโครงสร้างผิวหนังเหล่านี้จะเริ่มทำงาน อ้อ...เจ้าหนูจะเริ่มมีขนขึ้นแล้วนะคะ รวมไปถึงเล็บมือและเล็บเท้าก็จะเริ่มสร้างในระยะนี้เช่นกัน ช่วงนี้เจ้าตัวน้อยจะเริ่มดิ้นและเคลื่อนไหวในท้องคุณแม่มากขึ้นค่ะ ที่สำคัญคือหัวใจดวงน้อยๆ จะเต้นแรงขึ้นจนคุณแม่สามารถได้ยินผ่านการตรวจของคุณหมอได้แล้วนะคะช่วงนี้เจ้าตัวน้อยจะเริ่มเรียนรู้เรื่องการหลับและการตื่นอีกด้วย เมื่อรู้ภาวะคร่าวๆ ของเจ้าตัวน้อยแล้ว ลองมาดูรายละเอียดในแต่ละสัปดาห์กันดีกว่าค่ะว่าเจ้าหนูโตถึงไหนกันแล้ว


สัปดาห์ที่ 17

ช่วงนี้ลูกจะเริ่มมีการสร้างเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ถึงไขมันที่สะสมอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง หน้าที่หลักในการให้พลังงานซึ่งจะคิดเป็น 2-6% ของน้ำหนักตัวลูกหลังคลอด ซึ่งไขมันตัวนี้จะช่วยปรับสภาพอุณหภูมิแก่ลูกน้อยในแรกคลอดอีกด้วยค่ะ ตอนนี้ลูกจะหนักประมาณ 5 ออนซ์ (142 กรัม) ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ลูกน้อยมีน้ำหนักมากกว่ารกแล้ว และพร้อมรับการสร้างเสริมอวัยวะต่างๆ ต่อไป อ้อ... ระวังเรื่องเสียงดังมากๆ ด้วยนะคะ เพราะหูเจ้าหนูเริ่มได้ยินเสียงแล้ว...อาจจะนอนสะดุ้งได้ค่ะ
Tip for Mom : ช่วงนี้มดลูกจะขยายตัวขึ้นมาอยู่ในช่วงระหว่างกระดูกหัวหน่าวและสะดือแล้ว ช่วงนี้สารต่างๆ ในร่างกายจะมีการหลั่งมากขึ้นเป็นพิเศษค่ะ โดยเฉพาะปริมาณเลือดและเหงื่อคุณแม่อาจจะรู้สึกเหนอะหนะกับเหงื่อที่ออกมากขึ้น และในคุณแม่บางคนอาจมีอาการคัดจมูกร่วมด้วย รวมถึงอาจจะมีอาการตกขาวเพิ่มมากขึ้นซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการตั้งครรภ์ช่วงนี้แล้วจะหายไปเองหลังคลอด แต่หากว่าตกขาวนั้นมีกลิ่นเหม็นหรือมีสีคล้ำต้องรีบไปพบคุณหมอนะคะ

Tip For Dad : คุณพ่อทั้งหลายคะ ช่วงนี้คุณแม่อาจจะเริ่มหงุดหงิดบ้างเล็กน้อยจากอาการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับร่างกายที่อาจสร้างความรำคาญให้คุณแม่ได้ คุณพ่อควรอดทนรับฟังและหาทางปลอบโยน ที่สำคัญต้อง “ใจเย็น” เป็นหลักนะคะ คุณพ่อคนไหนที่มีเวลาว่าง แนะนำว่าตามโรงพยาบาลสมัยนี้มีคอร์ส “เตรียมตัวเป็นคุณพ่อมือใหม่” ให้บริการแล้วนะคะ ลองสอบถามจากโรงพยาบาลใกล้บ้านได้ค่ะ

สัปดาห์ที่ 18

ตอนนี้ลูกจะเริ่มตัวยาวขึ้นอีกแล้วค่ะ ประมาณ 20.5 ซม. หรือ 8.1 นิ้ว ช่วงนี้เจ้าหนูจะโตเร็วมากๆ ค่ะ หนักประมาณ 8 ออนซ์ หรือ 198 กรัม กระดูกทั้งหมดจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการแข็งตัว นิ้วมือและนิ้วเท้าของลูกจะเริ่มมีลายนิ้วมือแล้ว!
Tip for Mom : ห้าววว ....ช่วงนี้คุณแม่ส่วนใหญ่จะเริ่มง่วงหงาวหาวนอนกันเป็นทิวแถวเลยล่ะค่ะ คุณแม่ที่ไม่ได้ทำงานบางคนอาจจะถึงขนาดมีพกหมอนติดกับตัว เรียกได้ว่าเจอมุมเหมาะก็พร้อมที่จะเอนได้ทันที คุณแม่ที่มีการปัสสาวะที่บ่อยกว่าปกติ อาจแก้โดยการปัสสาวะก่อนนอน เพื่อจะได้หลับยาว ไม่ตื่นบ่อยค่ะ

Tip For Dad : ว่ากันว่าเมื่อถามคุณพ่อมือเก่าว่าอะไรที่ไม่ควรพูดในสัปดาห์ที่ 18 นี้ ต่างก็ได้รับคำตอบว่า “อย่าบอกบรรดาคุณแม่นะว่าเธออ้วนขึ้น เพราะนั่นหมายถึงการหาเรื่องดีๆ นี่เอง” ว่าอย่างนี้แล้วก็เป็นอีกสัปดาห์หนึ่งที่คนพ่ออาจจะต้องสงบปากสงบคำหน่อยแล้วล่ะค่ะ

สัปดาห์ที่ 19

สัปดาห์นี้ลูกจะมีการเจริญเติบโตที่เร็วมาก เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์แห่งการเติบโตก็ว่าได้ค่ะตอนนี้ลูกน้อยจะหนัก 8 ออนซ์ หรือ 227 กรัม และเริ่มมีพัฒนาการในอวัยวะของระบบสืบพันธุ์หากว่าเจ้าตัวเล็กเป็นผู้หญิงรังไข่ของลูกจะมีเซลล์ไข่ตั้งต้นแล้วค่ะผิวหนังด้านนอกจะเริ่มมีขนอ่อนๆ หรือที่เรียกว่า Lanugo hair ปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย รวมไปถึงเส้นผมที่จะเริ่มสร้างในระยะนี้
Tip for Mom : ช่วงนี้คุณแม่อาจมีอาการท้องผูกเพิ่มมากขึ้น เพราะลำไส้ใหญ่จะถูกเบียดจากมดลูกที่ใหญ่ขึ้น ทำให้อาจจะมีปัญหาในเรื่องการขับถ่าย ในต่างประเทศช่วงสัปดาห์นี้คุณแม่ทั้งหลายจะพากันเข้าคอร์สเพื่อเรียนรู้การเลี้ยงดูบุตรหลังคลอด ส่วนในเมืองไทยอย่างเราก็อาจจะต้องเริ่มๆ มองหาคนช่วยเลี้ยงได้แล้วล่ะค่ะ

Tip For Dad : คุณพ่อคนไหนที่อยากสัมผัสลูกน้อยที่ดิ้นอยู่ในท้องคุณแม่ แต่พอเอามือไปแตะหรือเอาหน้าไปแนบที่หน้าท้องคุณแม่ทีไรเจ้าหนูน้อยกลับขี้อายไม่ยอมดิ้นเสียอย่างนั้นก็ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจนะคะ เป็นเรื่องธรรมดามากค่ะ เพราะกว่าคุณพ่อจะเห็นว่าเจ้าหนูเริ่มดิ้นได้จากภายนอกท้องคุณแม่นั้นก็ต้องสัปดาห์ที่ 28 เป็นต้นไปค่ะ


สัปดาห์ที่ 20

เดินทางมาถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ 5 กันแล้วนะคะ ช่วงนี้ขนอ่อนรอบลูกจะมีมากขึ้นและรูขุมขนจะเริ่มผลิตสารเคลือบผิว (vernix) ที่มีลักษณะเป็นครีมข้นสีขาวๆ ซึ่งจะคอยปกป้องทารกในครรภ์ และจะช่วยในการยึดติดของเส้นขนด้วย เจ้าสารเคลือบผิวตัวนี้อาจจะหลงเหลืออยู่บ้างหลังคลอดค่ะ
Tip for Mom : ยินดีกับคุณแม่ทุกท่านนะคะ ตอนนี้เดินทางมาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้วค่ะ ช่วงนี้ท้องคุณแม่จะดูขยายขึ้นมาก และมดลูกจะเคลื่อนตัวขึ้นสูงมาอยู่ระดับสะดือหรือต่ำกว่าระดับสะดือเล็กน้อย คุณแม่บางท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องการหายใจเนื่องจากปอดจะถูกเบียดมากขึ้นจากท้องที่ขยายใหญ่ อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นจนกระทั่งลูกเคลื่อนตัวลงต่ำเพื่อเข้าสู่ภาวะใกล้คลอด คุณแม่ต้องใจเย็นๆ และฝึกหายใจอย่างเป็นจังหวะ จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ พอเข้าสู่ 4-6 สัปดาห์ก่อนคลอดอาการจะลดลงแต่จะปัสสาวะบ่อยแทน เพราะกระเพาะปัสสาวะจะถูกเบียดแทนค่ะ

Tip For Dad : คุณพ่ออาจจะมีจัดงานฉลองปาร์ตี้เล็กๆ เนื่องในโอกาสผ่านพ้นมาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ ของขวัญทั้งหลายอาจไม่จำเป็นเท่าสัมผัสอบอุ่นจากคุณพ่อที่จะเป็นเสมือนกำลังใจให้คุณแม่นะคะ

ช่วงนี้ถือว่าเป็นครึ่งทางของทั้งชีวิตลูกน้อยและการตั้งครรภ์ของคุณแม่ รวมไปถึงการที่จะได้เป็นพ่อคนของคุณพ่อที่ใกล้เข้ามาแล้วนะคะ คุยกับคุณแม่มาก็เยอะ ยังไงเดือนนี้ขอทิ้งท้ายให้คุณพ่อจะช่วยให้คุณแม่เข้มแข็งขึ้นมาได้ เพื่อลูกน้อยที่แข็งแรง คือกำลังใจจากทั้งคำพูดและสัมผัสที่อ่อนโดยและจริงใจค่ะ


(update 23 มิถุนายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol. 15 Issue Feb 2008]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:12 Share
21-24 สัปดาห์ สร้างเม็ดเลือด


เข้าสู่สัปดาห์ที่ 21-24 แล้ว ร่างกายของลูกน้อยก็เริ่มผลิตเม็ดเลือด รวมทั้งระบบอวัยวะหลายอย่าง เช่น ลำไส้ กล้ามเนื้อ ต่อมเหงื่อ ปอด หู และระบบสืบพันธุ์ ก็เริ่มเข้าที่แล้วล่ะค่ะ


สัปดาห์ที่ 21 : ขบวนการสร้างเม็ดเลือด

ตับและม้ามจะทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดให้กับลูกน้อยในท้องจนกระทั่งช่วงไตรมาสที่ 3 ไขกระดูกจึงจะมารับช่วงต่อ ส่วนตับและม้ามก็ยังทำหน้าที่นี้ต่อไปเช่นกัน

ลำไส้เล็กจะเริ่มฝึกดูดซึมน้ำตาลจากน้ำคร่ำที่ทารกกลืนกินเข้าไป อย่างไรก็ตาม อาหารหลักของลูกยังคงได้จากคุณแม่ผ่านรกเป็นส่วนใหญ่ค่ะ นอกจากนี้น้ำคร่ำที่อยู่รอบๆ ก็ยังทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันการกระทบกระเทือนให้กับทารกด้วย

สัปดาห์ที่ 22 : ลองดูดนิ้วมือ

ผิวหนังที่เคยโปร่งใสจะหนาตัวมากขึ้นและมีต่อมเหงื่อเกิดขึ้น สมองและประสาทสัมผัสเริ่มพัฒนาดีขึ้นจนทารกเริ่มเรียนรู้ต่อการสัมผัสที่มากขึ้น เช่น การลองดูดนิ้วมือตัวเอง ต่อมรับรสที่ลิ้นก็พัฒนาขึ้นแม้ว่ายังไม่มีโอกาสชิมอาหารจานโปรดก็ตาม

ระบบสืบพันธุ์ก็ใช่ย่อยค่ะ ทารกเพศชายเริ่มมีการเคลื่อนย้ายอัณฑะ จากที่เคยอยู่บริเวณท้องมาอยู่ในถุงอัณฑะ ทารกเพศหญิงจะเริ่มมีการจัดวางตำแหน่งของมดลูกและรังไข่ให้เขาที่ รวมทั้งช่องคลอดก็เริ่มมีการพัฒนาขึ้นมาในช่วงนี้เช่นกัน

สัปดาห์ที่ 23 : ออกกำลังกายในท้องแม่

ทารกช่วงนี้จะขยับไปมาเพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะกล้ามเนื้อเล็กๆ เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้าไปจนถึงกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ เช่น กล้ามเนื้อแขน ขา จนทำให้คุณแม่รู้สึกว่ามีอะไรตอดๆ ในท้องอยู่เป็นประจำและแรงขึ้น ตอนนี้น้ำหนักของลูกน้อยในท้องจะประมาณ 54 กรัม หรือเกือบครึ่งกิโลแล้วล่ะค่ะ

สัปดาห์ที่ 24 : พัฒนาปอด

ช่วงนี้หูชั้นในของทารกกำลังพัฒนาอยู่ค่ะ ภายในหูชั้นในก็จะมีอวัยวะรับความรู้สึก และความสมดุลย์หรือการทรงตัว ทำให้ทารกสามารถรับรู้สภาวะท่าทางการคว่ำ กลับหัวกลับหางของตนเองได้ ปอดเริ่มมีการสร้างสารพิเศษเพื่อการคงรูปของถุงลม ซึ่งสำคัญต่อการหายใจเมื่อคลอดออกมาจากท้องของคุณแม่

รวดเร็วมากเลยใช่มั้ยล่ะคะ เพิ่งผ่านครึ่งทางของการตั้งครรภ์ได้เพียงไม่นาน อวัยวะของลูกก็เริ่มประสานการทำงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ


Doctor Tip

การออกกำลังกายที่เหมาะสมของคุณแม่ในช่วงนี้คือ การออกกำลังกายเบาๆ ไม่มีการกระทบกระแทกรุนแรง เช่น การเดินหรือการว่ายน้ำ เป็นต้น

เดือนนี้คุณแม่ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวาน เช่น มีประวัติพันธุกรรมเคยเป็นเบาหวาน เคยคลอดทารกน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัม คุณหมออาจจะตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยทดลองให้คุณแม่ดื่มน้ำหวานแล้วเจาะเลือดดูระดับน้ำตาลว่า คุณแม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงไร หากคุณแม่มีระดับน้ำตาลสูง ผิดปกติ แปลว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณหมอจะควบคุมปริมาณอาหารที่คุณแม่ได้รับและแนะนำการออกกำลังกายให้คุณแม่ต่อไปครับ


(update 21 มีนาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 305 มิถุนายน 2551 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:12 Share
อยู่ในท้อง หนูดิ้น นอนหลับ และสะอึก อย่างไรนะ


ตั้งแต่ผมจบเป็นสูติแพทย์ และดูแลแม่ตั้งครรภ์มาตลอดนั้น หนึ่งในคำถามที่แม่ตั้งครรภ์ถามมากที่สุดก็คือ ลูกในท้องแข็งแรงดีหรือไม่

นอกจากนี้มีปัญหาที่มักทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มาพบสูติแพทย์ก่อนกำหนดนัดบ่อยที่สุดก็คือ รู้สึกว่าทารกในครรภ์ไม่ดิ้นหรือดิ้นน้อยลง

การตรวจหรือการทดสอบที่จะบอกได้ว่าทารกในครรภ์นั้นแข็งแรงดีหรือไม่ อาจทำได้หลายวิธี เช่น การนับจำนวนครั้งที่ทารกดิ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ การบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ หรือการตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อดูสภาพทารกในครรภ์ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบเหล่านี้ จะสามารถทำนายสุขภาพทารกในครรภ์ได้

รวมไปถึงการดิ้นของทารกในครรภ์ ก็สามารถบอกถึงสภาพหรือสุขภาพของทารกในครรภ์ได้เช่นกัน
ทำไมทารกในครรภ์ต้องดิ้นด้วย…
ทารกในครรภ์เริ่มดิ้นตั้งแต่เมื่อไร…
ทารกในครรภ์หลับเป็นหรือเปล่า…
ทารกในครรภ์สะอึกได้จริงหรือ…
คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านผู้อ่านคงจะสนใจใคร่รู้ใช่ไหมครับ


8 สัปดาห์ ก็ดิ้นแล้วนะ


จากการที่ผมได้มีโอกาสทำงานด้านรักษาผู้มีบุตรยาก ได้เห็นการปฏิสนธิของไข่กับตัวอสุจิ การฝังตัวของตัวอ่อนและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนจนกลายเป็นทารกในครรภ์เมื่อพ้นอายุครรภ์ 7 สัปดาห์ไปแล้วนั้น ด้วยความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครื่องอัลตร้าซาวนด์ที่ตรวจเห็นสภาพของตัวอ่อนและทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่อายุครรภ์เพียง 5 สัปดาห์ ทำให้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว ตัวอ่อนในครรภ์เริ่มมีการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า กระดิกตัวตั้งแต่อายุครรภ์เพียง 8 สัปดาห์กว่าๆ ซึ่งมีขนาดความยาวเพียง 16-18 มิลลิเมตรเท่านั้น

หลังจากนั้นทารกในครรภ์ก็ยังคงเคลื่อนไหวแต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีวัตถุประสงค์หรือไร้ทิศทาง การเคลื่อนไหวของทารกจะพัฒนาไปพร้อมกับการเจริญเติบโต และพัฒนาการของระบบกล้ามเนื้อของร่างกายทารก จนกระทั่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มีวัตถุประสงค์ หรือบังคับทิศทางได้ เมื่อระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทส่วนกลาง พัฒนาไปถึงระดับหนึ่งแล้ว

18 สัปดาห์ สัมผัสได้ว่าลูกดิ้น
รู้มั้ยครับว่าทำไมแม่ตั้งครรภ์จึงไม่รู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นหรือเคลื่อนไหว จนกระทั่งมีอายุครรภ์ประมาณ 18 สัปดาห์ครึ่งในครรภ์แรก และประมาณ 17 สัปดาห์ในครรภ์หลัง ก่อนอื่นเราต้องจินตนาการว่าทารกในครรภ์อยู่ภายในมดลูกที่มีน้ำคร่ำบรรจุอยู่ ทารกแขวนลอยอยู่ในน้ำคร่ำ การที่แม่จะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกได้นั้น อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของทารก เช่น ศีรษะ ก้น แขนหรือขา จะต้องมากระทบผนังด้านในของมดลูกที่มีเส้นประสาทรับรู้ความรู้สึก และการกระทบจะต้องแรงพอ ที่จะกระตุ้นประสาทสัมผัสดังกล่าว

ซึ่งเมื่อถึงอายุครรภ์ดังกล่าวข้างต้น น้ำหนักของทารกที่เคลื่อนไหวมากระทบผนังด้านในของมดลูก จะทำให้เกิดแรงมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกรับรู้ แต่เมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง การที่มีประสบการณ์ในครรภ์แรกทำให้คุณแม่สามารถรับรู้ว่า ทารกดิ้นเป็นครั้งแรกได้เร็วขึ้น ประมาณหนึ่งสัปดาห์ถึงหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง

ดิ้นหรือสะอึกกันแน่????
การดิ้นของทารกในครรภ์ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากทารกในครรภ์มีช่วงเวลาที่ตื่นและหลับ แต่ยังเป็นระยะสั้นๆ เช่น ทุกครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง เมื่อทารกตื่นก็มีการเคลื่อนไหว เมื่อหลับก็นิ่งไป วงจรการหลับและตื่นในครรภ์จะมีระยะสั้นๆ และยังคงต่อเนื่องมาถึงระยะหลังคลอด หลังจากนั้นทารกจะค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกคือ ระยะเวลาการนอน และตื่นจะยืดยาวทอดไปจนกระทั่งกลายเป็นตื่นกลางวัน นอนกลางคืนในที่สุด

ลักษณะการดิ้นของทารกในครรภ์ เมื่อทารกในครรภ์อยู่ในท่าที่แตกต่างกัน จะทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับรู้ความรู้สึกว่าทารกดิ้นแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน เช่น การที่ทารกอยู่ในท่าศีรษะกับท่าก้นจะทำให้เกิดความรู้สึกกับตัวคุณแม่แตกต่างกัน การที่ทารกนอนเอาหลังมาชิดหน้าท้องของแม่ หรือเอามือและเท้ามาชิดก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันเช่นกัน

ปริมาณน้ำคร่ำที่อยู่ภายในมดลูกก็มีผลทำให้การรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกแตกต่างกันออกไปได้ เช่น การที่มีปริมาณน้ำคร่ำมากจะทำให้มดลูกตึงและการรับรู้ของตัวแม่เองไม่ดีเมื่อเทียบกับการที่มีปริมาณน้ำคร่ำน้อย เป็นต้น

นอกจากนั้นทารกในครรภ์อาจจะมีการเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะ คล้ายจังหวะกระตุกที่ทำให้แม่รู้สึกว่า เป็นการสะอึกได้ แต่จากการตรวจอัลตร้าซาวนด์พบว่า การเคลื่อนไหวแบบที่ว่านี้ไม่ใช่การสะอึก แต่เป็นการเคลื่อนไหวแบบกระตุกมากกว่า

ลูกไม่ดิ้น…สัญญาณอันตราย
เราได้ทราบการเคลื่อนไหวแบบต่างๆ แล้ว หากว่าทารกในครรภ์เคลื่อนไหวน้อยหรือไม่เคลื่อนไหว แสดงถึงอะไรบ้าง การที่ทารกในครรภ์ไม่เคลื่อนไหว เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า ทารกจะมีปัญหาสุขภาพหรือตกอยู่ในอันตราย เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง หรือขาดออกซิเจน หรือรกทำงานผิดปกติ ไม่สามารถส่งถ่ายอาหารหรือแลกเปลี่ยนก๊าซที่จำเป็นต่อทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นหากแม่ตั้งครรภ์รู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงจากที่เคยดิ้นดี โดยเฉพาะเมื่อตั้งใจสังเกตการดิ้น เป็นเวลานาน 30 นาที และพบว่าทารกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งแล้วล่ะก็ ควรที่จะปรึกษาสูติแพทย์ในทันทีครับ
ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะได้รับความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับการดิ้นของทารกในครรภ์มากขึ้น และสามารถนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้นะครับ


(update 27 มีนาคม 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 84 ตุลาคม 2545 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:13 Share
พัฒนาการในครรภ์ เดือนที่หก


ในเดือนที่หกนี้ไม่ว่าใครๆ ก็สังเกตเห็นได้ว่าคุณตั้งครรภ์
ว่าที่คุณแม่อาจรู้สึกแปลกใจที่เวลาไปไหนๆ ก็จะมีคนคอยลุกให้นั่ง ช่วยเปิดประตูให้เป็นต้น

มาดูว่าตอนนี้ทารกน้อยของคุณเจริญเติบโตแค่ไหน

เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ยี่สิบ ทารกจะมีความยาวจากศีรษะถึงสะโพกตอนนี้จะยาวประมาณ 21 เซนติเมตร (8 นิ้ว) น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 630 กรัม (1 ปอนด์ 6 ออนซ์) อวัยวะต่างๆ พัฒนาไปจนเกือบสมบูรณ์แล้ว

ใบหน้าเล็กๆ และเรียว ทำให้ดูตาโต และเมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 22-24 เปลือกตาเริ่มที่จะเปิดออกได้ ทารกจะสามารถลืมตาได้แล้ว และมีขนคิ้วขึ้นบางๆ

หากในเดือนนี้คุณได้รับการตรวจ Ultrasound คุณอาจกำลังพยายามนึกถึงคนในครอบครัวว่าทารกจะคล้ายกับใคร แต่บางทีคุณอาจมองเห็นว่า ทารกหน้าตาคล้ายกับมนุษย์ต่างดาวมากกว่าก็ได้ แต่อย่าเพิ่งกังวลเพราะหน้าตาจะยังเปลี่ยนไปอีกมากจนกว่าจะคลอด

ผิวหนังของทารกยังคงบางมาก แต่ตอนนี้ไม่สามารถมองทะลุลงไปเห็นเครือข่ายเส้นเลือดได้ ผิวหนังของทารกตอนนี้จะเห็นเป็นสีแดงออกระเรื่อ และอาจจะดูเหี่ยวย่น เนื่องจากยังมีไขมันมาสะสมตามร่างกายไม่มากนัก และต่อมเหงื่อได้มีการพัฒนาขึ้นภายใต้ผิวหนัง

นิ้วมือกำลังพัฒนา ทารกของคุณมีลายนิ้วมือแล้วในตอนนี้ เช่นเดียวกับนิ้วเท้า

ทารกจะถูกล้อมรอบด้วยน้ำคร่ำ 500 มิลลิลิตร ซึ่งจะช่วยให้ทารกสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และช่วยให้ทารกสามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คล้ายกับการซ้อมเคลื่อนไหว หรือออกกำลังกาย หรือบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายให้หายเมื่อยทารกสามารถเตะ ดูดนิ้ว หรืออ้าปาก นอกจากนี้ทารกของคุณสามารถไอหรือสะอึกได้ด้วย แต่ไม่ต้องกังวลเพราะทารกสามารถช่วยตัวเองได้โดยกลืนน้ำคร่ำอุ่นๆ เข้าไป นี่เป็นกลไกของธรรมชาติ

ทารกยังสามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวหรือเสียงดังจากภายนอกได้ กระดูกในหูของทารกเริ่มแข็งขึ้น และช่วยให้สามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ดีขึ้น ทารกสามารถแยกเสียงที่เกิดขึ้นจากภายในมดลูก และจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ดังนั้นหากจะเริ่มพูดคุยกับลูกในตอนนี้ ลูกก็จะสามารถจดจำเสียงของคุณได้ ว่าที่คุณพ่อก็ควรเริ่มพูดคุยกับลูกด้วยเช่นกัน มีรายงานว่าเสียงทุ้มต่ำของคุณพ่อจะช่วยให้ลูกได้ยินได้ง่ายกว่าเสียงแหลมสูงของแม่

บางทีการที่คุณมีกิจกรรมมากในแต่ละวัน อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ไป ควรหาเวลาพักบ้าง คอยสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของทารกว่ากำลังทำอะไรอยู่ภายในนั้น บางทีคุณจะรู้สึกได้ว่า การเคลื่อนไหว หมุนตัว เตะ หรือชก เกิดจากอวัยวะใดของทารก ส่วนที่นูนขึ้นมาตรงหน้าท้องของคุณคือส่วนไหน อาจทำให้คุณสามารถจินตนาการถึงกิจกรรมต่างๆ ของทารกได้

อัตราการเต้นใจของหัวใจของทารกในขณะที่จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 140-150 ครั้ง/นาที และตอนนี้อวัยวะทั้งหมดยกเว้นปอดสามารถทำงานได้แล้ว

หากเราได้ทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองของทารกเมื่ออายุครรภ์ 24 สัปดาห์นั้น เราจะพบว่า เซลล์สมองได้มีการพัฒนาส่วนที่รับรู้สติและทารกจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากภายนอกมากขึ้น และได้มีการพัฒนาวงจรของการหลับและการตื่น

ปอดของทารกตอนนี้ยังเต็มไปด้วยน้ำคร่ำและยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาต่อไปอีกหลายสัปดาห์ จนกว่าถุงลมปอดเล็กๆ นั้นจะสามารถทำการแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้

ระบบทางเดินอาหารมีการพัฒนาจนสามารถดูดซึมน้ำคร่ำได้และทำงานอย่างเป็นระบบ ทารกมีการกลืนน้ำคร่ำเข้าไปและขับถ่ายออกมาหมุนเวียนเป็นน้ำคร่ำใหม่

แล้วว่าที่คุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง
คุณต้องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5 กก. ในปลายเดือนนี้ และตำแหน่งของยอดมดลูกก็จะเคลื่อนขึ้นมาอยู่เหนือบริเวณสะดือแล้ว

แขนท่อนบนอาจดูใหญ่ขึ้น เสื้อเชิ้ตจะช่วยให้รู้สึกสบายกว่า สาเหตุอาจจะเกิดจากการคั่งของน้ำในเซลล์นั่นเองครับไม่ได้เกิดจากไขมัน

เต้านมยังขยายโตขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนนี้ว่าที่คุณแม่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อยกทรงอีกครั้ง

ตะคริวอาจเกิดขึ้นได้ มักจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เมื่อคุณเข้านอนแล้ว และพบว่ามีอาการเกร็งอย่างฉับพลันที่ข้อเท้าและลามขึ้นมาที่ขาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บ การเป็นตะคริวนี้เกิดขึ้น จากการที่ระดับของแคลเซียมและโปรแตสเซียมไม่สมดุลกัน เมื่อเกิดตะคริวขึ้นให้คุณเหยียดขาออกให้ตรงหรือหย่อนขาลง การนวดขาจะช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้ครับ

รอยแตกของผิวหนังบริเวณหน้าท้องอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากผิวหนังมีการขยายออกอย่างรวดเร็ว และถูกดึงให้ตึงมากขึ้นโดยขนาดของมดลูกที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรทาครีมบำรุงผิวบ่อยๆ จะช่วยลดการแตกของผิวหนังและลดอาการคันได้

รองเท้าของคุณตอนนี้อาจจะไม่พอดีกับเท้าอีกต่อไป คุณอาจไม่เชื่อว่าคุณต้องใส่รองเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกเบอร์เลยทีเดียว เท้าของคุณจะบวมขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้มีน้ำอยู่ในเซลล์มากขึ้น ดังนั้นควรมองหารองเท้าคู่ใหม่ที่ใส่สบายกว่า และลืมรองเท้าส้นสูงไปเลย หารองเท้าที่คุณเดินได้สะดวก และไม่สะดุดหกล้มได้ง่ายๆ ก็จะปลอดภัยดีด้วยครับ


(update 12 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ มกราคม 2005 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:13 Share
เดือนที่ 6 ลืมตาดูโลกครั้งแรก


ตอนนี้ เจ้าหนูมีลำตัวที่ใหญ่จนเต็มพื้นที่ในมดลูก ยิ่งเจ้าหนูโตขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งดูเหมือนว่าโลกใบนี้ช่างแคบเสียเหลือเกินพื้นที่ที่จำกัดนี้ ทำให้การเคลื่อนไหวตัวเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหนูไม่สามารถหกคะเมนตีลังกาได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วแต่ก็โชคดี ที่เจ้าหนูเริ่มลืมตามองสิ่งต่างๆ ได้แล้ว โลกที่อยู่รอบตัวหนูช่างมืดเสียเหลือเกิน บางครั้งก็มืดสนิทจนไม่ต่างอะไรกับเมื่อตอนที่ตายังปิดอยู่ บางครั้งก็มีแสงสลัวๆ พอมองเห็นอะไรได้บ้างพฤติกรรในแต่ละวันของเจ้าหนูในช่วงนี้คือการนอน และเมื่อตื่นขึ้นมาเจ้าหนูก็จะกำสายสะดือเล่น และสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวต่อไป


  • สมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

    ทารกจะเริ่มลืมตาได้ในช่วงท้ายของเดือน ระบบนัยน์ตาพัฒนาเกือบสมบูรณ์ ขณะที่มดลูกสีนัยน์ตาของทารกจะพัฒนา แต่ไม่กำหนดสีนัยน์ตาอย่างถาวร เนื่องจากรูม่านตาจะกำหนดสีตาขั้นสุดท้ายของทารกหลังคลอดแล้ว 2-3 เดือน

  • อวัยวะภายในการทำงาน

    หัวใจของทารกเริ่มต้นเป็นจังหวะและมีเสียงดังชัดเจนขึ้น

  • อวัยวะภายนอก และการทำงาน

    พัฒนาการที่ใบหน้าของทารกใกล้สมบูรณ์ นัยน์ตาทั้งสองข้างเคลื่อนเข้าหากัน และจะเปิดได้ในช่วงท้ายของเดือนหูทั้งสองข้างเลื่อนขึ้นไปตำปหน่งข้างศรีษะเป็นขั้นสุดท้าย ขนตางอกเป็นรูปเป็นร่าง และมีผมขึ้นปกคลุมหนังศรีษะ

    สามารถขยับนิ้ว กำมือลักษณะการใช้มือซ้ายและมือขวาปรากฏขึ้น ลายนิ้วมือพัฒนาเป็นลักษณะเฉพาะตัว เล็บมือเจริญเต็มที่แล้ว

  • ระบบสืบพันธ์และอวัยวะเพศ

    การแบ่งเพศชายหญิงในตัวทารกชัดเจน ลูกอัณฑะของเด็กชายพัฒนาเป็นถุงอัณฑะ และช่องคลอดของเด็กหญิงเป็นร่องลึกเข้าไป

  • โครงสร้างกระดูกและผิวหนัง

    แม้ร่างกายของทารกจะผลิตไขมันออกมามากในช่วงต้นๆ ของเดือนแต่อัตราการผลิตผิวหนังมากกว่าปริมาณไขมันไขมันที่สร้างขึ้น จึงทำให้ทารกมีผิวหนังที่เหี่ยวย่น ขณะเดียวกันที่ผิวหนังของทารกเริ่มมีการสะสมเม็ดสีขึ้นเพื่อเพิ่มชั้นความหนาของผิวให้มากขึ้น ผิวของทารกในช่วงนี้จึงเป็นสีแดงและเหี่ยวย่น แต่ผิวจะหนา และมีสีจางลง เมื่อไขมันมีการกระจายตัวจนเข้าที่เข้าทางแล้ว

  • พฤติกรรมในครรภ์

    นอกจากการเตะกระทุ้งแล้วทารกยังชอบที่จะใช้มือผลักเยื่อถุงน้ำคร่ำด้วย และยังสัมผัสลูบไปตามสายรกถูมือ และใบหน้ากับเยื่อถุงน้ำคร่ำทารกสามารถกลืนน้ำคร่ำ และขับของเสียปัสสาวะออกมา ของเหลวและน้ำตาลจากน้ำคร่ำเป็นอาหารเสริมอย่างหนึ่งของทารก ระหว่างกลืนน้ำคร่ำทารกจะสะอึกในบางครั้ง

หลายครั้งที่แม่จะสะดุ้งตกใจ หนูก็พลอยตื่นตกใจตามแม่ไปด้วย และกว่าหนูจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลานานมาก อีกไม่นานหนูคงได้ออกไปพบกับแม่ คงได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้อีกหลายเท่า เพียงแต่ตอนนี้หนูคงต้องรอให้ร่างกายมีความสมบูรณ์มากกว่านี้อีกหน่อย ถ้าออกไปตอนนี้ แม่ก็คงเหนื่อยแย่! เพราะหนูยังขาดไขมันที่จะสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายอย่างเพียงพอ ถุงลมในปอดก็ยังขาดเนื้อเยื่อสำคัญ จึงไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ แถมตับก็ยังไม่พร้อมที่จะทำงาน สมองก็ยังมีพัฒนาการที่ไม่เต็มที่ ระบบภูมิต้านทานก็ยังอ่อนแอ แต่อีกไม่นานเราคงได้พบกันแน่นอน.


(update 20 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.166 May 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:14 Share
เดือนที่ 6 เดือนแห่งสัมผัสรัก


เข้าสู่เดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 กันแล้วค่ะ เดือนนี้รูปร่างและท้องของคุณแม่จะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นได้ชัดเจนขึ้น และรับรู้วงจรชีวิตประจำวันของเจ้าตัวเล็กรวมทั้งการนอนหลับ การตื่น และเคลื่อนไหว คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกเจ็บแปลบๆ บริเวณท้องน้อย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกล้ามเนื้อมดลูกของคุณแม่ถูกยึด หัวของเจ้าตัวเล็กจะลอยสูงอยู่เหนืออุ้งเชิงกราน คุณแม่อาจจะรู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยสักหน่อย เนื่องจากมดลูกไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะอาการนี้จะกินเวลาอยู่ช่วงแรก แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ ในเดือนนี้ประสาทสัมผัสที่พัฒนาการได้สมบูรณ์แล้วคือ การได้ยินค่ะ ลูกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ รอบตัวได้ดีคุณพ่อคุณแม่คุยกับลูก เล่านิทาน ฟังเพลงสบายๆ ผ่อนคลายบ่อยๆ เจ้าตัวเล็กได้ยินด้วยแน่นอนค่ะ

ดูรวมๆ ไปแล้ว ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าแต่ละสัปดาห์จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งกับเจ้าตัวเล็ก ว่าที่คุณแม่ และคุณพ่อบ้าง


สัปดาห์ที่ 21

สัปดาห์นี้เจ้าตัวเล็กจะยังว่ายไปมาอยู่ในน้ำคร่ำอย่างสบายใจทีเดียวค่ะและหลังจากนั้นก็จะเริ่มฝึกเรื่องการทรงตัวให้มั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะท่าเอาหัวลง (แต่บางคนก็ยังไม่อยู่ในท่านี้จนกว่าจะเข้าสู่เดือนที่ 7 ก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด) และ 3-4% ของเจ้าตัวเล็กบางคนจะเอาก้นลงค่ะตอนนี้เจ้าหนูเริ่มหนักประมาณ 1 ปอนด์แล้วนะคะ (13 ออนซ์ หรือ 369 กรัม)

Tip for mom

สัปดาห์นี้มองไปทางไหนก็มักจะมีแต่คนถามว่า “ลูกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคะ” คุณแม่หลายคนที่ยังไม่ได้อัลตราซาวนด์ เก็บไว้ลุ้น หรืออัลตราซาวนด์แล้วเจ้าตัวเล็กออกอาการอาย นอนปิดไปบังมา ก็มักจะมีคนคาดเดาไปต่างๆ นานา ตามตำราไทยแท้อย่าง ท้องป้านได้ลูกสาว ส่วนท้องแหลมได้ลูกชาย หรือไม่ก็ท้องสูงได้ลูกชาย ท้องต่ำได้ลูกสาว ส่วนตำราฝรั่งเค้าดูจากอาหารการกินค่ะ เช่นถ้าคุณแม่ทานพวกเครื่องเทศมาก จะได้ลูกสาว ความเชื่อเหล่านี้ก็มีไว้สนุกๆ นะคะ คุณแม่อย่าไปจริงจังมาก ถือว่าเป็นเรื่องผ่อนคลายระหว่างตั้งครรภ์แล้วกันนะคะ

Tip for Dad

คุณพ่อทั้งหลายเตรียมตัวกันไปถึงไหนแล้วคะ สัปดาห์นี้แนะนำให้คุณพ่อลองสอบถามถึงประสบการณ์การเป็นคุณพ่อจากคุณพ่อคนอื่นๆ รอบๆ ตัวไม่ว่าจะเป็นว่าที่คุณปู่ คุณตา หรือเพื่อนๆ คุณพ่อจะได้แง่มุมที่น่าสนใจรวมถึงสิ่งที่ต้องระวังได้อย่างมากมายเลยล่ะค่ะ แต่อย่างว่า ของแบบนี้สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น จริงไหมคะ


สัปดาห์ที่ 22

ตอนนี้เจ้าตัวเล็กมีคิ้วแล้วนะคะ และยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง น้ำหนักประมาณ 15 ออนซ์ (425 กรัม) ช่วงนี้เจ้าหนูจะมีการเคลื่อนไหวในครรภ์ค่อนข้างบ่อย แต่ถ้าบางวันเจ้าหนูเกิดเรียบร้อยขึ้นมา ไม่ค่อยขยับสักเท่าไหร่ คุณแม่ก็อย่ากังวลหรือตกใจไปว่าเอ....ลูกเราจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ เพราะทารกในครรภ์ก็เหมือนกับเราๆ นี่ล่ะค่ะ ที่บางวันตื่นขึ้นมาก็สดใสร่าเริง บางวันตื่นมาก็ขี้เกียจเกินกว่าจะขยับตัว ผู้เชี่ยวชาญบอกอารมณ์ของทารกนั้นสัมพันธ์กับอารมณ์ของแม่ด้วยนะคะ คุณแม่ทั้งหลายอยากให้เจ้าตัวเล็กแข็งแรง ก็ต้องตื่นเข้ามาพร้อมความกระปรี้กระเปร่า สดชื่นแจ่มใสทุกๆ วันนะคะ

Tip for mom

สัปดาห์นี้ขอเข้าเรื่องกุ๊กกิ๊กๆ หน่อยค่ะ ว่ากันด้วยเรื่อง “นั้น” คุณแม่บางคนอาจจะไม่กล้าบอกตรงๆ แต่หากรู้สึกว่าช่วงนี้กลับมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นขึ้นมาล่ะก็ ไม่ต้องตกใจค่ะ เป็นภาวะของสรีระร่างกายที่จะมีการหลั่งของเลือดเข้าไปคั่งในส่วนของช่องคลอดและปุ่มกระสันที่มากขึ้น ทำให้ไวต่อการสัมผัสมากขึ้น และเกิดความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้สามารถทำได้ คุณแม่หลายท่านอาจจะกลัวเรื่องการแท้ง โดยความเป็นจริงแล้วการมีเพศสัมพันธ์จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ เพราะธรรมชาติได้จัดให้เจ้าตัวเล็กได้อยู่ในโพรงมดลูกที่มีน้ำคร่ำเป็นเสมือนเกราะป้องกันลูกน้อยจากการกระทบกระเทือน และมูกเหนียวที่ปากมดลูกก็เป็นปราการอีกชั้นที่จะกั้นสิ่งแปลกปลอมให้มาสู่ลูกได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ทั้งหลายวางใจในเรื่องของร่างกายได้ เหลือแค่ภาวะจิตใจที่ต้องปรับเท่านั้นค่ะ

Tip for Dad

สำหรับคุณพ่อว่ากันด้วยเรื่องเดียวกับคุณแม่ค่ะ เกี่ยวกับเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณพ่อบางคนไม่กล้าและไม่รู้ว่าสามารถทำได้ แต่แน่นอนว่าคงไม่เหมือนกับก่อนตั้งครรภ์แน่นอนค่ะ ทั้งเรื่องของภาวะร่างกาย รูปร่างที่เปลี่ยนไป และปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่เปลี่ยนไปด้วย เช่นอาจจะมีน้ำนมไหล มีน้ำหล่อลื่นที่มากกว่าปกติ รวมถึงบางครั้งมีเลือดออกเนื่องจากมีเลือดคั่งในบริเวณนี้ค่อนข้างมากอย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่รุนแรงเกินไประหว่างนี้ไม่ส่งผลต่อทารกแน่นอนค่ะ อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อแนะนำว่าควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งนะคะ

สัปดาห์ที่ 23
ตอนนี้นิ้วของเจ้าตัวเล็กจะเริ่มมีเล็กที่สมบูรณ์แล้ว และขนอ่อนที่ขึ้นตามตัวก็จะเริ่มมีสีที่เข้มขึ้น ตอนนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมคลอด ตอนนี้ลูกจะมีการเคลื่อนไหวมาก คุณแม่อาจมีการเจ็บปวดจากการที่มดลูกบีบตัวบ้างเป็นบางครั้ง ตอนนี้เจ้าตัวเล็กจะหนักได้ 1 ปอนด์ กับอีก 2 ออนซ์ (510 กรัม) แล้วนะคะ ช่วงนี้ลูกสามารถลืมตา หลับตาได้ แต่หูมีพัฒนาการอย่างเต็มที่ ลูกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ รอบตัวได้ คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกให้มากขึ้นนะคะช่วงนี้ หรือเปิดเพลงที่คุณแม่ชอบไปด้วยก็ได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยอะไรรับรองเกี่ยวกับความฉลาดของลูกจากการส่งเสริมพัฒนาการในครรภ์ แต่ที่แน่ๆ คืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณแม่อารมณ์ดี จะส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยอย่างแน่นอนค่ะ

Tip for mom

ช่วงนี้คุณแม่อย่าลืมนัดที่ต้องไปพบคุณหมอที่อัลตราซาวนด์ว่าลูกน้อยนั้นอยู่ถูกที่ถูกทางหรือเปล่านะคะ บางที่จะมีการใช้แถบเทปวัดท้องเพื่อให้ทราบขนาดของยอดมดลูก ซึ่งส่วนหนึ่งจะแสดงถึงการเจริญเติบโตของลูกด้วย คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะว่าท้องเราเล็กหรือใหญ่กว่าใคร เพราะ แต่ละคนก็ต่างกันที่สภาพรูปร่างและพันธุกรรมค่ะ คุณแม่บางท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องความเจ็บปวดตามร่างกายบ้าง เช่น บางคนอาจจะมีอาการเจ็บแปลบๆ ที่มือและเท้า อาการนี้เกิดจากเลือดไหลเวียนไม่สะดวกค่ะ ทางแก้ง่ายๆ ก็คือควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ จะช่วยให้อาการนี้ลดลง ส่วนบางคนก็อาจจะมีอาการเป็นตะคริว ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงของการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ค่ะ

Tip for Dad

เคยได้ยินเรื่องของการ “แพ้ท้องแทนภรรยา” สัปดาห์นี้ล่ะค่ะที่ว่าที่คุณพ่อทั้งหลายอาจจะเกิดอาการตั้งแต่เวียนหัว โอ้กอ้าก กินเก่ง จนไปถึงซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนกันได้เลยทีเดียวนะคะ อาการนี้เรียกกันว่า “ Couvade Syndrome” มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จในลอนดอนที่ศึกษากับว่าที่คุณพ่อถึง 282 คน และพบว่าผู้ชายเหล่านี้มีอาการที่คล้ายกับการแพ้ท้องของภรรยา จนไปถึงรู้สึกเจ็บท้องเมื่อภรรยาใกล้คลอดกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำอธิบายทางการแพทย์เกี่ยวกับอาการเหล่านี้ ดร. อาร์เทอร์ เบรนแนน จากมหาวิทยาลัยเดียวกันได้ให้คำตอบว่าอาการนี้อาจจะเกิดจากความกังวลที่มีต่อการตั้งครรภ์ของภรรยา เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีอาการเหล่านี้มักเป็นว่าที่คุณพ่อมือใหม่เสียมาก คุณพ่อท่านไหนที่มีอาการแบบนี้ก็ไม่ต้องตกใจนะคะทางแก้ง่ายๆ คือทำจิตใจให้ผ่อนคลายค่ะ

สัปดาห์ที่ 24
ช่วงนี้ไขมันสีน้ำตาลที่เคยเกาะอยู่บนผิวหนังจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการสร้างชั้นไขมันใต้ผิวหนังลูก ซึ่งไขมันตัวนี้จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเจ้าตัวเล็ก และยังช่วยให้สามารถปรับตัวหลังคลอดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

Tip for mom

ตอนนี้ท้องคุณแม่จะสูงขึ้น ยอดของมดลูกจะยกสูงขึ้นมาอยู่ในระดับสะดือช่วงนี้คุณแม่ทั้งหลายจะปรับตัวได้และรู้ช่วงเวลาในการหลับ-ตื่นของลูกได้ชัดเจนขึ้น สิ่งนี้สำคัญมากนะคะ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังการคลอดก่อนกำหนด ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่จะมีโอกาสเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้มากกว่าช่วงอื่นๆ เพราะสาเหตุมาจากอาการขาดน้ำในคุณแม่บางคน เพราะฉะนั้นการดื่มน้ำมากๆ ก็มีส่วนช่วยให้ลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ

Tip for Dad

ช่วงสัปดาห์นี้คุณพ่อควรศึกษาในเรื่องของอาการที่อาจบ่งบอกถึงการคลอดก่อนกำหนดซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้ แถมยังเป็นอันตรายมากด้วยค่ะ เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดในช่วงนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงส่วนใหญ่เด็กจะอยู่ในตู้อบและอาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะพัฒนาการของปอด เพราะฉะนั้นศึกษาไว้เพื่อเรียนรู้เป็นการป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามานั่งแก้ทีหลังนะคะ

ตะคริวกับการตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงเดือนที่ 6 นี้ หลายๆ คนมักจะเป็นตะคริวที่น่องในช่วงกลางคืน ส่วนหนึ่งมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเนื่องจากการไหลเวียนของเลือดในส่วนล่างของร่างกายไม่ดีพอ มีการคั่งของเลือดดำมากเกินไป วิธีการแก้ง่ายๆ เมื่อเป็นตะคริวให้ใช้วิธีเหยียดเท้าตรงเกร็งฝ่าเท้าให้ตั้งฉากและโน้มมาข้างหน้าให้มากที่สุด ท่านี้จะทำให้อาการปวดขณะเป็นตะคริวลดลงให้ใช้ฝ่ามือดันฝ่าเท้า แล้วกดหัวแม่โป้งลงจนอาการตะคริวหายไปหรือจะใช้การเหยียดเท้าดันกับผนังก็ช่วยได้เช่นกันค่ะ.


(update 15 กรกฎาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol. 15 Issue 176 March 2008]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:14 Share
เดือนที่ 7 เสียงดังจากภายนอกมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์


ในเดือนเจ็ดนี้ทารกมีน้ำหนักประมาณ 1.1 กิโลกรัม และยาวประมาณ 26 เซนติเมตร แล้วส่วนยอดของมดลูกอยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างสะดือกับใต้ออก ตอนนี้ทารกมีไขมันมาสะสมตามร่างกายมากขึ้น ผิวหนังถูกปกคลุมด้วยไขสีขาวที่ช่วยปกป้องผิวหนังจากน้ำคร่ำ หากคลอดทารกในตอนนี้ ทารกยังมีโอกาสรอดชีวิตได้สูงภายใต้การดูแลพิเศษในโรงพยาบาล

สมองได้มีการพัฒนาขนาดโตขึ้นมาก และมีชั้นไขมันที่ปกคลุมเส้นประสาททั้งหมดเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการรับส่งกระแสประสาทได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทารกสามารถเรียนรู้ได้ สมองมีการพัฒนาส่วนที่ใช้คิดคำนวณ และตอนนี้ทารกสามารถรู้สึกเจ็บ ร้องไห้ เมื่อถูกกระตุ้นด้วย เสียง หรือแสง ทารกจะตอบสนองโดยการลืมตา จะเห็นว่าทารกมีพฤติกรรมจะเหมือนกับทารกที่ครบกำหนดแล้ว

เสียงดังจากภายนอกมีผลต่อทารกในครรภ์ ทารกได้ยินเสียงนั้น และมีรายงานการวิจัยซึ่งพบว่า เสียงดังทำให้ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น และพบว่าในคุณแม่ที่ทำงานในโรงงานที่มีเสียงเครื่องจักรดังๆ ทำให้ทารกมีความเสี่ยงที่จะเป็นออทิสติกสูงขึ้น แม้แต่เสียงเพลงที่ดังเกินไปก็ตาม ดังนั้นคุณแม่ที่ต้องทำงานในที่ๆ มีเสียงดัง ควรต้องปรึกษาหัวหน้าถึงการลาพัก หรือเปลี่ยนไปทำงานในที่เงียบสงบระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้ทารกขดตัวอยู่ในท้องคุณแม่เนื่องจากตัวเริ่มโตขึ้นและยาวขึ้น ทำให้พื้นที่มีจำกัด อย่างไรก็ตาม ทารกยังสามารถที่จะเปลี่ยนท่าได้ ในขณะที่ทารกกำลังเคลื่อนไหว เนื่องจากปริมาณน้ำคร่ำน้อยลง คุณแม่จึงสามารถรู้สึกได้จากการเคลื่อนไหวของทารกได้อย่างชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวนั้นขึ้นอยู่กับว่า ทารกอยู่ในท่าใด ตำแหน่งของรก และโครงสร้างร่างกายของคุณแม่เอง บางครั้งชัดเจนมากจนสามารถมองเห็นจากผนังหน้าท้องของคุณแม่ได้เลย ลองให้คุณพ่อวางมือลงบนหน้าท้องในช่วงเวลาเย็นที่คาดว่าทารกจะมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด บางทีคุณพ่ออาจสามารถรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกจากโลกภายนอก

ทารกสามารถรับรู้รสชาติได้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าปุ่มรับรสของทารกที่อยู่ในครรภ์ สามารถรับรู้ได้ดีกว่าตอนที่อยู่ในโลกภายนอกเสียอีก

สารหล่อลื่นภายในปอดของทารกหรือ Suffactant ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทารกสามารถหายใจในโลกภายนอกได้ โดยที่สารหล่อลื่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ถุงลมเล็กๆ นั้นแฟบติดกัน แต่สารหล่อลื่นนี้จะมีปริมาณมากพอ ก็ต่อเมื่อทารกมีอายุครบกำหนดแล้ว หากทารกคลอดก่อนกำหนด อาจเกิดภาวะหายใจลำบากขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคลอดเร็วก่อนกำหนดมากๆ การตั้งครรภ์โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องคลอดก่อนกำหนด เช่น มารดามีภาวะความดันโลหิตสูง มีทารกในครรภ์มากกว่าสองคน แพทย์อาจให้ยาฉีดแก่แม่ เพื่อช่วยเพิ่มระดับของ Surfactant ในปอดของทารกในครรภ์ได้ แต่ถ้าหากถุงน้ำแตกก่อนกำหนด หรือคลอดก่อนกำหนดโดยที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน กุมารแพทย์อาจพิจารณาให้ Surfactant สังเคราะห์แก่ทารกเมื่อหลังคลอดทันที เพื่อป้องกันการแฟบติดกันของถุงลมทำให้เกิดภาวะหายใจลำบาก

ในเดือนที่เจ็ดนี้ว่าที่คุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง

อาการท้องอืด มีลมในกระเพาะอาหารมาก และท้องผูกยังคงเป็นอาการที่รบกวนคุณอยู่ ขนาดของมดลูกที่โตขึ้นจะทำให้ดันกระเพาะอาหารขึ้นไป หากคุณรับประทานอาหารแล้วแน่นท้องมาก ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ อีกครั้ง

คุณจะลุกจากเตียงลำบากขึ้น ลงนอนตะแคงก่อนแล้วใช้มือช่วยดันตัวขึ้นมา

ในไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์นี้ อาการบวมตามมือและเท้าเกิดขึ้นเป็นปกติ เพราะร่างกายสะสมน้ำไว้มาก อาจจะสังเกตได้จากแหวนที่คับมากขึ้น ผิวหนังของว่าที่คุณแม่จะแพ้ง่ายมากในช่วงนี้ อาจมีผื่นขึ้น หรือเป็นสิว ไม่ต้องกังวล หากเป็นมากควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

อาการปวดหลังของคุณจะเป็นมากขึ้นและบางทีส่งผ่านลงไปที่ขาทั้งสองข้าง ครึ่งหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์มีอาการปวดหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินเข้าสู่ไตรมาสที่สาม อาการเจ็บที่หลังและส่งผ่านลงไปที่ขา อาจเกิดขึ้นได้จากการที่กระดูกสันหลังส่วนล่างนูนออก จากการที่ถูกมดลูกที่มีขนาดโตขึ้นดัน ทำให้เส้นประสาทเกิดการบาดเจ็บ หรือถูกกด หรือบางทีการที่คุณก้มยกของโดยท่าทางไม่ถูกต้อง บิดตัวเร็วเกินไป อาจเป็นสาเหตุให้ปวดหลัง และบางครั้งอาการปวดหลังก็หายไปเมื่อทารกเปลี่ยนท่า

หากคุณนอนเอนหลังลงไปแล้วทำให้ไม่สุขสบาย นั่นเกิดจากการที่มดลูกที่มีขนาดใหญ่ลงไปกดอวัยวะต่างๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้เลือดที่ไปหัวใจมีปริมาณน้อยลง ลองนอนตะแคงจะช่วยให้รู้สึกสบายมากขึ้น

อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น เพราะหัวใจต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย รก และทารก ดังนั้นอัตราการเต้นของหัวใจของว่าที่คุณแม่มักจะสูงกว่าปกติประมาณ 10-15 ครั้งต่อนาที ว่าที่คุณแม่บางคนอาจถูกตรวจพบว่ามีเสียงผิดปกติของการเต้นของหัวใจ แต่มันจะหายไปเมื่อคลอดแล้ว

เต้านมของคุณยังขยายต่อไปอีก รวมถึงต่อมผลิตน้ำนมก็มีความพร้อมแล้วที่จะผลิตน้ำนมออกมาเลี้ยงทารก ในไตรมาสสุดท้ายนี้ว่าที่คุณแม่อาจมีน้ำนมสีเหลืองไหลออกมาเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติ ข้อควรระวังก็คือ ระวังการกระตุ้นที่บริเวณนมเพราะจะทำให้มดลูกบีบตัวและเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้

หากว่าที่คุณแม่มีอาชีพที่จำเป็นต้องยืนนานๆ อาจขอถุงเท้าที่ช่วยพยุงขาจากคุณหมอ หรือพยาบาล เนื่องจากอาการของเส้นเลือดขอดอาจเป็นมากขึ้น


(update 18 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ กุมภาพันธ์ 2548 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:15 Share
เดือนที่ 7 ขยับท่าเตรียมพร้อมสู่โลกกว้าง


ถึงแม้ภายในท้องแม่จะอบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยกับหนู แต่ยิ่งนานวัน มันก็ยิ่งคับแคบขึ้นทุกที จนสร้างความอึดอัดให้กับหนูเหลือเกิน ตอนนี้หนูเริ่มฝันถึงโลกกว้างภายนอกโลกใบอุ่นนี้แล้วล่ะ ไม่ว่าด้านนอกนั้น จะมีอันตรายขวากหนามใดๆ เจ้าหนูมั่นใจว่าแม้จะต้องช่วยปัดเป่าให้ได้ทุกเรื่องอย่างแน่นอน ตอนนี้หนูมีทุกอย่างครบถ้วนแล้วเหลือเพียงปอดเท่านั้น ที่ยังมีพัฒนาการไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทำให้หนูยังต้องพึ่งพาลมหายใจจากคุณแม่อยู่ เหลือเพียงอีก 2 เดือนเท่านั้น ร่างกายของหนูก็คงพร้อมสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลกภายนอก ในระหว่างนี้ หนูค่อยๆ ขยับตัวไถลหัวให้อยู่ในท่าพร้อมดีกว่า เอ้า! อึบๆ ๆ


รก โครงข่ายเส้นเลือด และการถ่ายเท

เลือดประมาณ 16 ออนซ์ จะไหลเข้าไปในผนังมดลูกบริเวณรกเส้นเลือดของคุณแม่จะอยู่ใกล้กับเส้นเลือดฝอยของรก โดยมีเยื่อบางๆ เป็นผนังกั้นไว้ ป้องกันไม่ให้เลือดออกแม่ผสมเข้ามาปนกับเลือดของทารกและที่บริเวณผนังกั้นรกนี่เองที่เป็นที่เปลี่ยนถ่ายน้ำ สารอาหาร และของเสีย ด้วยอัตรา 0.3 ออนซ์ต่อวินาที


สมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

ช่องต่างๆ ในสมองทารกพัฒนามากขึ้น ขณะที่เนื้อเยื่อต่างๆ เพิ่มเป็นจำนวนมาก


อวัยวะภายใน และการทำงาน
  • ฮอร์โมนในรกจะกระตุ้นให้เกิดการผลิตน้ำนมในเต้านมของคุณแม่ขณะเดียวกันต่อมหมวกไตจะปล่อยฮอร์โมนเพศเข้าสู่กระแสเลือด และเมื่อเข้าสู่รก ก็จะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน

  • เนื้อเยื่อในถุงลมปอดพัฒนาจนเกือบสมบูรณ์ และสามารถหลั่งสารที่ใช้ในการช่วยให้ถุงลมทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว สามารถสูดอากาศเข้าไปและหายใจได้เอง

ระบบสืบพันธ์ และอวัยวะเพศ
  • สำหรับเด็กชาย ลูกอัณฑะจะเคลื่อนตัวจากบริเวณไตทั้งสองข้างมาอยู่บริเวณขาหนีบ

  • สำหรับเด็กหญิง ปุ่มรับความรู้สึก (Clitoris) จะมีขนาดที่เด่นชัดเนื่องจาก ติ่งเนื้อทั้งสองส่วนบริเวณช่องคลอดยังมีขนาดที่เล็กอยู่ ซึ่งติ่งเนื้องดังกล่าวจะพัฒนาจนห่อหุ้มปุ่มรับความรู้สึกดังกล่าวได้ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ ก่อนคลอดโครงสร้างกระดูก และผิวหนังร่างกายเร่งการสะสมไขมันพอกพูนอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเดือนนี้ ขนาดของน้ำหนักทารกจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าส่วนสูง ทารกจะอ้วนขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ในช่วงนี้ ทารกจึงมีขนาดใหญ่พอที่จะตรวจสอบได้แล้วว่า ทารกเอาศรีษะหรือก้นลง

พฤติกรรมในครรภ์

ทารกสามารถเปลี่ยนท่าได้ เนื่องจากมดลูกคุณแม่ยังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการหมุนกลับตัว ในเดือนนี้ ทารกจะมีความตื่นตัวมากขึ้น เขาจะรู้สึกถึงการหดรัดตัวของมดลูกและมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อแรงหดรัดตัว การหดรัดตัวของมดลูกนี้ไม่เป็นอันตรายต่อทารกเนื่องจากมีถุงน้ำคร่ำเป็นเกราะป้องกัน การหายใจของทารกที่เป็นเพียงการเลียนแบบเปลี่ยนเป็นการหายใจที่มีจังหวะและมีอาการสะอึกเมื่อกลืนน้ำคร่ำเข้าไป

นอกจากมีการเปลี่ยนแปลงท่าทางแล้ว ทารกยังมีพัฒนาการรับรู้จากการฟังเสียงได้ดียิ่งขึ้นด้วยทารกจะคุ้นเคยกับเสียงภายในร่างกายคุณแม่ ได้แก่ เสียงหัวใจเต้น เสียงจากระบบย่อยอาหาร และกระแสเลือดที่ถูกสูบฉีดเข้าไปยังสายสะดือ

การรับรู้โดยผ่านทางเสียง ดูเหมือนจะเป็นทางเดียวที่หนูน้อยใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากโลกภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมต่างๆ ของคุณแม่หนูรู้สึกคุ้นเคยกับการสัมผัสน้ำเสียง และวิธีที่คุณแม่พูดคุยด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับแม่ในโลกภายนอกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหนูเหลือเกิน มันทำให้สมองเล็กๆ ของหนูสร้างจินตนาการเป็นเงาลางๆ เอาไว้ รอเวลาได้ออกไปขยายการเรียนรู้เหล่านั้นในทันทีที่ได้ออกมาสู่โลกภายนอก


(update 6 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.167 June 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:15 Share
เดือนที่ 7 เดือนแห่งความหวัง


เดือนนี้ก็เริ่มไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้วนะคะ คุณแม่ทั้งหลายเริ่มจะใจชื้นขึ้นมาหรือยังคะ ต้องอดทนกับอาการอุ้ยอ้ายอีกสักหน่อย ไม่นานเราจะได้เห็นหน้าเจ้าตัวน้อยกันแล้ว พัฒนาการที่สำคัญของเจ้าตัวน้อยในเดือนนี้จะเป็นเรื่องของการะดูกที่เริ่มสร้างจนคงรูปร่างได้สมบูรณ์แล้วในช่วงนี้ รวมไปถึงประสาทสัมผัสต่างๆ ของเจ้าตัวน้อยด้วย ช่วงนี้คุณพ่อก็จะสามารถเห็นเจ้าตัวเล็กเคลื่อนไหวได้จากทางหน้าท้องของคุณแม่อีกด้วย บางครั้งเห็นเท้าเล็กๆ ไม่ก็ศีรษะเล็กๆ นูนขึ้นมาชัดแจ๋วเลยค่ะ

สิ่งสำคัญที่จะต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษในเดือนนี้คือการทำใจให้สบายค่ะ ในเดือนนี้คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีความกังวลต่างๆ นานา เกี่ยวกับการคลอด ไม่ว่าจะคลอดแบบไหนดีนะ ผ่าดีไหม หรือว่าเป็นแบบธรรมชาติดี ลูกจะคลอดก่อนกำหนดไหมนะ หรือว่าลูกจะครบ 32 ไหมนะ ความกังวลร้อยแปดเหล่านี้ไม่ควรเก็บไว้คนเดียวค่ะ เดือนนี้เราแนะนำให้คุณแม่ได้พบปะกับคุณแม่ท่านอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือจะพูดคุยกับสามีและผู้ใหญ่ดูบ้างก็ได้นะคะ

ส่วนสิ่งที่ควรระวังก็คงจะหนีเรื่องฮิตอย่างการคลอดก่อนกำหนดไปไม่พ้น ปัจจุบันการคลอดก่อนกำหนดมีถึงร้อยละ 7-10 ของการตั้งครรภ์ โดยนับเฉพาะผู้ที่คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่คือ เจ็บครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ ถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่ว และปัญหาทางสุขภาพของคุณแม่ผู้ตั้งครรภ์เอง อย่างไรก็ตาม การคลอดก่อนกำหนดจะมีสัญญาณเตือดนเป็นอาการต่างๆ ซึ่งเราได้นำมาฝากคุณแม่ในตอนท้ายกันด้วยค่ะ


สัปดาห์ที่ 25

สัปดาห์นี้เจ้าตัวน้อยเคลื่อนไหวค่อนข้างบ่อยหน่อยนะคะ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงของการพัฒนาของกระดูก ความแข็งของกระดูกจะเพิ่มมากขึ้น เจ้าตัวน้อยจะมีกิจกรรมในครรภ์เพิ่มขึ้นอย่าง ลืมตา หลับตา ดูดนิ้ว หรือบางครั้งก็จะทำท่าคล้ายๆ นั่งไขว่ห้างด้วยค่ะ !
Tip for Mom
สิ่งที่คุณแม่อาจจะประสบพบเจอในช่วงสัปดาห์นี้น่าจะเป็นเรื่องของโรคริดสีดวงทวารค่ะ อาจจะเกิดจากการท้องผูกที่พบบ่อยได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์เดือนที่ 5-7 ค่ะ เอาเป็นว่าวิธีบรรเทาเบื้องต้นก็คือ รับประทานอาหารเส้นใยและดื่มน้ำมากๆ เวลานอนก็ใช้วิธีนอนตะแคงจะพอช่วยได้ค่ะ เพราะว่าท่านี้มดลูกจะกดทับเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องน้อยลงทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

Tip for Dad
สัปดาห์นี้คุณพ่อต้องช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินสำหรับคุณแม่เป็นพิเศษเพื่อทั้งกระดูกของเจ้าตัวเล็ก และสุขภาพกระดูกของตัวคุณแม่เองด้วย ยิ่งโดยเฉพาะสุขภาพช่องปากคุณแม่บางคนอาจจะมีอาการเลือดออกตามไรฟัน หรือฟันผุง่าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าตัวเล็กจะแย่งแคลเซียมไปจากคุณแม่ด้วย

สัปดาห์ที่ 26

สัปดาห์นี้เจ้าตัวเล็กจะหนักประมาณ 12 ออนซ์ (794 กรัม) ตัวยาวประมาณ 32 เซนติเมตร มีผิวสีชมพู แต่ยังเหี่ยวย่น ผิวหนังนั้นจะใสจนมองเห็นเส้นเลือดได้ เจ้าตัวเล็กจะเริ่มได้ยินเสียงรอบข้างตัวคุณแม่มากขึ้น เรามกัจะคิดว่ามดลูกนั้นเป็นที่ๆ เงียบมาก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ ตั้งแต่หูของลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ เจ้าตัวเล็กจะได้ยินเสียงต่างๆ รอบกายอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นเสียงจากในร่างกายคุณแม่ เช่น เสียงหัวใจเต้น เสียงน้ำย่อยในกระเพาะ หรือแม้แต่เสียงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ ของคุณแม่เอง จึงไม่แปลกเลยค่ะถ้าหากคุณแม่จะรู้สึกว่าลูกสะดุ้งกับเสียงท้องร้องของคุณ อ้อ... ช่วงนี้ลูกจะสามารถรับรู้แสงสว่างและความมืดผ่านทางมดลูกได้ด้วยนะคะ
Tip for Mom
ช่วงนี้เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่น่าประทับใจ คุณแม่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของลูกน้อยได้จากภายนอก มองที่ท้องคุณแม่สิคะ อาจจะเจอเท้าเล็กๆ กำลังเตะ มือน้อยๆ กำลังต่อยออกมานูนๆ อยู่ที่ท้องก็ได้ ช่วงนี้คุณแม่หลายคนอาจจะมีอาการเหนื่อยง่าย มึนหัว วิงเวียน ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อันนี้เป็นอาการเตือนจากร่างกายค่ะว่าได้เวลาพักผ่อนแล้วนะ คุณแม่ต้องหาเวลาผ่อนคลายร่างกายบ้าง เรียกว่าต้องพักผ่อนเพื่อเรียกความเข้มแข็ง และเตรียมพลังงานไว้เผื่อคลอดด้วยค่ะ

Tip for Dad
ว่ากันด้วยเรื่องของการนอนหน่อยค่ะ ด้วยร่างกายที่อุ้ยอ้ายมากขึ้น คุณแม่อาจจะต้องใช้พื้นที่ในการนอนที่มากกว่าปกติ รวมทั้งอาจจะมีการพลิกตัว หรือตื่นไปฉี่บ่อยกว่าปกติ คุณพ่อบ้านไหนที่ไม่ชอบอะไรจุกจิกๆ ยามค่ำคืน แนะนำว่าหาพื้นที่สบายๆ นอนใกล้ๆ คุณแม่จะเป็นการดีมากค่ะ จะได้ไม่ต้องมาหงุดหงิด โมโหใส่กันที่ต้องตื่นบ่อยอีกด้วยค่ะ

สัปดาห์ที่ 27

ช่วงนี้หน้าตาของเจ้าตัวเล็กจะเริ่มคล้ายกับหลังคลอดมาก คุณแม่ท่านใดที่เห็นโฆษณาอัลตราซาวนด์ 3 มิติ 4 มิติเข้าใจนะคะ ช่วงนี้เจ้าตัวเล็กสามารถรับรู้รสชาติเปรี้ยว - หวานได้แล้ว ที่สำคัญ คือสามารถตอบรับการกระตุ้นได้ดีด้วย โดยเฉพาะความเจ็บปวด แสงสว่าง และเสียงดัง รกจะทำหน้าที่น้อยลงและระดับน้ำคร่ำจะคงที่ค่ะ
Tip for Mom
ช่วงนี้คุณแม่ต้องขยับไปพบหมอหน่อยนะคะ เพราะช่วงนี้เป็นเดือนที่มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดสูง และใครที่ยังไม่ได้วางแผนการคลอดก็ต้องเริ่มสนใจได้แล้วค่ะ อาจจะขอความคิดเห็นจากคุณหมอเป็นส่วนประกอบด้วยก็ได้ค่ะ

เรื่องของอุบัติเหตุเป็นเรื่องใหญ่ต้องระวังในสัปดาห์นี้ เพราะคุณแม่อายุครรภ์ช่วงนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับการหกล้มได้บ่อยครั้ง เนื่องจากเสียสมดุลในการทรงตัว ร่วมกับภาวะข้อต่อหลวมกว่าปกติ การหกล้มมักจะเป็นการล้มแบบเอาหน้าลง เนื่องจากน้ำหนักมดลูกที่ค่อนข้างมากจะถ่วงให้ล้มไปทางด้านหน้า รู้อย่างนี้แล้ว เวลาจะลุกจะนั่งก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษนะคะ

Tip for Dad
สัปดาห์นี้แนะนำให้คุณพ่อวางแผนการคลอดร่วมกับคุณแม่ค่ะ โดยปรึกษาคุณหมอด้วยเพื่อจะได้วางแผนต่างๆ ให้เหมาะสมค่ะ คุณพ่อคนไหนที่อยากเก็บช่วงเวลาประทับใจของการคลอดลูกน้อยไว้ ก็ควรปรึกษาคุณหมอเรื่องการเก็บภาพหรือถ่ายวิดีโอในห้องคลอดด้วยนะคะ เนื่องจากข้อบังคับของแต่ละโรงพยาบาลนั้นต่างกัน แต่ถึงอย่างไรแค่การเข้าไปให้กำลังระหว่างคลอดของคุณพ่อนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของทั้งคุณแม่และลูกน้อยแล้วละค่ะ

สัปดาห์ที่ 28

เจ้าตัวเล็กเริ่มมีขนตาแล้วค่ะ ไขมันใต้ผิวหนังเริ่มสมบูรณ์แล้ว และหากเจ้าตัวเล็กเป็นผู้ชาย อัณฑะของเจ้าหนูจะเริ่มเคลื่อนลงมา น้ำหนักของเจ้าตัวเล็กจะหนักประมาณ 1 กิโลกรัม หรือ 2 ปอนด์ 4 ออนซ์ เจ้าตัวเล็กอาจจะมีอาการสะอึกบ้าง อาการนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ค่ะ คุณแม่อาจจะรู้สึกกระตุกเบาๆ ที่หน้าท้องบ้าง ให้ทำใจให้สบายค่ะ ไม่นานอาการนี้จะหายไป
Tip for Mom
คุณแม่บางคนอาจจะมีอาการบวมเล็กน้อยตามข้อต่างๆ ซึ่งพบได้ถึงร้อยละ 75 ของหญิงตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะเป็นอาการบวมที่ขาและข้อเท้า อาการนี้เป็นอาการปกติค่ะ อาการบวมนี้จะมีมากในช่วงเช้าและจะดีขึ้นในตอนกลางคืน หรือหายไปเมื่อได้พักผ่อนหลายๆ ชั่วโมง ช่วงนี้คุณแม่อาจจะรู้สึกล้า เหนื่อย เบื่อตัวเอง อย่าเพิ่งท้อนะคะ สำหรับคุณแม่ที่ยังทำงานอยู่ ให้หาโต๊ะหรือม้านั่งเตี้ยๆ มาไว้ใต้โต๊ะ วางเท้าบนม้านั่ง แล้วยกเท้าสูงขึ้นไว้ อาการบวมของข้อเท้าจะลดลง ถ้าคุณแม่ที่ไม่ได้ทำงาน ลองใช้วิธีนั่งบนเก้าอี้โยก แล้วโยกช้าๆ เป็นการออกกำลังกายข้อเท้าและขาได้ดีพอสมควรค่ะ

Tip for Dad
สัปดาห์นี้อยากให้คุณพ่อเตรียมพร้อมเรื่องการคลอดฉุกเฉิน (ก่อนกำหนด) ไว้ด้วยค่ะ เริ่มจากหาเบอร์โทรศัพท์เรียกรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ (หรือโรงพยาบาลอื่นที่อยู่ใกล้กับที่พักสำรองไว้ด้วย) เขียนแปะไว้ตัวใหญ่ๆ ในตำแหน่งที่เห็นได้ง่าย เผื่อกรณีฉุกเฉินที่คุณแม่เกิดการหกล้มหรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการเคลื่อนย้าย และในกรณีที่ต้องเดินทางด่วน คุณพ่อต้องเคลียร์ที่จอดรถให้สะดวกต่อการนำรถออกจากบ้าน หรือหากไม่มีรถส่วนตัว ก็ให้เพิ่มเบอร์แท็กซี่ที่สามารถให้บริการด่วนไว้ด้วยค่ะ

สัญญาณเตือนภัย คลอดก่อนกำหนด

อาการเหล่านี้เป็นอาการผิดปกติค่ะ หากคุณแม่มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ อย่านิ่งนอนใจนะคะ เพราะนี่อาจจะเป็นอาการเตื่อนสำหรับการคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ
  • มีเลือดออกคล้ายประจำเดือนปวดเกร็งท้องน้อย โดยไม่มีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ หรืออาหารไม่ย่อย
  • ปวดหลังรู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับบริเวณก้น
  • ปวดถ่วงท้องน้อยปวดร้าวบริเวณขาหนีบและหน้าขา
  • มีมูกเลือดออกทางช่องคลอด หรือมีน้ำตาลปนเลือด อาจมีมูกข้นเป็นก้อนหลุดออกมา แสดงอาการเปิดของปากมดลูก
  • มีการแตกหรือรั่วของถุงน้ำคร่ำ
ข้อมูลจากหนังสือ “คู่มือแม่ตั้งครรภ์คุณภาพ” โดย Arlene Eisenberg แปลโดย ผศ. พวงน้อย สาครรัตนกุล สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน


(update 9 ตุลาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ vol. 15 Issue 177 April 2008]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 20:16 Share
เดือนที่ 8


เมื่อจะสิ้นสุดปลายเดือนที่แปดนี้ทารกจะมีความยาวประมาณ 36 เซนติเมตร และหนักประมาณ 3.5 กิโลกรัม ทารกมีการพัฒนารูปร่างและการทำงานของร่างกายไปจนเกือบสมบูรณ์แล้ว จะมีชีวิตรอดได้หากคลอดออกมาในเดือนนี้ โดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจในหน่วยบริบาลทารกแรกเกิดของโรงพยาบาล เพราะปอดมีความสมบูรณ์มาก แต่ทารกก็ยังมีการสร้างฮอร์โมนขึ้นมาเพื่อช่วยให้ปอดสมบูรณ์มากขึ้น เป็นการเตรียมพร้อมในการหายใจหลังคลอด ในสี่สัปดาห์สุดท้ายก่อนคลอดทารกจะมีการพัฒนาในเรื่องของน้ำหนัก และการสร้างชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อป้องกันและรองรับแรงที่จะเกิดขึ้นระหว่างการคลอด

สมองมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในเดือนนี้ ทารกสามารถเรียนรู้สิ่งที่อยู่ภายนอก ลองคุยกับลูกหรือเปิดเพลงเบาๆ ให้ฟัง เพื่อสร้างความคุ้นเคย

ใบหน้าของทารก เมื่อคลอดจะมีลักษณะกลมและขอบตาอาจมีสีคล้ำ แต่หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและสีผิว

แขนขาของทารกนั้นได้มีการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ และนิ้วมือนิ้วเท้ามีเล็บขึ้นเต็มปลายนิ้วพอดี

ขนอ่อนๆ ตามตัวของทารกนั้นได้หายไปเกือบหมดในเดือนที่แปด แต่บางส่วนก็ยังมีเหลืออยู่ให้เห็นหลังคลอด ผิวหนังของทารกจะมีสีซีด ลอกเป็นขุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง

อวัยวะของระบบสืบพันธุ์ในทารกเพศหญิงจะมีเนื้อเยื่อที่จะเจริญไปเป็นเต้านมและหัวนมเริ่มเห็นชัดเจน ในทารกเพศชายลูกอัณฑะที่เคยอยู่ในช่องท้องตอนนี้ได้เคลื่อนตัวลงมาอยู่ในถุงอัณฑะเรียบร้อยแล้ว

ในเดือนที่แปดทารกจะหมุนตัวกลับเอาศีรษะลงไปสู่เชิงกรานของแม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด แต่บางทีก็ไม่เป็นเช่นนั้น คุณหมอสามารถตรวจพบได้จากการตรวจ Ultrasound และคุณสามารถพบว่าส่วนที่แข็งๆ และเป็นศีรษะของทารกอยู่บริเวณชายโครง และเท้าเล็กๆ ถีบลงบนบริเวณท้องส่วนล่างของคุณ หากในเดือนที่เก้าทารกยังคงไม่หมุนศีรษะกลับลงมาอุ้งเชิงกราน การผ่าตัดคลอดก็จะถูกกำหนดขึ้น ทารกท่าก้นหมายถึง เด็กในครรภ์มารดาที่มีส่วนนำเป็นก้น หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของขาร่วมกันอยู่ทางส่วนล่างของมดลูก และศีรษะอยู่ทางยอดมดลูก ในทารกท่าก้นบางกรณีสามารถคลอดเองทางช่องคลอดได้ แต่พบว่าภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดทารกท่าก้นมีสูงเช่น ทารกขาดออกซิเจน และมีเลือดออกในสมอง เนื่องจากศีรษะเด็กคลอดช้าเกินไป ปัจจุบันพบว่าการผ่าตัดคลอดเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับกรณีนี้

ว่าที่คุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง

อาการปวดที่รอยต่อของกระดูกเชิงกรานสามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อทารกมีขนาดใหญ่และเคลื่อนตัวลงสู่อุ้งเชิงกราน กระดูกรอยต่อ และกล้ามเนื้อที่ยึดมดลูกจะถูกกดดันหรือดึงรั้งทำให้เมื่อเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายจะรู้สึกเจ็บได้

ว่าที่คุณแม่จะรู้สึกว่าตัวเองนั้นเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วเหมือนก่อน หรือจะเรียกว่าอุ้ยอ้ายก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจะเดินหรือวิ่ง

ว่าที่คุณแม่บางคนมักจะมีปัสสาวะเล็ด เมื่อหัวเราะหรือไอ เป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ร่างกายสร้างออกมามากขึ้นเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะปัสสาวะ

ริดสีดวงทวาร แรงกดดันที่ศีรษะของทารกกดลงบนอุ้งเชิงกราน เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดดำ ทำให้เกิดเป็นริดสีดวงทวารขึ้น ทำให้เจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าที่คุณแม่ที่ท้องผูกบ่อยๆ มักจะเป็นริดสีดวงทวารได้โดยง่าย บางทีริดสีดวงทวารทำให้เลือดออกได้ อย่าอายที่จะบอกคุณหมอ เพราะเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะเกิดริดสีดวงทวารขึ้นในหญิงตั้งครรภ์และคุณหมอจะมียาที่ช่วยให้คุณบรรเทาอาการเจ็บปวด พยายามอย่ายืนนานๆ เพราะจะเพิ่มแรงดันให้เพิ่มมากขึ้น นั่งจะดีกว่า

หายใจไม่พอจะมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเข้าสู่เดือนที่แปดและเก้า ยอดของมดลูกจะอยู่สูงถึงระดับซี่โครงชิ้นล่างสุด และดันกระบังลมของคุณขึ้นไป ทำให้คุณรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก หรือหายใจไม่พอ ลองหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ แต่ลึกๆ จะช่วยให้ดีขึ้น และไม่มีผลกับการเจริญเติบโตของทารก พยายามยืนหรือนั่งให้หลังตรงอยู่เสมอ จะช่วยให้อากาศไหลเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น ในเวลานอนมดลูกจะดันกระบังลมขึ้นไปอีก ให้เอาหมอนหลายๆ ใบหนุนไหล่และศีรษะให้สูงขึ้น หรือนอนท่ากึ่งนอนกึ่งนั่ง จะทำให้คุณหายใจสะดวกและหลับสบายขึ้น

เพื่อนของคุณอาจสังเกตเห็นว่าคุณนั้นอ้วนฉุ เนื่องมาจากการบวมขึ้นของอวัยวะต่างๆ ที่มีของเหลวมาสะสมอยู่ เช่น ใบหน้า รอบตา ริมฝีปาก มือ ขา เข่า และเท้า เนื่องจากมีน้ำมาสะสมในเซลล์ไม่ถือเป็นความผิดปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องลดเกลือในอาหารลง เพียงแต่หลับพักผ่อนให้มากพอ


(update 14 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ มีนาคม 2005]
Back to Top
 Post Reply Post Reply Page  12>


การประกาศซื้อขาย และการตั้งกระทู้

ทุกประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ BabyFancy.com และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ BabyFancy ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบประกาศ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ




This page was generated in 0.102 seconds.