Forum Home Forum Home > BabyFancy > ทั่วไป คุณแม่มือใหม่ และ ผองเพื่อน > นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
  New Posts New Posts RSS Feed: ภาวะการมีบุตรยาก
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

ภาวะการมีบุตรยาก

 Post Reply Post Reply Page  <12
Author
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: ภาวะการมีบุตรยาก
    Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:37 Share
ปัญหาคาใจคนไม่มีบุตร


เมื่อคนสองคนตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ด้วยความรักแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นความต้องการร่วมกันก็คือ " พยานรัก" ไว้เป็นโซ่ทองคล้องชีวิตคู่ให้ราบรื่น หลายต่อหลายคู่เมื่อผ่านเวลาไประยะหนึ่ง ยังไม่มีบุตรไว้เชยชม ความเครียดก็จะตามมา อันเป็นผลกระทบต่อการใช้ชีวิตคู่เป็นอย่างมาก

และปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการที่สามารถรักษาการมีบุตรให้ได้ผลอย่างรวดเร็วและร้อยเปอร์เซ็นต์เลยสักวิธีเดียว แม้กระทั่งการปฏิสนธินอกร่างกาย และการย้ายฝากตัวอ่อนที่รู้จักกันในนาม " เด็กหลอดแก้ว" นั้น โอกาสที่จะสมหวังได้ลูกน้อยมาเชยชมในการกระทำแต่ละครั้งก็แค่ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างมาก แม้นว่า หมอจะสามารถผสมไข่กับตัวอสุจิให้เป็นตัวอ่อนได้ทุกครั้งและช่วยฟูมฟักตัวอ่อนจนสมบูรณ์ถึงขึ้นที่เรียกว่า "พลาสโตซิสท์" ซึ่งสามารถที่จะเกาะฝังผนังมดลูกได้ง่ายๆ แล้วก็ตาม

แต่ส่วนหนึ่งก็ยังไม่ยอมฝังตัวและเจริญเติบโตไปจนเป็นทารกดังที่ปรารถนา เลย ทำให้ทั้งหมดหวัง และสูญเสียเงินทองไปจนเครียดทั้งคนไข้และแพทย์

ผมได้แต่หวังว่า ข้อเขียนต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบุตร ไม่มากก็น้อย


  • จำเป็นไหม ที่หลังจากร่วมรักแล้ว ฝ่ายหญิงจะต้องนอนต่ออีกสักครึ่งชั่วโมง ?
จำเป็นครับ เพราะหลังจากที่ฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิไว้ภายในช่องคลอดของฝ่ายหญิงแล้ว น้ำอสุจิที่หลั่งออกมาใหม่ๆ จะมีลักษณะเป็นวุ้นข้นๆ ตัวอสุจิจะยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ตามปกติแล้ว น้ำอสุจิที่เป็นวุ้นจะละลายตัวเป็นน้ำ ภายในเวลาประมาณ 15-30 นาที หลังจากหลั่งออกมาสู่ภายนอก หลังจากน้ำอสุจิกลายจากวุ้นเป็นน้ำแล้ว ตัวอสุจิก็จะสามารถเคลื่อนไหวแหวกว่ายหาทางเข้าไปภายในปากมดลูก เพื่อเดินทางผ่านโพรงมดลูกไปผสมกับไข่ ที่ตกมารออยู่ในท่อนำไข่ต่อไป

และถ้าจะให้ดีแล้วท่านอนก็มีความสำคัญเช่นกัน ผู้หญิงที่อยากตั้งครรภ์เร็วๆ ควรจะนอนในท่านอนหงาย โดยมีหมอนหนุนศีรษะมารองบริเวณสะโพกเพื่อยกช่วงกลางตำตัวให้สูงขึ้น ช่องคลอดจะได้ชันเป็นมุมที่ชันขึ้นกว่าเดิม จะได้เก็บขังน้ำอสุจิได้ ในปริมาณที่มากขึ้น ควรชันขาทั้งสองข้างขึ้นและแยกหัวเข่าออกจากกันเล็กน้อย ให้ฝ่ายชายร่วมรักในท่าดังกล่าว และหลั่งน้ำอสุจิไว้ภายในตามปกติ
นั่นเป็นเคล็ดลับในการร่วมรักให้มีบุตรได้รวดเร็วขึ้น...
  • จำเป็นไหมที่ฝ่ายชายต้องเก็บน้ำเชื้อไว้นานๆ ไม่ปล่อยออกก่อนวันไข่ตก ??
เป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง และไม่ควรจะยึดถือปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะทฤษฎีมีอยู่ว่า ถ้าไม่ค่อยปล่อยออก การผลิตตัวอสุจิจะลดลง เพราะร่างกายคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องใช้ ขณะเดียวกัน ถ้าใช้งานเป็นประจำสม่ำเสมอ ร่างกายจะคิดว่าจำเป็นต้องใช้ จึงเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น

เพราะฉะนั้น หลักการของการที่อยากให้มีตัวอสุจิที่แข็งแรง ใหม่สด ในปริมาณที่มาก ต้องพยายามใช้งานเป็นประจำอย่างเหมาะสม ห้ามเก็บเชื้อไว้หลั่งเฉพาะวันไข่ตกเด็ดขาด เนื่องจากบางครั้งไม่สามารถจะเก็บกักไว้ได้ เกิดการฝันเปียกออกไป ก็เลยเสียของดีๆ ไปหมด สู้นำออกมาใช้งานไม่ได้ แม้ว่าตัวอสุจิเมื่อหลั่งออกมาแล้ว ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 48 ชั่วโมง แต่บางครั้งตัวอสุจิที่ทนๆ ก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ในมดลูกของฝ่ายหญิงได้นานถึง 7 วัน รอผสมกับไข่ก็มี การร่วมรักให้มีบุตร จึงจำต้องกระทำสม่ำเสมอ อย่ารอมีอะไรกันเฉพาะวันไข่ตก ประสิทธิภาพของการมีบุตรจะลดลง แถมยังทำให้ฝ่ายชายเครียดโดยใช่เหตุอีกด้วย
  • ปริมาณของน้ำอสุจิที่เป็นปกติมีเท่าใดและมีคุณสมบัติอย่างไร จึงจะมีบุตรง่าย ??
ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกแล้ว แต่ละครั้งที่ฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิออกมา ควรจะมีปริมาณ 2-5 มิลลิลิตร (ซีซี) มีความเข้มข้นของตัวอสุจิมากกว่า 20 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร และตัวอสุจิมีการเคลื่อนไหวมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมีตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปข้างหน้ามากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์

และมีตัวอสุจิที่มีรูปร่างสมบูรณ์อย่างน้อย 14 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จึงจะมีคุณสมบัติพอเพียง ที่จะทำให้ฝ่ายหญิงเกิดการตั้งครรภ์
  • เป็นความจริงไหม ที่สาเหตุของการมีบุตรยาก จะเกิดจากฝ่ายหญิง ??
ไม่เป็นความจริงเลย เพราะในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุของการเกิดมีบุตรยากจากฝ่ายหญิงมีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์เท่าๆกับสาเหตุการมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย โดยที่การมีบุตรยากเกิดจากปัจจัยร่วมกัน ของทั้งสองฝ่ายถึง 20 เปอร์เซ็นต์

แต่ที่แน่นอนก็คือ การตรวจหาสาเหตุที่ทำให้มีบุตรยากในฝ่ายหญิงจะยุ่งยากกว่า ใช้เวลานานกว่า และมีโอกาสจะเจ็บตัวมากกว่า ในขณะที่การหาสาเหตุของฝ่ายชาย แม้จะไม่ยุ่งยากเท่า แต่ก็มักจะหาสาเหตุไม่ค่อยพบ รวมทั้งรักษาได้ยากกว่าเช่นกัน

นอกจากนี้ การมีบุตรยากที่มีต้นเหตุมาจากฝ่ายหญิงนั้น การรักษาทำได้ผลดีกว่า แม้ว่าจะมีความยุ่งยากบ้างในบางกรณี
  • สมรรถภาพทางเพศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีบุตรไหม ??
แน่นอนว่า หลายคนคิดถึงปัญหาของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีบุตรได้ยาก ไม่มากก็น้อย ในเมื่อน้องชายของเขาไม่ค่อยยอมทำงาน แล้วจะเอาอะไรไปส่งจ่ายน้ำอสุจิให้เข้าไปภายในส่วนสงวน ไว้สำหรับการเจริญพันธ์ของเธอได้
แต่ในยุคสมัยนี้ ที่มีทั้งฮอร์โมนเพศชายเสริมช่วยเพิ่มอารมณ์ความรู้สึกตอบสนองต่อสิ่งเร้าอารมณ์ ก็ย่อมจะทำให้อาวุธประจำกายชายชาตรีสามารถปฏิบัติการได้ดีขึ้น
  • หลายคนพูดกันว่า การที่มดลูกคว่ำหลังมากๆ จะเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก ??
ก็คงจะไม่จริงเสมอไปนะครับ การที่มดลูกคว่ำหลังมากๆ จะทำให้ปากมดลูกชี้ขึ้นข้างบนไปอยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะ มีผลทำให้การร่วมรักในท่วงท่าปกติหรือท่ามิชชันนารีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายนอนราบนั้น น้ำอสุจิไม่สามารถหลั่งเข้าไป ตรงกับปากมดลูกได้ การใช้วิธีการหนุนสะโพกด้วยหมอนก็เป็นวิธีการช่วยเหลือวิธีหนึ่ง นอกจากนี้บทพิศวาส ในท่วงท่าที่สองคนนอนตะแคงไปทางเดียวกันเหมือนช้อนส้อมที่วางคู่กันอยู่ก็จะช่วยให้มีการหลั่งน้ำอสุจิออกไป ตรงกับมุมที่ปากมดลูกอยู่รวมทั้งท่าที่ฝ่ายหญิงนอนคว่ำและยกสะโพกขึ้นให้เขาผ่านความเป็นชายของเขาเข้าไปนั้น ก็เป็นอีกท่วงท่าที่สามารถทำให้น้ำอสุจิพุ่งตรงไปที่ปากมดลูกได้ดีเช่นกัน

และถ้ารู้สึกว่า ทำตามที่เขียนมาได้ลำบาก หรือตะขิดตะขวงใจแล้ว ก็สามารถที่จะไปขอให้คุณหมอที่รักษา ทำการฉีดน้ำเชื้อที่ผ่านการคัดเลือกเอาเฉพาะตัวอสุจิที่สมบูรณ์ออกมากลับเข้าไปในโพรงมดลูกได้โดยตรง เห็นไหมครับว่า ไม่เห็นจะยากอะไรตรงไหนเลย
  • จริงไหม ที่การฉีดสีตรวจโพรงมดลูกและท่อนำไข่ จะทำให้มีบุตรได้ง่ายขึ้น ??
เคยมีการศึกษาวิจัยนานมาแล้ว ถึงผลของการตรวจโพรงมดลูก และท่อนำไข่ด้วยการฉีดน้ำยา ที่เป็นสารทึบแสงเข้าไปในปากมดลูก เพื่อที่จะผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกและท่อนำไข่ จากนั้นก็ทำการเอ็กซเรย์ดูว่า สีที่ฉีดผ่านออกจากส่วนปลายของท่อนำไข่ได้หรือไม่ ผลปรากฏว่า หลังจากการกระทำดังกล่าว ผู้หญิง 1 ใน 3 คน เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นโดยที่ยังไม่ได้รับการรักษาวิธีอื่นเลย

เหตุผลนั้น อาจจะอธิบายไว้ว่า เป็นเพราะน้ำยาดังกล่าวไปชะล้างทำความสะอาดโพรงมดลูก และท่อนำไข่ ซึ่งอาจจะมีอะไรมาอุดอยู่ ให้บริเวณที่อุดตันเล็กๆ น้อยๆเปิดออก ทำให้อสุจิสามารถเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ได้ และการตรวจความสมบูรณ์ของโพรงมดลูก รวมทั้งท่อนำไข่นี้ นอกจากได้ประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ยังไม่มีอันตรายใดๆทั้งสิ้น

รวมทั้ง เป็นการตรวจมาตรฐานในการรักษาการมีบุตรยากที่ผู้หญิงทุกคนที่อยากมีบุตรจำเป็นจะต้องทำ
  • มีเคล็ดลับอย่างไร ที่จะทำให้มีโอกาสมีบุตรได้เร็วขึ้น ??
เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ การร่วมรักกันอย่างมีความสุข อย่าคิดร่วมรักกันเพราะแค่อยากจะมีบุตรเท่านั้น แต่ควรจะร่วมรักกันเพราะเราสองคนรักกัน การร่วมรักกันอย่างมีความสุขสมนั้น จะมีการหลั่งสารเคมีแห่งความสุขออกมา ทำให้เกิดการผ่อนคลายหายเครียด นอนหลับฝันดี ทำให้ฮอร์โมนที่ช่วยระบบการเจริญพันธ์หลั่งออกมาดีขึ้นด้วย ซึ่งจะช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น

เข้าใจแบบนี้แล้ว ปัญหาก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป...
...ขอให้สมหวังมีพยานรัก สมใจ


(update 26 เมษายน 2002)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์   ปีที่ 11 ฉบับที่ 506 วันที่ 11 - 17 ก.พ. 2545 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:39 Share
น้ำหนักแม่ VS. ลูกหลังคลอด


ช่วงหลังคลอดหลังจากที่ร่างกายคุณแม่และคุณลูกแข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกอย่างแล้วมีสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจนั่นคือน้ำหนักค่ะ ถ้าเป็นน้ำหนักลูกน้อย คุณแม่อาจจะกังวลว่าทำไมลูกน้ำหนักขึ้นช้าจัง หรือกังวลว่าลูกตัวใหญ่กว่าวัยเดียวกันหรือเปล่าแต่กับของคุณแม่นี่ทำไมน้ำหนักไม่ยอมลงเสียที...เหตุที่ขึ้นลงนี้มีที่มาค่ะ


Baby Weight

น้ำหนักลดเรื่องปกติ

โดยปกติหลังคลอดในช่วง 10 วันแรก น้ำหนักลูกน้อยจะยังไม่ขึ้นนะคะ แถมยังมีโอกาสที่น้ำหนักจะลดลงไปอีก 10% ของน้ำหนักแรกคลอด ลักษณะเช่นนี้มักเกิดกับเด็กที่กินนมแม่ค่ะ เนื่องจากช่วงแรกคลอดกว่าจะมีน้ำนมต้องใช้เวลาและการกระตุ้นการดูดนมจากลูกน้อยบ่อยๆ น้ำนมจึงจะไหลออกมา แต่ไม่ต้องเป็นกังวลนะคะใช้เวลาไม่นานเกินกว่า 10 วันแน่ค่ะ หลังจากนี้ไปน้ำนมก็จะไหลออกมาอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอกับความต้องการของลูกน้อย

1-3 เดือนแรก : + 1 กิโลกรัม / เดือน

หลังจากนี้ไปประมาณสัปดาห์ที่ 2 น้ำหนักลูกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอุ้มแล้วรู้สึกมีเนื้อมีหนัง ตัวเต็มไม้เต็มมือ และจากนี้ไปในช่วง 3 เดือนแรกน้ำหนักของลูกจะเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 1 กิโลกรัม เรียกว่าเป็นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตที่ลูกจะเติบโตเร็วที่สุดเลยค่ะ

4-6 เดือน : 1/2 กิโลกรัม / เดือน

เมื่อลูกน้อยอายุ 4 เดือนขึ้นไป น้ำหนักควรจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงหลังจากช่วง 3 เดือนแรกนะคะ คือเพิ่มขึ้นเพียงเดือนละ ? กิโลกรัมก็พอค่ะ

น้ำหนักกับเรื่องนม นม “หนูกินนมแม่”
  • การให้ลูกน้อยกินนมแม่ถือเป็นการให้กำไรชีวิตกับลูกน้อยนะคะนอกจากจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้กับลูกแล้ว การให้ลูกน้อยกินนมมากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางอ้วน (มากเกิน) ยิ่งในช่วง 6 เดือนแรก หากคุณแม่สังเกตว่าลูกกินนมเก่งเสียเหลือเกินแล้วน้ำหนักก็ขึ้นเร็ว พอ 6 เดือนให้หลังน้ำหนักจะเริ่มเข้าที่มากขึ้น เรียกว่าอยู่ ในเกณฑ์น้ำหนักมาตรฐาน ด้วยส่วนสูงและกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นตามวัยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วน เพราะในนมแม่มีน้ำตาลและไขมันชั้นดีที่ร่างกายลูกน้อยสามารถดูดซึม นำไปใช้ได้ทั้งหมด ไม่เหลือเป็นไขมันสะสมใต้ผิวหนัง

  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่อาจจะต้องปรับลดระยะเวลาการกินนมของลูกน้อยลงตามความเหมาะสมของอายุ เช่น อายุ 7 เดือนอาจจะลดลงมาให้กินนมเฉพาะช่วงกลางวันทุกๆ 3-4 ชั่วโมง และให้ลูกรับประทานอาหารเสริมควบค่ไปด้วย เพื่อเป็นการสร้างนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก
“หนูกินนมผสม”
  • กรณีที่คุณแม่ให้ลูกกินมผสม สิ่งที่ต้องระวังคือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนะคะ เรียกว่าร้องปุ๊บให้กินนมปั๊บนี่ต้องระวังเลยค่ะ อย่าให้ลูกกินนมมากเกินไป แล้วหมั่นสังเกตนำหนักลูกน้อย ซึ่งปกติแล้วน้ำหนักควรขึ้นเดือนละ 1-1.8 กิโลกรัมก็พอแล้วค่ะ หากมากกว่านี้ถือว่าน้ำหนักมากเกินไป ต้องควบคุมเพราะเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนตามมาภายหลัง ต่ก็อย่าให้น้อยไปจนถึงกับลูกขาดสารอาหารนะคะ
สิ่งที่มีผลกับน้ำหนักตัวลูก
  • ระยะเวลาที่ลูกเจริญเติบโตในครรภ์ของแม่ เช่นหากลูกคลอดก่อนกำหนดหรือลูกเป็นเด็กแฝดน้ำหนักตัวของลูกก็จะน้อยไปตามลำดับ

  • สุขภาพของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องไปยังอาหารที่ลูกน้อยจะได้รับตั้งแต่ในครรภ์

  • สุขภาพของตัวเด็กเอง

  • เชื้อชาติและกรรมพันธุ์ เช่น ถ้าพ่อและแม่มีน้ำหนักตัวมาก ลูกก็จะมีแนวโน้มที่จะน้ำหนักตัวมากด้วยนะคะ
สังเกต...ลูกน้ำหนักตัวน้อย

เรื่องของน้ำหนักตัวน้อยเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจนะคะ เพราะน้ำหนักน้อยส่งผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพของลูก หากปล่อยให้น้ำหนักน้อยจนลูกโต มีความเสี่ยงที่ลูกจะร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ในอนาคตด้วยค่ะ
  • น้ำหนักในช่วง 3 เดือนแรกขึ้นน้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อเดือน

  • เด็กคลอดก่อนกำหนด นอกจากจะต้องคำนึงถึงเรื่องพัฒนาการแล้ว น้ำหนักก็เป็นอีกเรื่องที่คุณแม่ใส่ใจ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเจริญเติบโตในอนาคตของลูกด้วย

  • แรกคลอดมีน้ำหนักตัวน้อย คือน้ำหนักน้อยกว่า 2.5 กิโลกรัม ถือเป็นน้ำหนักที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คุณแม่ควรต้องดูแลเรื่องโภชนาการลูก หรือก่อนออกจากโรงพยาบาลควรสอบถามวิธีการดูแลลูกน้อยจากคุณหมอค่ะ

  • เด็กป่วยเป็นโรคประจำตัว เพราะด้วยสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงจะทำให้เด็กไม่ยอมดื่มนมหรือดื่มนมน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจจะเกิดจากอาการเจ็บป่วยหรือมีโรคประจำตัว คุณแม่ต้องรีบพบคุณหมอค่ะ

  • การดูแลให้ลูกน้อยน้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ปกตินั้น คุณแม่อย่าลืมคำนึงด้วยว่าต้องให้ลูกกินนมและหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและหลั่ง Growth Hormone ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของลูกน้อยนะคะ

Mom Weight

ก่อนที่จะโวยวายกันไปใหญ่ว่าทำไมน้ำหนักไม่ยักกะลดลงเสียที คงต้องเข้าใจก่อนค่ะว่าช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปกว่า 15 กิโลกรัม จะให้ลกลงไปอย่างฮวบฮาบคงจะยากทีเดียวค่ะยิ่งคุณแม่ที่ขยันทำน้ำหนักช่วงตั้งครรภ์ด้วยแล้ว จะให้น้ำหนักลดลงเร็วก็คงยากเช่นกันค่ะ

เดือนแรก : 8-10 กิโลกรัม

หลังคลอดแล้วมีโอกาสที่น้ำหนักจะลดลง ซึ่งมีให้คุณแม่ได้เฮ! 2 รอบด้วยกันค่ะ

รอบแรกคือ : หลังคลอด น้ำหนักจะลดลงประมาณ 5-6 กิโลกรัมเรียกว่ามีให้ดีใจไปได้บ้าง แต่ส่วนที่ลดลงหาใช่ส่วนที่พอกพูนเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมันในร่างกายช่วงตั้งครรภ์นะคะ แต่เป็นผลรวมน้ำหนักของลูก รก น้ำคร่ำ รวมถึงเลือดที่ออกขณะคลอดนั่นเอง

รอบสองคือ : สัปดาห์แรกหลังคลอดน้ำหนักคุณแม่จะหายไปอีก 3-5 กิโลกรัม เพราะกระบวนทางร่างกายจะขับน้ำที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ออกทางปัสสาวะ แต่ก็เป็นเพียงช่วงเดียวนะคะจากนี้ไปน้ำหนักก็จะเหมือนเดิมค่ะ


3 เดือนเวลาทองของการดูแลน้ำหนักตัว

ช่วง 3 เดือนหลังคลอดถือเป็นช่วงเวลาทองที่น้ำหนักคุณแม่จะมีโอกาสลดลงมากที่สุดค่ะ รู้เช่นนี้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าสนับสนุนให้ลดน้ำหนักแบบเอาเป็นเอาตายนะคะ เพราะหากม่โหมลดน้ำหนักในช่วงที่ต้องใช้พลังงานในการเลี้ยงลูกและให้นมไปด้วย นอกจากว่าลูกจะไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่เพราะแม่ควบคุมอาหารด้วยแล้ว ยังทำให้สุขภาพโดยรวมของแม่อ่อนเพลียค่ะ

แต่ก่อนจะตัดสินใจควบคุมน้ำหนัก คุณแม่ควรทราบข้อมูลก่อนว่าจริงๆ แล้วการน้ำหนักจะลดลงมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับ...
  • ปริมาณไขมันและน้ำ รวมถึงจำนวนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของคุณแม่ตลอดการตั้งครรภ์

  • รูปแบบการใช้ชีวิตของคุณแม่แต่ละคน เช่น หากเป็นคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้านน้ำหนักอาจจะลดได้เร็วกว่า เพราด้วยกิจกรรมการทำงานจะทำให้น้ำหนักลดลงด้วย

  • การให้ลูกกินนมแม่จะช่วยให้น้ำหนักลดลงเร็ว เนื่องจากกระบวนการผลิตน้ำนม ร่างกายจึงไขมันที่สะสมในร่างกายไปใช้ในการสร้างน้ำนม เป็นผลพลอยได้ทำให้ไขมันรวมถึงน้ำหนักแม่ลดลงไปด้วยค่ะ

  • ส่วนคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูก แถมมีพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยง อาจจะลดน้ำหนักลงได้น้อยและช้ากว่าคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูก แต่เลี้ยงลูกและดูแลลูกทุกอย่างนะคะ
Tip :
  • ถ้าจะให้ง่าย สะดวก ไม่ควรออกกำลังกายแบบที่ต้องใช้อุปกรณ์ประกอบเยอะ เช่น ซิตอัพอย่างน้อยวันละ 30 ครั้ง ประโยนช์คือจะช่วยกระชับหน้าท้องที่หย่อนคล้อยให้กระชับ หรือท่าที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพก คือนอนราบให้หลังแนบกับพื้นให้มากที่สุด วางแขนข้างลำตัว ยกเข่าทั้งสองข้างขึ้น พยายามให้เข่าแตะที่หน้าอกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำวันละ 10 ครั้ง

  • เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เน้นแบบที่รับประทานพอดีและมากประโยชน์
Concern :

  • หากจะออกกำลังหลังคลอด อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องแผลเย็บ คือ หากแม่คลอดธรรมชาติ 2-3 วันหลังคลอดก็สามารถออกกำลังกายด้วยท่าเบาๆ ได้ค่ะ แต่หากเป็นแผลผ่าคลอดรอให้ครบ 1 เดือนเพื่อให้แผลแห้งสนิทก่อนดีกว่าจึงจะเริ่มออกกำลังกายได้

  • ควรใช้วิธีการออกกำลังกายดีกว่าอดอาหาร หากน้ำหนักไม่ลดลงไปอย่างที่หวัง แทนที่จะเครียดก็หันมาใช้เวลามีความสุขกับลูกน้อย และลองหาเทคนิคแต่งตัวเพื่ออำพรางรูปร่าง คุณแม่ก็สวยดูดีได้ค่ะ


(update 18 มกราคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.144 October 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:39 Share
GIFT ZIFT IVF-ET ของขวัญจากสวรรค์… สำหรับคนมีบุตรยาก


สมัยนี้เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้าไปมากเมื่าอเปรียบเทียบกับเมื่อสมัย 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสมัยทีทผมเองยังเป็นนักศึกษาแพทย์สมัยนั้นทางการแพทย์ยังมีคำจำกัดความของการมีลูกยากว่า “เป็นหมัน” ซึ่งหมายถึงการที่คู่สมรสไม่สามารถทำให้คู่สมรสเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาได้ โดยกำหนดให้มีการใช้ระยะเวลาที่มีขอบเขตจำกัด ที่กำหนดไว้ว่าถ้าคู่สมรสไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ภายในสองปีนั่นเรียกว่าเข้าข่ายเป็นหมันแล้ว

แต่มาถึงยุคนี้ คำว่าเป็นหมันนั้น จะใช้ในกรณีที่ผ่านการทำหมันมาแล้วเท่านั้นถ้าหากคู่สมรสใดไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ภายใน 1 ปี ทางการแพทย์จะเรียกว่าเป็นคู่สมรสที่มีลูกยาก และต้องการความช่วยเหลือแล้ว ดังนั้นในสมัยนี้ไม่มีการใช้คำว่าเป็นหมันโดยธรรมชาติ จะมีก็แต่มีลูกยากโดยธรรมชาติเท่านั้น จะเป็นหมันก็ต่อเมื่อได้รับการทำหมันเท่านั้น

นั่นก็หมายความว่า ในสมัยนี้คู่สมรสที่มีบุตรยาก หากได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ ก็ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะตั้งครรภ์และมีลูกได้ในที่สุด และการช่วยเหลือทางการนั้น ก็สามารถช่วยเหลือได้ในทุกๆ กรณี ส่วนจะถึงดวงดาวหรือไม่นั้น ก็ต้องดูและพิจารณาเป็นรายๆ ไปผมจะสาธยายให้ฟังว่าทางการแพทย์จะให้ความช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง

อย่างในกรณีของฝ่ายชายสมมติว่าไม่มีเชื้ออสุจิ เพราะผ่านการทำหมันมาก่อนแล้ว จะกี่ปีก็ตาม ทางการแพทย์ก็สามารถผ่าตัดต่อหมันให้คืนเข้าที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหมันชายหรือหมันหญิงก็ตาม และถ้าหากการต่อหมันชายไม่สำเร็จ ไม่มีเชื้ออสุจิออกมาเลยทางการจะทำการเจาะเอาเชื้อจากอสุจิออกมาทางลูกอัณฑะโดยตรงได้ หรือเจาะออกมาจากส่วนต้นของท่อน้ำเชื้อได้ แม้ว่าจะได้ตัวเชื้อออกมาเพียงไม่กี่สิบกี่ร้อยตัวก็สามารถเอามาผสมกับไข่ที่เจาะเอาออกมาจากรังไข่ของฝ่ายหญิวได้โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

จะเห็นว่าปัญหาของการปฏิสนธิกับไข่แทบจะไม่มีเลย สามารถทำได้ทั้งสิ้น

อย่างกรณีการมีลูกยาก เนื่องจากเชื้ออสุจิไม่มากหรือไม่แข็งแรงพอ ทางการแพทย์ก็จะทำการคัดเชื้อเอาเฉพาะตัวที่แข็งแรง แม้จำนวนจะน้อยไปหน่อย ก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเดินทางไปผสมกับไข่ที่ตกออกมาจากรังไข่และนอนรออยู่ที่ส่วนปลายของท่อรังไข่ หมายความว่าช่วยให้มีโอกาสเกิดการปฏิสนธิมากขึ้น ซึ่งหากปล่อยไปตามธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าเชื้อสเปิร์มที่หลั่งออกมา ครั้งละประมาณหนึ่งร้อยล้านตัวนั้น เมื่ออยู่ในช่องคลอด ซึ่งจะยังเหลือร้อยล้านตัวดังกล่าว ปรากฏว่าคงเหลืออยู่ประมาณ 700 ตัว คือมีไม่ถึงหนึ่งพันตัวที่มีโอกาสรอดไปถึงที่อยู่ของไข่ได้ นั่นหมายความว่า ถ้าหากสเปิร์มไม่แข็งแรงจริง หรือไม่โชคดีจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีโอกาสผสมกับไข่ได้เลย

มีคู่สมรสประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ตามวิธีทางธรรมชาติ นั่นหมายความว่าไข่ก็ตก สเปิร์มก็แข็งแรง ท่อรังไข่ก็ดีมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุมกำเนิดเลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เชื้อกับไข่ไม่เจอกันหรือไร จึงเป็นที่มาของการทำที่เรียกว่า GIFT …. Gamete Intrafallopian Tube Transfer เรียกทับศัพท์ว่า กิ๊บนั่นแหละ ซึ่งฟังดูแล้วก็ดี ถ้าแปลตามความหมายก็อาจจะหมายถึงของขวัญจากสวรรค์เลยทีเดียว กระบวนการทำ GIFT ก็ไม่มีอะไรยาก เพียงแค่เจาะไข่จากท้องภรรยาออกมา แล้วผสมกับเชื้อสเปิร์มจำนวนสองล้านตัว ทั้งหมดก็จะไม่ผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในท่อรังไข่ส่วนปลาย และปล่อยให้เกิดการปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเวลาอันควร นั่นคือประมาณ 7 วัน ไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นก็แสดงว่าล้มเหลว ทำไมถึงล้มเหลว สเปิร์มไม่ยอมผสมกับไข่หรือไม่ ก็เป็นไปได้

เพราะจากการศึกษาพบว่า ไข่บางฟองไม่ยินยอมให้สเปิร์มเจาะเข้าไปได้ หรือเจาะเข้าไปแล้ว แต่ไม่มีการปฏิสนธิ หรือไม่มีการแบ่งเซลล์เกิดขึ้นซึ่งพบว่าไข่ที่มาจากแม่ที่มีอายุมากนั้น เช่น เกินกว่า 40 ปีขึ้นไป ไข่ที่ได้มานั้นไม่สมบูรณ์พอ เพราะเป็นไข่ที่มีอายุมากแล้วพบว่าน้ำหล้อเลี้ยงภายในเซลล์ไข่ไม่สมบูรณ์ขาดสารอาหารที่หล่อเลี้ยงในนิวเคียสของเซลล์ทำให้เซลล์ไข่ที่ถึงแม่จะมีการเจาะเข้าไปของสเปิร์มแล้วก้ตาม แต่ก็เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นรวมทั้งการตั้งครรภ์

จึงมาถึงเรื่องของการทำ ICSI ย่อมาจาก Intracellular Sperm Insemintion นั่นคือในกรณีที่สเปิร์มไม่สามารถเจาะไข่ได้ จะด้วยเหตุผลยังไงก็ตามทางการแพทย์จึงทำการเจาะไข่แล้วเอาสเปิร์มใส่เข้าไปให้ ด้วยวิธีการนี้ปรากฏว่า จะได้ไข่ที่ได้รับการผสมมีการแบ่งเซลล์ในจำนวนที่มากขึ้น ปัญหาที่ไข่ไม่ผสมกับสเปิร์มจึงหมดไปและเช่นเดียวกับการทำ GIFS แล้วไม่สำเร็จ ซึ่งอาจเป็นเพราะไข่ไม่ยอมรับการผสมพันธุ์ และเป็นที่มาของกระบวนการที่เรียกว่า ZIFS ย่อมาจาก Zygote Intrafollopian Transfer คือแทนที่จะเอาไข่ผสมกับจำนวนของสเปิร์มใส่เข้าไปในปลายท่อรังไข่ และปล่อยให้มั่นมั่วกันเองตามธรรมชาติ คราวนี้ทางการแพทย์ก็จะเอาไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วใส่เข้าไปแทน ในปริมาณที่พอเหมาะ เป็นจำนวน 4 ตัวอ่อนใส่เข้าไปในส่วนปลายท่อรังไข่เช่นกันที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติที่จะนำเอาไข่ที่ผสมแล้วนั้นเดินทางไปตามท่อรังไข่แล้วไปฝังตัวที่โพรงมดลูก และการตั้งครรภ์จะดำเนินต่อไป

แต่จนแล้วจนรอดด้วยวิธี ZIFT ก็ใช่ว่าจะไปถึงดวงดาวทั้งหมด อาจมีเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือก็ฝ่อไปเสียก่อน อย่ากระนั้นเลย ลองเลี้ยงในห้องทดลองให้ตัวอ่อนมันโตขึ้นมาอีกซักหน่อย แล้วค่อยใส่กลับเข้าไปทางปากมดลูกอย่างที่เรียกกันว่า ทำเด็กหลอดแก้ว IVF-ET นั่นแหละ แต่ด้วยความที่การทำยังประสบความสำเร็จยังมีไม่มากดังใจหวัง จึงได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมา จนกระทั่งมาเลี้ยงตัวอ่อนได้ถึงระยะ Blastocyst ซึ่งเป็นระยะที่โดยปกติตัวอ่อนจะฝังตัวเข้ากับผนังโพรงมดลูกในช่วงนี้ แต่จนแล้วจนรอดการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการทำ Blastocyst ก็ใช่ว่าจะสูงอย่างที่ฝันกันเอาไว้ คือยังคงอยู่ที่ประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ส่วนมากบางสถาบันกลับพบว่าน้อยกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

การรักษาคู่สมรสที่มีลูกยาก จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ว่าสาเหตุของการมีลูกยากมันอยู่ตรงจุดไหน ใช่ว่าจะต้องทำเด็กหลอดแก้วเพียงอย่างเดียว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่ามันง่ายดี ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ต้องมีการเตรียมตัวโดยเฉพาะฝ่ายภรรยา เพราะต้องฉีดยากระตุ้นไข่ให้สุกมากๆ และต้องฉีดหลายวันหลายเข็ม ติดตามมาด้วยการเจาะไข่ซึ่งจะไม่เจ็บเพราะแพทย์จะทำให้หลับโดยไม่รู้เรื่อง ส่วนฝ่ายสามีนั้นก็ไม่ค่อยจะลำบากอะไรมากนัก เพราะเพียงแค่เอาเชื้อสเปิร์มออกจากร่างกายก็เท่านั้น แต่จะไปหนักเอาตอนสุดท้ายนะครับ ซึ่งผมคิดว่าฝ่ายสามีจะต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเงิน ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้วนั้นทั้งคู่สมรสนั้นจำเป็นต้องสืบให้ทราบค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อน ซึ่งผมเข้าใจว่าอาจจะถึงสองแสนบาทในแต่ละรอบของการทำเด็กหลอดแก้ว

ก็น่าจะโอเคนะครับในเมื่อฝ่ายภรรยาเป็นผู้รับความเจ็บปวดในการทำเด็กหลอดแก้วแล้ว ทางฝ่ายสามีก็จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก่อนจะทำการรักษาเรื่องมีบุตรยาก คุณควรจะได้ศึกษาหาความรู้ก่อนทำ

แหล่งความรู้หาได้ที่ไหน ก็ตามโรงพยาบาลทั้งหลายที่เขารับทำเด็กหลอดแก้วนั่นแหละครับ เปรียบเสมือนการลงทุนในตลาดหุ้นนั่นแหละครับ ก่อนที่จะลงทุน คุณก็ควรจะได้เรียนรู้เสียก่อนว่า มีความเสี่ยงการที่จะทำเด็กหลอดแก้วก็จะต้องมีความเข้าใจนะครับว่า มีเปอร์เซ็นต์ที่จะสำเร็จน้อยกว่าครึ่งครับ

ผมขออวยพรให้โชคดี ถ้าหากตัวคุณอยู่ในภาวะของการมีบุตรยาก


(update 1 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.167 June 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:40 Share
อันตรายไหม! ทิ้งลูกแฝดเสียชีวิตในครรภ์ 1 คน


Q - ดิฉันอายุ 32 ปี ตั้งครรภ์ลูกแฝดจาการทำกิฟท์ได้ 4 เดือนแล้ว แต่ล่าสุดเสียชีวิตไป 1 คน อยากทราบสาเหตุและวิธีการดูแลตัวเอง ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจเลยเพราะคุณหมอให้ทิ้งไว้ในครรภ์ แต่ไม่บอกรายละเอียดอะไรเลย ดิฉันข้องใจมากค่ะอยากทราบข้อเสียที่ทิ้งเด็กไวในครรภ์ว่ามีอะไรบ้าง และตอนคลอดดิฉันควรคลอดเองหรือผ่าคลอดดีคะ

A - การทำกิฟท์ (Gift) ซึ่งเป็นวิธีฉีดไข่และตัวอสุจิให้ไปปฏิสนธิกันในท่อนำไข่ จะมีความสำเร็จในการตั้งครรภ์ครั้งละประมาณ 30-40% แพทย์จะใช้วิธีการนี้ในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิอ่อนแอมามากนัก และฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง และมีพังผืดมาก วิธีนี้ใช้ได้สำหรับคู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยากด้วย

การทำกิฟท์จะต้องผ่าตัดส่องกล้องบริเวณช่องท้อง เพื่อนำไข่และอสุจิใส่เข้าไปในท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ ซึ่งวิธีนี้แพทย์มักจะใส่ไข่เข้าไปครั้งละหลายใบทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดสูงขึ้น

โดยทารก 1 ใน 2 หรือ 3 คนของครรภ์แฝด อาจเสียชีวิตไปขณะดำเนินของครรภ์ ถ้าเสียชีวิตในช่วง 3 เดือนแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะตัวอ่อนหรือทารกจะฝ่อสลายไปได้เองตามธรรมชาติ ไม่เกิดผลเสียต่อแฝดที่มีชีวิตอยู่

แต่ถ้าเสียชีวิตเมื่อครรภ์อายุมากแล้วก็อาจจะมีปัญหากับทารกที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะทารกที่เสียชีวิตจะเปรียบเสมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ในร่างกายคุณแม่และเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อทารกแฝดที่ยังมีชีวิตอยู่ในครรภ์

ซึ่งเนื้อเยื่อของทารกที่เสียชีวิตไปจะกลายเป็นต้นกำเนิดในการสร้างสารที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติสุดท้ายคุณแม่อาจจะมีเลือดออกผิดปกติและทำให้เกิดอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดของทารกที่ยังมีชีวิตอยู่ได้

นอกจากนี้แล้วยังทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจของคุณแม่ด้วย ซึ่งแพทย์ต้องคอยดูเป็นพิเศษ ได้แก่ การให้คุณแม่นับลูกดิ้นทำอัลตราซาวนด์ ดูทารก รก และน้ำคร่ำตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์ และนัดมาฝากครรภ์บ่อยกว่าเดิม

ถ้าคุณหมอตรวจพบความผิดปกติของการตั้งครรภ์หรือทารกในครรภ์ คุณหมอจะพิจารณาในเรื่องการคลอดทันที สำหรับวิธีการคลอดคุณแม่สามารถคลอดได้เองทางช่องคลอด แต่ถ้ามีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดคลอด เช่น มีการคลอดยาก การเต้นของหัวใจทารกผิดปกติ คุณหมอก็จะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดคลอดต่อไปค่ะ

หมอขอเป็นกำลังให้คุณกาญจนาและอย่ากังวลใจมากเกินไป แพทย์ที่ทำการดูแลคุณกาญจนาอยู่จะตรวจติดตามอาการอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว และพร้อมที่จะให้การดูแลที่ดีที่สุดเมื่อพบความผิดปกติค่ะ.


(update 28 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 298 พฤศจิกายน 2550 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:41 Share
ภาวะมีบุตรยาก

< Spacing=0 ="http://www.thaiclinic.com/phpAds/ad.php?clientID=15&target=_blank&=60" Border=no width=468 scrolling=no height=60>< ='' ='http://www.thaiclinic.com/phpAds/adjs.php?clientID=15&target=_blank&withText=0'>

        ภาวะมีบุตรยาก
        ย่อมเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง มีสัญชาตญาณที่สำคัญอย่างน้อยอยู่สองอย่าง คือ
        สัญชาตญาณเพื่อให้ตนมีชีวิตอยู่รอด และสัญชาตญาณเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์
        มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ธรรมชาติข้อนี้ด้วย ดังนั้นการมีคู่เพื่อสืบพันธุ์ของมนุษย์ จึงควรมี
         มาตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ในโลก
        อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์หรือนิทาน นิยาม ทั้งหลายตั้งแต่โบราณ ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด ก็มักจะมีเรื่อง
         เล่าของคนบางคู่ที่ไม่สามารถจะมีบุตรได้ และมีความพยายามต่าง ๆ นานา เพื่อให้สามารถมีบุตรได้
        ปัจจุบันเราพบว่าในบรรดาคู่สามีภรรยาทั้งหลาย จะมีปัญหามีบุตรยาก ประมาณ 15% หมายความว่า
      ทุก 100 คู่สามีภรรยาจะมีปัญหามีบุตรยาก 15 คู่
        คำว่ามีบุตรยาก ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีโอกาสมีบุตรได้ แต่หมายความว่า มีโอกาสมีบุตรน้อยกว่าปกติ
         การมีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละอย่างน้อย 2 - 3 วัน โดยไม่ได้คุมกำเนิดจะมีการตั้งครรภ์ 50% ภายใน 5 เดือน
        และการตั้งครรภ์เพิ่ม ขึ้นเป็น 80% - 90% ในเวลา 1 ปี ส่วนที่เหลือจะมีโอกาสตั้งครรภ์น้อยลง และเราจัดอยู่
        ในกลุ่มภาวะมีบุตรยาก
        ปัจจัยที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์
        การตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ จะต้องมีปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ
        1. ฝ่ายชายต้องมีการสร้างเชื้ออสุจิเข้ามาในน้ำอสุจิได้ปกติ ทั้งในแง่ของจำนวน, การเคลื่อนไหว และ รูปร่าง
        2. ฝ่ายชายต้องมีความสามารถในการหลั่งอสุจิเช้าในช่องคลอดของฝ่ายหญิง
        3. เชื้ออสุจิต้องสามารถผ่านมูกของปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และผ่านเข้าไปในท่อของมดลูก
           (หรือ ท่อนำไข่) เพื่อไปพบกับไข่ของฝ่ายหญิง ในท่อนำไข่นั้น ในช่วงเวลาที่มีการตกไข่
        4. เชื้ออสุจินั้นต้องมีความสามารถเจาะเปลือกเซลของไข่เข้าไปทำให้เกิดการปฏิสนธิได้ในท่อนำไข่
        5. ฝ่ายหญิงต้องมีการตกไข่ปกติ และมีท่อนำไข่ปกติที่ให้ไข่เดินทางเข้าและผ่านไปได้
        6. ไข่ที่ผสมแล้ว ต้องสามารถเดินทางผ่านท่อนำไข่เข้าไปยังโพรงมดลูกได้ เพื่อฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก
        7. ไข่มี่ผสมแล้ว ต้องแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนเป็นปกติ และเจริญเติบโตที่ปกติต่อไปได้ในโพรงมดลูก
        การขาดปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งดังกล่าว จะไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ ตามธรรมชาติได้ ทำให้เกิดปัญหามีบุตรยาก
      หรือถ้าความผิดปกติรุนแรงมากก็ทำให้มีบุตรไม่ได้  เรียกว่าเป็นหมัน
       
        ขบวนการการตั้งครรภ์
        ขบวนการตั้งครรภ์ เกิดจากมีการตกไข่ (คือไข่หลุดออกมาจากรังไข่เมื่อเจริญสมบูรณ์เต็มที่ ไข่ที่ตกออกมา
         จะถูกท่อนำไข่จับเข้าไปอยู่บริเวณปลายท่อนำไข่แล้วเชื้ออสุจิจะเข้ามาผสมกับไข่บริเวณปลายท่อนำไข่นี้ กลายเป็นตัวอ่อน จากนั้นก็จะมีการแบ่งตัวของเซลตัวอ่อน ในขณะเดียวกันจะค่อย ๆ ถูกขับเคลื่อนไปหาตัวมดลูก และเข้าไปในโพรงมดลูก
        ในวันที่ 3 - 4 หลังมีการผสมพันธุ์ ตัวอ่อนจะมีการแยกตัวต่อไปจะมีความสามารถฝังตัวเข้าไปในโพรงมดลูกได้
        หลังจากเช้าไปอยู่ในโพรงมดลูกแล้ว 3 - 4 วัน ซึ่งต่อไปจะมีการ สร้างรก,ตัวอ่อนทารก และถุงน้ำคร่ำ ตัวอ่อนทารกจะมีการสร้างอวัยวะต่าง ๆ ภายใน 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะค่อย ๆ เจริญเติบโตจนครบกำหนด 40 สัปดาห์ จึงคลอดออกมาเป็นทารกน้อยให้พ่อแม่เชยชม
         
        เมื่อท่านไปพบแพทย์ จะผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง
        สำหรับสุภาพสตรีจะได้รับการซักประวัติ เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายโดยละเอียดว่าแข็งแรงสมบูรณ์ดี หรือ
      เจ็บป่วยเป็นโรคอะไรอยู่ เคยเจ็บป่วยโรคอะไรบ้าง ประวัติการเจ็บป่วยของครอบครัว,ลักษณะการมีประจำเดือน
      ,การร่วมหลับนอนกับสามี เป็นต้น จากนั้นจะได้รับการตรวจร่างกายโดยทั่วไป รวมทั้งการตรวจภายใน
      เพื่อดูว่าสุขาภาพร่างกายของท่านปกติดีหรือไม่
        ท่านจะได้รับการตรวจเลือดดูสภาพการทำงาน ระบบต่าง ๆ ที่สำคัญของร่างกาย เช่น ตับ ไต ต่อมทัยรอยด์,
         การตรวจหาเบาหวาน และการตรวจฮอร์โมนเพื่อตรวจสภาพการทำงานของรังไข่ และอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
        ท่านจะได้รับการเอ็กซเรย์ตรวจปอด และหัวใจ การฉีดสีทึบแสงเอ็กซเรย์ เพื่อตรวจดูโพรงมดลูกและท่อนำไข่
      อาจมีการตรวจมูกของปากมดลูกเป็นระยะ ๆ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังตกไข่ จะมีการตรวจร่างกายว่าเชื้ออสุจิ
      สามารถผ่านมูกของปากมดลูกได้หรือไม่ หลังจากมีการหลับนอนกับสามีในช่วงที่มีการตกไข่
        ท่านอาจจะได้รับการแนะนำให้วัดอุณหภูมิของร่างกายหลังตื่นนอนทุกเช้า เพื่อตรวจดูว่ามีการตกไข่ใน
         แต่ละเดือนหรือไม่
        การตรวจการตกไข่ อาจตรวจได้ โดยการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) หรือโดยการตรวจ
         ฮอร์โมนในเลือดหรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน ซึ่งทำให้สามารถพยากรณ์การตกไข่ได้ล่วงหน้าค่อนข้างแม่นยำ
        จะมีการตรวจว่าหลังการตกไข่ เยื่อบุมดลูกสมบูรณ์เพียงพอต่อการเลื้ยงตัวอ่อนหรือไม่ ได้ด้วยการตรวจ
         ฮอร์โมนหลังการตกไข่ หรือการขูดตัวอย่างเยื่อบุมดลูกระยะใกล้มีประจำเดือนไปตรวจ
        ถ้าแพทย์สงสัยว่าจะมีความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น พังผืดของมดลูก, รังไข่และท่อนำไข่
         หรือมีเนื้องอกมดลูก ซึ่งไม่สามารถตรวจได้โดยวิธีธรรมดา แพทย์อาจแนะนำให้ท่านรับการตรวจอวัยวะใน ช่องเชิงกรานด้วยการส่องกล้องตรวจช่องท้อง (Laparoscopy) หรือถ้าสงสัยความผิดปกติในโพรงมดลูก อาจมีการส่องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy)
        สำหรับการตรวจในฝ่ายชายที่สำคัญมีอย่างเดียวคือ การตรวจความสมบูรณ์ของเชื้ออสุจิ มักแนะนำให้ตรวจ
         หลังจากว่างเว้น การหลับนอนกับภรรยา 3 - 7 วัน โดยวิธีช่วยตัวเอง (Masterbation) ถ้าปกติก้ไม่จำเป็นต้อง
        ตรวจอะไรอีก ถ้าผิดปกติจะมีการตรวจซ้ำเพื่อความแน่ใจ ถ้าพบว่าผิดปกติเหมือนกันทั้ง 2 ครั้ง แล้วจะตรวจหา
        สาเหตุของความผิดปกติต่อไป
         
        หลังจากตรวจแล้วจะมีการรักษาอย่างไรบ้าง
        ถ้าผลการตรวจทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์จะแนะนำท่านให้พยายามหลับนอน (มีเพศสัมพันธ์)ด้วยกัน
      ในช่วงที่มีไข่ตก
        ถ้าพบว่ามีความผิดปกติ แพทย์จะพยายามรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น ถ้าไม่มีการตกไข่ก็จะหาเหตุว่า
         เพราะเหตุใด และรักษาตามสาเหตุนั้น เช่นแก้ไขภาวะฮอร์โมนผิดปกติ หรือให้ยากระตุ้นการตกไข่
        ถ้าพบว่ามีการติดเชื้ออักเสบ ก็ให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรคถ้าพบว่ามีพังผืดที่มดลูก,ท่อนำไข่ หรือรังไข่ ก็จะ
         มีการผ่าตัดเลาะพังผืด
        ถ้าพบว่าท่อนำไข่ตัน ก็จะมีการตัดส่วนที่ตันออกแล้วต่อส่วนดีเข้าด้วยกัน และเนื่องจากท่อนำไข่เป็น อวัยวะ
        ที่เล็กมาก จึงต้องทำผ่าตัดโดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ และเครื่องมือขนาดเล็ก ๆ (Microsurgery) เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
         
        การมีบุตรง่ายหรือยาก เกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง
        คู่สามีภรรยาโดยทั่วไปมี 4 ปัจจัยใหญ่ ที่จะทำให้มีการตั้งครรภ์เร็วหรือช้า คือ อายุของภรรยา,อายุของสามี
         ความบ่อยของการมีเพศสัมพันธ์ และระยะเวลาของความพยายามตั้งครรภ์
        1. อายุของภรรยา
        พบว่าสตรีอายุ 25 ปี ที่มีสามีอายุใกล้เคียงกันจะมีการตั้นครรภ์ได้ง่ายกว่าอายุอื่น ๆ คือใน 100 คู่ จะตั้งครรภ์
         ได้ 50 คู่ ใน 5 เดือน, 75 คู่ใน 10 เดือน และอายุที่มากขึ้น (กว่า 25 ปี) ทุก ๆ 5 ปี จะต้องใช้เวลายาวขึ้นเกือบเท่า ตัวในการตั้งครรภ์หมายถึงจะตั้งครรภ์ยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้นนั่นเอง
        2. อายุของสามี
        คล้ายกับสตรีคือ สามีอายุ 25 ปี จะสามารถทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ได้ 75% ภายใน 1 ปี แต่จะทำให้ตั้งครรภ์
         ได้เพียง 25% ใน 1 ปี ถ้าสามีอายุ 40 ปีขึ้นไป
        3. ความบ่อยของการมีเพศสัมพันธ์
        อัตราการตั้งครรภ์ของคู่สามีภรรยา จะมีอัตราการตั้งครรภ์เมื่อเปรียบเทียบความถี่ของการตั้งครรภ์นี้คือ
        จำนวนครั้งต่อสัปดาห์ การตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือน
        1- 25%
        2- 33%
        3- 50%
        4 หรือมากกว่า- 60%
        4. ระยะเวลาของการพยายามมีบุตร
        คู่สามีภรรยาที่พยายามมีบุตรโดยการมีเพศสัมพันธ์ที่ถี่และสม่ำเสมอ พบว่าตั้งครรภ์ได้ 15% ในเดือนแรก,
         50% ใน 6 เดือน, 75% ใน 1 ปี, 90% ใน 2 ปี และมากกว่า 95% ใน 3 ปี

        ภาวะมีบุตรยากคืออะไร

        ทางการแพทย์โดยทั่ว ๆ ไป นิยามภาวะมีบุตรยากหมายความว่า คู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกัน มีเพศสัมพันธ์สม่ำ
         เสมอ (3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป) เป็นเวลานาน 1 ปี แล้วยังไม่เกิดกานตั้งครรภ์
        พบว่าประมาณ 15% ของคู่แต่งงานที่เข้าข่ายภาวะ
        อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะมีบุตรยาก
        จากการรวบรวมสาเหตุภาวะมีบุตรยาก พบว่าสาเหตุจากฝ่ายชาย 40% เกิดจากฝ่ายหญิง 40% และเกิดจาก
         ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกัน 20%
        สาเหตุจากฝ่ายชายที่พบมากที่สุดเกือบทุกราย เกิดจากความผิดปกติของการผลิตตัวอสุจิ
        สาเหตุส่วนใหญ่ในฝ่ายหญิงเกิดจาก การตกไข่ผิดปกติหรือไม่ตกไข่, ท่อน้ำไข่ผิดปกติ และโรคในอุ้งเชิง
         กราน ที่พบน้อยคือสาเหตุที่ปากมดลูกและช่องคลอด ที่พบบ้างน้อยมาก คือ การมีภูมิต้านต่อเชื้ออสุจิ

        เมื่อไรจึงควรปรึกษาแพทย์เรื่องมีบุตรยาก

        คู่สมรสภรรยาควรปรึกษาแพทย์ เมื่อได้พยายามมีบุตรนาน 1 ปี แล้วยังไม่มีการตั้งครรภ์
        สำหรับคู่ที่ภรรยา อายุมากกว่า 30 ปี แนะนำให้ปรึกษาเร็วกว่านั้น เพราะถ้ามีปัญหาที่จะต้องแก้ไขได้ไม่
         ต้องรอจนอายุมากเกินไป
        สตรีที่มีการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด โดยยังไม่ได้ลูกเลยติดต่อกัน 3 ครั้ง ก็ควรปรึกษาแพทย์หาสาเหตุ
         เช่นเดียวกัน
        สำหรับความผิดปกติทางฝ่ายชาย ซึ่งพบมีเชื้ออสุจิผิดปกติก็ต้องหาสาเหตุ ซึ่งบางอย่างก็อาจรักษาได้ด้วย
         การให้ยา เช่น ความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด บางอย่างต้องอาศัยการผ่าตัด เช่น เส้นเลือดขอดที่ถุงอัณฑะ หรือการอุดตันของท่อนำเชื้ออสุจิ
        แพทย์อาจให้วิธีการรักษาแบบผสมเทียม (คือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าในปากมดลูกหรือโพรงมดลูก) ถ้าไม่
         สามารถรักษาให้เชื้ออสุจิปกติได้
        มีวิธีรักษาอย่างอื่นได้อีกหรือไม่
        เมื่อสามารถแก้ในสิ่งผิดปกติให้ปกติได้แล้ว ส่วนใหญ่จะมีการตั้งครรภ์ ได้โดยวิธีธรรมชาติหรือแพทย์ช่วย
         ด้วยเล็กน้อย แต่บางรายก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้โดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่สามารถแก้ไขสาเหตุได้ หรือเพราะเราไม่ทราบสาเหตุ การมีบุตรยากนั้น ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูงเช้ามาช่วย นั่นคือการทำผสมเทียมในหลอดแก้ว
        (In vitro Fertilization - IVFX ) หรือการผสมเทียมในท่อนำไข่ (Gamete Intra follopian Transfor - GIFT) และปัจจุบันสามารถทำการแช่แข็ง เชื้ออสุจิ และตัวอ่อนเพื่อเก็บได้นาน ๆ และนำกลับมาใช้อีกได้ หรือสามารถฉีดเชื้ออสุจิเช้าไปในไช้โดยตรงด้วยเครื่องมือพิเศษ เรียก microinjection หรือ micromanipulation ในกรณีที่เชื้ออสุจิไม่สามารถเจาะไข่เข้าไปได้เอง

        จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษามากเท่าไร

        ในการตรวจและรักษาภาวะมีบุตรยาก จะต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายน้อยหรือมาก ขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะ
         มีบุตรยากและวิธีการรักษาเป็นปี ถ้าสาเหตุที่พบไม่รุนแรงรักษาง่ายค่าใช้จ่ายก็จะไม่มาก แต่ถ้าสาเหตุรุนแรงรักษายาก ค่าใช้จ่ายก็แพง และถ้าต้องใช้เทคโนโลยีสูง ก็ยิ่งแพงขึ้นตามลำดับ บางรายพบแพทย์ 2 - 3 ครั้ง ก็ตั้งครรภ์ บางรายต้องใช้เวลา บางรายก็รักษาไม่ได้ผลเพราะพยาธิสภาพรุนแรงเกินไป
        ในระหว่างการตรวจรรักษา ท่านอาจมีความรู้สึกว่า เสียเวลา เสียเงิน เครียด หงุดหงิดและหดหู่
        ดังนั้นเมื่อท่านตัดสินใจต้องการแก้ไขภาวะมีบุตรยาก จึงควรมีการเตรียมใจ เตรียมตัว ให้ความร่วมมือกัน
         และเห็นอกเห็นใจกันและกันพอสมควร ท่านควรจะถามข้อสงสัยและปรึกษาเรื่องความรู้สึกไม่สบายกายและใจ แก่แพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลท่านอยู่ความเครียดที่เกิดขึ้นอาจทำให้ภาวะมีบุตรยากเลวร้ายลงไป และอาจทำให้ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาเปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้นความพร้อม ความร่วมมืออย่าง เต็มทีและความเข้มแข็งของจิตใจ จึงมีความสำคัญต่อการรักษาอย่างมาก
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:42 Share
การทำ กิฟท์ (GIFT)

< Spacing=0 ="http://www.thaiclinic.com/phpAds/ad.php?clientID=15&target=_blank&=60" Border=no width=468 scrolling=no height=60>< ='' ='http://www.thaiclinic.com/phpAds/adjs.php?clientID=15&target=_blank&withText=0'>

      กิฟท์ (GIFT, Gamete intrafallopian transfer)คือวิธีการที่ใส่เชื้ออสุจิ (ที่เตรียมแล้ว) และไข่ (sperm and egg)
    เข้าไปในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง 1 หรือ 2 ข้าง ทั่วๆไปจะใส่ไข่ 2 ฟองร่วมกับตัวเชื้ออสุจิ 5 หมื่นถึง 1 แสนตัวต่อท่อ 1 ข้าง
    (รวมแล้วใช้ไข่ 4 ฟอง)
      ข้อบ่งชี้
    1. ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ
    2. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกโพรงมดลูก
    3. เชื้ออสุจิอ่อนแต่ไม่มาก
    4. หลังจากไม่สำเร็จจากการผสมเทียมโดยใช้เชื้อชายอื่น
     
      ขั้นตอน
    1. การกระตุ้นไข่ให้ได้ไข่หลายๆฟอง ในรอบธรรมชาติจะมีไข่เพียง 1 ฟองต่อเดือน แต่ในรอบที่จะใช้วิธีช่วยการเจริญพันธุ์
    เช่น กิฟท์ เราจะกระตุ้นรังไข่หลายๆฟองเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ซึ่งมีหลายวิธีแต่วิธีการที่ใช้บ่อยคือ
      1.1   วิธีที่ใช้ระยะเวลายาว (long protocol) โดยการให้ฮอร์โมนตัวหนึ่ง (GnRHa, gonadotropin releasing hormone  agonists)
      อาจโดยการพ่นยาเข้าโพรงจมูกหรือฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ประมาณ 7-10วันก่อนที่จะมีประจำเดือนให้ไป
      จนกระทั่งตรวจพบว่าระดับฮอร์โมนเอสตราไดออล (estradiol) มีระดับน้อยกว่า 30-35 พิโคกรัมต่อซี.ซี
      จึงเริ่มต้นยาฉีดเพื่อกระตุ้นรังไข่ ยาที่ใช้คือ hMG (human menopausal gonadotropin) หรือ FSH(follicle stimulating hormone) ซึ่งมีชื่อทางการค้าแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะให้ยาฉีดทุกวัน ติดตามผลการกระตุ้นรังไข่โดยการดูขนาดของถุงไข่(follicle)
      ด้วยเครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง อาจใช้ร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับ เอสตราไดออลซึ่งระดับจะสูงสัมพันธ์กับขนาด
      และจำนวนของถุงไข่ ให้ยาจนกระทั่งมีถุงไข่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18-20 มม.(จากการวัดโดยคลื่นเสียงความถี่สูง)
      จำนวนอย่างน้อย 2-3 ถุง จึงให้ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่ง (hCG, human chorionic gonadotropin) ขนาด 5,000-10,000 ยูนิต
      ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ  และจะทำการเจาะเก็บไข่ (ovum pick up) หลังจากยาฉีดประมาณ 34-36 ชั่วโมง
      1.2   วิธีที่ใช้ระยะเวลาสั้น (short protocol) โดยการให้ฮอร์โมน GnRHa ) โดยการพ่นยาเข้าโพรงจมูกหรือฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง
      โดยเริ่มยาวันที่ 2-3 หลังจากที่มีประจำเดือนและให้ยาฉีดเพื่อกระตุ้นรังไข่ 1 วันหลังจากได้ฮอร์โมน GnRHa
      หลังจากนั้นขั้นตอนจะเหมือนกับวิธีที่ 1.1
    2. การเจาะเก็บไข่ (ovum pick up) โดยทั่วๆไปจะใช้การเจาะผ่านทางช่องคลอดโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วย
    ส่วนน้อยจะเจาะผ่านผนังหน้าท้อง  หรือผ่านทางกล้องส่องผ่านทางผนังหน้าท้อง  จะกระทำภายใต้การให้ยาสลบ
    เพื่อไม่ให้เจ็บปวดหรืออาจให้เพียงยาระงับปวดร่วมกับยากล่อมประสาทก็ได้
    3. การเตรียมน้ำอสุจิ จะเตรียมน้ำอสุจิโดยการให้ฝ่ายชายเก็บอสุจิโดยการช่วยตัวเอง (masturbation) และนำน้ำอสุจิที่ได้ไป
    เตรียมทางห้องปฏิบัติการ
    4. การใส่อสุจิร่วมกับไข่เข้าไปในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง โดยทั่วๆไปจะกระทำผ่านทางกล้องส่องเจาะผ่านผนังหน้าท้อง (ส่วนน้อยจะทำผ่านโพรงมดลูกและผ่านสายเข้าท่อนำไข่โดยใช้กล้องส่องภายในโพรงมดลูกหรือใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วย) ส่วนใหญ่จะกระทำภายใต้การให้ยาสลบเพื่อไม่ให้เจ็บปวด
    5. หลังใส่เชื้ออสุจิและไข่เข้าทางท่อนำไข่เรียบร้อยแล้วจะแนะนำให้นอนพักผ่อน แต่ไม่ถึงขนาดต้องนอนนิ่งๆบนเตียงตลอดเวลา อาจทำงานได้บ้างเบาๆ จะมีการให้ยารับประทานหรือยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือให้ยาทั้งสองชนิดร่วมกัน
    (ยารับประทานอาจให้เหน็บช่องคลอดได้) แล้วแต่แพทย์แนะนำ
    6. ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากทำกิฟท์ จะนัดมาเจาะเลือดเพื่อดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่

    โอกาสตั้งครรภ์ ประมาณ ร้อยละ 30-40
    ค่าใช้จ่าย ค่อนข้างสูง

    ขอให้ทุกท่านโชคดีในการพยายามที่จะมีบุตร

    ผศ.นพ. สิงห์เพ็ชร สุขสมปอง
    สาขาวิชาผู้มีบุตรยาก ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:43 Share
การเลือกเพศ 100% และการวิเคราะห์



กรรมวิธีเจาะ "ไข่" ใส่ "อสุจิ" ที่เรียกว่า "อิ๊กซี่" นั้น เป็นกรรมวิธีเพื่อช่วยเหลือให้มีการปฏิสนธิขึ้น สำหรับ "คนมีลูกยาก" ในบางกรณี ปัจจุบันนี้ ได้มีการดัดแปลงและประยุกต์ใช้วิธีการคล้ายๆ กัน โดยใช้เข็มปลายเรียวเล็ก ที่ผลิตจากหลอดแก้วขนาดจิ๋วเจาะใส่เข้าไปใน "ตัวอ่อน" ขนาด 4-8 เซลล์ แล้วดูดเอาเซลล์ออกมา 1 เซลล์ เพื่อตรวจสอบ "หน่วยพันธุกรรม" ที่จำเป็น รวมทั้งโครโมโซมเพศด้วย ทำให้ทราบถึงความผิดปกติและเพศของ "ตัวอ่อน" นั้น กรรมวิธีดังกล่าวมีชื่อทางการแพทย์ว่า "PREIMPLANTATION GENETIC DIAGNOSIS" แต่เรามักนิยมเรียกสั้นๆ ว่า "PGD" มากกว่า

โรคร้ายแรงของกรรมพันธุ์บางอย่าง ถ่ายทอดเฉพาะเจาะจงในทารกเพศชาย (X-Linked Recessive) ดังนั้น "ตัวอ่อน" เพศชายซึ่งถ่ายทอดโรคดังกล่าวได้ จะถูกทำลายทิ้งทั้งหมด คงเหลือไว้แต่ "ตัวอ่อน" เพศหญิงที่จะนำใส่กลับเข้าไปในร่างกายของคนไข้สตรีผู้มีบุตรยาก ลูกที่เกิดมาก็จะปราศจากโรคร้ายแรงข้างต้น

อาจมีผู้คนสงสัยและคิดว่า "ตัวอ่อน" ขนาด 4-8 เซลล์ ที่ถูกเจาะดูดเอาเซลล์ออกไป 1 เซลล์นั้น น่าจะพิการหรือตายไป ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในทางกลับกัน "ตัวอ่อน" นั้น (ซึ่งมีเซลล์หายไป 1 เซลล์) ยังมีศักยภาพในการเจริญเติบโตเหมือนเดิมทุกประการ และทารกที่เกิดมาจะไม่มีความพิการแต่กำเนิดด้วย (ความจริงความพิการแต่กำเนิดของทารก ย่อมมีได้เสมอเทียบเท่ากับทารกที่เกิดตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้เป็นผลมาจากกรรมวิธีวิเคราะห์ "ตัวอ่อน")

อายุของมารดาเป็นตัวทำนายเกี่ยวกับผลการตั้งครรภ์ได้ดีที่สุด จากการศึกษาวิจัยของประชากรในสหรัฐอเมริกา และแคนาดาพบว่า มีการลดลงอย่างสม่ำเสมอของภาวะการเจริญพันธุ์ตามอายุของสตรีที่มากขึ้น

"ไข่" ของสตรีมีการสูญสลายหรือฝ่อไปอย่างมาก เริ่มตั้งแต่อายุ 37-38 ปี โดยมีค่าของฮอร์โมน "FSH" ในเลือดค่อยๆ สูงขึ้นเป็นสัดส่วนกัน สังเกตได้ว่า ค่าฮอร์โมน "FSH" และเอสโตรเจน จะช่วยเหลืออย่างมากในการทำนายความสำเร็จของกระบวนการ "เด็กหลอดแก้ว" (IVF Outcome) สำหรับคนไข้สตรีซึ่งมีค่า "FSH" ที่สูงขึ้นกว่าปกติ (15-20 หน่วยขึ้นไป) หรือค่าฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่มากกว่า 75 หน่วย (pg/ml) ในวันที่ 3 นับจากวันแรกของระดู จะแปลผลได้ว่ามีโอกาสน้อยกว่า 5% ที่จะประสบความสำเร็จในการทำ "เด็กหลอดแก้ว"

สตรีตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปี ในวงการแพทย์ถือว่ามีอัตราเสี่ยงต่อภาวะผิดปกติทางพันธุ์กรรมและการแท้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก "ตัวอ่อน" ที่ผิดปกติทางกรรมพันธุ์ กลไกทางธรรมชาติในการคัดออกหรือทำลาย "ตัวอ่อน" ผิดปกติของสตรีอายุมากมักจะไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ "ตัวอ่อน" ผิดปกติ เจริญเติบโตต่อไปโดยไม่แท้งออกมา อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีการตรวจสอบ ความผิดปกติของทารกขณะอยู่ในครรภ์ได้ โดยการเจาะดูดเอาเซลล์ของรก (อายุครรภ์ 7-8 สัปดาห์) หรือน้ำคร่ำ (อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์) มาเพาะเลี้ยงและศึกษาโครโมโซม

นับตั้งแต่มีรายงานความสำเร็จครั้งแรกของทารกที่ผ่านกรรมวิธี "PGD" คลอดออกมา เมื่อปี พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) กระบวนการวิเคราะห์ "ตัวอ่อน" ก่อนการฝังตัว "PGD" ก็มีความก้าวหน้ามากขึ้นมาอย่างมาก ปัจจุบันมีทารกกว่า 1,000 ราย รายงานจากทั่วโลกว่าได้ใช้ กระบวนการ "PGD" นี้ โดยอาจจะใช้วิธี
1. "PCR" (PO-LYMERASE CHAIN REACTION) หรือ
2. "FISH" (FLUORESCENT IN SITUHYBRIDIZATION EMBRYOS)

วิธีการ "PGD" นี้ช่วยให้คนไข้สตรีไม่ต้องทำกรรมวิธีดูดเซลล์รก (Chorionic Villi Sampling) และเจาะดูดน้ำคร่ำ (AMNIOCENTESIS) ขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเสี่ยงอันตรายค่อนข้างสูงต่อทั้งมารดาและทารก แต่กรรมวิธี "PGD" นี้เองก็มีความยุ่งยาก ในกระบวนการและขั้นตอนการทำมิใช่น้อย นอกจากนั้น ยังมีบางรายงานอ้างถึงความผิดพลาดในการวินิจฉัยโดยใช้กรรมวิธี "PCR" (POLYMERASE CHAINREACTION)

"FISH" (FLUORESCENT IN SITU HYBRIDIZATION) มีความสามารถในการวิเคราะห์ ความผิดปกติทางพันธุกรรมของ "ตัวอ่อน" หลายอย่าง (SINGLE GENE DEFECT DISORDERS, ANEUPLOIDY ASSESSMENT, POLYPLOIDY) รวมทั้งบอกเพศได้อย่างแน่นอนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดยังอาจพบได้หากไม่ละเอียดรอบคอบพอ ดังนั้น จึงต้องอาศัยความชำนาญของผู้ดำเนินการอย่างยิ่ง

วัตถุประสงค์ของกรรมวิธี "PGD" นี้เพื่อกำจัดโรคร้ายที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ปัจจุบัน มีการเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ไปใช้ในกรณีเลือกเพศ เนื่องจากให้ความถูกต้องของเพศทารกที่จะเกิดมาถึง 100% ในแง่จริยธรรมขณะนี้ยังถือว่า การเลือกเพศโดยใช้กรรมวิธี "PGD" เป็นสิ่งที่ผิดอยู่ แต่อนาคตข้างหน้า อาจเปลี่ยนความคิดไปก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในครอบครัวของคนจีนที่มีลูกสาว 4 คน และอยากได้ "ลูกชาย" อย่างมาก หากการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้ลูกสาวอีก ครอบครัวอาจประสบปัญหาเรื่องการหย่าร้าง หรือสามีมีภรรยาน้อย เป็นต้น

การวิเคราะห์ "ตัวอ่อน" ก่อนการฝังตัว (PGD) นี้ มีการใช้กันอย่างแพร่หลายและประสบความสำเร็จ มานานหลายปี ทารกกว่า 100 คนจากทั่วโลก เกิดมาอย่างสมบูรณ์ภายหลังการทำกรรมวิธีนี้โชคไม่ดี ที่ยังมีความผิดพลาดอยู่บ้างจำนวนหนึ่ง ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้งกรรมวิธี "PCR" และ "FISH" ก้าวหน้าในด้านวิทยาการไปไกล จนสามารถให้ความมั่นใจแก่ผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี

บทสรุปสุดท้ายของการวิเคราะห์ "ตัวอ่อน" (PGD) นี้ยังคงไม่มี ทั้งในแง่กรรมวิธีและจริยธรรม เพราะยังมีการพัฒนาค้นคว้าวิจัยกันอยู่ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกัน หากจะนำกรรมวิธีนี้ มาใช้เฉพาะในแง่เพื่อแก้ปัญหาโรคร้ายแรงที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์เท่านั้น คงต้องประสบปัญหา เรื่องจำนวนของคนไข้ (ในหนึ่งปีมีเพียงไม่กี่ราย) ซึ่งจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายที่แพงลิบลิ่ว และการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์เครื่องมืออย่างรวดเร็วโดยไร้ประโยชน์เท่าที่ควร ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ในอนาคตกรรมวิธี "PGD" จะนำมาใช้แก่คนไข้มีบุตรยากทุกคนที่มาทำ "เด็กหลอดแก้ว" หรือบุคคลธรรมดาที่มาเลือกเพศของบุตร

นพ.เสรี ธีพงษ์

(update วันที่ 13 กันยายน 2543)


[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 24 ฉบับ 8 สิงหาคม 2543]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:44 Share
15 คำถาม ? น่ารู้ เด็กหลอดแก้ว

เสรี ธีรพงศ์


1. เด็กหลอดแก้วคืออะไร ? ทำไมจึงเรียกเด็กหลอดแก้ว

คนทั่วไปมักไม่รู้หรือเข้าใจผิดว่าการทำ "เด็กหลอดแก้ว" หมายถึง การการก่อให้เกิดตัวอ่อนมนุษย์และเลี้ยงูอยู่ภายในหลอดแก้ว จนโตเป็นเด็ก ตัวเล็กๆ จากนั้นจึงนำมาเลี้ยงต่อ ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ในตู้อบ จนกลายเป็นทารกที่น่ารัก เหมือนกับที่คลอดออกมาตามธรรมชาติ ความจริงเป็นความเข้าใจผิด เพราะเราไม่สามารถเลี้ยงเด็กในหลอดแก้วจริงๆ ได้ เราเลี้ยงได้ เฉพาะ "ตัวอ่อน" ของมนุษย์ในระยะ 2-3 วันแรกเท่านั้น จากนั้นต้องรีบนำกลับเข้าสู่ร่างกายสตรี มิฉะนั้น "ตัวอ่อน" จะตาย
การทำ "เด็กหลอดแก้ว" ในภาษาไทยนั้น ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "IVF" (In Vitro Fertiliztion) หมายความว่า การช่วยเหลือให้เกิดการปฏิสนธิของไข่และตัวอสุจิ ภายนอกร่างกายในหลอดแก้วทดลองภายใต้สิ่งแวดล้อม อุณหภูมิคล้ายกับภายในร่างกาย เมื่อได้ "ตัวอ่อน" ที่สมบูรณ์ ในขนาดที่เหมาะสม ก็นำกลับเข้าสู่ภายในร่างกายของสตรีผู้นั้น เพื่อให้ฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นทารกภายในโพรงมด ลูกต่อไป

2. เด็กหลอดแก้ว มีความเหมือน หรือแตกต่างจากการผสมเทียมอย่างไร ?

แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะการผสมเทียม (Articial Insemination) หมายถึง การฉีด "เชื้ออสุจิ" เข้าไปในช่องคลอดหรือมดลูก โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ช่วยเหลือ จะมีการปฏิสนธิหรือไม่ ยังไม่ทราบ และหากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็เป็นการปฏิสนธิภายในร่างกาย
แต่การทำ "เด็กหลอดแก้ว" เป็นการนำเอา "ไข่" ของสตรีออกมาภายนอกร่างกายแล้วมาผสมกับ "เชื้ออสุจิ" ในหลอดแก้วทดลอง เพื่อให้มีการปฏิสนธิภายนอก ภายใต้บรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่จัดให้เหมาะสม แก่การดำรงชีวิต ของ "ตัวอ่อน" ได้

3. ในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" มีขั้นตอนหรือกรรมวิธีอย่างไร ?

ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว

  • ขั้นตอนที่ 1 "การกระตุ้นไข่" โดยใช้ยาหรือฮอร์โมน จากต่อมใต้สมองส่วนหน้ามากระตุ้น เพื่อให้ได้ไข่จำนวนมากๆ

  • ขั้นตอนที่ 2 "การเก็บไข่" โดยใช้เข็มยาวที่ทำขึ้นมาเฉพาะ เจาะเก็บไข่ทางหน้าท่องหรือทางช่องคลอด แต่ส่วนใหญ่เจาะเก็บไข่ ผ่านทางช่องคลอด เพราะสามารถมองเห็นไข่ได้โดยตรง จากการใช้อัลตราซาวนด์ช่วยทำให้เจาะเก็บไข่ได้จำนวนมาก

  • ขั้นตอนที่ 3 การเตรียม "เชื้ออสุจิ" เป็นการ "คัดเชื้อ" เพื่อให้ได้ตัว "เชื้ออสุจิ" ที่มีคุณสมบัติดีพบที่จะปฏิสนธิกับไข่โดยใช้ "ตัวอสุจิ" ขนาดความเข้มข้นประมาณ 100,000 ตัวต่อไข่ 1 ใบ
    การเก็บเชื้ออสุจิ โดยปกติจะใช้วิธีให้ช่วยตัวเอง (masturbation) ไม่ควรใช้วิธีร่วมเพศก่อนแล้วมาหลั่งภายนอก หรือใช้ถุงยางอนามัย เนื่องจากสารหล่อลื่นภายในถุงยาง จะทำลายตัวอสุจิได้

  • ขั้นตอนที่ 4 การเลี้ยง "ตัวอ่อน" เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด ในกระบวนการทำ "เด็กหลอดแก้ว"
    ภายหลังจากที่ได้ไข่มาแล้ว ก็จะนำมาเลี้ยงในหลอดแก้วทดลอง ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ประมาณ 3-6 ชั่วโมง จากนั้นจึงทำการใส่ "เชื้ออสุจิ" ที่ผ่านการคัดเชื้อแล้วลงไป เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 18 ชั่วโมง ก็มาตรวจดูว่า มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นหรือยัง
    ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็อาจใส่เชื้ออสุจิอีกเป็นครั้งที่สอง หรือเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไป
    ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็ต้องตรวจดูว่า มีการปฏิสนธิที่ผิดปกติหรือไม่ หากมีก็คัด "ตัวอ่อน" นั้นทิ้งไป เหลือไว้ แต่ "ตัวอ่อน" ที่ปกติเท่านั้น

    ในวันที่สอง (ประมาณ 48-50 ชั่วโมงภายหลังจากเจาะไข่ออกมา) "ตัวอ่อน" แต่ละตัวอยู่ระหว่าง 2-8 เซลล์ "ตัวอ่อน" แต่ละตัว จะมีความสมบูรณ์ไม่เท่ากัน เราจัดลำดับความสมบูรณ์ของตัวอ่อน ออกเป็นเกรด 1(A), 2(B), 3(C), 4(D) เกรด 1 ดีที่สุด เกรด 2 ดีรองลงมา ควรจะนำ "ตัวอ่อน" เฉพาะเกรด 1 และ 2 เท่านั้น ใส่กลับเข้าสู่ร่างกายคนไข้สตรีส่วน "ตัว-อ่อน" เกรด 3 และ 4 จะนำมาใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

  • ขั้นตอนที่ 5 การนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกาย เราสามารถนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทาง คือ ทางปากมดลูก หรือทางปีกมดลูก

  • ขั้นตอนที่ 6 การแช่แข็ง "ตัวอ่อน" ตัวอ่อนของมนุษย์ที่เหลือจากการใส่กลับเข้าสู่ร่างกายเรา จะนำมา แช่แข็งที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส "ตัวอ่อน" จะหยุดการเจริญเติบโต แต่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานเป็นปีทีเดียว เมื่อไรจำเป็นต้อง ใช้ก็เพียงแต่ละลายกลับมาสู่อุณหภูมิปกติอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" แต่ละครั้งมีจำกัด หรือไม่ว่าจะต้องใช้ไข่กี่ฟอง ?

เราไม่จำเป็นต้องจำกัดการใช้ "ไข่" เพราะเราจะนำไข่ทั้งหมด ที่เจาะได้มาหยอด "เชื้ออสุจิ" เพื่อให้เกิดเห็น "ตัวอ่อน " มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราจำกัด "ตัวอ่อน" มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราจำกัด "ตัวอ่อน" ที่จะนำกลับเข้า สู่ร่างกายไม่ให้เกิน 4 ตัวอ่อน เพื่อไม่ให้เกิดแฝดจำนวนมาก ส่วน "ตัวอ่อน" ี่เหลือจะแช่แข็งไว้ใช้ต่อไปในอนาคต

5. มีอัตราความสำเร็จในการปฏิสนธิเท่าไร ?

การปฏิสนธิโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับปัจจัย หลายอย่าง เช่น ความสมบูรณ์ ของ "ไข่" และ "เชื้ออสุจิ" ประสิทธิภาพของ ห้องปฏิบัติการรวมถึงความ ชำนาญของผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงตัวอ่อน

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ศึกษาไว้ดังนี้

จำนวนของ "ไข่" ที่หยอด "เชื้ออสุจิ" ทั้งหมด 1,364 คิดเป็นร้อยละ 100
จำนวนของ "ไข่" ที่มีการปฏิสนธิปกติเท่ากับ 738 คิดเป็นร้อยละ 54.1
จำนวนของ "ไข่" ที่ไม่มีการปฏิสนธิเท่ากับ 486 คิดเป็นร้อยละ 35.6
จำนวนของ "ไข่" ที่มีการปฏิสนธิในเวลาที่เนิ่นนานออกไป
จากปกติเท่ากับ 54
คิดเป็นร้อยละ 4.0
จำนวนของ "ไข่" ที่บริเวณเปลือกนอก ได้แตกออกเท่ากับ 39 คิดเป็นร้อยละ 2.9
จำนวนของ "ไข่" ที่สลายหรือภายในมีฟองอากาศเท่ากับ 12 คิดเป็นร้อยละ 0.9
จำนวนของ "ไข่" ที่ยังไม่สุกพอที่จะสามารถปฏิสนธิ
ได้เท่ากับ 10
คิดเป็นร้อยละ 0.8

ในบางสถาบันเมื่อพบ "ไข่" ไม่มีการปฏิสนธิในเวลา 12-24 ชั่วโมง ก็ทำการหยอด "เชื้ออสุจิ" ลงไป อีกเป็นครั้งที่สอง แต่มักไม่ค่อยได้ผล ยกเว้นในกรณี "เชื้ออสุจิ" ของสามีไม่ดีในการหยอดครั้งแรกเมื่อหยอด "เชื้ออสุจิ" บริจาค ของชายอื่นลงไปเป็นครั้งที่สองมักจะให้ผลดีพอสมควร

6. ในการนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกาย จะต้องใช้ "ตัวอ่อนจำนวนเท่าไร ?

ปกติใช้ 3 ตัวอ่อน สูงสุดไม่เกิด 4 ตัวอ่อน ไม่ว่าจะเป็นการใส่กลับเข้าดำเนินการทางปีกมดลูก หรือทางปากมดลูก

7. หลังจาก "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกาย ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?

กรณีที่นำ "ตัวอ่อน" ใส่กลับเข้าทางปากมดลูก หลังจากนอนพักหลังหยอด "ตัวอ่อน" แล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ แต่สมควรนอกพักต่อที่บ้านอีกประมาณ 12-24 ชั่วโมง หลังจากนั้น จึงสามารถทำงานเบาๆ ได้ ไม่ควรทำงานหนักหรืองานที่ต้องใช้การเกร็ง หน้าท้อง และไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้
ในกรณีที่นำ "ตัวอ่อน" ใส่กลับเข้าสู่ร่างกายทางปีกมดลูก (ZIFT) ผู้ป่วยจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 1 วัน เมื่อกลับบ้านยังควรพักผ่อนต่ออีกไม่ต่ำกว่า 3-4 วัน

8. ต้องใช้เวลานานเท่าไร ? จึงจะทราบว่าตั้งครรภ์

ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากจบกระบวนการทำ "เด็กหลอดแก้ว" โดยการเจาะเลือดตรวจ การตั้งครรภ์ที่แน่ใจว่า ไม่น่าจะแท้ง ก็คือเมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ทำการอัลตรา-ชาวนด์ ทางช่องคลอดพบว่ามีการเต้นของ หัวใจทารก

9. "ตัวอ่อน" ที่ใส่เข้าไปในร่างกายสัตว์จะรอดเป็นทารก ทุกตัวอ่อนหรือไม่ มีอัตราการรอดเป็นอย่างไร ?

ในทางการแพทย์ การรอดชีวิตของ "ตัวอ่อน" เท่าไรนั้น วัดได้จาก เมื่อเราหยอด "ตัวอ่อน" ลงไปจำนวนเท่าไร แล้วเหลือรอดชีวิตมาฝังตัวได้กี่ตัวอ่อน เราเรียกอัตราการรอดชีวิต ของ "ตัวอ่อน" นี้ว่า "อัตราการฝังตัว" (Implantation Rate) โดยปกติจะพบประมาณร้อย ละ 20 (หากใส่ "ตัวอ่อน" เข้าไป 100 ตัวอ่อน จะฝังตัวได้ 20 ตัวอ่อน) ไม่ว่าจะเป็นการหยอด "ตัวอ่อน" ทางปากมดลูกหรือปีกมดลูก
ถึงแม้จะฝังตัวได้ แต่จะมีส่วนหนึ่งที่แท้งออกมา คิดเป็นร้อยละ 25 ของการตั้งครรภ์ ดังนั้นการรอดชีวิตของ "ตัวอ่อน" จึง มีไม่มากนักโดยเฉพาะในสตรีที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป

10. "ตัวอ่อน" ที่ใส่เข้าไปมีโอกาสเป็นแฝดหรือไม่ ? และจะเป็นแฝดแท้หรือไม่แท้

มีโอกาสเกิดเป็นแฝดสองร้อยละ 21 แฝดสามร้อยละ 4.5 และแฝดสี่ร้อยละ 0.2 ส่วนใหญ่แฝดที่เกิดจากกระบวนการทำ "เด็กหลอดแก้ว" เป็นแฝดไม่แท้หรือพูดง่ายๆ คือ แฝดจากไข่คนละใบ หน้าตาจึงไม่เหมือนกันทีเดียวแต่จะคล้ายกับเป็นพี่น้องกันมากกว่า

11. อัตราความสำเร็จในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" เท่ากับเท่าไร ?

ความสำเร็จในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" วัดได้จากอัตราการตั้งครรภ์ อัตราการตั้งครรภ์ในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" จากการหยอด "ตัว อ่อน" ทางปากมดลูก เท่ากับร้อยละ 10-20 และจากการหยอด "ตัวอ่อน" ทางปีกมดลูก (ZIFT) เท่ากับร้อยละ 30-40

12. ต้องเสียค่าใช้จ่ายการทำ "เด็กหลอดแก้ว" ครั้งละประมาณเท่าไร ?

ประมาณ 50,000 - 100,000 บาท แล้วแต่สถาบัน

13. อุปสรรคในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" คืออะไร ?

อุปสรรคในที่นี้หมายถึง ข้อจำกัดหรือสิ่งที่ขัดขวาง การไปสู่ความสำเร็จในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" อันนี้ขึ้นอยู่กับ
1. ความพร้อมของคู่สามีภรรยาที่มารักษา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือสุขภาพ ยกตัวอย่างอุปสรรค ทางด้านสุขภาพ ได้แก่
  • ภรรยา มีปัญหาความผิดปกติทางสภาพร่างกาย เช่น รังไข่ไม่ทำงานหรือไม่ผลิตไข่ มดลูกมีเนื้องอกขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะทำ "เด็กหลอดแก้ว"
  • สามี มีปัญหาด้านความสมบูรณ์ของ "เชื้ออสุจิ" ไม่ว่าจะเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป หรือการเคลื่อนไหว ที่บกพร่องอย่างมาก แต่ปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยวิธี เจาะไข่ใส่ "เชื้ออสุจิ" เข้าไป (ICST "อิ๊กซี่")

2. ความพร้อมของห้องปฏิบัติการ รวมทั้งบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ห้องปฏิบัติการจะต้องทันสมัย เครื่องมีพร้อมมูล สะอาด บุคลากรต้องมีความรู้ความชำนาญ โดยเฉพาะแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยง "ตัวอ่อน" (Embryologist)

14. คนไข้ส่วนใหญ่ต้องทำกี่ครั้ง ? จึงจะประสบผลสำเร็จ มีหรือไม่ที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย

จะทำกี่ครั้งจึงประสบความสำเร็จนั้นคงตอบยาก ขั้นอยู่กับสุขภาพและฐานะทางเศรษฐกิจของคู่สมรสที่มารักษา
โดยปกติการทำ "เด็กหลอดแก้ว" แล้วหยอดตัวอ่อนทางปากมดลูก (กรณีมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถใส่เข้าทางปีกมดลูกได้) มีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 10-20 หมายความว่า ดำเนินการประมาณ 5 ครั้ง ประสบความสำเร็จ 1 ครั้ง
สำหรับการดำเนินการหยอด "ตัวอ่อน" ทางปีกมดลูก (ZIFT) จะมีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 30-40 หมายถึง ดำเนินการ 3 ครั้ง มีโอกาสประสบความสำเร็จ 1 ครั้ง
แต่จะมีคนไข้จำนวนหนึ่งที่ไม่ว่าจะดำเนินการกี่ครั้ง ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่คนไข้ควรขวนขวาย หาความรู้เพื่อมาประกอบการตัดสินใจ ส่วนแพทย์ผู้รักษา ก็ควรจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิสภาพและการพยากรณ์โรคแก่คนไข้อย่าง ตรงไปตรงมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้

15. การทำ "เด็กหลอดแก้ว" กับการทำ "กิ๊ฟ" เหมือนกันหรือเปล่า

ไม่เหมือนกัน เพราะการทำ "เด็กหลอดแก้ว" เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ในหลอดแก้วทดลอง จากนั้นจึง นำกลับเข้าสู่ร่างกายแต่การทำ "กิ๊ฟ" เป็นกระบวนการนำเอา "เชื้ออสุจิ" และ "ไข่" เข้าไปใส่ไว้ในปีกมดลูก เพื่อให้มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย

การทำเด็กหลอดแก้วก็เป็น ทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ คนเป็นพ่อเป็นแม่สมหวัง หลังจากคุณได้อ่านบทความนี้ แล้ว คงจะตอบตัวเองได้ว่าจะเลือกทางนี้หรือเปล่า



ขอบคุณหนังสือหมอชาวบ้าน
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:45 Share
เรื่องเขาว่า กับการเลือกเพศบุตร


ช่วงนี้มีหลายท่านถามคำถามเกี่ยวกับการเลือกเพศบุตรมาหลายคำถามเลยนะครับ หมอขอเลือกมาตอบสองคำถามนะครับ เพราะส่วนมากแล้ว คำตอบจะเหมือนๆ กัน

หมอคะ เมื่อนานมาแล้วดิฉันได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับวิธีการมีเพศสัมพันธ์เพื่อให้ได้ลูกชายหรือลูกสาวค่ะ และเนื่องจากตอนนี้ดิฉันมีลูกสาวสามคนแล้วและอยากได้ลูกชายสักคนสองคนค่ะ ดิฉันแต่งงานกับครอบครัวคนจีนค่ะ และสามีก็เป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่สามีก็อยากมีหลานชายไว้สืบสกุลค่ะ แม้ว่าฐานะทางบ้านไม่มีปัญหาจะมีบุตรอีกกี่คนก็ได้ แต่ดิฉันเกรงว่าสุขภาพของตัวเองจะเสียหากมีลูกมากๆ ถึงเจ็ดแปดคนอย่างนั้น แล้วอีกอย่างอายุตอนนี้ก็ 36 ปีแล้ว หากจะมีลูกอีกก็กลัวว่าจะมีปัญหาด้วยค่ะ เลยอยากเรียนปรึกษาคุณหมอถึงวิธีการที่จะทำให้มีลูกชายค่ะ ดิฉันเคยไปปรึกษาหมอสูติเมื่อท้องที่แล้วค่ะ คุณหมอก็ทำการคัดเลือกอสุจิเพศชายให้แล้วฉีดเข้าไปในมดลูก ทำครั้งเดียวก็ติดค่ะ แต่ก็ได้ลูกสาวอีก ดิฉันเลยสนใจวิธีธรรมชาติ แบบที่ต้องมีการสวนล้างช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนหรือหลังวันไข่ตกแบบนั้นน่ะค่ะ คุณหมอจะช่วยแนะนำให้ได้ไหมคะ ดิฉันอยากมีลูกชายจริงๆ คะ ขนาดที่ไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาหลายที่แล้วค่ะ

ขอขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้าค่ะ
จริยา

ดิฉันและสามีแต่งงานกันมา 7 ปี มีบุตรแล้ว 1 คน เป็นเพศชายและเป็นฮีโมฟีเลียค่ะ สาเหตุเนื่องมาจากดิฉันเองเป็นพาหะของโรค คุณหมอเด็กที่ดูแลลูกชายอยู่ได้บอกให้ดิฉัน และสามีทำใจเอาไว้ว่าลูกชายอายุไม่ยืน เนื่องจากหากเกิดการกระทบกระเทือนที่ทำให้เลือดออกในอวัยวะสำคัญ ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้สูง อีกทั้งยังต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตลอด จนดิฉันต้องย้ายบ้านมาอยู่ใกล้โรงพยาบาล การดูแลก็ลำบากมากต้องระมัดระวังทุกอย่าง ตอนนี้ลูกอายุ 3 ขวบแล้ว กำลังจะเข้าเรียน ดิฉันกังวลใจมากค่ะ แต่ก็เข้าใจว่าตอนนี้ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ ตอนนี้ดิฉันได้ปรึกษากับสามีว่าอยากจะมีลูกอีก เพื่อที่โตขึ้นจะได้ดูแลพี่เวลาไปโรงเรียน หรือไปไหนมาไหนด้วยกัน ดิฉันจะได้ไม่เป็นห่วงมาก แต่ก็กลัวว่าลูกคนที่สองจะเป็นแบบเดียวกันอีก คุณหมอที่ดูแลลูกอยู่ก็ได้อธิบายให้ฟังแล้วว่า โอกาสที่ลูกจะไม่เป็นโรคคือต้องมีลูกสาว จึงขอเรียนถามคุณหมอดังนี้ค่ะ
1. มีวิธีการอะไรบ้างที่จะช่วยให้ดิฉันสามารถมีลูกสาวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ต้องการทำแท้ง หากลูกเป็นลูกชายอีก และค่าใช้จ่ายสูงแค่ไหน
2. ดิฉันอายุ 33 ปีค่ะ แต่ก็กลัวว่าจะมีลูกผิดปกติอย่างอื่นๆ อีก จึงขอรบกวนปรึกษาคุณหมอไปเลยทีเดียวว่า มีวิธีการป้องกันความผิดปกติอย่างอื่นๆ ได้อีกหรือไม่ค่ะ ดิฉันกลัวว่าจะมีลูกที่ผิดปกติอีก แค่คนเดียวก็ลำบากมากแล้วค่ะ
ดิฉันขอความเห็นใจจากคุณหมอช่วยตอบคำถามด้วยค่ะ

สุชีลา


สองคำถามนี้ หมอขอตอบรวมกันไปเลยนะครับ เพราะว่าคำตอบเดียวกันครับ และต้องขอขอบคุณ คุณจริยาและคุณสุชีลาด้วยครับที่สนใจถามคำถามเข้ามา

ก่อนอื่นหมอจะขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับการเกิดเพศของทารกก่อนนะครับ

บางท่านอาจเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่บางท่านอาจยังสงสัยกันอยู่นะครับ เพศของทารกนั้นถูกกำหนดโดยโครโมโซม X และ Y ที่บรรจุอยู่ในหัวของอสุจิครับ ในเซลล์ไข่ของผู้หญิงนั้นจะมีโครโมโซมอยู่ 23 ตัวครับ ตัวที่ 23 จะเป็นโครโมโซมเพศ ซึ่งจะเป็นโครโมโซมเพศหญิงเท่านั้น คือโครโมโซม X ครับ แต่ในส่วนหัวของอสุจิซึ่งจะมีโครโมโซมอยู่ 23 ตัวเช่นเดียวกัน แต่ตัวที่ 23 ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศนั้น บางตัวก็เป็นโครโมโซมเพศหญิงคือโครโมโซม X ครับ บางตัวก็เป็นโครโมโซมเพศชาย คือโครโมโซม Y อัตราส่วนของอสุจิที่มีโครโมโซม Y ต่อ อสุจิที่มีโครโมโซม X ก็ประมาณ 50-50 ครับ ดังนั้นเมื่อมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นจะมีอสุจิเพียงหนึ่งตัวที่เจาะเข้าไปในเซลล์ไข่ได้ ดังนั้นอสุจิที่มีโครโมโซมเพศใดเจาะเข้าไปในไข่ทารกก็จะเป็นเพศนั้นแหละครับ โอกาสที่จะได้ลูกชายหรือลูกสาว ตามธรรมชาติแล้วก็ 50-50 ครับ

เอาล่ะครับคราวนี้เรามาดูกันว่า การแพทย์มีวิธีการอย่างไรบ้างในการช่วยเหลือ ให้สามารถคัดเลือกเพศบุตรได้นะครับ

1. เริ่มจากวิธีที่ยังมีหลายๆ คนเข้าใจผิดอยู่นะครับ นั่นก็คือ วิธีการแบบที่ต้องมีการสวนล้างช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ด้วยสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างอ่อน หรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนหรือหลังวันไข่ตก หรือฝ่ายชายต้องหลั่งอสุจิทิ้งไปก่อนล่วงหน้ามีเพศสัมพันธ์ หรือฝ่ายหญิงต้องถึงจุดไคลแมกซ์หรือไม่ต้องถึงอะไรเทือกนั้นน่ะครับ ล้วนแต่เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยมาแล้วว่ามันไม่ได้ผลครับ มีแต่จะก่อให้เกิดอันตราย เช่น ใช้สารที่เป็นกรดหรือด่างมาสวนล้างช่องคลอดนั่นแหละครับ อย่าไปทำนะครับ บางท่านอาจจะยังเห็นว่ามีคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มาก แต่มันเป็นวิธีโบราณที่คนเขียนซึ่งไม่มีความรู้ก็ไปลอกหนังสือเก่ามาเขียนใหม่นั่นแหละครับ มันเลยไม่จบสิ้นกันซะที ขอย้ำว่ามันไม่ได้ผลครับและอย่าไปทำ


2. วิธีที่สอง คือการคัดเลือกอสุจิครับ ดังที่กล่าวมาแล้วว่าอสุจิเป็นตัวกำหนดเพศ การคัดเลือกกลุ่มอสุจิที่เป็นลูกสาว หรือลูกชาย แล้วจึงนำไปฉีดกลับสู่มดลูกของฝ่ายหญิงในวันที่คาดว่าไข่จะตก จึงสามารถช่วยให้ตั้งครรภ์โดยมีแนวโน้มที่จะได้บุตรตามเพศที่ต้องการสูงครับ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์มานานมากแล้งครับว่าสามารถคัดเลือกเพศบุตร ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เพียงแต่ผลที่ได้เพศตรงตามความต้องการนั้นอาจจะยังไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แต่ก็ให้โอกาสสูงถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เพราะอันที่จริงการคัดอสุจินั้นไม่ได้เอาอสุจิทีละตัว มาตรวจโครโมโซมหรอกนะครับ แต่จะใช้วิธีการดังต่อไปนี้ครับ วิธีแรกคือ Ericsson's Technique เป็นการคัดเลือกกลุ่มของอสุจิ โดยอาศัยหลักการที่อสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศชาย และอสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศหญิงนั้นมีการเคลื่อนไหวได้แตกต่างกันครับ อสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศชายจะว่ายได้เร็วกว่าอสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศหญิง ดังนั้นก็นำมาว่ายผ่านโปรตีนอัลบูมินในหลอดทดลองครับ เมื่อเวลาผ่านไปก็ไปดูดเอาอสุจิที่อยู่ก้นหลอดมา ก็จะได้อสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศชายเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่ายเก่งกว่าก็ไปถึงก้นหลอดก่อน หรือถ้าจะเลือกลูกสาวก็ดูดเอาอสุจิที่อยู่ส่วนบนๆ ของหลอดทดลองครับ (ฟังดูก็เหมือนคัดเลือกนักกีฬาว่ายน้ำเลยนะครับ) ส่วนความแม่นยำก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทิ้งอสุจิเอาไว้ในหลอดทดลอง เพราะถ้าทิ้งไว้นาน อสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศหญิงก็จะว่ายปนลงไปมาก แต่ถ้าทิ้งไว้แค่เพียงครู่เดียวก็อาจจะได้อสุจิจำนวนน้อยเกินไปที่จะนำมาฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก ให้ไปปฏิสนธิกับไข่ในท่อนำไข่ของคุณแม่ครับ ดังนั้นความแม่นยำก็ขึ้นอยู่กับปริมาณ และคุณภาพของอสุจิที่คุณผู้ชายเก็บมาให้หมอได้นั่นเองครับ

ส่วนการคัดเลือกอสุจิวิธีที่สองนั้นใช้เครื่องมือที่ทันสมัยไฮเทคกว่านั้นครับ เรียกว่า Microsort Method ครับไม่ใช่ Microsoft นะครับ วิธีนี้เค้าจะใช้ทั้ง Laser light Fluorescent dye และ Flow Cytometry/Cell sorter technology ครับ ฟังแล้วงงนะครับ หมอก็ไม่ใช่วิศวกร คนสร้างมา เอาเป็นว่าเราอธิบายแบบภาษาบ้านๆ ของเราดีกว่าครับ คือว่าก่อนอื่นนั้น อสุจิจะถูกนำไปย้อมสีก่อนครับ ด้วยสีที่จะเรืองแสงเมื่อเจอแสงอุลตร้าไวโอเลต หลังจากนั้นจะถูกใส่เข้าไปในเครื่องให้ไหลผ่านอุปกรณ์ที่จะช่วยเขย่าทำให้มันแตกตัวออก เป็นเหมือนหยดน้ำหยดเล็กๆ ซึ่งแต่ละหยดนั้นจะมีอสุจิเพียงหนึ่งตัวครับ พอหยดน้ำที่มีอสุจิอยู่นี้ผ่านเข้าไปในเครื่องมือที่ใช้วัด ก็จะมีการปล่อยแสงอุลตร้าไวโอเลตออกมา มันก็จะเรืองแสงครับ คราวนี้คอมพิวเตอร์ก็จะทำการวัดขนาดได้ โดยปกติในหัวอสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศหญิงนั้น จะบรรจุ DNA (สารพันธุกรรม) เอาไว้มากกว่าอสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศชายประมาณ 2.8% ครับ ดังนั้นเครื่องก็จะแยกอสุจิลูกชาย กับลูกสาวได้ด้วยประการฉะนี้ บริษัทเจ้าของที่ผลิตเครื่องนี้ขึ้นมา เขารับรองว่าสามารถคัดเลือกอสุจิลูกชายกับลูกสาวออกจากกันได้แม่นยำถึง 90% ครับ แต่ว่าในเมืองไทยยังไม่มีเพราะมันแพงมากโดยใช่เหตุ เมื่อคำนึงถึงความคุ้มค่า แล้ววิธีที่สามที่หมอกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ดีกว่าหลายขุมเลยครับ



ภาพแสดงส่วนประกอบของตัวอ่อน
ระยะบลาสโตซิสท์

ภาพแสดงการดูดเอาเซลล์ออกมาจากตัวอ่อน
ระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst Biopsy)

<< ภาพแสดงเซลล์ที่นำไปย้อมสีและตรวจด้วยวิธีการ Fluorescent InSitu Hybridization (F.I.S.H.) แล้วพบว่าตัวอ่อนมีความผิดปกติ เป็นปัญญาอ่อนชนิด Down's syndrome
<< ภาพแสดงเซลล์ที่นำไปย้อมสีและตรวจด้วยวิธีการ Fluorescent InSitu Hybridization (F.I.S.H.) แล้วพบว่าเป็นตัวอ่อนเพศชาย ไม่มีความผิดปกติของโครโมโซม ^ ภาพแสดงเซลล์ที่นำไปย้อมสีและตรวจด้วยวิธีการ Fluorescent InSitu Hybridization (F.I.S.H.)แล้วพบว่าตัวอ่อนมีความผิดปกติ เป็นปัญญาอ่อนชนิด Edward's syndrome


3. วิธีที่สาม คือ Preimplantation Genetic Diagnosis (P.G.D.) หรือการตรวจโครโมโซมของตัวอ่อน ซึ่งรวมถึงโครโมโซมเพศ จึงสามารถคัดเลือกเพศตัวอ่อนได้ โดยมีความแม่นยำสูงถึง 100% การคัดเลือกตัวอ่อนนี้จะสามารถทำได้โดยนำไข่และอสุจิมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกายซะก่อน แล้วเลี้ยงไว้เป็นตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์ คือเลี้ยงไว้ภายนอกร่างกายประมาณ 5 วัน ซึ่งตัวอ่อนระยะนี้มีการแบ่งเซลล์ออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มเซลล์เด็ก และกลุ่มเซลล์รกเด็ก ดังนั้น เราจึงสามารถนำเซลล์บางส่วนจากกลุ่มเซลล์รกจากตัวอ่อนที่ได้ไปตรวจโครโมโซม โดยไม่มีผลกระทบต่อกลุ่มเซลล์ที่จะเจริญเติบโตไปเป็นเด็ก และเนื่องจากตัวอ่อนที่เราเพาะเลี้ยง มีโครโมโซมครบแล้ว 23 คู่ (จากไข่ 23 ตัว และจากอสุจิ 23 ตัว) จึงสามารถบอกได้ว่าตัวอ่อนนั้นเป็นเพศชายหรือหญิง เมื่อคัดเลือกตัวอ่อนได้เพศตามที่ต้องการแล้ว ก็นำตัวอ่อนนั้นย้ายกลับเข้าไปในมดลูกให้เจริญเติบโตต่อไป ดังนั้นวิธีการเลือกเพศบุตรด้วยวิธีนี้จึงสามารถเลือกเพศได้ตรงตามความต้องการ 100% เพราะตรวจที่โครโมโซมของตัวอ่อนโดยตรง นอกจากนี้เรายังสามารถตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ ได้อีก เช่น Down's syndrome หรือ Edward's syndrome เป็นต้น วิธีนี้ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า จะได้ลูกตรงตามเพศที่ต้องการและไม่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น Hemophilia หรือโรคที่เกิดจากโครโมโซมผิดปกติ เพราะเราสามารถทำการตรวจก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ครับ

ตารางต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธีให้เห็นกันเด่นชัดยิ่งขึ้นครับ

วิธีการ ความแม่นยำใน
การเลือกเพศได้ตรง
ตามความต้องการ
อัตราการตั้งครรภ์
ต่อรอบการรักษา
ค่าใช้จ่าย
ต่อรอบการรักษา
ความผิดปกติ
ของโครโมโซม
Ericson's Technique 70-80% 20% 13,000-15,000 บาท เท่าธรรมชาติ
Microsort Method 90% 20% 83,000-85,000 บาท เท่าธรรมชาติ
P.G.D. 100% 60% 150,000-200,000 บาท 0% หากทำการ
ตรวจวินิจฉัย
โครโมโซมคู่นั้นๆ


(update 13 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:46 Share
เลือกเพศลูก


วิวัฒนาการทางการแพทย์รุดหน้า จนถึงที่ว่าสามารถกำหนดเพศให้ลูกได้อย่างใจแม่ เป็นส่วนหนึ่งจากการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจและอีกด้านหนึ่งคือเป็นเรื่องค่านิยมทางสังคมดูแลใหม่ครั้งนี้ชวนติดตามข้อมูลความเคลื่อนไหว เทคนิควิธีในการเลือกเพศทางการแพทย์ว่าก้าวหน้าไปเช่นไรค่ะ


ที่มาของการเลือกเพศบุตร

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ดูเหมือนว่าความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ ในแขนงต่างๆ จะเพิ่มพูนขึ้นด้วยอัตราที่เร็วขึ้นๆ อย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงวิวัฒนาการด้านการแพทย์ก็เช่นกันครับ ด้วยอุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย ทำให้เราสามารถที่จะวินิจฉัยโรคหรือภาวะผิดปกติต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ สำหรับวิวัฒนาการด้านสูติศาสตร์ก็เช่นกันครับ แพทย์สามารถที่จะวินิจฉัยทารกได้ตั้งแต่เป็นตัวอ่อนไปจนกระทั่งอยู่ในครรภ์คุณแม่ ดังนั้นจึงมีความต้องการของพ่อแม่ที่จะเลือกให้ลูกที่จะเกิดออกมาในอนาคตเป็นไปตามความต้องการของตน เช่น เพศและจำนวน รวมทั้งวันเวลาที่จะคลอดได้อีกด้วย

แล้วด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์กอปรกับภาวะเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อการวางแผนการมีบุตรของแต่ละครอบครัว โดยเห็นได้จากอัตราการเกิดของประชากรประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปีละกว่าล้านคนลดลงมาเหลือเพียง 7 ถึง 8 แสนคนต่อปี แต่ละครอบครัวมการวางแผนกันมากขึ้นและส่วนใหญ่จะมีบุตรเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น โดยเน้นไปที่ความพยายามในการเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพ เลือกให้การศึกษาที่ดีที่สุดกับลูกลูกเท่าที่จะให้ได้ ซึ่งการเลี้ยงดูนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากทีเดียว ดังนั้นเมื่อจำกัดการมีบุตรเพียงหนึ่งหรือสองคน ความต้องการอยากให้ลูกเป็นเพศอะไรนั้น มักได้รับคำตอบว่าต้องการได้ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเสมอ


ภาวะเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เลือกเพศ

ด้วยคำถามว่าเหตุใดต้องชายหนึ่งหญิงหนึ่งก็มักจะได้คำตอบกลับมาจากคนไข้ว่ามีบุตรชายเอาไว้สืบสกุล ส่วนบุตรสาวเอาไว้คอยดูแลพ่อแม่ยามแก่ชรา ซึ่งเหตุผลเหล่านี้จะยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่ ในโลกปัจจุบันก็ไม่สามารถยืนยันได้ แต่เป็นเหตุผลที่ได้รับฟังจากคนไข้อยู่เสมอๆ

ดังนั้นเมื่อมีความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้น แพทย์ในฐานะผู้ให้บริการก็มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาคำร้องขอเหล่านี้อย่างถ้วนถี่ เพราะบุคคลและกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมล้วนมีความเห็นที่แตกต่างกันไปเกี่ยวกับการเลือกเพศบุตร ไม่มีเสียงที่เห็นด้วยหรือคัดค้านเป็นเอกฉันท์

ซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่ของหมอที่จะตอบว่าการเลือกเพศบุตรนั้นสมควรที่จะสนับสนุนหรือคัดค้าน เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็จะต้องมีคนคัดค้านหรือสนับสนุนอยู่ดี หมอเพียงนำประสบการณ์จริงมาเล่าสู่กันฟังซึ่งการจะเลือกหรือไม่เลือกนั้นคงต้องขึ้นกับวิจารณญาณของคุณแม่ผู้อ่านเองว่าจะเห็นดีเห็นงามด้วย หรือคัดค้านกับเรื่องนี้ครับ


วิวัฒนาการเลือกเพศลูก

การให้บริการของคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากกับการเลือกเพศบุตร คลินิกรักษาผู้มีบุตรยากมีรูปแบบการให้บริการเพื่อเลือกเพศบุตร จำแนกได้เป็น 2 แบบด้วยกันคือ
1. การฉีดเชื้อผสมเทียม

เพื่อเลือกเพศบุตร วิธีนี้จะทำเมื่อสามีมีเชื้ออสุจิที่คุณภาพดีพอที่จะคัดเชื้อเลือกเพศได้ และภรรยาไม่มีความผิดปกติในอุ้งเชิงกราน ท่อนำไข่ไม่อุดตัน และอายุไม่มากเกินไป (ไม่เกิน 40 ปี) วิธีการที่ใช้เริ่มต้นด้วยการให้ยากระตุ้นไข่ในรังไข่เพื่อให้ได้ไข่ระหว่าง 1-3 ใบที่จะสุกและตกตามเวลาที่กำหนด จากนั้นจึงขอให้สามีผลิตเชื้ออสุจิและเอาเชื้ออสุจินั้นไปทำการคัดแยกในห้องทดลองเพื่อให้ได้เชื้อเพศชายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จากนั้นจึงเอาเชื้อที่คัดแล้วฉีดไปในโพรงมดลูกเพื่อให้ตั้งครรภ์ วิธีแบบนี้มีโอกาสตั้งครรภ์ในแต่ละครั้งประมาณร้อยละ 70 เป็นวิธีที่ง่าย สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย สามารถทำได้หลายครั้ง แต่ความสำเร็จไม่สูงนัก และต้องเผื่อใจว่าจะไม่ได้ลูกตามเพศที่ต้องการประมาณร้อยละ 30

2. การทำเด็กหลอดแก้ว และตรวจสอบโครโมโซมเพศของตัวอ่อน

นำเซลล์เพียงเซลล์เดียวของตัวอ่อนในระยะ 8 เซลล์ หรือนำเซลล์ของตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์มาทำการตรวจสอบหาความผิดปกติของโรคโมโซม ทำให้ได้ตัวอ่อนที่ไม่มีความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่พบได้บ่อย เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 13, 18, 21, 16, 22 เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถทราบได้อีกว่าตัวอ่อนดังกล่าวนั้นเป็นตัวอ่อนเพศใด วิธีนี้นอกจากจะสามารถใส่ตัวอ่อนที่ปราศจากความผิดปกติของโรคโมโซมที่ทดสอบแล้วยังสามารถใส่ตัวอ่อนตามเพศที่ต้องการได้อีกด้วย อัตราความสำเร็จของการทำเด็กหลอดแก้วและทดสอบตัวอ่อนก่อนการย้ายฝากตัวอ่อนจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ต่อการย้ายฝากตัวอ่อน 2 ตัวอ่อน
อย่างไรก็ตามก็ขอฝากคู่สมรสที่จะตัดสินใจเลือกเพศบุตรสมควรจะหาข้อมูลให้มากที่สุดเกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย โอกาสสำเร็จ โอกาสล้มเหลว ผลข้างเคียง ค่าใช้จ่าย เสียก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะใช้บริการดังกล่าวหรือไม่นะครับ


คุณแม่รู้กันไหมคะว่า…

  • การเลือกเพศเป็นเรื่องผิดกฎหมายห้ามทำในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ อินเดีย จีน เนื่องจากที่จีนและอินเดียจะมีค่านิยมต้องการลูกเพศชาย ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลในสังคมได้ส่วนบางประเทศต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย กับบ้านเราเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนออกมา

  • วิธีการเลือกเพศตามวิธีธรรมชาติที่ว่า อยากได้เพศชายต้องมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันไข่สุกและทำช่องคลอดคุณแม่ให้เป็นด่าง รวมถึงให้คุณพ่อหลั่งน้ำอสุจิให้ช้ากว่าหรือพร้อมคุณแม่ ถ้าอยากได้ลูกหญิงก็ให้ทำตรงกันข้ามคือมีเพศสัมพันธ์หลังประจำเดือนหมดจนถึงสามวันก่อนไข่สุกแล้วทำช่องคลอดให้เป็นกรด วิธีการนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติตามได้ไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายแต่ไม่มีผลพิสูจน์ยืนยันทางการแพทย์ว่าได้ตรงตามเพศที่ต้องการ ยังไงก็ทำใจเผื่อไว้บ้างค่ะ


(update 15 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.133 November 2006]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:46 Share
เลือกเพศลูกได้สไตล์ธรรมชาติ


“อยากมีลูกชายหรือลูกสาวคะคุณลอร่า”

“คำถามที่แสนจะคุ้นชินที่ได้ยินหลังการแต่งงานของเรา”

“ลูกชายหรือลูกสาวก็ได้ค่ะ” ฉันตอบ

แต่ลึกๆ แล้วใจจริงฉันอยากได้ลูกชายเป็นลูกคนแรกและอยากได้ลูกสาวเป็นคนที่สอง เพราะตัวเองเป็นพี่สาวคนโตจึงคิดว่าคงดีถ้ามีพี่ชายมาไว้ดูแลน้องสาวคนต่อไป แต่บางคนก็บอกว่ามีลูกสาวคนโตดีเพราะจะดูแลน้องคนต่อไปได้ดีกว่า เอ…เรื่องการเลือกเพศของลูกนี่มันเลือกกันได้ง่ายๆ ดั่งใจฝันเลยหรือเปล่าหนอ

ฉันพยายามหาข้อมูลมาเล่าให้ฟังตามประสาคุณแม่ที่มีลูกแล้วหนึ่งคน เป็นลูกสาว (สุดที่รักของแม่) และอยากจะมีลูกอีกคนหนึ่งซึ่งถ้าให้ดีอยากให้เป็นผู้ชายเพราะส่วนตัวแล้วอยากเห็นและรู้จักมนุษย์ทั้งสองเพศให้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่…ขอมีข้อเลือกเผื่อไว้ในใจด้วยเหมือนกันว่าเพศไหนก็ได้ ขอให้มีจริงๆ ก็แล้วกัน น่ารักทั้งนั้น

ข้อมูลแรกที่อยากเล่าให้ฟังก็คงเป็นเรื่องของ “พระเอก” อิอิ ก็คือ “คุณอสุจิ” ที่มาจากคุณผู้ชายไงคะ คุณอสุจิเป็นเหมือนผู้ใหญ่บ้านค่ะ ในหมู่บ้านของคุณอสุจินั้นจะมี “คุณสเปอร์ม” เป็นลูกบ้านเยอะแยะเลยค่ะ มีทั้งลูกบ้านที่เป็นผู้หญิงและผู้ชาย ลูกบ้านผู้ชายก็เรียกว่า “สเปอร์ม Y” ลูกบ้านผู้หญิงก็เรียกว่า “สเปอร์ม X” ลูกบ้านทั้งสองฝ่ายนี้มีบุคลิกประจำตัวไม่เหมือนกันค่ะ ลูกบ้านผู้ชายหรือ “สเปอร์ม Y” เขาจะมีขนาดตัวเล็ก หัวกลม เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว และใจเสาะ เพราะมักจะล้มตายเมื่อเจอกับสภาพที่เป็นกรด แต่จะเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นด่าง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือลูกบ้านฝ่ายหญิง หรือ “สเปอร์ม X” เธอจะมีขนาดตัวอ้วนใหญ่ หัวเป็นรูปไข่ เคลื่อนไหวได้ช้า แต่เธอทนได้ดีกับสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด

ลูกบ้านทั้งสองฝ่ายกำลังจะแข่งขันกันเข้าสู่เส้นชัยค่ะ

สภาพแวดล้อมของสนามที่ทั้งสองฝ่ายจะแข่งขันกันก็คือ ช่องคลอดไงคะ ถ้าช่องคลอดของเราเป็นกรดมากเกินไปก็ม่องทั้งคู่แน่ค่ะ แต่ถ้าช่องคลอดของเรามีสภาวะเป็นกรดเล็กน้อย ฝ่ายที่อยู่รอดได้ก็คือ… .ถูกต้องคร้าบบบบ ฝ่ายหญิงลมกรดของเรานั่นเอง เพราะฝ่ายชายทนกรดไม่ได้ เลยแพ้กรดค่ะ แต่ถ้าเมื่อไหร่สภาวะช่องคลอดของเราเป็นด่างฮั่นแน่!! ปรากฎว่าฝ่ายชายตีตื้นขึ้นมาทันทีเพราะฝ่ายชายจะเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นเมื่อสภาวะแวดล้อมเป็นด่าง สมกับที่เป็นคุณชายหน้าด่างจริงๆ

ทุกครั้งที่เรามีกิจกรรมยิมนาสติกลีลาใหม่บ้างเก่าบ้าง (บนเตียง) ก็จะมีกิจกรรมวิ่งแข่งกันของลูกบ้านด้วยนะคะ ก็คือทุกครั้งที่ฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิออกมา รวมๆ กันประมาณ 200-300ล้านตัว (พระเจ้าจอร์ซ! มันเยอะมาก) ก็จะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่เข้าวิน และลูกบ้านฝ่ายนั้นก็จะเป็นตัวกำหนดเพศของเด็กนั่นเองค่ะ ถ้าลูกบ้าน “สเปอร์ม Y” เป็นฝ่ายชนะวิ่งเข้าวินได้ก่อนเราก็จะได้ลูกเพศ…………….ทายสิคะ………………ถูกต้องคร้าบบบเพศชายนั่นเอง แต่ถ้า “สเปอร์ม X” เป็นฝ่ายชนะวิ่งเข้าวินก่อนก็จะได้ลูกเพศหญิงไงคะ

การที่จะทำให้ลูกบ้านฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงได้วิ่งไปเข้าวินก่อนอีกฝ่ายหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับ “การสร้างสภาวะแวดล้อมของช่องคลอด” และ “จังหวะโอกาสในช่วงของการมีเพศสัมพันธ์” ถ้าเราทำได้ก็มีโอกาสเลือกเพศได้สไตล์ธรรมชาติสูงถึง 80% ทีเดียวค่ะ

อ้อ! หากอยากได้ลูกชายก็ควรเพิ่มเรื่องของ “สุขภาพที่แข็งแรงของฝ่ายชาย” เข้าไปด้วยนะคะทางการแพทย์ได้วิเคราะห์ว่าสุขภาพของคุณผู้ชายที่สมบูรณ์แข็งแรงก็จะส่งผลไปถึงสุขภาพของผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านโดยเฉพาะ “คุณสเปอร์ม Y” ด้วยค่ะ

เรื่องของการจะทำให้ร่างกายและสุขภาพเป็นภาวะที่เหมาะกับ X หรือ Y ก็เป็นเรื่องท้าทายว่าทั้งสองฝ่ายจะ “ร่วมมือ” กันเตรียมตัวเตรียมใจเตรียมร่างกายกันก่อนได้อย่างไร จากนั้นแล้วก็ค่อยๆ ตามมาด้วยการ “ร่วมเพศ” ค่ะ อิอิ

วันนี้เอาเป็นว่าเราทำความเข้าใจในเรื่องทั่วๆ ไปของการสร้างความเป็นไปได้ในการเลือกเพศบุตรด้วยวิถีธรรมชาติกันก่อนนะคะ คราวหน้ามีข้อมูลเด็ดๆ มาเล่าให้ฟังต่อค่ะ.


(update 2 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.153 April 2006]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:47 Share
จะขอลูกเป็นเพศหญิง


มีคำถามตามมาทาง E-mail ถึงแฟนคลินิกสูติ-นรีเวช ในคำถามมีว่า “อยากขอตารางการมีเพศสัมพันธ์และวิธีปฏิบัติตนเพื่อให้มีลูกสาว แต่มีปัญหาคือแต่งงานมาแล้ว 2 ปี ยังไม่มีบุตรเลย (ไม่เคยกินยาคุม)”

พูดถึงการเลือกเพศลำพังคนที่ไม่เคยมีบุตรเลย ผมขอแนะนำว่าทางที่น่าจะดีกว่าก็คือขอให้ตั้งครรภ์โดยแบบปกติ โดยที่ไม่ต้องการเลือกเพศไปก่อนสักหนึ่งคน แล้วค่อยมาเลือกเพศในครรภ์ต่อไป ดูเหมือนว่าจะง่ายกว่าการเลือกเพศในครรภ์แรก หรือว่าคุณต้องการมีบุตรแค่เพียงคนเดียว จึงต้องการเลือกเพศ แต่นี่มันเป็นประเทศไทยนะครับไม่ใช่ประเทศจีน ที่เขาอนุญาตให้มีลูกเพียงคนเดียว คุณจึงจำเป็นเลือกเอาเพศที่คุณต้องการแต่นี่เมือบไทยเขาอนุญาตให้คุณมีลูกกี่คนก็ได้ ตามความต้องการ ซึ่งในความเห็นของผมแล้วการมีลูกในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมไทยคือสองคนครับ ฉะนั้นถ้าหากคุณปล่อยให้มีลูกคนแรกตามความปกติ โดยไม่ต้องไปกำหนดเพศให้มันเครียด ซึ่งโอกาสที่คุณจะได้ลูกตามความต้องการก็มีโอกาสมากขึ้น เพราะเพียงแค่ความเครียดเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำให้คุณตั้งครรภ์ยากขึ้นได้

เอาเถอะปล่อยไปตามปกติ บางทีคุณอาจจะสมหวังได้ลูกสาวตามต้องการและปรารถนาได้ แต่ถ้าคุณต้องการทราบหลักการจริงๆ ผมก็บอกให้ครับ ว่าไปแล้วการเลือกเพศหญิงนั้น ทำได้ง่ายและได้ผลมากกว่าการทำเพศชาย ดังนี้
ข้อ 1 ถ้าขยันทำการมุ้งคือมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ ถ้าจะกำหนดวันก็คือทำการมุ้งวันเว้นวัน นับตั้งแต่วันที่ 10 ของรอบเดือน คือ วันแรกของประจำเดือนนับหนึ่ง แล้วนับไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง 10 วัน นั่นคือวันที่ 10 ของรอบเดือนจากนั้นก็เริ่มทำการบ้านหรือการมุ้งวันเว้นวันคือ 10, 12, 14, 16, 18 และ 20 หากทำได้อย่างนี้โอกาสจะได้ลูกสาวนั้นมีมากกว่าลูกชายครับ

ข้อ 2 เมื่อท่านคนใดได้อ่านวันที่ 1 แล้ว อาจจะสงสัยตนเองว่าจะทำไหวไหม เพราะถี่เหลือเกิน ไหวแน่นอนครับเพราะมันไม่ยากอะไร และไม่ทันเหนื่อยก็เสร็จแล้ว นั่นหมายความว่าแต่ละครั้งที่ลงมือปฏิบัติการคุณไม่ต้องการไหว้ครูอะไรทั้งสิ้นเอาง่ายเข้าว่างั้นเถอะอธิบายอีกทีก็คือว่า ไม่ต้องมีการเล้าโลมอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องฝ่ายให้ฝ่ายภรรยามีความรู้สึกทางเพศเลยว่างั้นเถอะ เมื่อลงมือทำการบ้านก็สอดใส่เลยอะไรทำนองนั้น แล้วก็ให้เสร็จกิจหลั่งน้ำอสุจิโดยเร็ว อย่าไปมัวอั้นไว้เป็นเด็ดขาดง่ายไหมครับ ไม่ทันเหนื่อยหรือที่เรียกว่านกกระจอกไม่ทันจะกินน้ำ อะไรทำนองนั้น

ข้อ 3 เวลาหลั่งน้ำอสุจิก็ขอให้หลั่งบริเวณตื้นๆ ของช่องคลอด อย่าได้ดันเข้าไปลึก เอาเถอะขอให้ปฏิบัติตามนั้น ก็แล้วกันอย่าเอาแต่ใจตนเอง

ข้อ 4 ในสมัยเก่าก่อนแนะนำให้เอาน้ำส้มสายชูทำการสวนล้างบริเวณช่องคลอดเสียก่อน ก่อนทำการบ้านโดยใช้น้ำส้มสายชูในปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำสะอาด 1 ลิตร ผสมกันแล้วใช้ล้างช่องคลอด วิธีนี้จะทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ หากรู้สึกว่ายุ่งยากก็ไม่ต้องทำ แต่หากคิดว่าหมูๆ และไม่ทำให้เสียอารมณ์ก็ไม่เป็นไร

ข้อ 5 ผู้สันทัดกรณีแนะนำว่า ถ้าหากต้องการลูกสาวก็ขอให้ขยันทำการบ้าน คือวันเว้นวันตามที่ผมแนะนำไว้ในข้อ 1 แต่ถ้าท่านผู้ใดอยากจะถี่กว่านั้น ก็ขอเชิญตามสบาย เพราะการขยันทำการบ้าน ให้โอกาสแก่สเปิร์มเพศหญิงมากขึ้น
ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นวิธีตามธรรมชาติ แต่ยังมีวิธีทางวิทยาศาสตร์อีกนั่นคือ การคัดเชื้อสเปิร์ม ที่เป็นเพศหญิง และฉีดเข้าไปในปากมดลูกเพศหญิงเป็นการผสมเทียมประเภทหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับใครๆ ที่ไม่อยากทำการบ้าน คือขี้เกียจว่างั้นเถอะอย่างไรก็ตาม ทั้งวิธีธรรมชาติที่แนะนำเอาไว้กับวิธีทางวิทยาศาสตร์ คือการฉีดเชื้อนั้น มีเปอร์เซ็นต์ที่จะได้ตามใจปรารถนาอยู่ประมาณ 70-80% เท่าๆ กัน

อีกวิธีหนึ่งคือการทำเด็กหลอดแก้วด้วยการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องทดลองกระทั่งได้ตัวอ่อนอยู่ในระยะบล๊าสโตซี้ส แล้วเอาเซลล์บางเซลล์จากตัวอ่อนมาดูเป็นเพศอะไร แล้วก็ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก ถ้าต้องการเพศนั้น วิธีนี้ได้ผลแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แต่ผมขอกระซิบว่า วิธีทำเด็กลอดแก้วด้วยการเลือกเพศนั้น สมมติว่าตัวอ่อนเป็นเพศชาย และบางครั้งก็เป็นเพศหญิง เมื่อคุณต้องการเพศหญิงหมอก็เอาใส่กลับเข้าไปในมดลูก ส่วนตัวอ่อนที่เป็นเพศล่ะจะเอาไปไว้ไหน จะเอาไปบริจาคที่ไหน หรือเอาไปทิ้งที่ไหน วิธีนี้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ถือว่าเป็นวิธีที่ผิดจริยธรรมทางการแพทย์ ไม่ควรทำครับ.


(update 29 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.166 May 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:48 Share
การเลือกเพศบุตร

< Spacing=0 ="http://www.thaiclinic.com/phpAds/ad.php?clientID=15&target=_blank&=60" Border=no width=468 scrolling=no height=60>< ='' ='http://www.thaiclinic.com/phpAds/adjs.php?clientID=15&target=_blank&withText=0'>

          ในการวางแผนครอบครัว นอกจากจะวางแผนครอบครัวมีบุตรเหมาะสมกับสุขภาพร่างกายของมารดาและ
        เหมาะสมกับเศรษกิจแล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกปัญหาหนึ่งที่เป็นความประสงค์ของบางครอบครัว หรือเกือบจะพูดได้ว่า
        ทุกครอบครัว  ปัญหานั้นก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะให้บุตรที่เกิดมามีเพศสมกับความต้องการของพ่อแม่”
        การเลือกเพศบุตรนั้นทำได้ แม้ผลที่ได้รับจะยังไม่ถึง 100% ก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่พยายามหรือไม่
        ทดลองหาวิธีใดเลย
        จากการศึกษาและวิจัยของนายแพทย์ พบว่า การปฏิบัติเพื่อการเลือกเพศบุตรนั้นมีโอกาส 80 - 85% ที่จะได้
        ลูกชายหรือลูกสาวตามต้องการ

        ประโยชน์ของการเลือกมีบุตร

        นอกจากจะได้บุตรมีเพศตามที่ต้องการแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ท่านมีบุตรในจำนวนที่ต้องการอีกด้วย เพราะ
        ไม่ต้องรอจนกว่าจะได้บุตรเพศใดเพศหนึ่ง ซึ่งบางทีจะต้องรอคอยถึงหลายท้อง วิธีเลือกเพศบุตรจึงเป็นแผนครอบครัว
        อีกทางหนึ่ง

        การเลือกเพศบุตรได้อย่างไร

        มีคู่สมรสมากคู่ยังถกเถียงกันว่า การได้เพศบุตรผิดไปจากที่หวังไว้ จะเป็นเพราะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อบกพร่อง
        บางคนก็โทษฝ่ายหญิง บางคนก็โทษฝ่ายชาย
        นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ได้สนใจและศึกษาเรื่องนี้มานานแล้ว จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ผลสรุปออกมาว่า
        การที่คู่สมรสจะได้เพศบุตรเป็นหญิงหรือชายนั้นขึ้นอยู่กับฝ่ายชาย
        เราทราบแล้วว่า การที่คนเราจะมีบุตรได้จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง องค์ประกอบหนึ่ง
        ที่สำคัญมาก คือจะต้องมีตัวอสุจิของฝ่ายชายไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิง ตัวอสุจินี้แหละคือผู้กำหนดเพศของบุตร
         
        ตัวอสุจิมีรูปร่างอย่างไร
        ตัวอสุจิมีรูปร่างคล้ายลูกอ๊อด มี 2 ชนิดคือ
        1. ชนิดหัวลูกอ๊อดรีและใหญ่ หางสั้น เคลื่อนไหวช้า ๆ เราเรียกว่า “โครโมโซม เอ็กซ์” จะเป็นตัวกำหนด
        เพศหญิง
        2. ชนิดหัวลูกอ๊อดกลมเล็ก หางยาว เคลื่อนไหวรวดเร็ว เราเรียกว่า “โครโมโซม วาย” จะเป็นตัวกำหนด
        เพศชาย
        ถ้าตัวอสุจิเพศใดว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ก่อนก็จะได้เพศบุตรตามนั้น เพราะฉะนั้น
          ถ้าต้องการเพศบุตรเป็นเพศหญิง ก็พยายามทำให้ตัวอสุจิของเพศหญิงมีโอกาสเข้าไปผสมกับไข่
          ถ้าต้องการเพศบุตรเป็นชายก็พยายามทำตัวอสุจิของเพศชายเข้าไปผสมกับไข่โดยเร็วที่สุด
        การที่จะทำให้ตัวอสุจิเพศหนึ่งเพศใดไปผสมกับไข่ตามที่ตั้งใจไว้ได้นั้น สภาพความเป็นกรดด่างของมดลูก
        ช่วยได้มาก สภาพความเป็นกรดด่างในมดลูกในช่วงต่าง ๆ ของรอบเดือน จะช่วยให้ตัวอสุจิตัวหนึ่งตัวใดไปถึงไ่ข่
        และผสมกับไข่ได้ก่อน จึงได้มีผู้นำเอาหลักการนี้มาดัดแปลงเพื่อใช้ในการเลือกเพศบุตร

        ถ้าต้องการได้บุตรชาย

        1. ควรร่วมเพศในขณะที่ใกล้ไข่สุกซึ่งไข่จะสุกในระยะกึ่งกลางของรอบประจำเดือน หรือให้แพทย์ช่วย
        คำนวณเวลาไข่ตกได้ โดยอาศัยการวัดอุณหภูมิของร่างกาย และควรงดเว้นการ่วมเพศก่อนวันไข่ตก 3 - 5 วัน
        2. ก่อนการร่วมเพศฝ่ายหญิงควรล้างช่องคลอดด้วยน้ำเป็นด่าง โดยใช้โซดาคาร์บอเนต (ซึ่งหาซื้อได้ตาม
        ร้านขายยาทั่วไป) 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 1 ขวดเบียร์ใหญ่
        3. ควรให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดในการร่วมเพศ
        4. ในระยะที่ฝ่ายชายจะหลั่งน้ำอสุจิควรสอดอวัยวะเพศเข้าไปให้ลึกที่สุด
         
        ถ้าต้องการได้บุตรสาว
        1. หลีกเลี่ยงการร่วมเพศในระยะใกล้วันไข่สุก ซึ่งไข่จะสุกในระยะกึ่งกลางของรอบประจำเดือน ให้ร่วม
        เพศก่อนหน้านั้น และไม่จำเป็นต้องงดเว้นการร่วมเพศ
        2. ก่อนร่วมเพศควรสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำที่มีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ โดยใช้น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ
        ผสมกับน้ำสะอาด 1 ขวดเบียร์ใหญ่
        3. ควรรับหลั่งน้ำอสุจิก่อนที่ฝ่ายหญิงจะถึงจุดสุดยอด หรือพยายามหลีกเลี่ยงมิให้ฝ่ายหญิงมีความรู้สึก
        ถึงจุดสุดยอด หรือพยายามหลีกเลี่ยงมิให้ฝ่ายหญิงมีความรู้สึกถึงขีดดังกล่าว
          4. ฝ่ายชายควรหลั่งน้ำอสุจิในขณะที่ปลายอวัยวะเพศอยู่ในช่องคลอดเพียงตื้น ๆ
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:49 Share
พี.ซี.โอ.ดี.


"คุณเป็นโรค พี.ซี.โอ.ดี."
"หา...อะไรนะ ไม่น่าเชื่อว่าดินฉันจะเป็นโรค...
" สตรีเกือบทุกคนหากถูกทักว่าเป็นโรค พี.ซี.โอ.ดี. มักจะไม่เชื่อแต่ใจหนึ่ง ก็อยากจะรู้ว่า โรคที่ว่านี้คืออะไร ไปเกี่ยวข้องด้วยได้อย่างไร และมีอันตรายหรือไม่

" พี.ซี.โอ.ดี." เป็นโรคที่มีมานานแล้ว ถูกจดบันทึกครั้งแรกเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ในปี ค.ศ.1844 (พ.ศ.2387) และรายงานเป็นทางการจริงๆ ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1935 (พ.ศ.2478) โดย Stein & Leventhal ในบันทึกเขียนไว้ว่าคือ
โรคนี้ชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์
ถ่ายทอดสู่ลูกหลานที่เป็นผู้หญิงได้
ทำให้มีลูกยาก ที่อันตรายคือ
อนาคตมีแนวโน้ม
จะเป็นโรคอ้วนฉุ เบาหวาน
ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเส้นเลือดสูง
โรคหลอดเลือดหัวใจ
และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

"สภาวะที่มีการขาดประจำเดือนร่วมกับรังไข่ทั้งสองข้างมีถุงน้ำเล็กๆ อยู่มากมาย ในคนไข้สตรีรูปร่างอ้วน 7 คน ซึ่งบางคนยังมีลักษณะขนดกอีกด้วย" นักวิทยาศาสตร์ได้ให้เกียรติใช้คำ "กลุ่มอาการสไตน์ลีเวนทาล" (Stein Leventhal Syndrome) ว่า หมายถึงลักษณะเฉพาะของสตรีอ้วนทุกคนที่มีขนดก ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และรังไข่ทั้งสองข้างโตพร้อมกับมีถุงน้ำเล็กๆ ภายในจำนวนมาก ปัจจุบันเรามักนิยมใช้คำว่า พี.ซี.โอ.ดี. หรือ พี.ซี.โอ.เอส. แทน

" พี.ซี.โอ.ดี." (PCOD) ย่อมาจาก Polycystic Ovarian Disease และ เรียกกลุ่มอาการของโรคนี้ว่า "PCOS" ย่อมาจาก Polycystic Ovarian Syndrome ซึ่งประกอบด้วยลักษณะอาการแสดงต่างๆ มากมายแต่ไม่ใช่ว่าสตรีที่เป็นโรคนี้ จะต้องมีครบทุกลักษณะ

ลักษณะที่พบบ่อยๆ ในคนไข้สตรีโรคนี้คือ

  • ภาวะมีลูกยาก พบร้อยละ 75
  • ภาวะขนดก พบร้อยละ 56
  • ขาดประจำเดือน พบร้อยละ 47
  • อ้วน พบร้อยละ 33
  • ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ พบร้อยละ 16
  • ภาวะขนดกและมีลักษณะหลายอย่างกระเดียดไปทางผู้ชาย พบร้อยละ 17
โรคนี้เกี่ยวข้องกับสตรีและมีอันตรายอย่างไร

โรคนี้เชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ ถ่ายทอดสู่ลูกหลานที่เป็นผู้หญิงได้ มีผลร้ายคือ ทำให้มีลูกยาก ที่อันตรายคือ อนาคตมีแนวโน้มจะเป็นโรคอ้วนฉุ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

จะเห็นว่าแต่ละโรคน่ากลัวทั้งนั้น จึงสมควรที่สตรีทุกคน ควรศึกษาหาความรู้โรคนี้เอาไว้ ที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยฮอลแลม (Hallam Medical Center) ได้ศึกษาคนไข้สตรีที่ส่งมาปรึกษาเพื่อทำ "เด็กหลอดแก้ว" ในรอบเดือนธรรมชาติ (ทุกคนมีประจำเดือนมาปกติสม่ำเสมอ) จะพบว่าร้อยละ 43.5 มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. (PCO)

โรค พี.ซี.โอ.ดี. เป็นโรคที่มีระบบควบคุมสั่งการระหว่างสมองกับรังไข่ไม่สมดุล สารที่เป็น "คำสั่งจากสมอง" ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมน LH (Luteinizing Hormone) และ FSH (Follicular Stimulating Hormone) มีความผิดปกติ โดยปริมาณของฮอร์โมน LH จะหลั่งออกมาอยู่ในกระแสเลือดมากกว่า FSH ถึง 2-3 เท่า

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์บางคนเชื่อว่า ความผิดปกติของโรคนี้ มีจุดกำเนิดอยู่ที่ระบบควบคุมสั่งการ แต่ปรากฏว่า มีผู้คัดค้านเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการตอบสนองของสมอง ต่อการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกาตอบสนองต่อภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน และฮอร์โมนเอสโตรเจนเกิน

ภาวะฮอร์โมนเพศชายเกินเชื่อว่าเกิดจากรังไข่ขาดเอนไซม์ ที่ใช้เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้ฮอร์โมนเพศชายสะสมในน้ำหล่อเลี้ยงไข่และหลั่งไหลเข้าสู่กระแสเลือดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต่อมาจะถูกเปลี่ยนแปลงที่บริเวณไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้กลายเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดจะส่งผลให้เกิด ภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนเกิน

ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เกิดขึ้นนี้ มีผลต่อสมองแตกต่างจากฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่สร้างจากรังไข่ คือสมองตอบสนองออกมาในลักษณะที่หลั่ง LH ปริมาณสูงแต่หลั่ง FSH ปริมาณต่ำ

LH ทำหน้าที่เป็น "สัญญาณจากสมอง" ไปกระตุ้นรังไข่ในส่วนเนื้อเยื่อ ที่นอกเหนือจากเซลล์สร้างไข่ให้สร้างฮอร์โมนเพศชาย เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบ ในการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกที โดยอาศัยเอนไซม์ตัวหนึ่ง ซึ่งขาดแคลนในคนไข้ พี.ซี.โอ.ดี. ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลง

FSH ทำหน้าที่เป็น "คำสั่งหรือสัญญาณจากสมอง" คอยกระตุ้นเซลล์สืบพันธุ์ "ไข่" ให้เจริญเติบโตเป็นขั้นๆ ไป พร้อมกันนั้น "ไข่" จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนไปด้วยโดยอาศัยวัตถุดิบ (ฮอร์โมนเพศชาย) ที่สร้างจากเซลล์เนื้อเยื่อที่นอกเหนือจากเซลล์สร้างไข่

ในสตรีที่เป็น พี.ซี.โอ.ดี. เซลล์ "ไข่" จะหยุดเจริญเติบโตในระยะต่างๆ และบางใบก็ฝ่อไป สำหรับผลต่อร่างกายคือ มีสิวและขนดกเกิดขึ้น ในบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น ใบหน้า หน้าอก แผ่นหลัง และแขนขา เป็นต้น

  • พี.ซี.โอ.ดี. กับความอ้วน

แต่เดิมมาเชื่อว่า ภาวะอ้วนเป็นตัวการก่อให้เกิด พี.ซี.โอ.ดี. ที่สำคัญอันหนึ่ง แต่ปัจจุบันพบว่าสตรีที่เป็น พี.ซี.โอ.ดี. จำนวนมากมีรูปร่างปกติ ไม่อ้วน
ภาวะอ้วนมีส่วนสัมพันธ์กับโรคนี้ คือ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชาย ที่บริเวณไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายให้กลายเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งต่างจากในรังไข่ นอกจากนี้ยังมีส่วนส่งเสริมให้เกิดภาวะฮอร์โมนอินซูลินสูง ในกระแสเลือดอีกด้วย
สตรีที่เป็น พี.ซี.โอ.ดี. ร้อยละ 25 จะมีฮอร์โมนโปรแลคตินสูงในกระแสเลือดด้วย ซึ่งมีผลคือ ทำให้ไม่มีประจำเดือนและกระตุ้นต่อมหมวกไตให้สร้างฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น นอกจากนั้นยังรบกวนระบบควบคุมสั่งการ (Ovarian Axis) อีกด้วยถือว่า เป็นการช่วยส่งเสริมวงจรอุบาทว์ของการเกิดโรคนี้อีกทางหนึ่ง

  • พี.ซี.โอ.ดี. กับภาวะมีลูกยาก

จากการศึกษา Hull และคณะเมื่อปี ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) จะพบภาวะ พี.ซี.โอ.ดี. ในสตรีมีลูกยากประมาณร้อยละ 15
ปัญหาสำคัญที่สุดในการรักษาคือ การกระตุ้น "ไข่" ไม่สำเร็จ หมายถึง "ไข่" ซึ่งปกติมีอยู่มากมายไม่ตอบสนองต่อยากระตุ้น ทำให้ไม่สามารถนำเอา "ไข่" ที่มีคุณภาพจากรังไข่ออกมาใช้ได้
อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวจากการกระตุ้น "ไข่" และการตั้งครรภ์ ไม่ใช้เหตุผลเดียวที่สตรีเหล่านี้ไม่มีลูกเพราะถึงแม้จะตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ ก็มีโอกาสแท้งบุตรสูง

การรักษา

ปัญหาส่วนใหญ่สตรีที่เป็น พี.ซี.โอ.ดี. มาหาหมอ คือไม่มีประจำเดือน และเลือดออกจากโพรงมดลูกผิดปกติทั้งสองปัญหาต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่ใช่การตั้งครรภ์ บางทีอาจจำเป็นต้องขูดมดลูกเพื่อแยกโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ออกไปหลังจากนั้น จึงค่อยทำการรักษา

ในรายที่ยังไม่ต้องการมีบุตรจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเป็นเวลา 6-9 เดือน เพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกให้ลอกหลุดในแต่ละรอบเดือน ซึ่งเป็นการป้องกันภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาและมะเร็งด้วย หลังจากนั้นร่างกายจะปรับสภาพของตัวมันเอง ส่วนในรายที่ต้องการมีบุตร หลักสำคัญของการรักษา คือ การกระตุ้นและชักนำให้ "ไข่" ตก

เทคโนโลยีที่นำมาช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ คือ

1. การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูกต้องกระทำร่วมกับการกระตุ้น และชักนำให้ "ไข่" ตกเสมอ สำหรับผลสำรวจพบว่า มีอัตราการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 15-20 ต่อรอบเดือน

2. การทำ "กิฟ" ในสตรีที่เป็น พี.ซี.โอ.ดี. ไม่ค่อยมีใครรายงานไว้ และผลสำเร็จที่ได้ก็ไมค่อยดีนักแต่หากตั้งครรภ์ขึ้นมาจะมีโอกาสเกิดภาวะรังไข่ ถูกกระตุ้นมากเกินไปสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างมาก ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครนำเอาวิธีนี้มาใช้ในการรักษา

3. การทำ "เด็กหลอดแก้ว" วิธีมาตรฐานและหยอด "ตัวอ่อน" ทางช่องคลอด (IVF-ET) หรือทางปีกมดลูก (ZIFT) เป็นวิธีการที่มีการศึกษากันอย่างมาก ถือว่าเป็นแนวทางเลือกอีกแนวทางหนึ่งซึ่งเหมาะสมสำหรับโรคนี้ สำหรับอัตราการตั้งครรภ์ จากการหยอด "ตัวอ่อน" ทางปีกมดลูก (ประมาณ 30-40%) จะสูงกว่าทางปากมดลูก (ประมาณ 15-20%) อย่างชัดเจน
ค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) D.Bider และคณะได้ทบทวน 14 รายงานวิจัยจากหลายสถาบัน พบว่า มีอัตราการตั้งครรภ์ประมาณ 33% ต่อรอบเดือนแต่อัตราการแท้งบุตรสูงถึง 46% ทำให้โอกาสที่จะได้ทารกกลับบ้าน เหลือเพียง 20% เท่านั้น
ค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) Hideya Kodama และคณะ ได้รายงาน อันเป็นการเสริมเพิ่มเติมว่า สตรีที่เป็น พี.ซี.โอ.ดี. มีอัตราการยกเลิกหยอด "ตัวอ่อน" สูงถึง 22% เนื่องจากเจาะได้ "ไข่" ไม่สมบูรณ์ออกมาหรือ "ไข่" ที่ได้ไม่มีการปฏิสนธิซึ่งแสดงถึงว่าคุณภาพของ "ไข่" ในสตรีเหล่านี้แย่มาก

4. การทำ "อิ๊กซี่" เป็นกรรมวิธีที่มีประโยชน์ต่อสตรีที่เป็นโรคนี้มาก ใช้ในกรณีที่ฝ่ายชายมีปัญหา "เชื้ออ่อน" ร่วมด้วยหรือล้มเหลวจากการทำ "เด็กหลอดแก้ว" วิธีมาตรฐานโดยจะมีผลให้อัตราการปฏิสนธิสูงขึ้นอย่างชัดเจน

5. การเจาะท้องส่องกล้องใช้ความร้อน, ไฟฟ้าหรือเลเซอร์ เจาะผิวรังไข่เพื่อทำลายเนื้อรังไข่บางส่วน เป็นวิธีการผ่าตัดชนิดใหม่ผ่านทางกล้อง Laparoscope ซึ่งทำให้ร่างกายบาดเจ็บน้อยลงและสามารถใช้ ทดแทนวิธีการผ่าตัดรูปลิ่มแบบเก่า ผลที่ได้รับคือ เกิดการปรับสภาพฮอร์โมนที่ผิดปกติให้ดีขึ้นและเกิดการตกไข่ตามปกติ

S.M.Heylen และคณะได้รายงานไว้ในปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) อย่างน่าสนใจว่าภายหลังผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าว จะมีการตกไข่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้ถึงร้อยละ 80 และมีอัตราการตั้งครรภ์เองร้อยละ 55 ส่วนสตรีที่เดิม ไม่ตอบสนองต่อยา Clomiphene Citrate สามารถกลับมาตอบสนองต่อยานี้ และตั้งครรภ์ได้สำเร็จร้อยละ 18 สรุปรวมความว่าการตั้งครรภ์ภายหลังผ่าตัด และดูแลรักษาอย่างเหมาะสมภายในระยะเวลา 18 เดือน จะมีอัตราสูงถึงร้อยละ 73 ทีเดียว

สำหรับปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่ ปัญหาทางด้านผิวหนัง อันเนื่องมาจากการมีสิวและขนดกเกิดขึ้นในบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น แขน ขา ใบหน้า หน้าอกนั้น รักษาได้โดยการใช้ยาร่วมกันระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน (ในยาเม็ดคุมกำเนิด) และฮอร์โมนที่ต้านฮอร์โมนเพศชาย

พี.ซี.โอ.ดี. เป็นโรคที่พบบ่อยในสตรีมีลูกยาก พบมากถึงร้อยละ 15 ของผู้ที่มารักษาในคลินิกมีบุตรยากส่วนใหญ่มีอาการไม่มากนัก จนอาจไม่คิดว่าผิดปกติ เช่น ระดูห่าง ขนดก อ้วน เป็นต้น สตรีที่เป็นโรคนี้สามารถมีลูกได้เอง หากโชคดีมีไข่ตกในจังหวะที่พอดี แต่ส่วนมากควรจะได้รับการรักษาเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมมาช่วยเหลือ การรักษามีตั้งแต่การกระตุ้นและชักนำให้ไข่ตก การฉีดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูก การทำเด็กหลอดแก้ว จนถึงการทำ "อิ๊กซี่" ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันเพราะฉะนั้นควรจะให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ เป็นผู้วินิจฉัยตัดสินใจจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

พ.ต.ท. น.พ.เสรี ธีรพงษ์



[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 22 ฉบับที่ 334 ธันวาคม 2542 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:50 Share

ผู้หญิงกับภาวะถุงน้ำในรังไข่


สตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกๆ หนึ่งในห้าคนจะมีถึงน้ำเล็กๆ มากมายในรังไข่ของเธอ ถุงน้ำเล็กๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาเพียงเล็กน้อยในสตรีส่วนใหญ่ จะมีก็แต่ในบางคนที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง รวมทั้งมีภาวะมีบุตรยากด้วย สภาวะเช่นนี้เป็นกลุ่มอาการที่เราเรียกว่า ผู้หญิงกับภาวะถุงน้ำในรังไข่ Polycystic Ovarian Syndrome (PCOS) ซึ่งอาจจะต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นกรณีพิเศษ

การวินิจฉัยกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. (PCOS) ในปัจจุบันนั้นง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากอาศัยการตรวจดูด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ก็พอจะบอกได้ สมัยก่อนสตรีที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น จึงจะวินิจฉัยได้ถูกต้อง แต่ปัจจุบันแม้อาการแสดงเพียงเล็กน้อยก็สามารถตรวจพบ ได้อย่างถูกต้องแน่นอนเช่นกัน

รังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. หรือ (Polycystic Ovaries) จะมีถุงน้ำเล็กๆ อยู่ภายในจำนวนมากไม่น้อยกว่า 10 ใบ ในแต่ละข้างถุงน้ำเล็กๆ เหล่านี้บ้างก็มีไข่อยู่ภายใน บ้างก็ว่างเปล่าไม่มีไข่อยู่ภายในและบางใบสามารถสร้างฮอร์โมนได้ ด้วยขนาดของถุงน้ำเล็กๆ จากการดูด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์จะเห็นลักษณะภายในใสมาก ทำให้สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องแน่นอน

แพทย์เองยังไม่สามารถระบุชัดได้ว่า ทำไมสตรีบางคนจึงมีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. อาจจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากทางกรรมพันธุ์ ซึ่งจะปรากฏในสตรีทุกอายุ และส่วนใหญ่ไม่แสดงกลุ่มอาการพี.ซี.โอ.เอส. ออกมา กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า รังไข่ปกติจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ.ทันทีทันใด แต่สตรีที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. อาจจะแสดงอาการออกมาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้

ปัญหาประจำวันของกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. สามารถบำบัดทางยาให้บรรเทาอาการลงได้ แต่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ไปบ้าง ยกตัวอย่าง แพทย์รู้ว่า ความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายคนเรา จะถูกรบกวนเมื่อน้ำหนักมากเกินไป และแน่นอนภาวะกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. นั้น พบบ่อยในผู้หญิงอ้วนมากกว่าในคนที่มีอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูงพอเหมาะ ในลักษณะเดียวกัน ผู้หญิงบางคนที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. จะเกิดอาการขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่านั้น


อันตรายต่อสุขภาพ

ผู้หญิงอ้วนที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. จะเพิ่มอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกิน จะมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิต และระดับไขมันในกระแสเลือดที่สูงกว่าปกติ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคหัวใจ การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก ไขมันต่ำและน้ำตาลต่ำ ตั้งแต่ยังอายุน้อยอยู่ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงดังกล่าว เช่นเดียวกับจะต้องงดสูบบุหรี่ด้วย โรคเบาหวานในคนสูงอายุซึ่งร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีส่วนสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินด้วย บางกรณียาอาจจำเป็นต้องใช้แต่กรณีที่ไม่รุนแรงมาก การลดน้ำหนักและลดอาหารจำพวกแป้งก็ช่วยลดภาวะโรคนี้ได้

อันที่จริงภาวะน้ำหนักเกินอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่สุด และเป็นปัญหาที่พบมากที่สุด ในสตรีที่มีกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส.

สตรีทุกคนที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. ควรพยายามที่จะรักษาให้มีน้ำหนักตามมาตรฐานและมีระดูตามปกติ การรักษาทางยามักจะเหมาะสำหรับบุคคลซึ่งแสดงกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. อย่างรุนแรง

1. ภาวะระดูผิดปกติที่ไม่สม่ำเสมอ
เป็นสิ่งที่น่ารำคาญเช่นเดียวกับคำแนะนำที่ว่ามีความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนา

สำหรับสตรีที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์แล้ว การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาง่ายที่สุด ปัจจุบันสูติ-นรีแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำฮอร์โมนที่มีขนาดต่ำเพื่อใช้สำหรับสตรีที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. สตรีที่ไม่สามารถรับประทานยาคุมได้ อาจจะปรับใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียว เพื่อการรักษาก็ได้ โดยจะให้เป็นเวลา 12 วัน ในทุกๆ หนึ่งถึงสามเดือน เป็นการชักนำให้มีเลือดออก โดยไม่ได้รับผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาคุม

การที่มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดในระหว่างรับประทานยาคุม ควรได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ การขูดมดลูกหรือตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ เป็นสิ่งที่สมควรกระทำเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังควรตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ อย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกสามปี
2. ภาวะมีบุตรยาก
ในขณะที่ไข่ไม่ตก เป็นเหตุผลเดียวสำหรับภาวะมีบุตรยากในสตรีที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. เราจำเป็นต้องหาให้ได้ว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ท่อนำไข่หรือเชื้ออสุจิของสามีไม่บกพร่องจึงจะคุ้มค่าในการรักษา

การคำนวณช่วงเวลาตกไข่ในรอบเดือนปกติ การตกไข่จะเกิดขึ้น 14 วันก่อนระดูจะเริ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้ารอบเดือนมี 28 วัน ไข่จะตกในวันที่ 14 ของรอบเดือน ถ้ารอบเดือนเท่ากับ 27 วัน ไข่จะตกในวันที่ 13 ของเดือน ถ้ารอบเดือนเป็น 35 วัน ไข่จะตกวันที่ 17 ของรอบเดือน การคำนวณอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีสิทธิตั้งครรภ์โดยการมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกนั้น

วิธีการที่เชื่อถือได้มากที่สุดวิธีหนึ่งเพื่อคาดการณ์เวลาไข่ตกคือ การทดสอบทางปัสสาวะ เพื่อหาค่าฮอร์โมน LH ขณะที่มีปริมาณสูงสุด (LH SURGE) ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนวันที่คาดว่าไข่จะตกหนึ่งวัน ดังนั้น จึงควรมีเพศสัมพันธ์ในวันที่การทดสอบ มีการเปลี่ยนแปลงแถบสีและวันถัดจากนั้นหนึ่งวันด้วย

กราฟวัดอุณหภูมิร่างกาย สามารถบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในรอบเดือนได้ แต่จะไม่สามารถคาดการณ์เวลาที่ไข่ตกได้อย่างถูกต้องแน่นอนจริงๆ

การตกไข่สามารถควบคุมติดตามได้ด้วยการดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด แต่จะต้องมาโรงพยาบาลบ่อย ดังนั้นจึงไม่เหมาะสำหรับสตรีที่ไม่สามารถอดทนต่อการรักษาที่ค่อนข้างยุ่งยาก และกลุ่มที่มีความลำบากในการทดสอบปัสสาวะเพื่อหาค่า LH บ่อยๆ

การทดสอบเลือดเพื่อหาค่าของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน นับจากวันที่คาดว่าไข่ตกจะช่วยให้แพทย์ทราบว่าการตกไข่นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ในกรณีที่การตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีเลย ยากระตุ้นไข่สามารถช่วยได้ ยาที่ใช้บ่อยที่สุดคือ Clomiphene Citrate เป็นยาเม็ดใช้รับประทานติดต่อกัน 5 วัน นับจากวันที่ 2 ของรอบเดือน ผลคือประมาณ 4 ใน 5 คนที่ได้รับยาตัวนี้จะมีไข่ตกแต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่เกิดการตั้งครรภ์จริงๆ Clomiphene สามารถทำให้มูกปากมดลูกข้นเหนียวขึ้น ซึ่งจะทำให้แพทย์ทราบว่า เชื้ออสุจิจะมีชีวิตอยู่ภายในอวัยวะสืบพันธุ์สตรีได้ดีอย่างไร

แต่อย่างไรก็ตามขณะที่ Clomiphene เป็นยาที่มีประโยชน์สำหรับสตรีจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องการมีบุตรยาก แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับสตรีที่มีกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. เนื่องจากเป็นสาเหตุให้มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ของระดับฮอร์โมน LH ซึ่งจะขัดขวางการปฏิสนธิหรือเพิ่มโอกาสในการแท้งบุตรมากขึ้น ดังนั้นถ้าใช้ Clomiphene ในสตรีที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส.ภายใน 6 เดือน แล้วไม่ได้ผลควรหาสาเหตุเพิ่มเติม และเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาเสียใหม่

การรักษาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ถ้ายาชนิดเม็ดล้มเหลว ยาฮอร์โมนชนิดฉีดจะกระตุ้นรังไข่ได้ตรงจุด กว่ายาที่ใช้มากที่สุดคือ ยาในกลุ่มที่เรียกว่า Gonadotropins ซึ่งสังเคราะห์มาจากปัสสาวะของมนุษย์ หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า Human Menopausal Gonadotropin (HMG) ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน ที่มีคุณสมบัติของทั้ง FSH และ LH

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเตรียมยาฮอร์โมน Gonadotropin สังเคราะห์ขึ้นโดยกรรมวิธีทางเคมีสมัยใหม่ ซึ่งสามารถใช้ฉีดเข้าบริเวณใต้ผิวหนังแทนที่จะต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อลึกๆ เหมือนการเตรียมแบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำงานได้ดีในสตรีที่มีภาวะพี.ซี.โอ.เอส. อย่างไรก็ตามเนื่องจากรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. ประกอบด้วยถุงน้ำเล็กๆ มากมาย และรังไข่ก็มีความไวต่อการตอบสนองการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเหล่านี้

ดังนั้น การใช้ยาควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาต่ำๆ ก่อน และติดตามดูการเจริญเติบโตของถุงไข่อย่างใกล้ชิด ด้วยอัลตราซาวนด์ การติดตามดังกล่าวสามารถใช้ค่าฮอร์โมนเอสโตรเจนในเลือดที่สร้างจากรังไข่ เป็นตัวสนับสนุนได้อีกทางหนึ่ง ถ้าผลการติดตามตรวจสอบออกมาว่า ถุงไข่จำนวนมากเจริญเติบโตขึ้นมา และมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแฝดสูงมาก แพทย์ควรจะหยุดการรักษาและยกเลิกรอบเดือนนั้นไป

Gonadotropin อีกตัวหนึ่งคือ Human Chorionic Gonadotropin (HCG) จะใช้เพื่อกระตุ้นให้ไข่ ตกออกมาจากถุงไข่ เมื่อรังไข่มีถุงไข่ที่โตสมบูรณ์ 1 ใบหรือมากกว่า เราก็ฉีดยาฮอร์โมน HCG ซึ่งจะกระตุ้นให้ไข่ตกในระยะ 36-48 ชั่วโมงถัดมา ดังนั้น ถ้าฉีดยาตอนเช้าก็คาดว่าการตกไข่จะเกิดขึ้น ในวันถัดไปช่วงตอนเย็นถึงกลางคืน

สตรีที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส. เมื่อได้รับ HCG จะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป ซึ่งมีอัตรายอย่างมาก ดังนั้น การติดตามอย่างระมัดระวัง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง สภาวะนี้เกิดขึ้นเสมอ หากถุงไข่จำนวนมากถูกกระตุ้นพร้อมๆ กัน ผลคือ มีน้ำมากมาย (Ascites) เกิดขึ้นภายในช่องท้อง ทำให้หน้าท้องโป่งออกและคลื่นไส้ อาเจียน

การเจาะท้องส่องกล้อง และใช้ความร้อนผ่าตัดรังไข่ เป็นวิธีการผ่าตัดชนิดใหม่ผ่านทางกล้อง Laparoscope ซึ่งทำให้ร่างกายบาดเจ็บน้อยลงและสามารถใช้ทดแทนวิธีการผ่าตัดรูปลิ่ม (Wedge Resection) ซึ่งเป็นวิธีการแบบเก่า ซึ่งเป็นการผ่าตัดเอาเนื้อของรังไข่ออกบางส่วน โดยวิธีการใหม่นี้ จะเป็นการทำลายเนื้อบางส่วนของรังไข่ด้วยความร้อน เพื่อปรับสภาพฮอร์โมนที่ผิดปกติให้ดีขึ้น และยังผลให้มีการตกไข่เกิดขึ้นได้

การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization) หรือ IVF เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วในผู้หญิงที่มี ภาวะ พี.ซี.โอ.เอส.ที่ต้องการตั้งครรภ์ เมื่อวิธีการรักษาอื่นๆ ใช้ไม่ได้ผล แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะพี.ซี.โอ.เอส. ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ในการทำเด็กหลอดแก้ว ผู้หญิงที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส.ซึ่งทำเด็กหลอดแก้ว จะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป และจะต้องติดตามอย่างระมัดระวัง
3. การแท้งบุตร
การแท้งบุตรในผู้หญิงที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส. น่าจะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มสูงขึ้นของระดับ LH อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้แสดงว่า ควรจะกดการหลั่งฮอร์โมน LH ก่อนการกระตุ้นไข่เสมอไป ซึ่งสามารถให้ในรูปยาฉีดทุกวันหรือในรูปยาพ่นจมูกก็ได้ เมื่อระดับ LH ลดลง ก็จะสามารถกระตุ้นรังไข่ได้ด้วยฮอร์โมน HMG หรือ FSH นอกจากนี้ การเจาะท้องส่องกล้อง ใช้ความร้อนผ่าตัดรังไข่ สามารถก่อให้เกิดการลดระดับ LH ในกระแสเลือดได้เช่นกัน และอาจช่วยลดอัตราเสี่ยง ของการแท้งบุตรได้ด้วย
4. ปัญหาด้านผิวหนัง
การรักษาตามปกติสำหรับสิวและขนที่ขึ้นโดยไม่ต้องการคือ การใช้ร่วมกันระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน (ซึ่งพบในยาเม็ดคุมกำเนิด) และฮอร์โมนที่ต้านฮอร์โมนเพศชาย โดยจะให้ในช่วง 10 วันแรกของรอบเดือน และยาเม็ดคุมกำเนิดจะให้เป็นเวลา 21 วันแรก การรักษาวิธีนี้ ย่อมมีผลด้านการคุมกำเนิดด้วย ดังนั้นจึงได้ประโยชน์น้อยในกรณีที่ต้องการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่นของการรักษา ที่ไม่มีผลด้านคุมกำเนิด ซึ่งเนื้อหาที่สำคัญ ควรจะได้ไปปรึกษากับแพทย์ของท่าน
ดังนั้น ภาวะ พี.ซี.โอ.เอส. ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นสาเหตุของปัญหา การแก้ไขความผิดปกติของฮอร์โมน ดูจะเป็นวิธีการที่สมเหตุสมผลกว่าวิธีอื่น


(update 20 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 24 ฉบับที่ 346 ธันวาคม 2543 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:51 Share
 โรคถุงน้ำที่รังไข่ เกิดจาก อะไร?


ฉบับนี้มีคุณแม้เขียนมาเล่าและถามว่า “โรคถุงน้ำที่รังไข่” เมื่อเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสตั้งท้องหรือเด็กจะมีอาการผิดปกติอีกหรือไม่ อยากให้ผู้อ่านลองอ่านรายละเอียดก่อนว่าคุณแม่ท่านนี้มีความเป็นมาอย่างไร


สวัสดีค่ะ คุณหมอพนิตย์
ดิฉันชื่อ คุณนุชนันท์ค่ะ อยู่ที่อำเภอ หาดใหญ่ จ.สงขลา อายุ 38 ปี เป็น “โรคถุงน้ำที่รังไข่” ขณะตั้งท้องได้ 8 เดือน ตั้งครรภ์เป็นคนที่ 2 ดิฉันใช้คุมกำเนิดตามธรรมชาติ แต่ลูกคนที่ 2 ติดช้ามากเลยค่ะหรือเป็นเพราะอายุมากไปหรือเปล่าคะ (คนแรกตั้งครรภ์ตอนอายุ 30 ปี)

พออายุครรภ์ เกือบได้ 12 สัปดาห์ เกิดปวดท้องอย่างรุนแรงก็ไปตรวจกับคุณหมอที่ฝากครรภ์ ปารกฏว่าเป็นถุงน้ำที่รังไข่ (เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 48) ดิฉันตกใจมาก ร้องไห้ว่า ทำไมเป็นแบบนี้คุณหมอตรวจพบว่าเป็นทั้งสองข้างท้องค่อนข้างใหญ่ข้างซ้ายเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ส่วนข้างขวา 7.9 ซม. หมอนัดผ่าตัด ตอนอายุครรภ์ครบ 12 สัปดาห์ (21 เม.ย 48) หลังจากผ่าตัดก็ฉีดยากันแท้งติดต่อกันทั้งหมด 6 เข็ม หมอนัดตรวจทุกสัปดาห์บอกว่า เด็กปกติ แข็งแรง ดิฉันดีใจมาก แต่หมอไม่ได้เจาะน้ำคร่ำ เพราะหมอกลัวจะแท้ง และเกิดการติดเชื้อ

เดือน มิ.ย. มีอาการปวดท้องเป็นช่วงๆ นานด้วยค่ะ เหมือนมดลูกบีบตัว วันที่ 28 ก.ค.-18 ส.ค. 48 น้ำหนักขึ้น 3-5 กก. เหนื่อยมากๆ เลยค่ะ กลัวเลยค่ะ พออายุครรภ์เดือนที่ 7-8 ไม่ได้นอนเลย นอนไม่หลับ เพราะมดลูกบีบรัดตัวมาก นอนประมาณตี 1 ตื่นทุกชั่วโมง กลางวันก็นอนไม่หลับ พอรู้สึกตัวก็ตื่น

สามีโทร.ถามคุณหมอว่า ภรรยาปวดท้องมากไม่ได้นอน คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไร เพราะหนังท้องบาง เป็นการปวดธรรมดา ดิฉันทนได้ ดื้อไม่ไปหาหมอตรวจ ทนปวดอยู่แบบนั้นประมาณ 20-25 วัน ตอนนั้นปวดวันที่ 18 ส.ค. 48 นัดอีกครั้ง ก็ 7 ก.ย. 48 ผลปรากฏว่าในครรภ์น้ำเยอะ หมอส่งเอกซเรย์อุลตร้าซาวด์ที่โรงพยาบาลเอกชนอีกครั้ง หมอยืนยันว่า เด็กมีปัญหา เด็กหัวโต (เด็กหัวโตมาก) นั่นเอง ไม่มีเนื้อสมอง ต้องเอาเด็กออก ดิฉันตกใจมาก สั่นไปหมดเลยค่ะ ตอนนั้นอายุครรภ์ 8 เดือนพอดี ก็ทำคลอดปกติ คลอด 8 ก.ย. 48 ลืมบอกไปว่า น้ำในท้องหมอเจาะออกมาได้ 4 ลิตร และเจาะที่หัวเด็กค่ะ หมอบอกว่าน้ำที่หัวเด็กไม่มีการระบายออกมาเพราะท่อทางไขสันหลังตันค่ะ หัวใหญ่ 31 ซม. เด็กปกติ 10 ซม. เด็กผิดปกติหลายอย่าง ขาลีบเข้าหากัน แขนก็เสีย สายสะดือก็หงิกงอ น้ำหนักเด็ก 1,630 กิโลกรัม

16 ต.ค. 48 หมอนัดตรวจอีกครั้ง หลังคลอด หมอบอกว่าท้องได้ดิฉันก็ไม่แน่ใจ แต่รังไข่ถูกตัดไปบางส่วน ดิฉันถามหมอว่าเคสแบบนี้เคยพบไหม หมอบอกว่า หมอทำงานมา 20กว่าปีไม่เคยเจอค่ะ เพิ่งเจอเป็นคนแรก

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอถามคุณหมอพนิตย์ นะคะว่า

1. มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ไหมคะ เพราะท้องยากมาก
2. โอกาสเป็นเด็กหัวโตอีกหรือเปล่าคะ จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำเหมือนเดิมหรือเปล่าคะ
3. น้ำคร่ำในท้องมากผิดปกติ เกิดขึ้นได้อย่างไร
4. ปัญหาที่เกิด เกิดขึ้นจากสาเหตุใดบ้าง เพราะอะไร

ขอขอบพระคุณ คุณหมอพนิตย์มากค่ะ
คุณนุชนันท์ อุดมสิน


ไขปัญหาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ตอบจดหมายคุณนุชนันท์
อ่านเรื่องที่เล่ามาจนจบ ก็ขอตอบข้อสงสัยกันเลยนะครับ
1. โอกาสตั้งครรภ์ใหม่นั้นมีแน่นอนครับ สามารถตั้งครรภ์ได้อีกแต่จะมีความยากมากกว่าเดิม ด้วยสาเหตุหลายประการคือ
ประการที่หนึ่ง คือ อายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลักทางการแพทย์กำหนดให้วัยเจริญพันธุ์อยู่ที่อายุไม่เกิน 35 ปี แต่คุณนุชนันท์ อายุ 38 ปี เข้าไปแล้ว เรียกว่าพ้นวัยเจริญพันธุ์ไปเลย เป็นเหตุทำให้ตั้งท้องยากขึ้น คงต้องอาศัยยาช่วยกระตุ้นทำให้ไข่ตกกันบ้าง ก็คงจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น

ประการที่สอง ที่ทำให้ท้องยากกว่าเดิมก็คือ รังไข่ทั้งสองข้างมีโรคคือเป็นถุงน้ำซึ่งคุณนุชนันท์ไม่ได้บอกไปว่าเป็นถุงน้ำชนิดอะไร อย่างไรก็ตามรังไข่ที่ไม่สมบูรณ์นัก ย่อมมีผลต่อการตกของไข่ อยู่ไม่มากก็น้อย ขอให้ปรึกษาแพทย์อย่าเพิ่งหมดความหวังตราบใดที่คุณยังมีประจำเดือนออกมาเอง บวกกับความพยายามของคุณคุณก็ยังมีหวังอยู่นะครับ
2. โอกาสเด็กจะผิดปกติ หัวโต (Hydrocephalus) เหมือนครั้งนี้มีน้อยมากครับ เพราะความผิดปกติดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องของพันธุกรรมแต่เป็นเรื่องความผิดปกติในตัวของเด็กเอง ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีกมีน้อยมากครับ เพราะมันเป็นหน้าคนละม้วนกันครับ หากตั้งครรภ์ขึ้นมาใหม่ ก็อย่าได้ไปกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยมาก แต่อะไรมันจะเกิดก็ให้มันเกิดไปอะไรที่เสียไปแล้ว ก็หามาใหม่ได้ ทำใจให้สบาย อย่าไปคิดอะไรมาก การคิดมาก เครียดมาก บางครั้งทำให้ตั้งท้องยากมากด้วยครับ

3. ปกติน้ำคร่ำนั้น ถูกควบคุมโดยตัวทารกเป็นสำคัญ น้ำคร่ำมีการไหลเวียนอยู่เสมอ เด็กกลืนน้ำคร่ำเข้าสู่ภายในร่างกายเป็นการทำให้น้ำคร่ำลดลง ขณะที่เด็กขับถ่ายปัสสาวะออกมาเป็นการเพิ่มปริมาณของน้ำคร่ำ ระบบประสาทสมองก็มีส่วนในเรื่องนี้เช่นกันดังกรณีของคุณนุชนันท์ ที่ทารกมีความผิดปกติของสมอง ที่มีการอุดตันการไหลเวียนของน้ำในสมองสู่ไขสันหลัง ซึ่งคงเกิดมาตั้งแต่เริ่มมีการสร้างระบบประสาทโน่นแหละครับ แทนที่น้ำไขสันหลังจะมีการไหลเวียนได้อย่างอิสระ แต่กลับมีการอุดตันไหลเวียนไม่ได้ทำให้แรงดันในน้ำไขสันหลัง ซึ่งรวมกันในสมองมีมากขึ้น และมีมากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นเป็นสาเหตุทำให้สมองพองโต เหมือนลูกโป่งกระดูกศรีษะก็จะพลอยบานออกตามไปด้วย ปล่อยโอกาสให้น้ำในไขสันหลังและในสมองไหลซึมออกมาสู่น้ำคร่ำเป็นสาเหตุทำให้มีน้ำคร่ำมาอย่างมโหฬาร หมอสามารถเจาะออกมาได้ถึง 4 ลิตร ในขณะที่ปกติไม่ควรมากกว่าลิตรครึ่งด้วยซ้ำไปในขณะที่ตั้งครรภ์ได้แปดเดือน

4. ปัญหาที่เกิดหาคำตอบได้ยาก เพราะส่วนมากแม้ไม่รู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ควรเป็นเพราะความผิดปกติในตัวของทารกเองนั่นแหละครับ มันก็เหมือนกับปากแหว่งเพดานโหว่ แต่กรณีของคุณนุชนันท์มันดันเกิดขึ้นกับระบบประสาทและสมอง มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ
ว่าไปแล้วโอกาสที่ทารกจะมีความผิดปกติ ตั้งแต่กำเนิดโดยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน หรือเป็นประเภทที่ไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ มีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นครับ ดังนั้นขอให้คุณนุชนันท์จงพยายามต่อไปในการจะมีลูก ขอให้โชคดี


(update 8 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.150 January 2006 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:51 Share
[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 มกราคม 2542]

ตอน สี่สิบยังแจ๋ว

นพ.เสรี ธีรพงษ์


สตรีที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือเคยมีความสวยงามมากขนาดไหน คงต้องสะท้านใจ และรู้สึกใจหายไปบ้าง บางทีอาจอุทานเบาๆ คล้ายกับให้กำลังใจตัวเองว่า
"ทุกคนต้องแก่ คนเราทุกคนสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้แก่กาลเวลา"
สตรีบางคนแก่ตัวแล้วดูดีมีราศีขึ้น แต่หลายคนดูแล้วราศีหม่นหมอง ยิ่งสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งดุแก่ ข้าพเจ้าขอแนะนำว่า
"ยอมรับความจริงเถอะว่า วันนี้ไม่เหมือนวันเก่า ทิ้งความเศร้าเสียใจว่า เคยสวยไว้ข้างหลัง แล้วยิ้มรับวันใหม่ คุณจะดูสวยสดใส ดูอ่อนกว่าวัยยิ่งขึ้น"

มีดาราสาวตัวประกอบนางหนึ่ง อายุย่าง 45 ปี ในอดีตเคยเป็นนางเอก แต่ปัจจุบันสังขารร่วงโรย รับบทได้เพียงตัวประกอบ เธอมักรำพึงรำพัน กับเพื่อนฝูงด้วยความน้อยใจว่า
"นางเอกมีอะไรดี นอกจากใบหน้าและอายุน้อย ที่คอยหลอกล่อ สายตาผู้ชมประเดี๋ยวประด๋าว ดาราตัวประกอบอย่างฉันก็เคยผ่าน การเป็นนางเอกมาแล้ว ฉันรู้ดี เดี๋ยวนี้ แม้จะไม่สวยเหมือนเดิม แต่มากด้วยประสบการณ์ยิ่งนัก การแสดงมีความผิดพลาดน้อย และไม่เคยมาทำงานสาย ดอกไม้ที่สวยงามนั้น จะขาดใบไม้มาประกอบ ได้หรือ ไม่มีใบไม้บนกิ่ง ช่วยเชิดชูดอกไม้ให้ดูงามเด่น ดอกไม้จะมีค่าสักเท่าไร ทำไมรายได้ของนางเอกและตัวประกอบถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับดินอย่างนี้

ในทางการแพทย์ สตรีมีอะไรอย่างหนึ่ง คล้ายกับคำพูด ของดาราตัวประกอบรายนี้ สิ่งนั้นก็คือ "ไข่" ซึ่งเป็น เซลล์สืบพันธุ์สำคัญที่สุดของสตรี หากอายุเกิน 40 ปี จำนวน "ไข่" ที่ผลิตออกมาจะลดลงอย่างมากเหมือนกับ "รายได้" ของนางเอก ที่กลายมาเป็นดาราตัวประกอบอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงมักไม่ค่อยเห็นสตรีอายุเกิน 40 ปีตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากตราบใดที่ยังมี "ไข่" ตกอยู่ และ "ไข่" นั้นมีคุณภาพพอ สตรีอายุเกิน 40 ปี ก็สามารตั้งครรภ์ได้

ธรรมชาติเรื่องการตั้งครรภ์ของมนุษย์นั้น มีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่ว่าจะแต่งงานมานานเท่าไรแต่ไม่เคยตั้งครรภ์ แล้วมีวันหนึ่ง เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา จะโดยธรรมชาติหรือใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาช่วย ซึ่งไม่ว่าการตั้งครรภ์จะสิ้นสุดเร็ว หรือดำเนินต่อไปจนคลอด การตั้งครรภ์ครั้งนั้นจะทำให้สตรีผู้นั้นเกิดการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น ขอยกตัวอย่าง

มีพยาบาลท่านหนึ่ง อายุ 34 ปี แต่งงานมา 9 ปี รักษาภาวะมีบุตรยาก มามากมายจนท้อแท้ วันหนึ่งเกิดโชคดีตั้งครรภ์ขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เธอรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ตั้งครรภ์ได้เพียง 9-10 สัปดาห์ก็ตรวจพบว่า เป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวเด็ก (BLIGHTEDOVUM) เธอจึงได้รับการขูดมดลูก เพื่อทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง

ด้วยเหตุที่มีความหวังกำลังใจจากการตั้งครรภ์ครั้งแรก ทำให้เธอหวนกลับมารับการรักษาใหม่ เวลาผ่านไปไม่นานนัก เธอสามารตั้งครรภ์ได้สำเร็จด้วยวิธีการ "คัดเชื้อและฉีดเชื้อ" ธรรมดาๆ ไม่ได้ทำ "กิ๊ฟ" หรือ "ซิ๊ฟ" และต่อมาสามารถคลอดบุตรครบกำหนดด้วย บุตรของเธอแข็งแรงดี มีน้ำหนักมาตรฐานและพัฒนาการตามปกติ

เมื่อหลายปีก่อนมีคนไข้สตรีรายหนึ่ง บ้านอยู่จังหวัดสระบุรี ฐานะจัดเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง ตอนที่มารับการรักษาภาวะมีบุตรยากกับข้าพเจ้า เธออายุ 40 ปี แต่งงานมานานถึง 20 ปี ไม่เคยตั้งครรภ์หรือแท้งบุตร คนไข้สตรีรายนี้พร้อมกับสามี ซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันไม่ได้นิ่งนอนใจ ใช้เวลารักษากับแพทย์ผู้มีชื่อเสียงมาหลายท่าน เสียเวลาไปหลายปี แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้งเดียว ครั้งสุดท้ายได้ทำ "กิ๊ฟ" (21 เมษายน พ.ศ.2535) ซึ่งตอนนั้น ถือเป็นกรรมวิธีที่กำลังโด่งดังมาก แต่ก็ล้มเหลว

ข้าพเจ้าได้เริ่มให้การรักษาสามีภรรยาคู่นี้ใหม่ โดยทำ "กิ๊ฟ" ซ้ำให้อีกครั้ง การทำ "กิ๊ฟ" ครั้งนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาห่างจากการทำ "กิ๊ฟ" ครั้งแรกประมาณ 6 เดือน ผลคือ ประสบความสำเร็จเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น แต่เป็นความสำเร็จช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์เท่านั้น ก็แท้งบุตรออกมา "ของขวัญจากสวรรค์" อันมีค่าพลันสลาย กลายเป็นสิ่งไร้ค่าในทันที คนไข้สตรีผู้นี้ได้รับการขูดมดลูก และนอนพักโรงพยาบาล 2-3 วัน ก็เดินทางกลับสู่ชนบท

8 เดือนถัดมา ในเดือน สิงหาคม พ.ศ.2536 สามีภรรยาคู่นี้ ขอกลับมารักษาอีกครั้ง คราวนี้ขอร้องข้าพเจ้าให้เลือกวิธีการรักษาดีที่สุดมาใช้ ข้าพเจ้าเลือก "ซิ๊ฟ" ซึ่งเป็นกระบวนการคล้ายๆ กับ "กิ๊ฟ" เพียงแต่ว่า เมื่อเจาะส่องกล้อง (LAPAROSCOPE) เข้าไปในท้องแล้ว แทนที่จะหยอด "เซลล์สืบพันธุ์" (ไข่และอสุจิ) เข้าไปในท่อนำไข่ เราจะหยอด "ตัวอ่อน" เข้าไปแทน จึงให้ผลการรักษาที่ดีกว่า แต่…ฟ้าไม่เข้าข้างในคราวนี้ คนไข้สตรีไม่ตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้ให้กำลังใจกับสามีภรรยาคู่นี้ โดยบอกว่า
"ไม่แน่นะ…ต่อไป คุณผู้หญิงอาจจะตั้งครรภ์เองก็ได้ เพราะเคยตั้งครรภ์มาแล้ว ถึงแม้ว่าจะแท้งไปก็ตาม ในทางทฤษฎีการตั้งครรภ์ ที่เกิดขึ้นครั้งก่อน จะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมภายในท่อนำไข่ และโพรงมดลูกให้กลายเป็นสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การตั้งครรภ์ ดังนั้น อย่าหมดกำลังใจ"

เวลาผ่านไปได้ 3 เดือน คำพูดที่ให้กำลังใจจากข้าพเจ้าเป็นจริงขึ้นมา คนไข้สตรีผู้นี้ตั้งครรภ์ขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เวลานั้นประจำเดือนขาดไป ได้เดือนเศษ ข้าพเจ้าจึงตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด และพบเงาของทารก พร้อมกับการเต้นของหัวใจ ข้าพเจ้ากล่าวแสดงความยินดี และบอกว่า
"ขณะนี้ตั้งครรภ์ได้ 7 สัปดาห์ อยากให้ฉีดยากันแท้งไว้สักหน่อย ป้องกันการแท้งซ้ำ"

คนไข้สตรีทำตามคำแนะนำ และมารับการตรวจครรภ์ตามนัดทุกครั้ง พออายุครรภ์ได้ 16 สัปดาห์ ข้าพเจ้าได้ให้ความรู้เป็นเชิงแนะนำว่า
"ปกติสตรีตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปี จะมีความเสี่ยงต่อภาวะปัญญาอ่อน (DOWN' S SYNDROME) ของทารกในครรภ์มากกว่าสตรีอายุน้อย การเจาะน้ำคร่ำไปส่งตรวจโครโมโซม เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับ กันโดยทั่วไป อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคนไข้ด้วย"
คนไข้สตรีผู้นี้กล่าวว่า
"ดิฉันไม่อยากทำ เพราะคนข้างบ้านของดิฉันตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน ไปทำกรรมวิธีนี้แหละ เลยเกิดการแท้งบุตรขึ้นมา ดิฉันกลัวจะเป็นอย่างนั้น"
ข้าพเจ้าไม่ได้บังคับจิตใจคนไข้เพราะการเจาะถุงน้ำคร่ำ มีความเสี่ยงไม่น้อย แม้ว่าจะทำภายใต้ความระมัดระวัง เช่น มีน้ำคร่ำรั่วออกมาจากรูเจาะ ตลอดเวลาเกิดการติดเชื้อภายในโพรงมดลูก หรือเข็มที่เจาะน้ำคร่ำแทงถูกอวัยวะของทารก เป็นต้น

ในเมื่อคนไข้ยอมแบกรับความเสี่ยงครั้งนี้เอาไว้ ภายหลังจากได้รับคำอธิบายอย่างถ้วนถี่ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้บังคับ จากสถิติการเกิดภาวะปัญญาอ่อนของทารกในสตรีตั้งครรภ์ อายุ 40 ปีขึ้นไปนั้น จะพบความผิดปกติได้ในอัตรา 1:360 ซึ่งข้าพเจ้าว่าเธอคงจะไม่โชคร้าย

การตั้งครรภ์ดำเนินไปโดยไม่มีปัญหา ข้าพเจ้าได้ใช้เครื่อง อัลตราซาวนด์ติดตามดูการเจริญเติบโต และความผิดปกติของทารก เป็นระยะๆ รวมทั้งเจาะตรวจเลือดเกี่ยวกับภาวะเบาหวานด้วย

เมื่อคนไข้ตั้งครรภ์ได้ 38 สัปดาห์ ข้าพเจ้าจึงทำการผ่าตัด ให้คลอดบุตรออกมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2537 ผลปรากฏว่า ได้ทารกเพศชาย หนัก 3755 กรัม แข็งแรงดี หลังคลอด คนไข้สตรีรายนี้ มารับการตรวจ ก็ไม่พบว่ามีความผิดปกติใด ๆ และเธอไม่ได้ใส่ใจ เรื่องการคุมกำเนิดเนื่องจากอายุมากแล้ว

ข้าพเจ้าพูดจาล้อเล่นกับคนไข้ว่า
"ไม่แน่นะ…ปีหน้าอาจจะตั้งครรภ์มาอีกก็ได้ เพราะตั้งครรภ์มา 2 ครั้งแล้ว ต่อไปจะตั้งครรภ์ได้ง่ายมากเลย"
คนไข้บอกว่า
"แต่งงานมา 20 ปี มีบุตรชายคนนี้คนเดียวได้ถือว่าโชคดีแล้ว หากจะตั้งครรภ์อีกสักคนก็ไม่เป็นไร แต่คิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นหรอก เพราะตอนนี้อายุดิฉัน 42 ปีแล้ว อายุขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมี"
ข้าพเจ้าตอบว่า
"ตอนที่เรียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลศิริราช เคยเห็นผู้หญิงอายุถึง 53 ปีมาคลอดบุตร ซึ่งถือว่า เป็นผู้หญิง ที่มีลูกได้ตามธรรมชาติอายุมากที่สุด เท่าที่ข้าพเจ้าเคยเห็น เพราะฉะนั้นอายุ 42 ปี ยังมีโอกาสเป็นไปได้"

เมื่อบุตรชายคนแรกอายุได้ 8 เดือน คนไข้สตรีผู้นี้ตั้งครรภ์ขึ้นมาอีกจริงๆ เธอและสามียอมเดินทางไกลมาจากจังหวัดสระบุรี เพื่อมาฝากครรภ์ที่กรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลว่า
"ไม่ไว้ใจหมอต่างจังหวัด และระยะทางไม่ไกลเกินไปนัก" ข้าพเจ้าได้อธิบายให้สามีภรรยาคู่นี้ฟังว่า
"การผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องไม่ใช่เรื่องยาก จึงไม่จำเป็น ต้องลำบากเดินทางไกล" อย่างไรก็ตาม เรื่องที่สองสามีภรรยา เป็นกังวลมากกว่าระยะทาง คือ
"การตั้งครรภ์ครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นห่างจากครั้งที่แล้ว 8 เดือน จะมีปัญหาหรือไม่"
ข้าพเจ้าให้ความมั่นใจว่า
"ไม่เป็นไรแน่นอน แต่สิ่งที่ควรให้ความสนใจ คือ เมื่อตั้งครรภ์ได้ 16 สัปดาห์ น่าจะเจาะน้ำคร่ำทำการตรวจหา โครโมโซมของทารก"

คนไข้สตรีผู้นี้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "ไม่ทำเด็ดขาด" เธอได้มาฝากครรภ์ตามนัดทุกครั้ง การตั้งครรภ์ดำเนินไปโดยไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับครรภ์ที่แล้ว คนไข้ได้รับการผ่าตัดคลอดบุตรออกมา เมื่อครรภ์ครบกำหนด คราวนี้ได้ทารกเพศหญิง หนัก 3350 กรัม แข็งแรงสมบูรณ์ดีไม่มีปัญหาเรื่องภาวะปัญญาอ่อน

ภายหลังการตรวจหลังคลอดแล้ว ข้าพเจ้ายังคงกล่าวดำเนิน ล้อเล่นกับคนไข้สตรีผู้นี้อีกว่า
"ระวังให้ดีไม่แน่นะ ปีหน้าอาจจะท้องมาอีก"
คนไข้สตรีและสามีหัวเราะชอบใจ
"คงไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นอีกแล้วละ คราวนี้คงระวังตัวมากกว่าเดิม เอ๊ะ! หมอ เคยได้ยินเขาบอกว่าผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มารักษาภาวะมีบุตรยากมีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่หรือ"
ข้าพเจ้าตอบ
"ใช่…ในต่างประเทศ หลายสถาบันจะไม่ยอมรักษาให้กับ สตรีที่มีอายุเกิน 42 ปี หากไม่ใช้ "ไข่" บริจาค เพราะสตรี ที่ไม่เคยตั้งครรภ์มาเลยอายุเกิน 42 ปี การกระตุ้นไข่ต้องใช้ยาจำนวนมาก โอกาสจะได้ไข่ก็น้อยมาก และอัตราการตั้งครรภ์มีน้อยไม่ถึงร้อยละ 10 เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้ว ยังมีโอกาสแท้งบุตรสูงถึงร้อยละ 50"
"อย่างนี้ นับว่าภรรยาของผมแจ๋วอยู่ใช่ไหมครับ" สามีของคนไข้หัวเราะชอบใจก่อนที่จะอำลาจากไป

นพ.เสรี ธีรพงษ์


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 27 ต.ค. 2009 at 19:52 Share
" เป็นหมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยุคสมัยเปลี่ยนไป
อยากลูกเมื่อไหร่ ง่ายเหมือนเนรมิต "


กลัวเป็นหมัน

นพ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ


ทุกวันนี้ ยังมีคุณๆ อีกจำนวนมากที่คิดอยากจะมีลูก แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีกัน ซักกะที แม้ว่าจะมีปัจจัยต่างๆ ครบถ้วนแล้วก็ตาม

ในสมัยเก่าก่อน การที่คู่สามีภรรยา ไม่สามารถมีลูกได้ หลังจากได้พยายามกัน มาแล้วนานกว่าสองปี ทางแพทย์เขาเรียกว่า เป็นหมัน แล้วแหละครับ ส่วนฝ่ายไหนจะเป็นหมันนั้น คงจะ
ต้องตรวจกันอีกที มาในปัจจุบันเมื่อวิทยาการทางการแพทย์ มีการพัฒนาเจริญรุดหน้าไปมาก ทั้งทางวิทยาการและเทคโนโลยี ทำให้สามารถช่วยให้คู่สามีภรรยาที่คิดว่าเป็นหมันไปแล้ว กลับสามารถมีลูกได้อีก

คำว่าหมันในปัจจุบัน จึงแทบจะไม่มีที่ใช้กันอีกต่อไป ดังนั้นคู่สมรสที่ยังไม่มีลูก แต่ทางการแพทย์ จะใช้คำว่า "มีบุตรยาก" แทน คำว่า "เป็นหมัน" หมายความว่าไม่สามารถมีลูกได้อีก แต่คำว่า "มีบุตรยาก" นั้นหมายความว่ายังสามารถมีลูกได้ เพียงแต่ยากหน่อยเท่านั้นเอง

การเป็นหมัน จึงแทบจะยกออกจากสาระบบของการมีลูกไปซะแล้ว จะมีก็แต่การทำให้เป็นหมันด้วยความจงใจเท่านั้นเอง ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อสงสัยที่แฟนของฟิตเนสถามมา และเป็นหน้าที่ของผมที่จะตอบให้ทราบและทำความเข้าใจด้วย

ข้อสงสัยมีดังต่อไปนี้ครับ

1.สาเหตุของการเป็นหมัน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า การเป็นหมันที่ว่ากันตรงนี้ คือ การที่ไม่สามารถมีลูกได้ สาเหตุก็ต้องแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายชาย กับฝ่ายหญิง ในสมัยก่อนสาเหตุของการเป็นหมันจะตกกับฝ่ายหญิงมากกว่าฝ่ายชาย ถึงเท่าตัว แบ่งเป็นฝ่ายชายประมาณ 30% และที่สาเหตุฝ่ายหญิงสูง คือ 60% มาปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปพบว่า สาเหตุของการเป็นหมัน หรือมีลูกยากนั้น เป็นของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ครึ่งต่อครึ่ง คือ 50-50 แล้วครับ

สาเหตุทางฝ่ายชายก็คือ ไม่มีเชื้ออสุจิหรือมีแต่น้อย หรือมีมากก็จริงแต่เป็นเชื้อที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นก็ยังมีรายละเอียดอีกครับ ส่วนฝ่ายหญิงพบสาเหตุที่ทำให้เป็นหมันมากที่สุดคือ ท่อรังไข่มันใช้การไม่ได้ครับ เช่น มีการอุดตัน เป็นต้น บ้างก็เกิดจากรังไข่ทำงานไม่ดี บ้างก็เกิดจากความผิดปกติ ไม่สมบูรณ์ของตัวมดลูกเอง เช่น มดลูกเป็นเนื้องอก

อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นนั่นแหละครับว่า คำว่าเป็นหมันคือ ความหมดโอกาสที่จะมีลูกแล้วนั้นคงไม่มีที่ใช้กันอีกต่อไป ท่อตันรึก็สามารถทำเด็กหลอดแก้วได้ ไข่ไม่มีรึ ก็สามารถกระตุ้นได้ มดลูกไม่ดีรึก็สามารถหาคนอื่นมาอุ้มบุญคือ ท้องแทนได้ สเปิร์มไม่มีออกมารึก็สามารถเจาะเอาออกมาจากลูกอัณฑะ โดยตรงได้แล้วนำมาทำ ICSI (อิคซี่) กันทีหลัง เหล่านี้สามารถทำให้มีลูกได้ทั้งนั้นเพียงแต่ว่า ยากหน่อยเท่านั้นเอง

2.ลักษณะและแบบของการเป็นหมัน

คำถามนี้ ผมออกจะงงอยู่เล็กน้อยว่าจริงๆ แล้วต้องการทราบอะไร เพราะถ้าเป็นหมันกันโดยธรรมชาติแล้วคงไม่มีแบ่งเป็นชนิด เหมือนกับหมันที่เกิดขึ้นด้วยการทำหมัน

3.โอกาสที่จะเป็นหมันทั้งชายและหญิง

ดังกล่าวไว้ในข้อ 1. นะครับว่า ในปัจจุบันนี้โอกาส ที่จะเป็นหมันของทั้งสองฝ่ายมีเท่าๆ กัน ดังนั้นในกรณีที่คู่สมรส เกิดมีบุตรยากขึ้นมา แล้วจะมาโทษกันว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นต้นเหตุนั้น หาได้ไม่เพราะโอกาสจะเป็นต้นเหตุทั้งสองฝ่ายนั้นมีเท่าๆ กัน

4.ถ้าต้องการตรวจสอบว่าเป็นหมันหรือไม่

จะตรวจสอบได้ที่ไหน อย่างไรและวิธีไหนบ้างที่จะทราบ (ในกรณีที่สถานภาพโสด) หากเป็นฝ่ายชาย ก็คงจะตรวจสอบในขั้นต้นได้โดยไม่ลำบากนัก ทั้งนี้ด้วยการเอาน้ำเชื้ออสุจิไปตรวจทางห้องแล็ป ก็พอจะบอกได้ถึงคุณภาพของอสุจิว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ดีปกติหรือไม่ หากผลออกมาปกติ ก็ไม่น่าจะเป็นหมัน แต่ถ้าออกมาผิดปกติ จะเป็นลักษณะใดก็ตามนั่นก็หมายความว่า อาจจะเป็นเหตุให้ลูกยากได้ ก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้าครับ ส่วนในฝ่ายหญิงและโดยเฉพาะถ้าเป็นโรคด้วยแล้ว จะเป็นการลำบากมากเลย ต่อการที่จะตรวจหาว่า เป็นหมันหรือไม่ เพราะขบวนการตรวจนั้นมันยุ่งยากกว่าฝ่ายชายมากนัก เอาไว้แต่งงานเสียก่อน เมื่อต้องการมีลูกแต่ปล้ำกันจนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป ก็ยังไม่ได้ผลนั่นแหละเป็นเวลาที่จะไปตรวจได้แล้ว และจะสามารถทำได้ง่ายขึ้นกว่าตอนเป็นโสดเยอะเลยครับ

5.ถ้าเป็นหมันสามารถแก้ไขได้หรือไม่

แก้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นกับสาเหตุของการเป็นหมันครับ แต่อย่างที่บอกไว้นั่นแหละครับว่า สิ่งที่เราต้องการนั้น หากเป็นลูกแล้วละก้อ ทางการแพทย์มีวิธีการช่วยหลายอย่างเลยทีเดียว แม้ว่าคุณจะอยู่ในสภาพที่เป็นหมันแล้วก็ตาม เรื่องของการเป็นหมันหรือมีลูกยากนั้น ยังไม่ลองก็ไม่รู้หรอกครับ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย เอไว้ถึงเวลาจริงๆ แล้วจะรู้คำตอบเองครับว่าคุณมีลูกยาก หรือเป็นหมันหรือไม่ดี ดีไม่ดี อาจจะมีลูกง่ายมากหัวปีท้ายปี ตามกันมาแทบไม่ได้พัก จนสุดท้ายคุณเองนั่นแหละที่คิดจะต้องทำตัวให้เป็นหมันด้วยการทำหมัน คอยดูก็แล้วกัน


[ที่มา..นิตยสาร fitness ปีที่ 10 ฉบับที่ 102]
Back to Top
 Post Reply Post Reply Page  <12


การประกาศซื้อขาย และการตั้งกระทู้

ทุกประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ BabyFancy.com และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ BabyFancy ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบประกาศ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ




This page was generated in 0.201 seconds.