Forum Home Forum Home > BabyFancy > ทั่วไป คุณแม่มือใหม่ และ ผองเพื่อน > นา-นา-สา-ระ เตรียมตัวก่อนเป็นคุณแม่
  New Posts New Posts RSS Feed: รู้ทันโรคต่างๆกับการตั้งครรภ์
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

รู้ทันโรคต่างๆกับการตั้งครรภ์

 Post Reply Post Reply Page  123>
Author
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: รู้ทันโรคต่างๆกับการตั้งครรภ์
    Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:39 Share
10 โรคแทรกซ้อน แม่ท้องต้องระวัง


เวลาท้องหัวอกคนเป็นแม่ก็คิดวิตกกังวลไปได้ทุกเรื่องแหละค่ะ หลักๆ ก็อยู่ที่สุขภาพอนามัยของตัวเองและลูกในท้องนี่แหละ เอ…ว่าแต่ช่วงท้องอย่างเนี้ยมีภาวะแทรกซ้อนอะไรที่อาจจะเกิดกับเราได้บ้างนะ และเราจะดูแลป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อนได้มั้ย วิธีไหน?

ยามสงสัยเรื่องอย่างนี้ใครจะให้คำตอบเราได้ดีเท่าคุณหมอสูติฯ ล่ะ

ไม่รอช้าตรงดิ่งไปโรงพยาบาลศิริราชกันเลยเพื่อขอรบกวนคุณหมอ รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชยาบาล ให้ช่วยเปิดเผยถึงสถิติอันน่าสนใจและอธิบายถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่แม่ท้องต้องระวังค่ะ

และแน่นอนไม่ลืมขอร้องคุณหมอให้เล่าแบบเข้าใจง่าย ฟังปุ๊ปเข้าใจปั๊ปได้ยิ่งดี คุณหมอก็แสนจะใจดี เล่าให้ผังแบบไม่ซับซ้อนไม่ต้องแปลเลยอย่างนี้ไงคะ


1. ท้องนอกมดลูก : พบแม่ท้องนอกมดลูก 112 ราย จากแม่ตั้งครรภ์ 10,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 1
ปกติคนเราเวลาตั้งครรภ์ก็จะตั้งครรภ์ในมดลูก แต่มีไม่น้อยค่ะที่ไข่เมื่อผสมกับอสุจิแล้วจะไปฝังตัวที่ท่อนำไข่ บางคนฝังในรังไข่เลยก็มี หรือบางคนก็ในช่องท้อง แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือท้องในท่อนำไข่ค่ะ การตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ ส่วนมากเด็กโตได้ระยะหนึ่งก็มักจะเสียชีวิตค่ะ

สาเหตุ พบบ่อยๆ ในคนที่มีประวัติเคยมีปีกมดลูกอักเสบ เคยทำแท้งบ่อยๆ การขูดมดลูกอาจมีการอักเสบติดเชื้อ ทำให้ท่อนำไข่หรือมดลูกไม่เรียบ ไข่เดินทางไปสู่มดลูกช้า การฝังตัวเกิดได้ไม่ดี จึงฝังตัวนอกมดลูกค่ะ

การรักษา ส่วนมากต้องผ่าตัดเพื่อเอาการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติออก บางคนจำเป็นต้องตัดท่อนำไข่ทิ้ง หรือตัดรังไข่ทิ้ง หรือตัดรังไข่ทิ้ง แล้วแต่กรณีค่ะ

การป้องกัน ที่ดีที่สุดและง่ายทีสุด ฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดค่ะ เพื่อจะรักษาได้ทันท่วงทีไม่เกิดอันตรายต่อคุณแม่ เพราะหากปล่อยไว้ท่อนำไข่หรือรังไข่อาจแตกและมีเลือดออกมาจนเป็นอันตรายได้

2. ภาวะรกเกาะต่ำ : พบประมาณ 100 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 1
ปกติรกของผู้หญิงเราจะเกาะที่ยอดมดลูก แต่บางคนรกเกาะต่ำลงมาที่ปากมดลูก จึงขวางช่องทางทำให้เด็กเคลื่อนลงมาไม่ได้ และถ้าเด็กตัวใหญ่ขึ้น รกที่เกาะอยู่แผ่นใหญ่ขึ้น พอขยายตัวอาจทำให้เกิดรอยปริระหว่างรกกับปากมดลูกได้ค่ะ ทำให้คุณแม่มีเลือดออก

ถ้าเลือดออกมากๆ อาจทำให้เด็กและแม่เสียชีวิตได้แต่ก็มีคุณแม่บางคนซึ่งมีรกเกาะต่ำโดยไม่เกิดปัญหาอะไรตามมาเลยก็ได้ ขณะที่บางคนมีเลือดออกผิดปกติ

สาเหตุ มักเจอในคุณแม่ที่มีลูกมากๆ เคยคลอดลูกหลายคน หรือว่าเคยขูดมดลูกมาก่อน

การรักษา คุณหมอจะรอจนเด็กโต มีอายุครรภ์ครบกำหนด ก็จะนัดมาผ่าตัดคลอด แต่ในบางรายที่ยังไม่ทันครบกำหนดแล้วมีเลือดออกเยอะ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดคลอดก่อนกำหนดเพื่อรักษาชีวิตแม่เอาไว้ค่ะ

การป้องกัน ถ้าคุณแม่รู้ตัวเองว่ามีภาวะเสี่ยง ควรรีบฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าตรวจพบว่ามีรกเกาะต่ำ จะได้ระวังในเรื่องการปฏิบัติตัวไม่ให้มีการกระทบกระเทือนเพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกได้ เช่น อาจต้องงดเว้นการทำงานหนัก นั่งรถกระเทือน หรือมีเพศสัมพันธ์

3. ภาวะการแท้งบุตร : พบ 944 ราย จากแม่ตั้งครรภ์ประมาณ 10,000 ราย
คิดเป็นร้อยละ 7
การแท้งบุตร คือการตั้งครรภ์ที่ยุติหรือสิ้นสุดลงก่อนเวลาที่ควรจะเป็น ส่วนใหญ่จะหมายถึงการตั้งครรภ์ 20 - 23 สัปดาห์ ซึ่งถ้ายุติในช่วงเวลานี้ส่วนมากเด็กจะไม่สามารถมีชีวิตได้เพราะว่าตัวเล็กเกินไป

สาเหตุ มีอยู่ 2 ประการคือ แท้งเองกับตั้งใจทำแท้ง การแท้งเองอาจเกิดจากไข่ที่ไม่สมบูรณ์ หรือแม่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคเลือดบางชนิด บางคนก็หาสาเหตุชัดๆ ไม่ได้ เช่น อาจจะเกิดจากภาวะเครียด อดนอน ทำงานหนัก

การป้องกัน การแท้งจากบางสาเหตุป้องกันไม่ได้ เช่น การที่ไข่ไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ไข่มีการทำลายตัวเองไป แต่หากเป็นการแท้งที่เกิดในคุณแม่ที่มีโรคภัยไข้เจ็บ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ก่อนตั้งครรภ์ต้องตรวจสุขภาพร่างกายก่อนค่ะ ถ้ามีโรคต้องรีบรักษาให้หาย หรือให้อยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ก่อน จึงปล่อยให้มีการตั้งครรภ์ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์

4. ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด : พบไม่บ่อยมาก ที่โรงพยาบาลศิริราชปีหนึ่งๆ เจอประมาณ 14 - 15 ราย
ตามปกติเมื่อเด็กคลอดแล้ว รกจึงจะหลุดจากมดลูกคลอดตามออกมา แต่มีบางคนค่ะที่รกหลุดออกมาก่อน โดยเด็กยังไม่คลอด เมื่อรกหลุดทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงเด็กโดยผ่านรกหยุดไปทันที และถ้าช่วยไม่ทันจะทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องได้

สาเหตุ ส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ถูกกระแทกที่หน้าท้อง หกล้ม กระแทกกระเทือนจากการนั่งรถ หรืออุ้มลูกคนโต แต่บางรายก็ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุค่ะ เช่น แม่เป็นความดันโลหิตสูง ก็อาจทำให้รกลอกตัวก่อนกำหนดได้เช่นกัน

การรักษา ถ้าพบต้องเร่งทำคลอดทันที ซึ่งเด็กอาจจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่แล้วแต่ว่ามีอุบัติเหตุเมื่ออายุครรภ์เท่าใด

การป้องกัน เมื่อตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้กระทบกระเทือนที่บริเวณหน้าท้อง


5. ตกเลือดหลังคลอด : พบ 259 ราย จากการคลอดประมาณ 10,000 ราย
หลังคลอดลูกมดลูกจะมีการบีบตัว ทำให้มีเลือดไหลออกมา การคลอดปกติจะเสียเลือดประมาณ 200 - 300 ซี.ซี. แต่มีบางคนเลือดออกมากกว่าจนกระทั่งช็อกหรือเสียชีวิตคำว่าตกเลือดหลังคลอดทางการแพทย์หมายความว่า หลังจากคลอดเด็กและรกออกไปแล้ว คุณแม่มีการเสียเลือดมากกว่าครึ่งลิตรหรือมากกว่า 500 ซี.ซี.

สาเหตุ ที่พบบ่อยๆ มีอยู่ 2 - 3 ประการคือ

1. มดลูกบีบตัวได้ไม่ดี ทำให้มดลูกแข็งตัวได้ไม่ดี เลือดจึงไหลไม่หยุด การที่มดลูกบีบรัดตัวได้ไม่ดี ส่วนมากพบในคนที่มีอายุมาก คลอดลูกบ่อย หรือเกิดจากการคลอกยาก ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกตัวโตหรือเด็กมีท่าผิดปกติ พอบีบไม่ออก บีบนานๆ มดลูกก็ล้าหดรัดตัวไม่ดี หรือบางคนอาจได้รับยาคลายกล้ามเนื้อมดลูกบางอย่าง ก็ทำให้มดลูกหดรัดตัวได้ไม่ดีเช่นกันค่ะ

การรักษา มียาหลายชนิดที่ทำให้มดลูกบีบรัดตัวได้ดี แต่บางรายให้ยาก็ไม่ดีขึ้น อาจต้องตัดมดลูกทิ้ง มิฉะนั้นคุณแม่จะเสียเลือดมากจนเสียชีวิตได้ ซึ่งกรณีอย่างนี้พบได้ไม่บ่อยนักค่ะ

2. เกิดจาการฉีกขาดของช่องคลอด เช่น ฝีเย็บฉีกขาด บางคนปากมดลูกมีการฉีกขาดบางคนมดลูกฉีกขาดหรือแตกต่างจากการคลอด ซึ่งพวกนี้อาจเกิดจากการที่เด็กตัวใหญ่มาก เป็นต้น

การรักษา คุณหมอจะตรวจดูว่ามีการฉีกขาดที่ไหน ก็ไปเย็บซ่อมแซม แต่ถ้ามดลูกมีการฉีกขาดหรือแตกมาก ก็อาจต้องตัดมดลูกทิ้ง

3. เด็กคลอดไปแล้ว แต่รกคลอดไม่หมดทำให้มดลูกหดรัดตัวไม่ดี ทำให้เสียเลือดได้

การรักษา คุณหมออาจต้องใช้มือเข้าไปล้วงรกออกมา หรือขูดมดลูก

การป้องกัน คุณแม่ทุกคนควรได้รับการดูแลที่ดีจากคุณหมอ อย่าปล่อยให้มีการเจ็บครรภ์คลอดนานจนเกินไป ในประเทศไทยยังมีผู้เสียชีวิตจากการตกเลือดหลังคลอดประปราย แต่ในประเทศที่ด้อยพัฒนายังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณแม่เสียชีวิต เนื่องจากอาจมีเลือดมารักษาไม่เพียงพอ หรือยารักษาการติดเชื้อไม่ดีพอ แต่ในบ้านเราโชคดีค่ะที่การรักษาทำได้ค่อนข้างดี โอกาสที่จะตายจากโรคนี้จึงต่ำมาก

6. โรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ : พบ 523 ราย หรือประมาณร้อยละ 5
มี 2 กลุ่มคือ ผู้หญิงบางคนเป็นความดันโลหิตสูงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ กับผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งตอนไม่ตั้งครรภ์?ความดันไม่สูง แต่เมือตั้งครรภ์แล้วความดันกลับสูงได้ กลุ่มหลังเราจะเรียกว่าความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ ซึ่งพบได้บ่อยค่ะ โดยคุณแม่จะมีอาการบวม ตรวจปัสสาวะเจอไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ ถ้าอาการรุนแรงและรักษาได้ไม่ดีก็จะชัก อาจมีเส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตได้ สมัยก่อนเรียกโรคนี้ว่าครรภ์เป็นพิษ

ส่วนลูกในครรภ์ ถ้าคุณแม่มีอาการรุนแรงมาก เด็กมักจะตายในท้อง ถ้ามีอาการนาน จะมีผลกับการเจริญเติบโตได้ปกติ ไม่มีความพิการใดๆ

สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัดค่ะ แต่จะพบบ่อยๆ ในคุณแม่บางกลุ่ม เช่น คุณแม่ท้องที่อายุน้อยๆ หรืออายุมากๆ กลุ่มนี้มีปัญหาทั้งคู่ แต่ในคนวัยธรรมดา เช่น 20 กว่าๆ ถึง 30 ปี เจอน้อย และมักเจอในท้องแรก ท้องหลังไม่ค่อยเจอค่ะ เจอได้บ่อยในครรภ์ คนเป็นเบาหวานหรือมีประวัติในครอบครัว เช่นแม่เคยเป็นโรคนี้ขณะตั้งครรภ์ จึงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ หรือเกี่ยวกับอาหารการกิน หรืออาจจะเกี่ยวกับฮอร์โมนที่สร้างจากรกหรือจากตัวเด็กที่ทำให้ความดันขึ้นเพราะสังเกตว่าเมื่อมีการคลอดเสร็จแล้วส่วนใหญ่แม่ก็จะหายเป็นปกติ

การรักษา ในรายที่เป็นรุนแรงอาจต้องยุติการตั้งครรภ์ แต่เจอได้น้อย ส่วนมากจะรักษาได้ คุณหมอจะมียาป้องกันการชัก ยาลดความดัน เพื่อประคับประคองให้เด็กโตพอ แล้วก็ผ่าตัดคลอด หรือให้ยาเร่งคลอดได้ ที่ควบคุมไม่ได้มีน้อย

และสาเหตุที่ควบคุมไม่ได้ส่วนมากมักเกิดจากมาหาหมอตอนที่อาการเป็นมากแล้ว เช่น คุณแม่ที่ไม่รู้ตัวว่าเป็น ไม่มาฝากครรภ์เลยหรือมาฝากช้า หรือมาถึงมือหมอก็ชักมาเสียแล้วค่ะ

การป้องกัน ควรจะตั้งครรภ์ในอายุที่เหมาะสม รีบไปฝากครรภ์ หมอจะได้เจอตั้งแต่แรก และให้การรักษาได้ทันท่วงที

7. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ : พบ 387 ราย หรือประมาณร้อยละ 3.4
มีคุณแม่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มหนึ่งเป็นเบาหวานอยู่แล้วก่อนท้อง กับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งท้องแล้วจึงเป็นเบาหวานค่ะ กลุ่มหลังนี้การตั้งครรภ์จะไปกระตุ้นให้เป็นโรคนี้ เชื่อว่าสเด็กและรกที่อยู่ในมดลูกสามารถสร้างฮอร์โมนหรือสารเคมีไปยับยั้งการทำงานของอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ทำให้คุณแม่เป็นเบาหวาน ซึ่งคุณแม่ที่คุมน้ำตาลบได้ไม่ดีอาจชักหรือช็อก อาจแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้

สาเหตุ ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่มักพบในคุณแม่ท้องแรก อายุมากๆ หรืออ้วนมากๆ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน หรือว่าตัวคุณแม่เองมีโรคอื่น เช่น ความดันโลหิตสูงซึ่งเราเรียกคุณแม่กลุ่มนี้ว่ากลุ่มเสี่ยง

การรักษา ถ้าตรวจพบต้องรีบรักษา คุณหมอจะแนะนำวิธีการดูแลตนเอง เช่น คุมอาหาร ถ้าคุมอาหารแล้วเอาไม่อยู่ อาจต้องฉีดอินซูลินช่วยระหว่างที่ท้องก็ต้องคอยตรวจระดับน้ำตาลคุณแม่อย่างสม่ำเนมอ และต้องคอยเช็กว่ามีปัญหาแทรกซ้อนอื่นหรือไม่ทั้งในตัวแม่และตัวลูก

การป้องกัน ในกลุ่มเสี่ยงก็ต้องรีบไปฝากครรภ์ถ้าตรวจเจอจตะได้รักษาและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง

8. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ : พบประมาณ 90 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 1%
สาเหตุ เมื่อตั้งครรภ์ มดลูกจะขยายตัวไปดันกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้ไม่ดีมีการคั่งค้างนาน เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

การรักษา คุณหมอนำปัสสาวะไปเพาะเชื้อ ว่าติดเชื้ออะไร แล้วให้ยาฆ่าเชื้อ โดยเป็นยาที่ไม่มีผลต่อลูกในครรภ์ค่ะ

การป้องกัน อย่ากลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้มีการขับปัสสาวะได้ดี ไม่มีการคั่งค้าง เป็นการชำระล้างทำความสะอาดระบบทางเดินปัสสาวะ


9. โรคโลหิตจาง : พบ 493 ราย หรือประมาณร้อยละ 5
สาเหตุ ที่พบบ่อยๆ ในบ้านเรามี 2 ชนิด คือโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก กับโรคเลือดจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมีย

การรักษา โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก แก้ไขได้ไม่ยากค่ะ โดยการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมากๆ เช่น ตับบด ผักใบเขียว หรือรับประทานวิตามินเสริมธาตุเหล็กส่วนโรคโลหิตจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมียเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ถ้าลูกในท้องเป็นโรคนี้และมีอาการมากก็อาจจะทำให้ลูกตายในท้อง หรือลูกบวมน้ำในท้องได้

การป้องกัน ก่อนตั้งครรภ์ควรตรวจร่างกายว่าโลหิตจางหรือไม่ ถ้าเป็นจากการขาดธาตุเหล็ก ควรรับประทานอาหารเสริมให้เป็นปกติก่อนตั้งครรภ์ ส่วนโรคโลหิตจางโรคเลือดธาลัสซีเมีย สามารถตรวจคัดกรองว่าลูกจะเสี่ยงไหม โดยตรวจเลือดของคุณพ่อคุณแม่

10. ไทรอยด์เป็นพิเศษ : พบ 56 ราย แม่ตั้งครรภ์ประมาณ 10,000 ราย หรือประมาณร้อยละ 0.5
ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่สร้างสารไทรอกซิรน ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายทำงาน ร่างกายอบอุ่นทำให้ระฉับกระเฉง แต่ถ้าต่อมนี้ผลิตสารออกมามากกว่าปกติ ทำให้มือสั่นใจสั่น ร่างกายสูญเสียพลังงานมาก เหงื่อออกมาก หงุดหงิด ก่อนท้องอาจจะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ การตั้งครรภ์ไม่ได้กระตุ้นให้เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ คุณแม่ที่เป็นโรคนี้แล้วรักษาไม่ดีจะทำให้ลูกเกิดปัญหาตัวเล็ก ไม่แข็งแรง คนที่เป็นรุนแรงอาจทำให้แท้งหรือบางคนอาจช็อกเป็นอันตรายได้

การรักษา คุณหมอจะให้ยาที่ไปกดการทำงานของไทรอกซิน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปกติการตั้งครรภ์ก็จะดำเนินไปตามปกติ โดยยาที่ให้ไม่มีผลกับเด็กในครรภ์

การป้องกัน เนื่องจากโรคนี้ยังไม่รู้สาเหตุ ดังนั้นเวลาตั้งครรภ์ต้องรีบไปฝากครรภ์ เพื่อที่คุณหมอจะได้ให้ยาควบคุมอาการได้โดยไม่ทำให้การตั้งครรภ์มีปัญหา

(หมายเหตุ : สถิติจากแผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลศิริราช ปี 2547)

เป็นอย่างไรบ้างคะ อย่าเพิ่งตกใจกลัวไปนะคะนี่เป็นสถิติการเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรงพยาบาลศิริราชเท่านั้น ซึ่งคุณหมอบอกว่านี่ไม่สามารถนำมาเป็นตัวบอกภาพรวมการเกิดภาวะดังกล่าวของทั้งประเทศได้ เพียงแต่โรงพยาบาลศิริราชเป็นศูนย์กลางใหญ่ และในเมืองไทยนั้นยังไม่มีการรวบรวมสถิติเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

คุณหมอวิทยา ทิ้งท้ายปลอบใจคุณแม่ก่อนจากด้วยว่า ความจริงแล้วปัญหาเหล่านี้ไม่ได้พบบ่อยๆ เพราะการตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติของคนเรา ส่วนมากการตั้งครรภ์และการคลอดจะแฮปปี้เอนดิ้งถึงร้อยละ 90 แต่จะมีคุณแม่บางกลุ่มเท่านั้นที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาบางอย่าง

“อยากแนะนำคุณแม่ว่าอย่าตกอกตกใจอะไรมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงก็ตามทุกอย่างขณะนี้เราสามารถดูแลรักษาได้ เพียงแต่อยากให้ใส่ใจดูแลบตัวเอง ก่อนตั้งครรภ์ตรวจเช็กร่างกาย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ตั้งครรภ์ได้ ถ้ามีปัญหาก็ทำการรักษาให้เรียบร้อยก่อนค่อยตั้งครรภ์ มีคนที่ถูกห้ามตั้งครรภ์เลยน้อยมากขอเตือนว่าอย่าปล่อยให้มีการตั้งครรภ์โดยที่มารู้ว่ามีปัญหาเมื่แหลังตั้งครรภ์ไปแล้ว เพราะจะทำให้การดูแลรักษายากขึ้นไปอีก เนื่องจากวิธีการรักษาหลายอย่างสำหรับคนท้อง มีวิธีคิดต่างจากการักษาในคนไม่ท้องอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกในท้องอีกชีวิตหนึ่งด้วย”

ดังนั้นคำตอบสุดท้ายซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ วางแผนก่อนตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ที่มีการวางแผน และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จะทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาใหญ่ๆ ได้น้อยมากค่ะ.


(update 19 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 277 กุมภาพันธ์ 2549 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:40 Share
ท้องไม่สมหวัง


เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่ร้อยทั้งร้อยมีสิ่งที่คาดหวังเหมือนกันหมดก็คือลูกที่คลอดออกมาต้องสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าโตขึ้นเฉลียวฉลาดด้วยก็จะยิ่งดี ส่วนตัวคุณแม่เองก็ต้องปลอดภัยจากการคลอดด้วย ความคาดหวังเหล่านี้ส่วนมากเป็นได้จริงแต่ก็มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่การตั้งครรภ์ และการคลอดจบลงแบบที่ไม่ต้องการ

Case Study ตัวอย่างเหตุการณ์ของคุณแม่ที่เกิดขึ้นจริง
Case 1 : คุณแตง อายุ 25 ปี

สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ขณะตั้งครรภ์คุณหมอที่ดูแลบอกว่าการตั้งครรภ์ปกติดี แต่รู้สึกเด็กจะตัวโตกว่าเกณฑ์เล็กน้อย เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 9 เดือนเศษซึ่งถือว่าครบกำหนด คุณแตงก็เจ็บครรภ์คลอด คุณหมอตรวจแล้วเห็นว่าน่าจะคลอดทางช่องคลอดได้จึงรับไว้ในห้องคลอด ภายหลังรับไว้ประมาณ 5 ชั่วโมงคุณแตงอยากเบ่งคลอด ซึ่งคุณหมอก็คอยดูแลอยู่ แต่หลังจากปล่อยให้เบ่งคลอดเกือบ 2 ชั่วโมงคุณแตงยังไม่คลอด คุณหมอที่ดูแลจึงตัดสินใจช่วยคลอดโดยใช้เครื่องดูดจับที่ศรีษะเด็กแล้วดึงเด็กออกมา ซึ่งพบว่าดึงยากมากเพราะเด็กค่อนข้างใหญ่ หลังคลอดเด็กมีเลือดออกใต้กะโหลกศรีษะต้องรักษานานประมาณ 3 สัปดาห์ ส่วนคุณแตงมีการเสียเลือดหลังคลอดมากต้องให้เลือด แต่ก็ปลอดภัยดี


Case 2 : คุณติ๋ว อายุ 35 ปี

สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ขณะตั้งครรภ์ทุกครั้งคุณหมอก็บอกว่าตั้งครรภ์ปกติ จนถึงวันคลอด คุณติ๋วก็คลอดลูกปกติ แต่หลังคลอดเลือดไหลไม่หยุด คุณหมอตรวจพบว่ามดลูกบีบตัวไม่แรงพอ ได้ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกหลายชนิดก็ไม่ดีขึ้น ลงท้ายต้องนำคุณติ่วไปตัดมดลูกทิ้ง เพื่อไม่ให้เสียเลือดต่อไปเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต


Case 3 : อายุ 30 ปี

สถานะ ตั้งครรภ์ที่ 2
ฝากนัดกับคุณหมอตามนัดทุกครั้ง คุณหมอก็บอกว่าปกติดี จนเมื่อตั้งครรภ์ได้ 39 สัปดาห์ ปวดท้องไปโรงพยาบาล คุณหมอพบว่าใกล้คลอดจึงรับไว้ในโรงพยาบาล ขณะกำลังเบ่งคลอดนั้น คุณตองหายใจไม่ออก ตัวเขียว และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น คุณหมอให้การวินิจฉัยว่าน้ำคร่ำเข้ากระแสเลือดไปทำให้ระบบการหายใจทำงานไม่ได้


Case 4 : คุณต๋อย อายุ 32 ปี

สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ไปฝากครรภ์กับคุณหมอตรงนัดบ้างไม่ตรงนัดบ้างเพราะงานยุ่ง จนวันหนึ่งขณะตั้งครรภ์ 9 เดือน รู้สึกมีน้ำไหลอกมาทางช่องคลอดโดยที่ไม่เจ็บครรภ์เลย เนื่องจากงานยังยุ่งมาก และคิดว่าไม่เป็นไร กว่าจะไปพบคุณหมอก็เมื่อน้ำเดินอยู่เกือบ 3 วัน ที่ไปพบคุณหมอก็เพราะว่ารู้สึกมีไข้ คุณหมอตรวจแล้วพบว่ามีการติดเชื้อในมดลูกและน้ำเดินนานต้องรีบให้ยาเร่งลูกคลอดออกมา หลังคลอดลูกต้องได้รับการดูแลที่หอผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา


Case 5 : คุณติ๋ม อายุ 28 ปี

สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ไปฝากครรภ์กับคุณหมอทุกครั้งตามนัดคุณหมอก็บอกว่าปกติดี วันหนึ่งขณะตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน รู้สึกว่าลูกไม่ดิ้นไปตรวจกับคุณหมอพบว่าลูกเสียชีวิตแล้วหลังให้ยากระตุ้นให้คลอดออกมาพบว่าลูกมีสายสะดือรัดคอจนแน่น ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงจนตายในครรภ์


ตัวการทำ…ไม่สมหวัง

ตัวอย่างที่ยกให้ข้างต้น คงจะพอบอกคุณแม่ได้บ้างว่าการตั้งครรภ์และการคลอดไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องยากไปเสียทั้งหมด และหลายคนการคลอดลงเอยในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นเสียชีวิต ผมอยากสรุปสาเหตุของการตั้งครรภ์และคลอดที่ไม่สมหวังมาอย่างง่ายๆ ให้คุณแม่ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ


อุบัติเหตุ

อุบัติเหตุบางอย่าง เช่น การขับรถยนต์อาจป้องกันได้ถ้าไม่ประมาท ไม่ดื่มสุรา แต่ก็ไม่มีทางที่จะประกันได้ 100% ว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุ เช่นเดียวกับการตั้งครรภ์ต่อให้คุณหมอดูแลให้ดีอย่างไรบางครั้งก็เกิดเรื่องเศร้าขึ้นได้ เช่น ในบรรดาคุณแม่ที่ยกตัวอย่างข้างต้น

ในรายของคุณติ๋มที่ลูกเสียชีวิตในครรภ์เพราะสายสะดือพันคอนั้น ผมอยากเรียนให้ทราบว่าสายสะดือซึ่งทำหน้าที่นำอาหารไปเลี้ยงลูกโดยออกมาจากรกและไปเข้าตัวเด็กตรงสะดือนั้น มันมีความยาวพอสมควร และลูกที่อยู่ในครรภ์ก็ไม่ใช่ว่าจะนอนอยู่เฉยๆ แต่ดิ้นอยู่ตลอดเวลา บางครั้งดิ้นจนเผอิญมีสายสะดือมาพันที่คอถ้าพันหลวมๆ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แต่บางรายพันแน่นมากเช่นกรณีของคุณติ๋ม เลือดในสายสะดือจึงไหลเวียนไปเลี้ยงลูกไม่ได้ กรณีแบบนี้ไม่มีใครป้องกันได้หรอกครับ ตรวจอัลตราซาวด์ทุกวันก็ป้องกันไม่ได้ ที่ทำได้อย่างเดียวก็คือทำใจว่ามันอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเราได้ แต่ขอเรียนว่ามันไม่ได้เกิดบ่อยหรอกครับนานๆ ถึงจะเจอสักคน ดังนั้นถ้ามัวแต่กังวลเรื่องนี้ สงสัยจะเป็นโรคประสาทเสียตั้งแต่ก่อนคลอด

ในรายของคุณตองก็เช่นเดียวกัน การที่น้ำคร่ำจะเข้าไปในกระแสเลือดแม่จนทำให้เสียชีวิตก็เป็นเรื่องที่ป้องกันไม่ได้ คาดการณ์ไม่ได้เช่นกัน จะป้องกันได้มีทางเดียวก็คืออย่าตั้งครรภ์ และเช่นเดียวกันครับ โรคนี้เจอน้อยมาก แต่เวลาเกิดขึ้นเป็นข่าวใหญ่ทุกทีคุณหมอที่ทำคลอดก็กลัวกันทุกคนครับ จนหลายคนอยากจะเลิกทำคลอดก็มี


คุณแม่

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ส่วนหนึ่งมีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวบางอย่างที่อาจทำให้การตั้งครรภ์จบลงอย่างไม่สมหวัง แม้คุณหมอจะดูแลดีอย่างไรก็ตาม เช่นคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้นคุณแม่บางรายไม่มีปัญหาอะไรก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดเรื่องเช่นรายของคุณติ๋วที่ตกเลือดหลังคลอดจนต้องตัดมดลูกทิ้งก็บอกสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมมดลูกจึงไม่ยอมบีบตัวให้ดี จริงๆ มันคงมีสาเหตุแต่วงการแพทย์ยังสรุปแน่ชัดไม่ได้

ปัญหาของคุณแม่บางอย่างก็เกิดจากความเชื่อ ความรู้ ความเข้าใจ หรือความใส่ใจของคุณแม่เอง รายของคุณต๋อยเป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ใส่ใจถึงอาการที่อาจเป็นอันตรายจากการตั้งครรภ์ซึ่งอาจจะจากความไม่รู้หรือรู้แต่ไม่คิดว่ามันจะสำคัญก็เป็นได้


คุณหมอ

ในการดูแลคุณแม่ขณะตั้งครรภ์และคลอด ส่วนมากคุณหมอสามารถตัดสินใจให้การดูแลรักษาได้ไม่ยากนักเพราะส่วนมากก็จะคล้ายๆ กัน แต่บางครั้งในคุณแม่บางคนคุณหมอก็จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเหทือนกันว่าทำอย่างไรดี เช่นในรายของคุณแตง ซึ่งคุณหมอคิดว่าน่าจะคลอดได้ทางช่องคลอด แต่ภายหลังการดึงเด็กออกมาพบว่ามีปัญหาในตัวเด็ก คือมีเลือดออกใต้กระดูกกะโหลกศรีษะ ถ้าผ่าตัดคลอดเสียก็คงไม่เกิดปัญหานี้ การตัดสินใจของหมอในบางกรณีก็คล้ายกับการตัดสินใจว่ายน้ำข้ามฟากบางครั้งคะเนว่าจะว่ายข้ามได้ง่ายๆ แต่เวลาว่ายจริงๆ เหนื่อยแทบขาดใจเมื่อถึงฝั่ง

แน่นอนว่าการตัดสินใจว่าถูกหรือผิดส่วนหนึ่งขึ้นกับประสบการณ์ของหมอเอง แต่บางส่วนก็มีผลจากคุณแม่ บางคนคุณหมอตรวจดูแล้วแนะนำให้ผ่าคลอดก็ไม่ยอม อยากจะลองคลอดเองก็เลยเกิดปัญหาดังกล่าว ในขณะที่บางคนเวลาหมอแนะนำให้คลอดเองก็ไม่ยอม จะผ่าท่าเดียวก็มี ปัญหามันหลากหลายอย่างนี้แหละครับ

อย่างไรก็ตามการตั้งครรภ์และการคลอดเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ ส่วนมากจะจบลงด้วยดี แต่บางครั้งก็จบแบบมีปัญหาซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อยจนถึงปัญหาใหญ่โตถึงขั้นเสียชีวิต แม้ว่าเราจะแก้ปัญหาไปได้ทั้งหมด แต่การฝากครรภ์ที่ดีรวมทั้งความร่วมมือในการดูแลการตั้งครรภ์และการคลอดที่ดีระหว่างคุณแม่และคุณหมอก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ไม่น้อยครับ


(update 27 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ vol.11 Mo.125 March 2006 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:40 Share
การตั้งครรภ์เกินกำหนด


ฉบับนี้ผมขอนำเสนอเรื่องการตั้งครรภ์เกินกำหนดครับ ซึ่งโดยสาเหตุมักไมทราบว่าเกิดจากอะไร แต่ภาวะร่วมที่พบได้บ่อยก็คือการคำนวณอายุครรภ์ที่ผิดพลาด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการตายและการเจ็บป่วยปริกำเนิดของทารก (ทารกแรกคลอด) ที่เกินกำหนดคลอดจะสูงกว่าปกติประมาณ 1.2-2.9 เท่าครับ

การตั้งครรภ์เกินกำหนด หมายถึง ภาวะตั้งครรรภ์ที่มีอายุครรภ์ 42 สัปดาห์เต็ม ( 249 วัน ) หรือมากว่าโดยนับจากวันแรกของกระดูกครั้งสุดท้ายที่มาตามปกติ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 4-15.5

เนื่องจากการวินิจฉัยการตั้งครรภ์เกินกำหนดนั้น ให้คำนวณจากวันแรกของระดูครั้งสุดท้ายเป็นหลัก โดยให้ถือว่าผู้หญิงทุกคนมีรอบระดูทุก 28 วัน และมีไข่ตกวันที่ 14 ของรอบระดู แต่ในความเป็นจริงรอบระดูและวันไข่ตกมักไม่แน่นอนเสมอไป และยังพบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของคุณแม่ตั้งครรภ์เกินกำหนด หากนับอายุครรภ์จากวันไข่ตก ก็จะเป็นการตั้งครรภ์ไม่เกินกำหนด


ตั้งครรภ์เกินกำหนดส่งผลกระทบแม่ลูก

สาเหตุที่แท้จริงของการตั้งครรภ์เกินกำหนดนั้นยังไมทราบแน่นอน แต่ภาวะที่ร่วมบ่อยคือ การคำนวณอายุครรภ์ผิดพลาดอันเป็นผลมาจากการจำวันแรกของระดูครั้งสุดท้ายผิด หรือผลจากการตกไข่ที่ไม่แน่นอน

ด้านผลกระทบต่อทารกนั้น พบได้ว่า อัตราการตายและการเจ็บป่วยปริกำเนิดของทารก ( ภายใน 0-7 วันหลังคลอด ) ที่เกินกำหนดคลอดจะสูงกว่าปกติอยู่ประมาณ 1.2-2.9 เท่า ซึ่งจะเกิดในช่วงระยะเจ็บครรภ์คลอด ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดออกซิเจนและการสำลักขี้เทาในน้ำคร่ำ อีกทั้งยังส่งผลต่อทารกดังนี้
1. มีกลุ่มแสดงอาการของทารกที่มีลักษณะของลำตัวผอมยาว กระหม่อมแคบ เล็บยาว ผิวหนังเหนี่ยวย่นและติดสีขี้เทา อันเป็นผลจากการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด

2. ทารกกลุ่มนี้หลังคลอดจะเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสำลักน้ำคร่ำปนขี้เทา

3. ทารกมีขนาดใหญ่ เนื่องจากทารกที่ตั้งครรภ์เกินกำหนดบางส่วน ยังคงเจริญเติบโตต่อเนื่องไปอีก 2 สัปดาห์ทำให้พบว่าร้อยละ 25-30 ของทารกที่ตั้งครรภ์เกินกำหนด มักจะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่า 4,500 กรัม ซึ่งผลทำให้เกิดภาวะคลอดยาก ภาวะคลอดติดไหล่ ชอกช้ำขณะคลอด และการทำสูติศาสตร์หัตถการ

4. ภาวะน้ำคร่ำน้อยและทารกเสี่ยงต่อชีวิต เมื่อตั้งครรภ์เกินกำหนด ปริมาณน้ำคร่ำจะเหลือน้อย ทำให้สายสะดืออาจถูกกดทับได้ง่าย ทารกจึงอยู่ในภาวะอันตรายที่อาจเสียชีวิตได้

5. ภาวะสำลักขี้เทา ซึ่งพบว่า ร้อยละ 25 ของการตั้งครรภ์เกินกำหนด ทารกจะถ่ายขี้เทาออกมาปนในน้ำคร่ำซึ่งเหลือน้อยอยู่แล้ว ทำให้น้ำคร่ำปนเปื้อนขี้เทาเหนียวข้นหนามาก หากสำลักขี้เทาเข้าไป อาจไปอุดตันหลอดลมส่วนปลายของปอดได้

6. ภาวะรกทำงานเสื่อมลง โดยปกติขนาดพื้นผิวและการทามงานของรกจะมากที่สุดเมื่ออายุครรภ์ 37 สัปดาห์ และจะเริ่มลดลงเรื่อยมา เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดกำหนดสัดส่วนระหว่างขนาดรกกับทารกจะลดลง ทารกเริ่มหยุดการเติบโต หยุดการสะสมไขมันและไกลโคเจน จึงทำให้อาจเสียชีวิตในครรภ์ได้
หลักการในการรักษาการตั้งครรภ์เกินกำหนด คือ การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง โดยให้คุณแม่ละลูกในครรภ์ปลอดภัย ไม่ชอกช้ำ

สำหรับตัวคุณแม่เองก็อาจเกิดความวิตกกังวลใจ และเครียดเพราะเกรงว่าทั้งทารกในครรภ์และตัวคุณแม่อาจจะเสียชีวิตหรือได้รับอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนนี้ได้ โดยเพราะจากการคลอดหรือการทำสูติศาสตร์หัตถการ เนื่อจากทารกมีขนาดใหญ่ เช่น การฉีกขาดของช่องทางคลอด การหย่อนยานอุ้งเชิงกราน การกลั้นปัสสาวะไม่ได้ การติดเชื้อหรือตกเลือดหลังคลอดได้


ดูแลรักษาอย่างไรให้แม่ลูกปลอดภัย

หลักในการดูแลรักษาคือ การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง โดยให้คุณแม่และลูกปลอดภัย ไม่ชอกช้ำ โดยหมอจะยึดหลักดังนี้
1. หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาดารตั้งครรภ์เกินกำหนดคือความแม่นยำในการวินิจฉัย ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลประวัติของการฝากครรภ์หลายอย่างมาประกอบกัน เพื่อช่วยยืนยันว่าเป็นการตั้งครรภ์เกินกำหนดอย่างแท้จริง

2. ในกรณีที่ไม่สามรถยืนยันอายุครรภ์ว่าเป็นการตั้งครรภ์เกินกำหนดอย่างแท้จริงและปากมดลูกไม่เหมาะสมต่อการก่อให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด ก็ควรดูแลแบบเฝ้าตรวจติดามสุขภาพทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ครบ 40 สัปดาห์ ว่าไม่มีภาวะทารกเสี่ยงต่อชีวิต อันเนื่องมาจากรกทำงานเสี่ยงลงและน้ำคร่ำน้อย โดยให้คุณแม่นับการดิ้นของทารกทุกวันซึ่งต้องมากกว่า 12 ครั้งต่อวัน

3. การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงมี 2 วิธี คือผ่าท้องคลอดมีและการก่อให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด โดยทำการผ่าท้องคลอดนั้นคุณหมอจะมีข้องบ่งชี้ในกรณีที่ได้ตรวจพบว่ามีภาวะผิดสัดส่วนระหว่างศีรษะทารกกับเชิงกรานมารดา หรือขนาดทารกในครรภ์ตั้งแต่ 4,500 กรัมขึ้นไป

4. ระมัดระวังในช่วงระยะเจ็บครรภ์คลอด จะมีปัญหาสำคัญ 3 อย่างคือ ภาวะทารกเสี่ยงต่อชีวิต ภาวะคลอดติดไหล่ และภาวะทารกสำลักขี้เทา
ถึงแม้ว่าอัตราการตายและอัตราการเจ็บป่วยของทารกที่เกิดเกินกำหนดคลอดจะสูงกว่าปกติ แต่ยังป้องกันได้ ถ้าฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มขาดระดูเพื่อการกำหนดคลอดและวินิจฉัยภาวะรกทำงานเสื่อมภาวะรกเสี่ยงต่อชีวิตได้รวดเร็วเพื่อที่จะได้ทำคลอดด้วยวิธีแล้เวลาที่เหมาะสมก่อนจะเกิดอันตรายต่อทารก รวมทั้งคุณหมออาจพิจารณาให้เกิดอันตรายต่อทารก รวมทั้งคุณหมออาจพิจารณาให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอดตั้งแต่อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์ก่อนกำหนดครับ


(update 26 สิงหาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 303 เมษายน 2551]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:41 Share
ไขมันในเลือดสูง อันตรายของคนท้อง


ในทุกวันนี้ใครๆ ก็รู้จักคอเลสเตอรอล Cholesterol หรือหากจะไม่คุ้นถ้าผมจะบอกว่าเป็นไขมันในเลือด ทุกคนก็จะพยักหน้าแสดงว่ารู้จักกันดี

ไขมันในเลือดสูงหรือ "Hyper Cholesterolemia" ตามภาษาเรียกของแพทย์นั้น หลายๆ คนก็เข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี และหลายๆ คนคงจะคุ้นกับโรคของหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอุดตันแล้ว ก็ทำให้มีปัญหาทางสุขภาพตามมามากมาย

คนไข้ประเภทนี้จึงถึงกับยอมเจ็บตัวเจ็บหน้าอกเพื่อให้แพทย์ทำการผ่าตัดทำเส้นเลือดใหม่ จะได้มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น หัวใจจะได้มีแรงทำงานสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ต่อไป

จึงสรุปว่าการที่ร่างกายมีไขมันในเลือดสูงเกินไปนั้นไม่ใช่ของดีแต่อย่างใด

วันนี้ผมอยากจะเขียนถึงผลของการที่มีไขมันในเลือดสูงเกินไปจะมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไรหรือไม่ ก่อนอื่นอยากจะเรียนให้ทราบว่าในช่วงที่คุณกำลังตั้งครรภ์นั้น ธรรมชาติจะช่วยให้การเก็บสะสมอาหาร ในรูปของไขมันไว้ในร่างกายของคุณมีประสิทธิภาพสูง กว่าในภาวะปกติมาก จึงทำให้คุณๆ ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นอ้วนท้วนง่ายขึ้น และดูเหมือนจะง่ายดายเสียเหลือเกิน ถ้าหากคุณๆ ไม่ระวังเรื่องของอาหารการกิน

โดยปกติแล้วคุณหมอผู้ดูแลครรภ์ของคุณ จะแนะนำให้คุณรับประทานหนักไปทางผักผลไม้ โปรตีนจากเนื้อปลา เพราะสิ่งเหล่านี้ให้คุณค่าทางอาหารและไม่ทำให้คุณอ้วน ตรงกันข้ามกับอาหารประเภทแป้ง และไขมันซึ่งหามารับประทานได้ง่ายเหลือเกิน อันได้แก่ ขนมนมเนยต่างๆ น้ำอัดลม ข้าว ก๋วยเตี๋ยว และอีกมากมาย

อาหารประเภทแป้งและไขมันจะทำให้คุณแม่ อ้วนเอาๆ หากเอ็นจอยอาหารประเภทนี้ คุณก็จะอ้วนโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว และนอกจากจะอ้วนแล้วยังพบว่าระดับไขมันในเลือด ยังจะสูงกว่าปกติอีกด้วย และสิ่งนี้นีแหละที่ผมจะกล่าวถึงว่ามันมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร

จากการศึกษาพบว่าการที่ไขมันในเลือดของแม่อยู่ในระดับสูงระหว่างการตั้งครรภ์นั้น จะทำให้เกิดเหตุแทรกซ้อนเป็นของแถมเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยก็สองประการ

ประการแรก ก็คือเป็นเหตุให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษขึ้นมาได้ง่ายยิ่งขึ้น
ความจริงแล้วสาเหตุของครรภ์เป็นพิษนั้นยังไม่มีใครทราบว่ามันเกิดขึ้นมาได้เพราะเหตุใด จะทราบก็แต่เพียงว่ามันชอบเกิดขึ้นกับใครเท่านั้น ซึ่งพอจะบอกได้ดังนี้ครับว่า ครรภ์เป็นพิษมันชอบเกิดขึ้นกับคุณๆ ที่เพิ่งตั้งท้องเป็นครั้งแรก คุณๆ ที่มีสุขภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนัก คุณๆ ที่ตั้งครรภ์แฝด คุณๆ ที่มาตั้งครรภ์เอาเมื่ออายุมากแล้วและมักจะเกิดกับคุณๆ ที่อ้วน

ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้ครรภ์เป็นพิษมันเกิดขึ้นกับคุณง่ายนัก คุณก็ต้องหาทางป้องกัน

พูดถึงเรื่องครรภ์เป็นพิษแล้ว มาตรการป้องกัน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะถ้าหากครรภ์เป็นพิษ มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะไม่หายไปอีกเลยจนกว่าการตั้งครรภ์จะสิ้นสุดลง จะทำได้… เมื่อครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นมาแล้วนั้น…ก็เพียงแค่ป้องกันมิให้มันกำเริบหนักเท่านั้นเอง

ครับครรภ์เป็นพิษชนิดอ่อนๆ นั้นไม่ค่อยจะน่ากลัวเท่าใดนัก ไม่เหมือนครรภ์เป็นพิษที่มันกำเริบ เข้าขั้นรุนแรงแล้วซึ่งน่าเกรงกลัวกว่ากันมากมายหลายเท่านัก
ดังนั้นคุณๆ ที่จะมีลูกหรือกำลังตั้งครรภ์อ่อนต้องพยายามป้องกันมิให้ครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นมา อย่างเต็มความสามารถ

มาตรการที่คุณๆ สามารถกระทำได้ด้วยตนเองก็คือ เรื่องของความอ้วนก่อนการตั้งครรภ์ และความอ้วนระหว่างการตั้งครรภ์นี่แหละครับ เมื่อคุณไม่อ้วนน้ำหนักตัวไม่มาก ความเสี่ยงในเรื่องครรภ์เป็นพิษจะลดลงไปแยะเลยทีเดียว
แล้วทำไมคุณจะไม่ทำหละครับ

อีกประการหนึ่งของผมตามในกรณีที่คุณแม่มีระดับไขมันในเลือดสูง ประการที่หนึ่งคือ เรื่องของครรภ์เป็นพิษเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวคุณแม่เอง แต่ประการหลังนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวคุณลูก

จากการศึกษาทางการแพทย์โดยศึกษาจากเด็กๆ หลายร้อยคนที่ต้องจบชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุ พบว่าเด็กๆ ที่เกิดมาจากแม่ที่อ้วนและมีระดับไขมันในเลือดสูงนั้นจะพบปรากฏการณ์เส้นเลือดตีบ เพราะมีตะกรันของไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือดสูงกว่าที่จะพบในเด็กที่แม่มีไขมันอยู่ในระดับปกติ
ซึ่งดูแล้วไม่ได้แตกต่างจากผู้ใหญ่ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงแล้วต้องมาประสบกับปัญหา หลอดเลือดอุดตันแต่อย่างใด

จึงพอสรุปได้ง่ายๆ ว่าผลพวงของการที่คุณแม่ไม่ระมัดระวังในเรื่องของไขมันและความอ้วน จะส่งผลไปถึงคุณลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่

เมื่อทราบอย่างนี้แล้วคุณๆ ที่กำลังจะตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์อ่อนๆ อยู่แล้วนั้นจะเฉยอยู่ได้อย่างไร จริงมั้ยครับ

น.พ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ

(update 18 ตุลาคม 2000)


[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 23 ฉบับที่ 340 มิถุนายน 2543 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:41 Share
เป็นโรคหัวใจ แล้วตั้งครรภ์



คุณฤทัยอายุ 25 ปี อาชีพพนักงานขายบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรัฐบาลใกล้บ้านตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน จากการซักถามประวัติของสูติแพทย์ทราบว่า คุณฤทัยมีปัญหาเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบร่วมด้วย โดยเป็นโรคนี้มาประมาณ 3 ปีแล้ว และคุณหมอที่ดูแลแจ้งให้ทราบว่า อาการโรคลิ้นหัวใจตีบของคุณฤทัยยังไม่รุนแรงมาก ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษา แต่ต้องรับประทานยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

คุณฤทัยยังเล่าประวัติเพิ่มเติมให้ฟังว่าตอนอายุประมาณ 14-15 ปี เคยเป็นไข้ เจ็บคอ เจ็บหน้าอก และปวดตามข้อ 2-3 ครั้ง ได้ไปตรวจกับคุณหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอแจ้งให้ทราบว่าเป็นไข้รูมาติก และให้ยาปฏิชีวนะรับประทานมาตลอด จนกระทั่งเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและทำงานหนักไม่ค่อยได้ จึงไปตรวจกับคุณหมอท่านเดิมและคุณหมอแจ้งให้ทราบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบดังกล่าวข้างต้น

ภายหลังได้ประวัติดังกล่าว สูติแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการคุณฤทัยต่อ และได้ข้อสรุปว่า คุณฤทัยมีการตั้งครรภ์ 9 สัปดาห์ร่วมกับมีโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ ในระดับที่ไม่รุนแรงมาก เนื่องจากคุณฤทัยยังทำงานได้ตามปกติ จะเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติก็ต่อเมื่อทำงานหนักเท่านั้น สูติแพทย์ที่ดูแลได้แนะนำให้คุณฤทัยพักผ่อนมากๆ งดการทำงานหนักและเดินทางไกล ร่วมกับให้รับประทานยารักษาโรคหัวใจและยาป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ คุณฤทัยทำตามคำแนะนำของคุณหมอเป็นอย่างดี

ขณะตั้งครรภ์ประมาณ 27 สัปดาห์ คุณฤทัยต้องทำงานค่อนข้างหนักและพักผ่อนค่อนข้างน้อย ทำให้มีอาการเหนื่อยมาก เท้าบวม สูติแพทย์ที่ดูแลเกรงว่าคุณฤทัยจะมีภาวะหัวใจวาย จึงรีบรับไว้ในโรงพยาบาล ภายหลังการดูแลรักษาในโรงพยาบาลจนอาการดีขึ้น สูติแพทย์จึงอนุญาตให้คุณฤทัยกลับบ้านได้

เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 38 สัปดาห์ คุณฤทัยมีอาการเจ็บครรภ์จึงมาโรงพยาบาล ภายหลังการตรวจพบว่าคุณฤทัยมีการเจ็บครรภ์จริง และจากการตรวจภายในพบว่า ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตร ถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว คุณหมอจึงได้รับไว้ในห้องคลอด เพื่อติดตามการเจ็บครรภ์คลอด และเฝ้าระวังอาการของโรคหัวใจที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

2 ชั่วโมงภายหลังรับไว้ในโรงพยาบาล คุณฤทัยเกิดอาการเหนื่อยหอบค่อนข้างรุนแรง สูติแพทย์ฟังเสียงการหายใจของปอดพบว่า มีน้ำอยู่ในปอดค่อนข้างมาก จึงให้ยาขับน้ำออกจากปอด และได้ให้นอนหัวสูงร่วมกับการให้ยาแก้ปวดและดมแก๊สออกซิเจน ขณะเดียวกันก็เชิญคุณหมอโรคหัวใจเข้ามาร่วมดูอาการอย่างใกล้ชิดด้วย

3 ชั่วโมงต่อมา คุณฤทัยก็คลอดลูกโดยสูติแพทย์ได้ใช้คีมช่วยคลอด เนื่องจากไม่อยากให้คุณฤทัยต้องเบ่งคลอดมาก ลูกที่คลอดออกมาเป็นลูกสาว น้ำหนัก 2,450 กรัม เป็นเด็กครบกำหนด แต่ตัวค่อนข้างเล็ก ตอนคลอดออกมาร้องไม่ค่อยดัง แขนขาปวกเปียก กุมารแพทย์จึงรับไว้ดูแลในห้องเด็กอ่อนอยู่ 3 วัน หลังจากนั้นสามารถนำกลังคืนไปให้คุณแม่ดูแลได้

ภายหลังคลอดอาการเหนื่อยหอบของคุณฤทัยก็ดีขึ้นตามลำดับและสามารถกลับบ้านได้ ทั้งแม่และลูกภายหลังนอนโรงพยาบาล 7 วัน

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


การตั้งครรภ์ขณะที่คุณแม่เป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย ก่อให้เกิดปัญหาต่อทั้งคุณแม่ และลูกในครรภ์ได้หลายประการ เช่น คุณแม่อาจจะเกิดภาวะหัวใจวายได้ ในขณะที่ลูกในครรภ์ก็มักจะมีการเจริญเติบโตไม่ค่อยดี คุณแม่ที่เป็นโรคนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและอย่างระมัดระวังทั้งในขณะที่ตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอด เช่นเดียวกับกรณีของคุณฤทัยที่ยกมาเป็นตัวอย่างในครั้งนี้

หัวใจ

หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมาก โครงสร้างเกือบทั้งหมดเป็นกล้ามเนื้อ มีขนาดประมาณกำปั้นมือของผู้เป็นเจ้าของ วางอยู่ในทรวงอกค่อนมาทางด้านซ้าย ทำหน้าที่เป็นเครื่องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจเต้นประมาณ 70-80 ครั้งต่อนาทีตลอดชีวิต ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย

เครื่องสูบฉีดคู่

จริงๆ แล้วหัวใจจะทำหน้าที่คล้ายเครื่องสูบฉีด 2 เครื่องที่อยู่ติดกัน โดยแบ่งเป็นเครื่องสูบฉีดซีกขวาเครื่องหนึ่งและเครื่องสูบฉีดซีกซ้ายอีกเครื่องหนึ่ง โดยแต่ละซีกแยกการสูบฉีดเลือดออกจากกันอย่างสมบูรณ์ หัวใจซีกขวาสูบฉีดเลือดดำ หรือเลือดที่ผ่านการใช้แล้วไปฟอกที่ปอด ในขณะที่หัวใจซีกซ้ายสูบฉีดเลือดแดง หรือเลือดที่ผ่านการฟอกจากปอดแล้วไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย


หัวใจแต่ละซีกมี 2 ห้อง หัวใจห้องบนเรียกชื่อว่า เอเทรียม (atrium) หัวใจห้องล่างเรียกว่า เวนทริเคิล (ventricle)

เอเทรียมขวาทำหน้าที่รับเลือดจากหลอดเลือดดำ ในขณะที่เอเทรียมซ้ายทำหน้าที่รับเลือดแดงจากปอด แล้วจะบีบตัวพร้อมกันเพื่อขับเลือดเข้าไปในเวนทริเคิล โดยเลือดดำเข้าเวนทริเคิลขวา และเลือดแดงเข้าเวนทริเคิลซ้าย

ภายหลังรับเลือด เวนทริเคิลทั้ง 2 ข้างจะฉีดเลือดพร้อมกัน โดยเวนทริเคิลขวาจะฉีดเลือดดำไปยังปอด เพื่อฟอกให้เป็นเลือดแดง และเวนทริเคิลซ้ายจะฉีดเลือดไปส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้นำไปใช้ในการทำงาน

ผนังของเวนทริเคิลทั้ง 2 ข้างจะหนากว่าผนังของเอเทรียมทั้ง 2 ข้างมาก เพราะต้องออกแรงฉีดเลือดแรงกว่าเอเทรียมทั้ง 2 ข้าง

ระหว่างเอเทรียมกับเวนทริเคิลแต่ละด้านจะมี ลิ้นหัวใจ คอยเปิดปิดอยู่ เมื่อเอเทรียมบีบตัวขับเลือดลงมายังเวนทริเคิล ลิ้นหัวใจจะเปิดออกเพื่อให้เลือดไหลลงมาได้ แต่เมื่อเวนทริเคิลบีบตัวขับเลือดไปยังปอดหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลิ้นหัวใจจะปิดเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับเข้าไปในเอเทรียม ลิ้นหัวใจที่ปิดระหว่างหัวใจห้องบนขวาและล่างขวาเรียกชื่อว่า ลิ้นไทรคัสพิด (Tricuspid valve) ส่วนลิ้นหัวใจที่ปิดระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและล่างซ้ายเรียกชื่อว่า ลิ้นไมทรัล (Mitral valve)


โรคหัวใจ

โรคหัวใจมีมากมายหลายชนิด ทั้งชนิดที่เป็นความพิการมาตั้งแต่เกิด หรือเป็นโรคที่เกิดขึ้นในภายหลัง

โรคหัวใจที่เป็นความพิการแต่กำเนิด เช่น
  • ผนังระหว่างหัวใจซีกซ้ายและขวามีรูรั่วถึงกัน ทำให้เลือดดำและเลือดแดงมาผสมกัน
  • ห้องหัวใจเวนทริเคิลมีขนาดเล็กกว่าปกติ ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยกว่าปกติ
สาเหตุของโรคในกลุ่มนี้มักจะเกิดขึ้นตั้งแต่ตัวผู้ป่วยเป็นทารกอยู่ในครรภ์ของแม่ตัวเอง แล้วคุณแม่ของผู้ป่วยมีปัญหาบางประการ เช่น ไปรับประทานยาที่มีอันตรายบางชนิด หรือมีการติดเชื้อโรคบางชนิด เช่น หัดเยอรมัน เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าว ทำให้ตัวผู้ป่วยเกิดความพิการของหัวใจในที่สุด

โรคที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น
  • โรคลิ้นหัวใจตีบ ทำให้เลือดไหลจากเอเทรียมลงมายังเวนทริเคิลได้น้อย
  • โรคลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้เลือดไหลย้อนกลับจากเวนทริเคิลไปเอเทรียม
ทั้งสองกรณีนี้ จะทำให้เลือดถูกสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย และถ้าเป็นนานอาจทำให้หัวใจวายตายได้

สาเหตุของโรคในกลุ่มนี้มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ซึ่งเมื่อเข้าไปในเลือดแล้ว สามารถไปเกาะและทำลายลิ้นหัวใจได้ ทำให้ลิ้นหัวใจที่เคยเป็นเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่นได้ดีคล้ายประตูที่เปิดปิดได้สนิท กลายเป็นประตูที่ฝืดมาก เปิดได้ไม่เต็มที่ (กรณีเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบ) หรือเปิดได้มากเกินไปจนปิดกั้นอะไรไม่ได้ (กรณีเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว)

กรณีของคุณฤทัย ซึ่งเคยมีประวัติเป็นไข้รูมาติกมาก่อน และเป็นโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบตามมาในภายหลัง จัดเป็นโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในภายหลังดังกล่าวข้างต้น และเป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อยทีเดียว


ไข้รูมาติกคืออะไร ?

ใช้รูมาติกเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เบต้า ฮีโมลัยติก เสตร็บโตคอคคัส (b-hemplytic streptococcus) ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในแหล่งที่ง่ายต่อการติดเชื้อ เช่น ในโรงเรียน ในตลาด หรือในโรงพยาบาล คนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้คล้ายเป็นไข้เจ็บคอตามธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือ อาจจะมีอาการปวดตามข้อ หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย บางรายอาจมีก้อนนูนขึ้นใต้ผิวหนัง ที่บริเวณต่างๆ ด้วย ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานไม่รีบไปหาแพทย์เพื่อรับการรักษาเชื้อโรคจะลุกลามไปทำลายลิ้นหัวใจได้ โดยเชื้ออาจจะอยู่ได้เป็นเวลายาวนานหลายปีแม้ว่าอาการไข้จะหายไปแล้วก็ตาม กรณีของคุณฤทัยก็เป็นเช่นที่ว่านี้


โรคหัวใจกับการตั้งครรภ์

ปกติการตั้งครรภ์เองก็ทำให้คุณแม่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสี่ยงต่อการที่จะเจ็บท้องแล้วไม่ยอมคลอด ตกเลือดหลังคลอด เสี่ยงต่อการผ่าตัดคลอด ฯลฯ แต่ถ้ามีโรคหัวใจร่วมด้วยความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

ผลต่อแม่

ขณะตั้งครรภ์ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มมากขึ้นถึงประมาณ 1 ลิตรเลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อนำส่วนหนึ่งไปเลี้ยงลูกด้วย การเพิ่มปริมาณของเลือดเช่นนี้ในคุณแม่ที่ปกติจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ในคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ การที่ต้องแบกรับปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มีโอกาสหัวใจวายและเสียชีวิตได้ง่ายขึ้น

ผลต่อลูกในครรภ์

สำหรับลูกน้อยในครรภ์ที่มีการเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน ก็มีความต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นด้วยเช่นกัน ผลดังกล่าวทำให้หัวใจของคุณแม่ต้องพยายามสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงลูกมากขึ้น ในคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ ประสิทธิภาพของหัวใจจะลดลงทำให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงลูกได้ไม่มากพอ ลูกของคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ จึงมักมีการเจริญเติบโตได้น้อยกว่า ลูกของคุณแม่ที่ปกติ ซึ่งผลดังกล่าวจึงมักทำให้ลูกของคุณแม่ ที่เป็นโรคหัวใจคลอดออกมาตัวเล็กกว่าปกติ กรณีของคุณฤทัยก็คลอดลูกที่มีตัวค่อนข้างเล็กกว่าปกติเช่นกัน


ความรุนแรงของโรคหัวใจ

เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาให้การดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ทางการแพทย์จึงแบ่งความรุนแรงของโรคหัวใจตามอาการเป็น 4 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 ผู้ป่วยยังทำงานได้ตามปกติ
ระดับที่ 2 ผู้ป่วยทำงานตามปกติแล้วเหนื่อย
ระดับที่ 3 ผู้ป่วยทำงานเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อย
ระดับที่ 4 ผู้ป่วยที่แม้ไม่ทำงานอะไรก็ยังเหนื่อย กรณีนี้ถือว่าโรคเป็นรุนแรงที่สุด

ดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย

การดูแลแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ คุณหมอจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเป็นรายๆ ไปโดยมักจะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของโรคหัวใจที่เป็น และระดับความรุนแรงของโรค มาประกอบในการพิจารณาด้วยเสมอ

ยกตัวอย่างกรณีของคุณฤทัย ซึ่งอาการของโรคน่าจะมีความรุนแรงอยู่ในระดับ 1-2 ซึ่งถือว่าไม่รุนแรงมากและสามารถให้การดูแลรักษาได้โดยระมัดระวังไม่ทำงานเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารเค็ม (เพราะจะทำให้มีการดึงน้ำเข้ามาในหลอดเลือดมาก ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น) หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ เช่น ในสถานที่ที่มีคนมากๆ อากาศถ่ายเทไม่ดี เป็นต้น เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อหัวใจวายได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องรับประทานยาตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด ซึ่งประกอบด้วยยาที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ มีการบีบรัดตัวได้ดีและยาป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ การรักษาดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้คุณแม่ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบายตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์

ส่วนในคุณแม่บางรายที่อาการของโรครุนแรงมาก เช่น อยู่ในระดับที่ 4 และเพิ่งจะตั้งครรภ์ไม่นานคุณหมอก็มักจะแนะนำให้ทำแท้ง เพราะถ้าปล่อยให้ตั้งครรภ์ต่อไป คุณแม่อาจเสียชีวิตจากหัวใจวายได้


เลือกคลอดแบบไหนดี

ระหว่างเจ็บครรภ์คลอด คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายได้ง่ายจากอาการเหนื่อยอ่อน และจากความเจ็บปวด ดังนั้น สูติแพทย์จึงมักต้องให้ยาระงับปวดแก่คุณแม่ โดยอาจจะให้ด้วยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือโดยการฉีดเข้าสันหลังก็ได้ และเมื่อถึงเวลาเบ่งคลอดเพื่อจะช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องเบ่งมาก สูติแพทย์ก็มักจะใช้เครื่องมือในการช่วยคลอด เช่น ใช้คีมช่วยคีบศีรษะลูกน้อยออกมา กรณีของคุณฤทัยคุณหมอก็ใช้คีมช่วยคลอดเช่นกัน

มีข้อน่าสังเกตว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจมักจะคลอดง่าย เนื่องจากเหตุผล 2 ประการคือ ประการแรกลูกมักจะตัวเล็ก และประการที่ 2 การที่เลือดในตัวคุณแม่มีการไหลเวียนไม่ค่อยดี จากหัวใจทำงานไม่ได้เต็มที่ จะทำให้เลือดไปคั่งอยู่ในบริเวณอุ้งเชิงกราน ผลดังกล่าวจะทำให้ปากมดลูกและปากช่องคลอดนุ่มมากและเปิดขยายได้ง่ายกว่าปกติ

โดยปกติแล้วคุณหมอมักไม่ค่อยอยากที่จะผ่าตัดคลอด เพราะจะทำให้คุณแม่เสี่ยงหัวใจวาย จากการเสียเลือดมากด้วยการผ่าตัด และจากการดมยาสลบได้ง่ายกว่าคุณแม่ปกติ คุณหมอจึงมักจะสงวนการผ่าคลอดไว้ทำเฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น ลูกหัวใจเต้นไม่ดี
การดูแลหลังคลอด

คุณแม่ซึ่งเป็นโรคหัวใจที่ผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดมาแล้ว ก็มิได้หมายความว่า หลังคลอดแล้วจะปลอดภัยเสมอไป แม้จะคลอดแล้วคุณแม่ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายได้ จากภาวะต่างๆ อีกหลายประการ เช่น หลังคลอดถ้าให้ลูกดูดนมแม่ การดูดนมจะมีการกระตุ้น ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อให้น้ำนมไหล ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวด้วย ในบางรายมดลูกมีการบีบรัดตัว จนคุณแม่รู้สึกเจ็บมากก็อาจส่งผลให้เกิดหัวใจวายได้ คุณแม่บางรายแผลฝีเย็บมีการติดเชื้อหรือบางรายเต้านมมีการอักเสบ ผลดังกล่าวจะกระตุ้นให้หัวใจวายได้เช่นกัน ดังนั้นคุณแม่จึงต้องหมั่นคอยสังเกตอาการเจ็บมดลูก ดูแลเรื่องแผลฝีเย็บและเต้านมให้ดี หากรู้สึกผิดปกติต้องรีบบอกคุณหมอเพื่อการรักษาได้ทันท่วงที


ในกรณีที่เป็นการคลอดครั้งหลังและคุณแม่ต้องการทำหมัน ก็ต้องมีการเตรียมตัวให้ดีก่อน รวมทั้งต้องเลือกให้ยาระงับคลามเจ็บปวดที่เหมาะสม มิฉะนั้นคุณแม่อาจเกิดหัวใจวายขณะทำหมันได้เช่นกัน


คลอดแล้วท้องอีก...ได้หรือเปล่า

โดยปกติแล้วคุณหมอมักจะไม่อยากให้คนเป็นโรคหัวใจตั้งครรภ์ ถ้าเป็นขั้นรุนแรงมักจะไม่ให้ตั้งครรภ์เลย แต่ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงก็พิจารณาเป็นรายๆ ไป เช่น คุณฤทัยที่ให้ตั้งครรภ์ได้เพราะว่าอาการไม่รุนแรงมาก ส่วนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป คุณแม่ควรฝากครรภ์โดยเร็วเพราะต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น


(update 8 เมษายน 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 กรกฎาคม 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:42 Share
หัวใจวายเรื่องเสี่ยงของแม่ (โรคหัวใจ)


เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น คุณแม่ส่วนมากโดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งจะตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก ก็มักจะกลัวสารพัดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์อยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีโรคหัวใจตอนท้องอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีโรคหัวใจตอนท้องด้วยแล้วยิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีก เพราะการเป็นโรคหัวใจขณะตั้งครรภ์สร้างความยุ่งยาก อุปสรรคมากมาย ถ้าให้การดูแลไม่ดีจะทำให้เสี่ยงชีวิตทั้งแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ง่ายๆ เลย
Case 1

คุณดวงกมลอายุ 24 ปี เป็นโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด มีความพิการของหัวใจหลายอย่างกล่าวคือ หัวใจห้องล่างซ้ายเล็กกว่าปกติ หลอดเลือดใหญ่ไขว้กัน ระหว่างหลอดเลือดที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายกับหลอดเลือดไปฟอกที่ปอด คุณหมอได้รักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขหลายครั้ง ระหว่างการรักษาคุณดวงกมลมีอาการหอบเหนื่อยต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นครั้งคราว

ประมาณ 2 เดือนก่อน คุณดวงกมลเกิดตั้งครรภ์โดยไม่ได้เตรียมตัว คุณหมอตรวจพบดูว่าตั้งครรภ์ได้ประมาณ 8 สัปดาห์แล้ว จึงให้การดูแลรักษาและรับฝากครรภ์ต่อไป

หลังจากนั้น 3 วัน คุณดวงกมลมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้นและนอนราบไม่ได้ คุณหมอจึงพิจารณาทำแท้งให้โดยการเหน็บยาทางช่องคลอดและขูดมดลูก จากนั้นก็แนะให้ทำหมัน แม้จะยังไม่มีลูกก็ตาม หลังจากทำแท้งแล้วคุณดวงกมลต้องนอนพักรักษาตัวอยู่นานกว่าจะควบคุมและรักษาอาการหอบเหนื่อยได้


Case 2

คุณหทัยทิพย์ อายุ 25 ปี ตั้งครรภ์ครั้งแรกและมีประวัติเป็นโรคหัวใจรูมาติกมาตั้งแต่ 14 ปี แพทย์ตรวจพบว่าลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องบนและล่างของข้างซ้ายตีบค่อนข้างมากแพทย์ให้ยารักษาเพื่อประคับประคองอาการมาตลอด แต่คุณหทัยทิพย์ก็กินยาบ้างไม่กินบ้างนอกจากนี้ยังเบี้ยวนัดกับหมออยู่บ่อยๆ

ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา คุณหทัยทิพย์แต่งงานภายหลังแต่งงานไม่นานก็ตั้งครรภ์ คุณหทัยทิพย์ได้ไปฝากครรภ์กับคุณหมอภายหลังตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3 เดือน คุณหมอที่รับฝากครรภ์ตรวจแล้วพบว่าคุณหทัยทิพย์มีอาการหอบเหนื่อยมากกว่าปกติ จึงส่งไปปรึกษาหมอโรคหัวใจเพื่อช่วยประเมินความรุนแรงของโรคหัวใจ จากการตรวจโดยหมอดรคหัวใจพบว่าลิ้นหัวใจข้างซ้ายตีบมากทำให้เลือดที่ฟอกจากปอดแล้วไหลลงมายังหัวใจห้องล่างซ้ายเพื่อสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายทำได้ไม่ดีและยังทำให้มีแรงดันเลือดในปอดสูงมากอีกด้วยหมอโรคหัวใจพิจารณาว่าถ้ามีการตั้งครรภ์ต่อไปจะเป็นอันตรายได้ เพราะยิ่งมีการตั้งครรภ์นานขึ้นหัวใจก็ต้องทำงานมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้อาจจะทนไม่ไหว จึงแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์ด้วยการทำแท้ง แต่คุณหทัยทิพย์ไม่ยอม คุณหมอจึงต้องให้คุณหทัยทิพย์ฝากครรภ์ และให้กินยารักษาโรคหัวใจต่อไป

ขณะตั้งครรภ์ได้ 33 สัปดาห์ คุณหทัยทิพย์มีอาการเหนื่อยมาก คุณหมอตรวจพบว่าหายใจหอบมาก เท้าบวม หัวใจทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ คนไข้มีอาการทุรนทุราย ขณะเดียวกันก็เกิดเจ็บท้องแต่ปากมดลูกไม่เปิด คุณหมอจึงตัดสินใจผ่าคลอดด้วยทีมงานแพทย์ชุดใหญ่ หลังผ่าตัดความดันเลือดในปอดยังไม่ลดลง หมอได้ให้ยาและให้การรักษาอย่างเต็มที่ แต่ในที่สุดการทำงานของหัวใจก็ล้มเหลว คุณหทัยทิพย์เสียชีวิตภายหลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง ได้ลูกชายหนัก 1,500 กรัม มีภาวะขาดออกซิเจนหลังคลอดต้องอยู่ในห้องดูแลทารกแรกเกิดที่มีอาการหนักในโรงพยาบาล 3 สัปดาห์ จึงกลับบ้านได้

โดยปกติเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นร่างกายของผู้หยิงที่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่สำคัญคือมีปริมาณเลือดเพิ่มมากขึ้น เหตุผลเนื่องจากว่าในเลือดมีสารอาหารหลายชนิดที่จะนำไปเลี้ยงลูกน้อยในท้อง การเพิ่มก็เพื่อจะได้มีปริมาณอาหารที่เลี้ยงลูกและตัวแม่เองได้เพียงพอ อวัยวะที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายนี้ก็คือหัวใจ หัวใจทำหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำโดยปั๊มเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อตั้งครรภ์ถึงจะเป็นคนปกติหัวใจก็ทำงานหนักมากขึ้นเพราะต้องรับภาระในการปั๊มเลือดมากกว่าปกติอยู่แล้ว

ในคนที่หัวใจปกติ เมื่อมีการทำงานที่หนักขึ้นร่างกายก็พอจะทนได้ โดยอาจมีบางคนที่จะเหนื่อยกว่าปกติ แต่ในคนที่หัวใจมีปัญหาบกพร่องเหมือนกับปั๊มน้ำที่มีปัญหา ซึ่งสาเหตุก็มีได้มากมาย เช่น ผนังหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หลอดเลือดหัวใจผิดปกติ ฯลฯ ส่งผลให้การทำงานของหัวใจผิดปกติไป ประสิทธิภาพของการทำงานจึงลดลง ทำให้ลูกได้รับอาหารน้อยส่วนแม่ก็มีเลือดไปเลี้ยงร่างกายน้อยลงหัวใจพยายามปั๊มเลือดให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถส่งอาหารไปเลี้ยงร่างกายทั้งแม่และลูกให้เพียงพอ ในที่สุดจนถึงวันหนึ่งถ้าฝืนมากๆ หัวใจอาจจะรับไม่ไหว จนอาจทำให้เกิดหัวใจวายได้


สาเหตุของโรคหัวใจ

สาเหตุของการกเดโรคหัวใจแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ
เป็นตั้งแต่กำเนิด : เกิดจากช่วงที่ตอนตั้งครรภ์แม่ไปกินยาบางชนิดหรือเกิดติดเชื้อบางอย่างที่มีผลต่อหัวใจ จึงทำให้หัวใจของลูกน้อยในท้องพิการ เมื่อเกิดมาจึงเป็นคนที่หัวใจพิการ แต่หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นก็มี

เป็นภายหลังคลอด : มักจะเกิดจากการติดเชื้อที่ส่วนต่างๆ ของหัวใจ เช่น ที่ลิ้นหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ที่พบบ่อยๆ คือเกิดจากการติดเชื้อเบต้า ฮีโมลัยติก เสตร็บโตคอคคัส (B-hemolytic Streptococcus) ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า ไข้รูมาติก ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้มักมีอาการเหมือนคนเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ถ้ารักษาไม่ดีเชื้อโรคจะเข้าไปทำให้เกิดลิ้นหัวใจตีบได้ในภายหลังตอนที่โตหรือเป็นผู้ใหญ่

ระดับความรุนแรง

ไม่ว่าโรคหัวใจที่เป็นจะมีสาเหตุจากอะไรก็ตาม เราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโรคได้เป็น 4 ระดับคือ
ระดับที่ 1 ความรุนแรงไม่มากผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ
ระดับที่ 2 ความรุนแรงปานกลางทำงานปกติจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย
ระดับที่ 3 ความรุนแรงมาก ทำงานเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อยแล้ว
ระดับที่ 4 รุนแรงมากที่สุด แม้ไม่ทำงานอยู่เฉยๆ ก็เหนื่อยแล้ว
มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากที่สุด
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วมีโรคหัวใจด้วยจะมีอาการได้ตั้งแต่อาการเบาๆ เช่น เหนื่อยง่าย แขนขาบวมจนถึงอาการรุนแรงมากประเภทนอนเฉยๆ ก็ยังเหนื่อยเลย อาการของโรคหัวใจในคนท้องมักจะรุนแรงมากขึ้น บางคนมาหัวใจวายตายเอาตอนจะคลอดแล้วก็มี


ดูแลอย่างไรดี

ช่วงตั้งครรภ์ : หากเป็นโรคหัวใจขณะตั้งครรภ์ โดยปกติแล้วเราจะยังไม่สามารถให้การรักษาโรคหัวใจแบบเต็มที่ได้ เนื่องจากหากต้องผ่าตัด ให้ยา ให้เลือด ในขณะที่ตั้งครรภ์ก็จะเสี่ยงกับชีวิตแม่และลูกในท้อง ส่วนมากจึงจะให้การรักษาแบบประคับประคองไปก่อน ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ ก็อาจต้องพิจารณาผ่าตัดขณะตั้งครรภ์เลย ซึ่งเสียงค่อนข้างมาก เพราะหัวใจที่อ่อนล้าอยู่แล้วต้องมาเสี่ยงกับยาต่างๆ ที่มีผลต่อหัวใจขณะผ่าตัด รวมทั้งการให้เลือดและสารน้ำอีกสารพัดชนิด บางคนเสียชีวิตขณะผ่าตัดหรือหลังผ่าตัดไม่นานก็มี อย่างรายของคุณหทัยทิพย์ แค่ผ่าตัดคลอด ไม่ใช่ผ่าตัดหัวใจยังเสียชีวิตเลย

คนไข้บางคนที่เพิ่งตั้งครรภ์ใหม่ๆ แต่คุณหมอดูแล้วก็สามารถบอกได้เลยว่าถ้าปล่องให้การตั้งครรภ์ต่อไปจะมีปัญหาหัวใจวายและเสียชีวิตได้ คนไข้กลุ่มนี้หมอมักจะแนะให้ทำแท้ง เช่นในรายของคุณดวงกมล

กรณีที่ความรุนแรงของโรคหัวใจมีไม่มากถึงขั้นตอนทำแท้ง หมอก็มักจะปล่อยให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไป แต่ระหว่างตั้งครรภ์ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่างดีมากๆ เหตุผลก็เพราะเราไม่ทราบว่าจะเกิดภาวะหัวใจวายได้เมื่อไร

อายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้นและลูกน้อยในครรภ์ที่เติบโตย่อมต้องการอาหารเพิ่ม ทำให้หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อหัวใจที่มีประสิทธิภาพไม่ดีต้องทำงานหนักย่อมเสี่ยงกับการเสียหายซึ่งก็คือการที่หัวใจวายนั่นเอง ฉะนั้นการตั้งครรภ์เองก็ทำให้เกิดความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าเผอิญว่าขณะตั้งครรภ์คุณแม่ไปมีปัญหาอื่น เช่น เป็นไข้หวัด ท้องเสีย กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ ท้องเสีย กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ โรคเหล่านี้จะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เพิ่ม ผลก็คือจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้หัวใจวายมากขึ้นไปอีก ดังนั้นระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดี หลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่จะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อโดยไม่จำเป็น

ช่วงคลอด : หากสามารถฝ่าด่านขณะตั้งครรภ์ก็มาได้จะมาถึงช่วงคลอดซึ่งสำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะขณะที่คลอดจะต้องเจ็บครรภ์คลอด ซึ่งการเจ็บครรภ์นี้เกิดจากการที่มดลูกบีบตัว ซึ่งทุกครั้งที่มดลูกบีบตัวก็จะมีการไหลกลับของเลือดไปยังหัวใจ พอหัวใจที่อ่อนล้าได้รับเลือดไปยังหัวใจ พอหัวใจที่อ่อนล้าได้รับเลือดกระแทกไปแรงๆ ขณะเจ็บท้องคลอด รวมถึงเวลาเบ่งคลอดแม้ต้องใช้แรงเบ่ง หัวใจที่อ่อนล้าเมื่อต้องออกแรงเบ่งมากๆ จนเหนื่อยก็หัวใจวายได้

ภายหลังรกคลอดทันที มดลูกก็จะยุบตัวทันทีเหมือนกัน จากเดิมที่ยอดมดลูกสูงเกือบถึงลิ้นปี่ก็จะหดเล็กลงมาถึงแค่ระดับสะดือ ซึ่งเป็นการลดขนาดของมดลูกที่เร็วมาก การลดขนาดที่ว่าเกิดจากมดลูกมีการหดรัดตัวซึ่งจะมีการบีบเลือดคืนไปหัวใจในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจที่อ่อนล้าอยู่แล้วทำงานไม่ไหวเกิดหัวใจวายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นทุกช่วงเวลาของการคลอดถือเป็นช่วงเวลาวิกฤติทั้งสิ้น หมอจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดนาทีต่อนาที ไม่สามารถทิ้งผู้ป่วยได้เลย

ฟังดูแล้วการคลอดธรรมชาติน่ากลัวไม่น้อย อย่างนี้จะใช้วิธีการผ่าคลอดดีไหมขอเรียนว่าการผ่าคลอดก็เสี่ยงไม่น้อยไปกว่าการคลอดทางช่องคลอดสักเท่าไรเนื่องจากการผ่าคลอดต้องมีการบล็อกหลังหรือให้ยาสลบ ถ้าบล็อคหลังยาชาที่ฉีดเข้าไปที่ไขสันหลังสามารถทำให้คุณแม่ถึงแม้ว่าไม่เป็นโรคหัวใจมีความดันเลือดตกลงได้ทันที เมื่อความดันตกวูบลง เลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายจะลดลงเช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นโรคหัวใจแล้วเกิดความดันเลือดตกลงทันทีหัวใจที่สูบฉีดเลือดได้ไม่ดีอยู่แล้วอาจเกิดหัวใจวายและทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าเปลี่ยนมาใช้ยาสลบ ผลของการใช้แก้สที่คุณแม่ดมเพื่อให้หมดความรู้สึกก็จะไปกดหัวใจเช่นเดียวกัน เสี่ยงไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไรนัก

ขณะผ่าคลอดแม้คนไข้ไม่ต้องเบ่งแต่ก็เสียเลือดปริมาณมากกว่า ถ้าคลอดปกติทางช่องคลอดจะเสียเลือดประมาณ 200-300 ซี.ซี. แต่ถ้าผ่าคลอดจะเสียเลือดเกือบ 1 ลิตร ปริมาณเลือดที่เสียไปมากหัวใจอาจจะปั๊มเลือดไปทดแทนไม่ทันทำให้หัวใจวายหรือช็อกเสียชีวิตได้ในขณะที่ผ่าคลอด นอกจากนี้ถ้ามีการให้เลือดทดแทนเลือดที่เสียไปขณะผ่าตัด หากให้เร็วเกินไปหัวใจรับไม่ทันก็อาจหัวใจวายได้

ช่วงหลังคลอด : เมื่อมาถึงด่านสุดท้ายซึ่งดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไรเมื่อคลอดแล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีใด หากแผลจากการคลอด ไม่ว่าจะเป็นแผลฝีเย็บหรือแผลจากการผ่าตัดคลอด มีการติดเชื้อขึ้นจะกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนหัวใจวายได้ รวมถึงถ้าหากให้ลูกกินนมแม่อย่างไม่ระมัดระวัง การให้นมแม่จะกระตุ้นให้ร่างกายของแม่สร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ออกซิโตซิน (Oxytocin) เพื่อให้น้ำนมหลั่ง ฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ถ้าบีบแรงๆ จะทำให้เจ็บท้องความเจ็บก็มีผลทำให้หัวใจวายได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องให้นมแม่ภายใต้การดูแลของหมอและพยาบาลอย่างใกล้ชิดและถูกต้องจึงจะกลับไปให้นมแม่ต่อที่บ้านได้

หลังคลอดแล้วส่วนใหญ่หมอจะแนะนำคุณแม่ให้คุมกำเนิดแบบถาวร เพราะหากรับประทานยาคุมหรือฉีดยาคุมก็อาจจะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะยาฉีดคุมกำเนิดจะไปเพิ่มความดันโลหิตและทำให้อ้วนด้วย ดังนั้นจึงแนะนำให้ทำหมันเสียมากกว่า ไม่ว่าคนไข้อยากจะมีลูกอีกหรือยังไม่มีลูกก็ตาม

การเป็นโรคหัวใจของผู้หญิงของผู้หญิงถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายอยู่แล้วถ้าเป็นโรคหัวใจแล้วเกิดตั้งครรภ์ด้วยก็จะเป็นเรื่องซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก ฉะนั้นผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจก่อนที่จะตั้งครรภ์ต้องคิดและปรึกษาคุณหมอให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนตัวอย่างทั้งสองรายและปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผมพบเจอบ่อยก็คือ แม้จะรู้ว่าเป็นอันตรายแต่ก็มีบางคนไม่ยอมคุมกำเนิดอย่างจริงจังจนทำให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นและมีปัญหาตามมาอีกมากมายดังที่บรรยายไปแล้ว


ขอให้คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ จงมีการตั้งครรภ์และการคลอดที่ราบรื่น ลูกเกิดรอกแม่ปลอดภัยทุกคนนะครับ


(update 10 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.140 June 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:42 Share
โรคหัวใจ ดูแลอย่างไรเมื่อท้อง

อาราดา เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์


ในทางการแพทย์ คุณแม่ท้องที่เป็นโรคหัวใจอาจทำให้ลูกน้อยเกิดมามีโอกาสแคระแกร็น และคุณแม่เองยังเสี่ยงกับภาวะหัวใจวายรวมทั้งการติดเชื้อในกระแสเลือดด้วย

แต่ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกันค่ะ

แม่ท้องที่เป็นโรคหัวใจ แบ่งได้เป็น
  • กลุ่มตั้งครรภ์ได้ตามปกติ
  • กลุ่มที่ต้องพิจารณาให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง
  • กลุ่มสามารถตั้งครรภ์ได้แต่ต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ
โดยที่คุณหมอจะพิจารณาถึงความเสี่ยงของโรคจากระดับความรุนแรงในคุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละราย เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

ในการพิจารณาว่าจะให้ตั้งครรภ์ต่อได้ หรือทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงนั้น ก็จะเป็นการหารือร่วมกันระหว่างสูติแพทย์และแพทย์โรคหัวใจ หากได้รับการพิจารณาเป็นอย่างดีแล้วว่า การตั้งครรภ์ในครั้งนี้อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ คุณหมอก็มักจะพิจารณาให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงค่ะ


อาการแบบนี้ไม่ดีแน่

คุณแม่ควรสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์นะคะ หากมีอาการเหล่านี้เพียงข้อใดข้อหนึ่งควรรีบมาพบคุณหมอเป็นการด่วนค่ะ
  • หอบเหนื่อย
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • หายใจไม่ค่อยสะดวก
  • ปลายมือ ปลายเท้าซีดเชียว
อาการที่กล่าวมาสามารถสังเกตได้ แต่ระดับความรุนแรงนั้นจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งคุณหมอจะใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อจะได้ดูแลรักษาอย่างถูกวิธี โดยสามารถแบ่งตามระดับอาการได้ 4 ระดับ ดังนี้
ระดับที่ 1 กลุ่มที่ยังทำกิจวัตรประจำวันและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ดูไม่ออกว่าเป็นโรคหัวใจ

ระดับที่ 2 กลุ่มที่ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่เมื่อเริ่มทำงานหนักๆ หรือใช้แรงมากจะมีอาการเหนื่อยหอบ

ระดับที่ 3 กลุ่มที่ทำกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ หรือใช้แรงเพียงเล็กน้อย ก็เริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ ซึ่งกลุ่มนี้คุณหมอจะเริ่มพิจารณาแล้วว่าควรทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงหรือไม่

ระดับที่ 4 กลุ่มที่แม้ไม่ได้ทำงาน หรือกิจวัตรอะไรเลยก็รู้สึกเหนื่อยหอบแล้ว คุณหมอจะไม่แนะนำให้ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ตั้งครรภ์ เพราะจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สุขภาพแม่ลูก...ช่วงตั้งครรภ์

คุณแม่ท่านไหนที่เป็นโรคหัวใจควรระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ เพราะช่วงนี้น้ำในกระแสเลือดจะมีการเพิ่มมากขึ้นเกือบ 50% ทำให้หัวใจของคุณแม่ทำงานหนักเกินกำลังค่ะ

อีกทั้งคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจจะมีปริมาณออกซิเจนในเลือดน้อยกว่าคนทั่วไป หัวเจลยทำงานหนักมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าคุณแม่ยิ่งซีดหรือมีภาวะโลหิตจางหัวใจก็ยิ่งทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ

คุณแม่บางรายที่มีระดับความรุนแรงโรคหัวใจมาก คุณหมอาจจะนัดมาสังเกตอาการที่โรงพยาบาลจนกระทั่งเข้าสู่ระยะปลอดภัย แต่หากอยู่บ้านคุณหมอจะแนะนำว่า ถ้าหากว่ามีอาการหอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะหัวใจวายทันที

การดูแลรักษา
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินยาบำรุงเลือดป้องกันการซีด เพิ่มเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น
  • ไม่กินอาหารรสจัด หรืออาหารที่มีรสเค็ม
  • ดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มมากเกินไป เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงปริมาณน้ำในเลือด และไขมันที่เพิ่มขึ้นด้วย
  • หลีกเลี่ยงเรื่องการติดเชื้อ เช่น เป็นหวัดก็รีบรักษา ฟันผุต้องอุดให้เรียบร้อย ไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบที่เหงือก เพราะเชื้อโรคอาจหลุดเข้ากระแสโลหิตแล้วไปเกาะตามลิ้นหัวใจทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบได้

สุขภาพแม่ลูก...ระหว่างคลอด

เป็นอีกช่วงที่เสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อ และหัวใจวายจากการเบ่งคลอด การบีบตัวของมดลูกทำให้มีการรีดเลือดเข้าหัวใจมากขึ้น จนรู้สึกเหนื่อย ความดันเพิ่ม และมีโอกาสเสี่ยงหัวใจวายได้

คุณหมอจะต้องดูแลความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องของการป้องกันการติดเชื้อจากเครื่องมือที่ใช้ตอนคลอด และไม่ปล่อยให้คลอดด้วยความเจ็บปวดหรือเบ่งคลอดยาวนานเกินไป

การดูแลรักษา
  • คุณหมอจะดูแลไม่ให้เกิดการติดเชื้อในระหว่างทำคลอด เช่น ไม่ปล่อยให้น้ำเดินนานเกินไป การให้ยาปฏิชีวนะป้องกันเมื่อเข้าสู่ระยะการคลอด

  • บางกรณีคุณหมออาจเร่งคลอดโดยการเจาะถุงน้ำคร่ำได้ เพื่อควบคุมการคลอดให้เป็นปกติ

  • เมื่อปากมดลูกเปิด คุณหมอจะใช้เครื่องดูดสุญญากาศหรือใช้คีมคีบ เพื่อย่นระยะเวลาในการคลอด

สุขภาพแม่ลูก...หลังคลอด

ช่วงนี้ต้องระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะ 24 ชั่วโมงหลังคลอด เพราะ...
  • อาจเสี่ยงต่อภาวะเลือดเทกลับมาที่หัวใจมากขึ้น เนื่องจากขนาดของมดลูกที่เคยใหญ่และทับอยู่ที่เส้นเลือดดำใหญ่ พอคลอดเสร็จมดลูกจะเกิดหดเล็กลง เส้นเลือดดำใหญ่แถวอุ้งเชิงกรานที่เคยถูกมดลูกทับก็ไม่มีอะไรมาทับ จึงทำให้มีปริมาณเลือดเทกลับมาที่หัวใจเพิ่มขึ้น

  • มีปริมาณน้ำที่เข้าหัวใจมากขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำที่อยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ เทกลับเข้าเส้นเลือด ปริมาณน้ำในหลอดเลือดสูงขั้นทันที ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจไมแข็งแรง หรือระหว่างคลอดได้น้ำเกลือเพิ่มมากไป ก็อาจจะหัวใจวายได้
การดูแลรักษา
  • คุณหมอจะให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อที่จะดึงน้ำออกจากร่างกาย ช่วยลดการทำงานของหัวใจ
  • ให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อหลังคลอด
  • ฉีดยาป้องกันการตกเลือดหลังคลอดโดยเลือกยาที่ไม่เพิ่มความดันโลหิต เพื่อไม่ให้หัวใจทำงานมากเกินไป
ภาวะโรคหัวใจในคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นโรคก่อนตั้งครรภ์ ฉะนั้น หากมีอาการเบื้องต้นที่ส่อเค้าว่าน่าจะเป็นโรคหัวใจหรือรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้อยู่ และต้องการจะมีลูกแล้วล่ะก็ ควรปรึกษาคุณหมอประจำตัวก่อนเสมอนะคะ


(update 21 มีนาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 305 มิถุนายน 2551 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:44 Share
เป็นไมเกรน ยามตั้งครรภ์
 
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ไม่ได้พบกันเสียนานนะครับ สำหรับฉบับนี้ หมอจะขอเล่าเรื่องน่าปวดหัวของสตรีตั้งครรภ์ เรื่องที่ว่านี้ก็คือ เรื่องปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรนขณะตั้งครรภ์ยังไงละครับ
คำว่า “ไมเกรน” มาจากคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Migraine” ซึ่งเป็นอาการปวดศีรษะที่มีลักษณะของการปวดเพียงข้างเดียว ปวดเป็นพักๆ ปวดตุ๊บๆ และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

ภาวะปวดศีรษะข้างเดียวหรือไมเกรนนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 4 แบบด้วยกันครับ
1. Common migraine เป็นไมเกรนที่มักมีประวัติในครอบครัว มักมีอาการแสดงคือ ปวดศีรษะข้างเดียว คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บหนังศีรษะ และอาการดังกล่าวจะเป็นอยู่หลายชั่วโมง

2. Classical migraine เป็นไมเกรนที่มีอาการเหมือนข้อ 1 แต่มีความแตกต่างที่มักมีอาการอื่นนำมาก่อนปวดศีรษะ อาการนำที่ว่านี้คือ อาการทางสายตา โดยอาจเห็นภาพแปลกๆ หรือภาพหลอน ไมเกรนชนิดนี้สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยรับประทานยาตั้งแต่เริ่มมีอาการนำ

3 .Basilar migraine เป็นไมเกรนที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการรู้สึกว่าบ้านหมุน พูดออกเสียงไม่ชัด และมองเห็นเป็นภาพซ้อน

4. Complicated migraine เป็นไมเกรนที่มีอาการทางระบบประสาทที่รุนแรงร่วมด้วย ทำให้ดูคล้ายกับภาวะที่สมองขาดเลือดมาเลี้ยงเป็นการชั่วคราว เช่น ภาวะแขนขาอ่อนแรงไปซีกหนึ่ง เป็นต้น
ไมเกรนเป็นภาวะที่แพทย์จะวินิจฉัยแยกออกจากโรคอื่นๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายครับ หากไม่ใช่โรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกันแล้ว จึงจะสรุปว่า น่าจะเป็นไมเกรน ดังนั้น บางครั้งอาจจะต้องอาศัยการตรวจทางประสาทวิทยา โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาอย่างครบถ้วนเสียก่อน

ไมเกรนอาจจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น หรือเมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความถี่และความรุนแรงของอาการจะลดลง จากการศึกษาของ Stewart และคณะ พบว่าประมาณร้อยละ 18 ของผู้หญิงจะเคยประสบปัญหาไมเกรนมาก่อนครับ


ต้นเหตุของไมเกรน

สาเหตุของไมเกรนเชื่อว่าน่าจะเริ่มต้นจากการที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการหดรัดตัว ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง หลังจากนั้น เส้นเลือดก็ขยายตัวทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ สารที่เชื่อว่าทำให้เกิดอาการดังกล่าวคือ เซโรโตนิน (Serotonin) นอกจากนี้ อาการไมเกรนอาจจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดแตกในสมองสูงขึ้นด้วย


ผลต่อการตั้งครรภ์

อาการปวดศีรษะไมเกรนไม่ได้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อัตราการแท้ง อัตราการเกิด โรคพิษแห่งครรภ์ ความผิดปกติโดยกำเนิดของทารก อัตราตายขณะคลอด หรือการคลอดที่ผิดปกติ ล้วนไม่มีการเปลี่ยนแปลง

จากการศึกษาในสตรีตั้งครรภ์กว่า 1,500 คน ที่เป็นไมเกรนพบว่าร้อยละ 70 มีอาการดีขึ้นอย่างมากระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นไมเกรนระหว่างมีรอบระดู เพราะว่าระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดระดับลงก่อนมีระดูทำให้เกิดอาการไมเกรน แต่ระหว่างตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะอยู่ในระดับสูงทำให้ภาวะไมเกรนดีขึ้น ภายหลังคลอดบุตรภาวะไมเกรนก็จะกลับมาอีกครั้ง

เมื่อแยกการตั้งครรภ์เป็น 3 ไตรมาส พบว่า ไตรมาสที่ 2 และ 3 จะมีอาการดีขึ้นมากที่สุด สำหรับส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30 พบว่าอาการอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเลวลงก็ได้ ประมาณร้อยละ 15 ของภาวะไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์เป็นการเกิดขึ้นครั้งแรก ไมเกรนที่เกิดชนิดนี้มักจะมีอาการนำเป็นส่วนใหญ่ และมักจะเกิดในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

การดูแลรักษา การรักษาภาวะไมเกรนอาจจะเริ่มต้นด้วยวิธีรักษาที่ไม่ใช้ยา เช่น นอนพัก การนวด การประคบเย็น หรือการทำให้ผ่อนคลาย หากว่าวิธีดังกล่าวข้างต้นยังไม่สัมฤทธิ์ผล ก็คงจะต้องเริ่มรับประทานยา ซึ่งภาวะไมเกรนส่วนใหญ่จะตอบสนองดีต่อยาแก้ปวดธรรมดาๆ เช่น แอสไพริน พาราเซตามอล หรือพาราที่มีส่วนผสมของโคเดอีน ยาแก้อาเจียนนั้นบางครั้งก็จำเป็น เช่น ในกรณีที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

สำหรับไมเกรนชนิดคลาสสิค ยาประเภท เออกอด (Ergotamine) จะให้ผลการรักษาที่ดีมาก เนื่องด้วยเป็นยาที่ทำให้เส้นเลือดหดรัดตัว แต่ยาดังกล่าวควรที่จะงดเว้นในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องด้วยเกรงจะเกิดผลเสียต่อเลือดที่ไปเลี้ยงทารกและทำให้เส้นเลือดของทารกหดรัดตัว

นอกจากนี้ ยาประเภทเออกอด อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด น้ำท่วมปอด หลอดลมหดรัดตัว ลำไส้ขาดเลือด และเส้นเลือดในสมองแตกได้ จึงสรุปว่า ยาที่ใช้สำหรับรักษาภาวะไมเกรนในช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์นั้น ไม่ควรใช้ในระหว่างตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายคงพอจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะปวดศีรษะข้างเดียวหรือไมเกรนมากขึ้นแล้วนะครับ และภาวะดังกล่าวควรที่จะได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนที่จะด่วนสรุปด้วยตนเองว่าเป็นไมเกรน เมื่อทราบแน่ชัดแล้ว จึงสามารถฝึกฝนที่จะควบคุมอาการ ซึ่งมีวิธีการดูแลหลายอย่างตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว การรับประทานยาที่นอกเหนือจากยาแก้ปวดธรรมดา ควรที่จะอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

อาการไมเกรนส่วนใหญ่จะดีขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ แต่กำเริบอีกเมื่อภายหลังคลอดบุตร ดังนั้นเมื่อคลอดบุตรแล้ว คุณแม่ก็ควรจะตั้งรับอาการที่เกิดขึ้นอีกให้ดีด้วยนะครับ


(update 12 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 ธันวาคม 2546 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:44 Share
ไมเกรน..แม่ท้อง แบบออนไลน์


t-warn say : >ปวดหัวจังเลย ปวดจี๊ด ตุ๊บๆ เป็นๆ หายๆ ข้างเดียว เลยสงสัยว่าเป็นไมเกรนหรือเปล่า อยากรู้ว่าคนท้องเขาเป็นกันทุกคนรึเปล่า ยิ่งท้องแรกแล้วต้องสอนหนังสืออีกไม่รู้ปวดหัวจากนักเรียนหรือปวดเพราะท้อง รบกวนฝากถามคุณหมอให้หน่อยนะเพื่อน

Yothaka : yib say : > ได้เลย แต่ขอตอบคำถามแรกก่อนนะว่า อาการที่ตัวเป็นไม่ทุกคนที่เป็นหรอก บางคนเป็นก่อนท้อง บางคนเป็นระหว่างที่ท้อง เรามีเคสของคุณแม่ที่เป็นไมเกรนมาให้ลองอ่านดู เดี๋ยวส่งเมล์ไปให้นะ
คุณครูหวานเพื่อนรัก (และว่าที่คุณแม่หวานอีกหนึ่งตำแหน่ง)

ตามที่สัญญาว่าจะหาข้อมูลเรื่องอาการปวดหัวในคุณแม่ท้องมาฝาก มีทั้งข้อมูลและกรณีตัวอย่างเอาไว้เปรียบเทียบอาการ แถมเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะหลีกเลี่ยงและป้องกันไมเกรนให้มาด้วยนะ อย่าลืมอ่านล่ะ


เรื่องจริงของคุณแม่ไมเกรน

คุณเปี่ยมพร หาญพรชัย ที่รู้ตัวว่าเป็นไมเกรนตอนทำงาน เพราะอาการรุนแรงขึ้น ปวดร้าวไปทั้งหัวเหมือนมีเหล็กมาเสียบ หลายครั้งปวดจนต้องนั่งกอดโถส้วม เพราะมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย ทรมานมากๆ

แต่ช่วงตั้งท้องนับว่าคุณแม่โชคดีมากๆ ที่แทบจะไม่มีอาการปวดหัวมารบกวน เธอบอกว่าอาจเป็นเพราะว่าไม่ได้ทำงานหนัก ไม่เครียด คิดถึงแต่ลูกสบายใจและมีความสุขมาก เพราะทานยาไมเกรนไม่ได้คุณหมอให้ทานแต่พาราเซตามอลเท่านั้น แต่คุณเปี่ยมพรก็ยังไม่อยากทาน เพราะเป็นห่วงลูกในท้อง

พอคลอด ลูกก็เริ่มกวน พักผ่อนน้อยอาการก็กำเริบอีก คุณหมอสั่งยาพาราเซตมอลให้ก็ไม่อยากทาน เพราะต้องให้นมลูก อย่างนี้แหละคนเป็นแม่ก็ต้องทน ฮั่นแน่...จะถามใช่ไหมล่ะว่า ตกลงทานยาได้หรือไม่ได้จริงๆ ก็คือ ทานได้ แต่ควรทานตามคำแนะนำของแพทย์จ้ะ

และอย่าคิดว่ามีกรณีเดียวนะ เพราะมีคนที่ไม่เคยเป็นไมเกรนมาก่อน แต่พอท้องแล้วกลับมีอาการคล้ายๆ หวานเลย ชื่อคุณน้ำ เพิ่งจะมีอาการตอนท้องนี่แหละ เป็นบ่อยๆ อาทิตย์ละ 3-4 วัน ตลอด 9 เดือนเลย เธอพยายามไม่ทานยาเหมือนกัน

วิธีที่ช่วยได้จริงๆ สำหรับคุณแม่รายนี้ เธอบอกว่าต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่โล่งโปร่ง มีลมเย็นๆ พัด หลีกเลี่ยงการใช้สายตามากๆ เพราะตอนท้องสายตาจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมนิดหน่อย ถ้าเพ่งมากจะกระตุ้นให้ปวดนะจ้ะ

ไม่เพียงเท่านี้นะจ้ะคุณเพื่อน ด้วยความเป็นห่วงหลานในท้องและจะได้เอาข้อมูลมาฝากแฟนๆ คอลัมน์นี้ด้วย เราจึงรีบไปถามคุณหมอมาให้จ้ะ


รู้จักไมเกรน

ไมเกรน (Migraine) อาการปวดหัวที่หลายคนต้องทนมาหลายปี ปวดข้างเดียว ปวดข้างซ้ายย้ายมาข้าวขวา หรือว่าปวดร้าวไปทั้งหัวเลยไปที่กระบอกตา หรือท้ายทอย บางคนปวดตุ๊บๆ ตามจังหวะชีพจรบางครั้งรุนแรงจนถึงทำอะไรไม่ได้ต้องหยุดทำงานทีเดียว ถ้าจะให้แบ่งประเภท ก็แบ่งได้ตามอาการดังนี้ค่ะ
  • Common Migraine จะมีอาการปวดหัว บางทีอาจจะปวดทั้งสองข้างหรือปวดศรีษะก็ได้ ไม่ใช่ปวดข้างเดียวเสมอไป โดยจะมีอาการไมเกรนร่วมด้วยคือ อาเจียน ปวดศรีษะตุ้บๆ ปวดบริเวณขมับร้าวมาที่กระบอกเบ้าตา หรืออาจจะร้าวไปท้ายทอย อาการจะค่อยๆ ปวดเพิ่มขึ้นไปจนถึงจุดที่ปวดมากๆ ซึ่งจะใช้เวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และจะมีอาการปวดมากจะอยู่ตั้งแต่ 4-5 ชั่วโมง ไปจนถึงมากที่สุด 2-3 วัน แล้วค่อยๆ หายไปเอง หรืออาจเป็นซ้ำอีกในเวลาต่อๆ มา

  • Classic Migraine อาการโดยทั่วไปจะคล้ายกับ Common Migraine แต่จะมีอาการนำก่อนปวด เช่น เห็นแสงแวบแปลกๆ บางคนรู้สึกชาที่หน้าหรือมือ จากนั้นจะเริ่มมีอาการอื่นๆ ของไมเกรนตามมา

  • ไมเกรนชนิดอื่นๆ มีอยู่หลายลักษณะ บางคนเป็นไมเกรนชนิดไม่ปวดหัว บางคนมีอาการแปลกๆ เช่นตาพร่า ตามัวก่อนเป็น บางคนเป็นไมเกรนแล้ว ง่วงซึม ซึ่งบางครั้งยากที่จะวินิจฉัย ต้องให้แพทย์เฉพาะทางซักประวัติโดยละเอียด
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปวดหัวได้เร็วและมีอาการรุนแรงมากขึ้นก็คือ การเจอกับแสงแดดจ้า หรือการได้กลิ่นอะไรบางอย่าง พักผ่อนให้เพียงพอ เครียด อากาศร้อน ควันรถ หรือดื่มไวน์แดง ซึ่งแต่ละคนก็จะไวต่อตัวกระตุ้นที่แตกต่างกันไป


ไมเกรนกับคุณแม่ท้อง

ไมเกรนเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้หญิงถึงร้อยละ 20 ดังนั้นคนท้องย่อมมีโอกาสเป็นได้ แต่พบว่าร้อยละ 60 หรือ 2 ใน 3 ของผู้หญิงที่เคยเป็นมีอาการก่อนท้อง ขณะมีเจ้าตัวน้อยอาการไมเกรนจะหายไป

สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชาย เพราะฮอร์โมนของผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้งเนื่องจากไปเกรนมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนภายในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นบางคนจึงมีอาการปวดหัวก่อนระหว่างมีหรือหลังมีประจำเดือน

คนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อตั้งครรภ์มีอาการนั้น อาจจะเป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วจึงทำให้เกิดอาการไมเกรน สำหรับกรณีคนที่เคยเป็นมาก่อนตั้งท้อง พอท้องแล้วอาการหายไป ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายมีการปรับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้น และมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่ำลงจึงช่วยป้องกันไม่ให้ปวดหัว

อย่างไรก็ตามคนที่มีอาการไมเกรนมาก่อน หากปวดหัวในช่วงตั้งครรภ์ก็จะรู้สึกปวดหัวในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญมากของการฟอร์มตัวทารก ดังนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการทานยาให้มากที่สุด

แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาจริงๆ คุณหมอจะเลือกยาที่มีผลกับลูกน้อยที่สุด ทั้งนี้ต้องพิจารณาประวัติการเจ็บป่วยประกอบด้วยว่าเป็นไมเกรนจริงหรือไม่ หรืออาจจะมีโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งครรภ์ เช่น โรคสมองที่มีอาการคล้ายไมเกรน ดังนั้นคุณแม่คนใหม่ที่มีอาการปวดศรีษะและอาเจียนร่วมด้วย ควรรีบไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อที่จะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง


แม่ท้องกับยาไมเกรน

การทานยาระงับอาการปวดไมเกรนจะส่งผลกับลูกในครรภ์หรือไม่ เป็นคำถามที่คุณหมอเจออยู่บ่อยๆ ซึ่งยาระงับอาการไมเกรนจริงๆ แล้วไม่ค่อยมีผลกับครรภ์เท่าใดนัก เพราะมียาหลายตัวที่สามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม และคนไข้ที่เป็นคุณแม่ทั้งหลายก็ไม่อยากรับยาอยู่แล้ว แต่หากมีอาการจนทนไม่ได้แล้วไมได้รับยาก็ต้องส่งผลกระทบกับลูกอยู่ดี เพราะคุณแม่ที่เป็นไมเกรนจะมีความเครียด อาเจียน ทำให้ทานอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด ซึ่งอาจจะส่งผลกับเจ้าตัวน้อย

หากจำเป็นต้องทานยาควรเริ่มจากยาพาราเซตามอลก่อน ซึ่งหากไม่ได้ผล คุณหมอจะเปลี่ยนเป็นยาแก้ปวดที่แรงขึ้นตามความเหมาะสม


หลีกไกลไมเกรน

สำหรับคุณแม่ท้องและหลังคลอด การหลีกทางจากไมเกรนคือการป้องกันซึ่งทำได้หลายวิธีด้วยกัน
  • พักผ่อนให้มาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงหรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว

  • อย่าเครียด อันนี้พูดง่ายแต่ทำยาก บางทีเครียดโดยไม่รู้ตัว รู้ก็ตอนที่ปวดหัวไปแล้ว (ฮ่า ฮ่า)

  • ควรระงับความเครียดด้วยการทำสมาธิ ซึ่งเป็นการบำบัดทำให้จิตใจสงบ อารมณ์ดีอยู่เสมอ

  • การออกกำลังกายอาจจะเป็นท่าโยคะสำหรับแม่ท้อง และหลังจากท้องในช่วงไตรมาสที่สองแล้วการเดินรับอากาศบริสุทธิ์ก็ช่วยให้อาการไมเกรนบรรเทาลง หรือป้องกันให้เกิดยากขึ้น แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยคุณแม่จึงจะอดทนกับอาการปวดได้มากขึ้น

  • เรื่องอาหารการกินก็สำคัญ หากกินหรือว่าได้กลิ่นอะไรแล้วปวดศรีษะต้องพยายามหลีกเลี่ยง
เพราะอาการไมเกรนสามารถกลับมาเป็นได้อีกเรื่อยๆ หากว่าได้รับการกระตุ้นที่รุนแรงเพียงพอดังนั้นวิธีสร้างภูมิที่ดีและง่ายที่สุดก็คือออกกำลังกาย เพราะทำให้แข็งแรงขึ้น เป็นการปรับสารเคมีในสมองและลดความเครียด ก็จะเป็นไมเกรนน้อยลงเรื่อยๆ

หวังว่าคงจะได้วิธีไปช่วยลดปวดหัวได้บ้างนะ แต่เราว่าถ้าหวานมีอาการตามที่บอกมาจริงๆ ให้รีบไปปรึกษาคุณหมอดีกว่า เผื่อว่าจะมีโรคอื่นที่ไม่ใช่ไมเกรนก็ได้ กันไว้ดีกว่าแก้จ้ะ


(update 1 เมษายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 300 มกราคม 2551]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:45 Share
โลหิตจาง โรคที่ต้องหยุดคิดก่อนคิดตั้งท้อง


วันนี้ผมขอคุยถึงเรื่องของโรคโลหิตจางกับคนที่ตั้งท้องซักหน่อย

นับย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ.2512-1513 อาจารย์แพทย์สอนผมให้ทราบว่า สาเหตุของโรคโลหิตจางในหญิงไทยที่ตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เป็นเพราะขาดธาตุเหล็ก

ครับ...ธาตุเหล็ก เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของศูนย์กลางเม็ดโลหิตแดง ดังนั้นธาตุเหล็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดโลหิตแดง

เมื่อขาดธาตุเหล็กจึงทำให้การสร้างเม็ดโลหิตแดงจึงเป็นไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร ภาวะโลหิตจางจึงเกิดขึ้นมา

สาเหตุที่ทำให้ขาดธาตุเหล็กนั้นพบว่า พยาธิปากขอ เป็นต้นเหตุที่สำคัญที่สุด

พยาธิปากขอแพร่พันธุ์โดยอาศัยพื้นดินเป็นที่คอยหาเหยื่อ ประกอบผู้คนชาวบ้านช่วงสมัยก่อนโน้น ยังไม่ค่อยจะระมัดระวังกันในเรื่องนี้ จึงมักจะปล่อยปละละเลย ไม่สวมรองเท้า ชอบเดินเท้าเปล่า จึงเป็นเหตุให้พยาธิปากขอไชชอนผ่านผนังเท้าเข้าสู่ร่างกาย ไปออกลูกออกหลานอยู่ในลำไส้

ลูกหลานที่มีอยู่เต็มในลำไส้ก็กัดผนังลำไส้ทำให้เลือดออก แม้ว่าจะออกมาเพียงซิบๆ แต่ออกมาอยู่เรื่อยๆ มันก็เลยทำให้มีการเสียเลือดจนเกิดเป็นโรคโลหิตจางได้

คงเป็นเพราะบ้านเมืองเจริญขึ้น ผู้คนจึงสวมรองเท้ากันมากขึ้นเป็นนิจสิน ผมจึงเชื่อว่าคนไทยทุกวันนี้มีภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้นเพราะพยาธิปากขอเป็นเหตุน่าจะลดน้อยลงไปมาก

แต่ภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความเป็นคนไทย มีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง สาเหตุที่ว่านี้ มิใช่เพราะพยาธิปากขออีกต่อไป แต่เป็นเพราะโรคเลือดประเภทหนึ่ง ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่ลูก หลาน เหลน ได้ทางกรรมพันธุ์

คุณๆ คงจะเคยได้ยินมาบ้างนะครับเกี่ยวกับโรคเลือดที่เรียกว่า “โรคธาลาสซีเมีย” (Thalassemia) ด้วยความเป็นสูติแพทย์จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับผู้ป่วย หรือได้เจอผู้ป่วยที่มีโรคนี้แอบแฝงอยู่บ่อยๆ บ่อยจนน่าเป็นห่วงว่าในอนาคตคนไทยจะมีโรคเลือดประเภทนี้แฝงเป็นพาหะมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีที่สิ้นสุด เพราะคงไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามมิให้บุคคลที่มีโรคเลือดธาลาสซีเมียแอบแฝง หรือเป็นพาหะนำโรคต่อการที่จะมีลูกสืบสกุลได้

แน่นอนคงไม่มีใครแม้แต่สักคนเดียวที่ต้องการจะเป็นโรคเลือดที่ว่านี้ และไม่มีใครต้องการที่จะมีลูกมีหลานเป็นโรคเลือดที่ว่านี้เช่นกัน แต่โดยปุถุชน ทุกคนเมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ย่อมจะต้องการมีลูกมีเต้าเป็นเรื่องธรรมดา

แล้วเราจะทำกันอย่างไร เพื่อจะให้จำนวนของโรคเลือดธาลาสซีเมียมันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หรืออย่างน้อยก็อย่าให้มันมีเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้อีก

ต้องยอมรับครับว่า มันทำให้ยากยิ่ง เพราะต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างทั้งสองเพศที่กำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์

ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ
  • ประการที่หนึ่ง ประชาชนคนไทยทุกคนต้องเจาะเลือดความเป็นไปว่าตนเองเป็นโรค หรือพาหะนำโรคธาลาสซีเมียหรือไม่ และเก็บข้อมูลเป็นบันทึกประจำตัวเอาไว้ เช่นเดียวกับกรุ๊ปเลือด

  • ประการที่สอง ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย เมื่อมาคบหาสมาคม ทำความรู้จักกันก่อนที่จะตกลงปลงใจรับกันเป็นแฟน เป็นเพื่อนที่รู้ใจ ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดเผยข้อมูลของสภาพเลือด นอกเหนือจากโรคติดเชื้อเป็นโรคเอดส์ โรคซิฟิลิส แล้วก็เรื่องของโรคธาลาสซีเมียนี่แหละครับ

    ถ้าข้อมูลออกมาปลอดภัย ทั้งสองฝ่ายก็สามารถดำเนินชีวิตคบหากันต่อไปได้

    แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดเป็นพาหะนำโรค อีกฝ่ายก็ควรจะได้คิดไตร่ตรองว่า จะคบกันต่อไปดีหรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องโรคเลือดอยู่บ้างแล้ว

    แต่ถ้าหากพบว่า ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นพาหะนำโรคธาลาสซีเมีย แล้วโชคชะตานำพาให้มาพบกัน กรณีเช่นนี้ต้องคิดกันหนักหน่อยนะครับ เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคธาลาสซีเมียขึ้นมาในขั้นลูกๆ ได้

    การเป็นเพียงแค่พาหะนำโรคนั้น คุณอาจไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาให้รู้ได้ แต่ถ้าในกรณีเป็นโรคนั้นจะมีอาการแสดงของการเป็นโลหิตจางได้อย่างชัดเจน เช่น ซีด ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เล่นกีฬาไม่ไหว ตับม้ามโต ต้องให้เลือดกันเป็นประจำ สุดท้ายก็อายุสั้น

    ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณได้รับทราบข้อมูลกันทั้งสองฝ่าย คุณก็จะได้มีเวลาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพของครอบครัวคุณเอง และแน่นอนมีผลดีต่อประเทศชาติในทางอ้อมด้วยเช่นกัน

  • ประการที่สาม เมื่อทราบข้อมูลกับทั้งสองฝ่ายแล้วและเป็นที่รับทราบว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคหรือเป็นแค่พาหะนำโรคธาลาสซีเมีย หรือเป็นพาหะนำโรคกันทั้งสองฝ่าย หรือที่แย่ที่สุดคือ เป็นโรคธาลาสซีเมียกันทั้งสองฝ่าย

    แต่คุณยังคงตัดสินใจที่จะร่วมหอสร้างครอบครัวด้วยกัน ด้วยอานุภาพแห่งความรักมีมากเหลือเกินนั้น มันไม่เข้าใครออกใคร ก็สามารถแต่งงานกันได้ครับ ไม่มีใครที่ไหนจะมาห้ามได้
แต่ก็อย่างที่ว่าไว้นั่นแหละครับ คุณๆ ก็ต้องมีการวางแผนในเรื่องของการมีลูกให้ดี หากไม่ทราบว่าจะไปปรึกษาใครที่ไหน

ก็สูติแพทย์นั่นแหละที่ดีที่สุดครับ


(update 5 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ มกราคม 2005 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:46 Share
ลูกบวมน้ำ จากโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย


คุณกิ่งก้อย อายุ 25 ปี อาชีพพนักงานธนาคาร แต่งงานมาประมาณ 1 ปี ไม่ได้คุมกำเนิด ภายหลังแต่งงานไม่นานก็ตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ได้ไปฝากครรภ์ที่ใด เนื่องจากไม่ว่าง จนเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน จึงไปฝากครรภ์กับคุณหมที่โรงพยาบาลของรัฐฯ แห่งหนึ่ง

จากการซักประวัติของคุณกิ่งก้อยรวมทั้งครอบครัวพบว่า ตัวคุณกิ่งก้อยเองเคยไปตรวจกับคุณหมอเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจากรู้สึกเหนื่อยง่าย คุณหมอตรวจแล้วพบว่า คุณกิ่งก้อยซีดเล็กน้อย ได้ทำการตรวจเลือดโดยละเอียดต่อไปพบว่า คุณกิ่งก้อยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียชนิดเป็นพาหะ แพทย์ให้ยาบำรุงเลือดมารับประทาน คุณกิ่งก้อยก็รับประทานบ้านไม่รับประทานบ้าง แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร คุณกิ่งก้อยได้ไปตรวจตามที่คุณหมอนัดอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลย เนื่องจากเห็นว่า ตนเองไม่เป็นอะไร

สำหรับสามีของคุณกิ่งก้อย ไม่เคยมีอาการผิดปกติอะไรรวมทั้งไม่เคยตรวจเลือดเลยจนกระทั่ง เมื่อแต่งงานกับคุณกิ่งก้อย

ภายหลังซักประวัติและตรวจครรภ์ คุณหมอที่ดูแลได้แนะนำให้คุณกิ่งก้อยรับการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ เพื่อดูว่าลูกในท้องแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ จากการตรวจพบว่า ลูกในท้องมีลักษณะบวมน้ำ กล่าวคือในร่างกายของลูกน้อยในครรภ์ไม่ว่าจะเป็นช่องท้อง ช่องอก หรือแม้ใต้ผิวหนังต่างก็มีน้ำบรรจุแทรกอยู่ หัวใจ ตับ และม้ามของลูกโตกว่าปกติเล็กน้อย หัวใจของลูกเต้นค่อนข้างเร็วกว่าปกติ

ภายหลังทราบผลการตรวจคุณหมอที่ดูแลให้การวินิจฉัยว่าลูกในครรภ์ของคุณกิ่งก้อยเป็นโรคบวมน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากโรคเลือดจางทาลัสซีเมียได้ จึงแนะนำให้สามีของคุณกิ่งก้อยมารับการเจาะเลือดตรวจ ซึ่งผลการตรวจพบว่าสามีของคุณกิ่งก้อยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียชนิดเป็นพาหะเช่นเดียวกัน ผลการตรวจเลือดของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ดังกล่าวทำให้คุณหมอที่ดูแลคิดว่าลูกในท้อง น่าจะเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียด้วยเช่นกัน จึงทำให้เมื่อตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ แล้วพบลักษณะบวมน้ำดังกล่าวข้างต้น

คุณหมอได้แนะนำให้คุณกิ่งก้อยรับการตรวจวินิจฉัยต่อ โดยการเจาะดูดเลือดของลูกในท้องมาตรวจ ผลการตรวจซึ่งทราบในอีก 1 สัปดาห์ต่อมาพบว่า ลูกในครรภ์ของคุณกิ่งก้อยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียชนิดที่มีความรุนแรงมาก โดยที่ให้การรักษาไม่ได้ ภายหลังทราบผลเลือดคุณหมอได้ตรวจครรภ์ด้วยอัลตราซาวนด์ซ้ำ ซึ่งผลการตรวจในครั้งนี้พบว่าอาการบวมน้ำของลูกเป็นมากขึ้นในทุกๆ อวัยวะ ตับ ม้าม และหัวใจโตมากขึ้นอย่างชัดเจน และหัวใจของลูกหยุดเต้นซึ่งแสดงว่าลูกเสียชีวิตแล้ว

ภายหลังทราบผลดังกล่าวคุณหมอจึงแนะนำให้คุณกิ่งก้อยควรยุติการตั้งครรภ์ เพราะถ้าทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายต่อตัวคุณกิ่งก้อยเองด้วย ซึ่งคุณกิ่งก้อยก็ยอมรับคำแนะนำดังกล่าว คุณหมอจึงให้ยาเหน็บช่องคลอดเพื่อให้ลูกของคุณกิ่งก้อยแท้งออกมา ภายหลังการเหน็บยาประมาณ 14 ชั่วโมง คุณกิ่งก้อยก็แท้งลูกออกมา โดยลูกที่ออกมามีลักษณะบวมน้ำทั้งตัวและเสียชีวิตแล้ว

ภายหลังการแท้ง คุณหมอได้อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น การดูแลรักษา รวมทั้งแนวทางการดูแลคุณกิ่งก้อย ถ้าหากต้องการที่จะตั้งครรภ์ต่อไป คุณกิ่งก้อยสามารถกลับบ้านได้ภายหลังรับไว้ในโรงพยาบาล 4 วัน

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น

โรคเลือดจางทาลัสซีเมีย คืออะไร ?

ในเลือดเพียงหนึ่งหยดจะมีเม็ดเลือดแดงเป็นจำนวนนับแสนเม็ดและในเม็ดเลือดแดง แต่ละเม็ดจะมีสารโปรตีนสำคัญซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยที่เรียกชื่อว่า เฮโมโกลบิน เป็นจำนวนนับล้านหน่วย เจ้าเฮโมโกลบินที่ว่านี้แหละมีหน้าที่สำคัญในการจับออกซิเจน เพื่อนำไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย

คนที่เป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียก็คือ คนที่ร่างกายมีการสร้างสารเฮโมโกลบินได้น้อยกว่าปกติหรือไม่ได้เลย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคที่เป็น ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดแดงของคนคนนั้นมีเฮโมโกลบินน้อยกว่าปกติหรือไม่มี

เม็ดเลือดแดงของคนที่มีเฮโมโกลบินน้อยกว่าปกติจะมีรูปร่างผิดปกติไป จากเดิมที่มีรูปร่างกลมๆ คล้ายขนมโดนัต ก็จะกลายเป็นมีรูปร่างบิดเบี้ยว เม็ดเล็กลง แตกง่าย และทำหน้าที่ในการนำแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง

คำถามก็คือ ทำไมคนที่เป็นโรคนี้จึงสร้างสารเฮโมโกลบินได้น้อยลงเล่า ? คำตอบก็คือคนคนนั้นได้รับการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ (หรือที่เรียกว่า “ยีน”) ที่ควบคุมการสร้างสารเฮโมโกลบินที่ทำงานผิดปกติมาจากพ่อและแม่ ทำให้ไม่สามารถควบคุมและสั่งการให้มีการสร้างสารเฮโมโกลบินได้ตามปกติ แต่จะสร้างน้อยลงหรือสร้างแทบไม่ได้เลย แล้วแต่ความรุนแรงของความผิดปกติของยีน

ตามปกติคนเราจะมียีน 2 ยีน จากพ่อและแม่คนละ 1 ยีนในการควบคุมลักษณะ 1 ลักษณะ เช่น มียีน 2 ยีนในการควบคุมลักษณะสีตา ผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดปัญหาได้ เพื่อให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่าง เช่น ถ้าพ่อมีตาสีน้ำตาล จะมียีนที่ควบคุมให้ลูกมีตาสีน้ำตาล ในขณะที่แม่มีตาสีฟ้าก็จะมียีนที่ควบคุมให้ลูกมีตาสีฟ้า อย่างนี้แล้วลูกจะมีตาสีอะไร จะตาสีฟ้าข้างหนึ่ง และตาสีน้ำตาลข้างหนึ่งหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ลูกจะมีตาสีน้ำตาลเท่านั้น การที่เป็นเช่นนี้เพราะยีนทั้ง 2 มีความสามารถในการแสดงออกไม่เท่ากัน ยีนตาสีน้ำตาลแสดงออกได้ดีกว่าจึงข่มตาสีฟ้าจนหมด เราจึงเรียกยีนตาสีน้ำตาลว่า ยีนเด่น และยีนตาสีฟ้าว่า ยีนด้อย หรือ ยีนแฝง และลักษณะที่เราสามารถมองเห็น คือตาสีน้ำตาลจะเรียกว่า ลักษณะเด่น ในขณะที่ลักษณะที่เราไม่สามารถมองเห็นได้คือตาสีฟ้าทั้งๆ ที่มียีนตาสีฟ้าอยู่จะเรียกว่า ลักษณะด้อย หรือ ลักษณะที่แฝงอยู่ คนที่จะมีตาสีฟ้าได้ จะต้องได้รับยีนควบคุมตาสีฟ้าจากทั้งพ่อและแม่

ในปัจจุบันเราทราบแล้วว่ายีนที่ควบคุมการสร้างสารเฮโมโกลบินเป็น ยีนด้อย ดังนั้น คนที่มียีนโรคนี้เพียงยีนเดียวในขณะที่ยีนอีกหนึ่งยีนเป็นยีนปกติจะไม่เป็นโรคนี้ แต่จะทำหน้าที่ เป็นพาหะของโรค คือสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินี้ไปให้ลูกหลานของตัวเองได้เช่นเดียวกับรายของคุณกิ่งก้อยและสามี โดยที่ตัวเองไม่เป็นโรค


โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าลูกมีโอกาสเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียมากน้อยเพียงใด จะขออธิบายในลักษณะแผนภูมิดังนี้

1. ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่มียีนของโรคแฝงคนเดียว แต่อีกคนมียีนที่ปกติ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะไม่มีลูกที่เป็นโรคเลย เพียงแต่ว่ามีโอกาสที่ครึ่งหนึ่งจะปกติ และอีกครึ่งหนึ่งจะมียีนของโรคแฝงอยู่หรือที่เรียกว่าเป็นพาหะ


2. ถ้าคุณพ่อและคุณแม่มียีนของโรคแฝงทั้งคู่ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะมีโอกาสได้ลูกที่ปกติ 1 ใน 4 ได้ลูกที่เป็นพาหะของโรค 1 ใน 2 และได้ลูกที่เป็นโรค 1 ใน 4


3. ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นโรคเพียงคนเดียวอีกคนปกติ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะได้ลูกที่เป็นพาหะของโรคทุกคน แต่จะไม่เป็นโรค

4. ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นโรคเพียงคนเดียวอีกคนเป็นพาหะ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะมีโอกาสได้ลูกที่เป็นโรคครึ่งหนึ่งและเป็นพาหะของโรคอีกครึ่งหนึ่ง


กรณีของคุณกิ่งก้อยและสามีจะเห็นว่าเข้าได้กับกรณี 2 นั่นคือ ลูกในท้องมีโอกาสปกติ 1 ใน 4 มีโอกาสเป็นพาหะของโรค 1 ใน 2 และมีโอกาสได้ลูกที่เป็นโรค 1 ใน 4 ซึ่งโชคร้ายที่ลูกของคุณกิ่งก้อยอยู่ในส่วนที่เกิดมาเป็นโรค


โรคเลือดจางทาลัสซีเมีย ทำให้เกิดอาการอะไร ?

ดังที่กล่าวแล้วว่า คนที่เป็นโรคนี้จะมีเม็ดเลือดแดงที่แตกง่าย และไม่สามารถนำแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการและอาการแสดงหลายอย่างแตกต่างกันไปแล้วแต่ความรุนแรง


กรณีที่เป็นโรคที่มีอาการรุนแรงมาก

กรณีนี้เกิดจากยีนที่ควบคุมการสร้างสารเฮโมโกลบินแทบไม่ทำงานเลย ทำให้มีการสร้างสารเฮโมโกลบินน้อยมาก ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่ผู้ป่วยยังเป็นลูกน้อยอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ดังเช่นรายลูกของคุณกิ่งก้อย กล่าวคือลูกของคุณกิ่งก้อยจะขาดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างรุนแรง ผลของการขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ดังกล่าว จะกระตุ้นให้ร่างกายของลูกในครรภ์พยายามช่วยเหลือตัวเองโดยการสร้างเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น โดยใช้อวัยวะอื่นมาช่วย โดยปกติเม็ดเลือดแดงของคนเราจะสร้างจากไขกระดูกซึ่งอยู่ในกระดูกส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่คนที่เป็นโรคนี้จะมีการสร้างเม็ดเลือดที่ตับและม้ามด้วยทำให้อวัยวะทั้ง 2 โตขึ้น นอกจากนี้การที่เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่ายก็จะทำให้เกิดภาวะเลือดจางขึ้นได้ หัวใจของลูกในครรภ์ก็จะพยายามช่วยเหลือตัวเองโดยการทำงานปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้มากขึ้น หัวใจก็จะโตขึ้น จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวและภาวะหัวใจล้มเหลวทำงานต่อไม่ได้ การไหลเวียนเลือดก็จะช้าลง ทำให้เลือดไปคั่งค้างที่อวัยวะต่างๆ ทำให้เห็นเด็กมีลักษณะบวมน้ำในอวัยวะต่างๆ หัวใจโต ตับโต ม้ามโต และถ้ายังไม่ได้รับการช่วยเหลือ หัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด ทำให้ลูกเสียชีวิตในครรภ์ เช่นเดียวกับที่ตรวจพบในลูกของคุณกิ่งก้อย


กรณีที่เป็นโรคอาการรุนแรงไม่มาก

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการสร้างสารเฮโมโกลบินได้บ้าง แม้ว่าจะน้อยกว่าคนปกติก็ตาม เมื่อคนที่เป็นโรคดังกล่าวยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ก็จะมีอาการไม่มาก อาจตรวจไม่พบว่าบวมน้ำ และจะสามารถคลอดออกมามีชีวิตแต่จะมีความผิดปกติให้เห็นหลายประการ เช่น
  • มีอาการซีดและเหลือง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จากการที่เม็ดเลือดแตก และถูกทำลายได้ง่ายไม่สามารถนำแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ

  • เจริญเติบโตไม่สมวัย ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะซีดเรื้อรัง

  • ตับโต ม้ามโต จากการทำงานหนักในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และกำจัดทำลายเม็ดเลือดแดงที่แตกง่ายด้วย

  • ความต้านทานโรคต่ำ เนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรง ทำให้มีการติดเชื้อที่อวัยวะต่างๆ ได้ง่าย เช่น ปอดอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

  • หน้าตาเปลี่ยนไปซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่าใบหน้าทาลัสซีเมีย (Thalassemic facies) กล่าวคือ กระดูกส่วนหน้าผากและแก้มจะนูนขึ้นเนื่องจากไขกระดูกของกระดูกเหล่านี้ขยายตัวมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น ทำให้ส่วนดั้งจมูกดูแบน

  • ผิวหนังจะมีสีดำคล้ำ เนื่องจากมีธาตุเหล็กที่แตกตัวออกมาจากเม็ดเลือดแดง ที่มีการแตกทำลายออกมาสะสมอยู่ตามผิวหนังทั่วร่างกาย
ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีพอ ก็อาจเสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยเด็ก แต่ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างดีก็อาจโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้


กรณีที่เป็นพาหะของโรค

คนที่เป็นพาหะของโรค คือคนที่มียีนที่ทำให้เกิดโรคเพียงยีนเดียวแต่อีกหนึ่งยีนปกติ คนพวกนี้มักจะไม่มีอาการผิดปกติอะไรให้เห็นชัดเจนถ้าไม่ตรวจให้ละเอียด บางรายอาจมีอาการซีด หรืออ่อนเพลียได้เล็กน้อย คนในกลุ่มนี้แหละที่สร้างปัญหาทางสาธารณสุขให้กับประเทศชาติ เพราะจะเป็นตัวถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติให้แก่ลูกหลานได้ คล้ายกรณีของคุณกิ่งก้อยโดยที่ตัวเองก็ไม่ทราบเลย ถ้าไม่ทำการตรวจเลือดค้นหาอย่างจริงจัง

ในประเทศไทยเชื่อว่ามีคนที่เป็นพาหะของโรคเลือดจางทาลัสซีเมียนับล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งรอวันที่จะถ่ายทอดโรคต่อไป การรณรงค์เพื่อค้นหาคนที่เป็นพาหะของโรคนี้ จึงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยเรากำลังทำกันอยู่ในหลายหน่วยงานเพื่อจะได้วางแผนควบคุมโรคให้ดีขึ้น


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหรือเป็นพาหะของโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย ?

ในปัจจุบันการจะทราบว่าใครเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียหรือไม่และเป็นรุนแรงแค่ไหน สามารถทำได้ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแค่เจาะเลือดไปตรวจก็พอจะทราบผลแล้ว อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจเลือดที่เจาะเอาไปว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ทำได้ไม่ง่ายนัก และยิ่งถ้าตรวจในคนที่ดูปกติดีแต่ต้องการทราบว่ามียีนของโรคแฝงอยู่หรือไม่ยิ่งทำยากขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้น ในปัจจุบันประเทศไทยเราจึงยังไม่แนะนำให้คนทุกคนมารับการเจาะเลือดตรวจโรคนี้ แต่จะเลือกตรวจเฉพาะในบางรายที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เช่น
  • มีญาติพี่น้องเป็นโรคเลือดจาง

  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่ตรวจพบเลือดจาง (ในปัจจุบันกำลังเริ่มรณรงค์ ให้ตรวจเลือดหาโรคทาลัสซีเมียในคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกรายไม่ว่าจะมีเลือดจางหรือไม่ก็ตาม)

  • มีลูกเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียหรือสงสัยว่าเป็นโรคดังกล่าว ดังเช่น กรณีสามีของคุณกิ่งก้อยที่ภายหลังการตรวจครรภ์แล้วสงสัยว่าลูกในครรภ์จะเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย จึงแนะนำสามีคุณกิ่งก้อยให้เจาะเลือดตรวจ ซึ่งก็พบว่าเป็นพาหะของโรคคือ มียีนผิดปกติแฝงอยู่ ซึ่งถ้าไม่มีลูกก็จะไม่ทราบเลยว่าสามีของคุณกิ่งก้อยเป็นพาหะของโรคนี้
เมื่อกล่าวถึงการเจาะเลือดไปตรวจ ถ้าเป็นการเจาะเลือดในตัวผู้ป่วยทั่วไปก็ทำได้ง่ายมาก แต่ถ้าจะต้องเจาะเลือดของลูกที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ไปตรวจว่าลูกเป็นโรคหรือไม่ เช่น ที่ทำการตรวจในรายของคุณกิ่งก้อยจำเป็นต้องใช้วิธี การเจาะดูดเลือดจากสายสะดือลูกในครรภ์ ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญและผ่านการอบรมขั้นสูง โดยต้องใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ ในการช่วยตรวจดูตำแหน่งของสายสะดือให้แน่ชัดและหลีกเลี่ยงที่จะไปโดนตัวลูกและรกเมื่อใช้เข็มแทงเข้าไป


โรคเลือดจางทาลัสซีเมีย รักษาได้อย่างไร ?

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ผลผลิตคือเม็ดเลือดแดงที่ได้ออกมาเป็นเม็ดเลือดแดงที่ไร้คุณภาพ การรักษาโรควิธีที่ดีที่สุดคือ การทำให้ร่างกายกลับมาสร้างเม็ดเลือดแดงที่ปกติ ซึ่งก็คือ การทำให้ยีนผิดปกติกลับมาทำงานเป็นปกติ การรักษาด้วยวิธีนี้ทางการแพทย์เราเรียกกันว่า การรักษาที่ยีน (Gene Therapy) ฟังดูก็น่าจะดี แต่ในความเป็นจริงการรักษาด้วยวิธีนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาทดลองอยู่ ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน เพราะขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงมาก

ดังนั้น การรักษาในปัจจุบันจึงยังคงต้องคอยตามแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโรคนี้ หรือป้องกันปัญหาบางอย่างที่จะเกิดจากโรคนี้ เช่น
  • ให้เลือดเมื่อมีอาการซีดมาก
  • ให้ยาขับเหล็ก เพื่อลดการคั่งของธาตุเหล็ก
  • รักษาโรคติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย
  • ตัดม้ามในรายที่จำเป็น เช่น รายที่ม้ามโตมาก
  • ปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อให้เป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดงที่ดีขึ้น

ผลกระทบของโรค

เนื่องจากโรคเลือดจางทาลัสซีเมียเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย ครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย จึงมีผลกระทบมากมายต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและต่อสมาชิกในครอบครัว

ผลต่อตัวผู้ป่วย

ในกรณีที่เป็นโรคที่รุนแรง ส่วนมากผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือภายหลังคลอดไม่นาน ซึ่งก็จะไม่สร้างปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าเป็นโรคที่ไม่รุนแรงจนถึงชีวิต ผู้ป่วยก็จะมีปัญหาหลายประการ เช่น
  • ต้องขาดเรียน หรือขาดงานบ่อย เนื่องจากต้องมาตรวจรักษาอยู่ตลอด
  • ทำงาน และออกกำลังกายได้น้อยกว่าคนปกติ เพราะเหนื่อยง่าย จากภาวะซีด
  • เจ็บป่วยง่ายกว่าคนปกติ เนื่องจากความต้านทานโรคต่ำ
  • มีปมด้อย เนื่องจากหน้าตาแปลกไปกว่าคนปกติ

ผลต่อครอบครัว น

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นโรคเลือดทาลัสซีเมียจะมีผลกระทบหลายอย่าง เช่น
  • ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาลูกมากและเป็นระยะเวลายาวนาน
  • ต้องเสียเวลาในการประกอบอาชีพตามปกติ เพราะต้องพาลูกไปหาคุณหมอบ่อยครั้ง บางรายต้องเลิกทำงานมาดูแลลูกเลยก็มี
  • เครียดและเศร้าจากการที่ลูกเป็นโรคที่เรื้อรัง รักษาไม่หาย
  • บางรายท้อแท้ หมดหวัง หมดกำลังใจ

ข้อเตือนใจ

โรคเลือดจางทาลัสซีเมียเป็นโรคที่ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้โดยอาศัยเพียงการตรวจเลือดเท่านั้น และถ้าทราบว่าพ่อหรือแม่ หรือทั้งสองคนเป็นโรคนี้ ก็จะช่วยให้สามารถคาดคะเนได้ว่าเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ลูกที่จะเกิดมามีโอกาสเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้วางแผนการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

ดังนั้น ก่อนจะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติโรคเลือดในครอบครัว แก่คุณหมอที่ดูแลอย่างละเอียด และถ้าจำเป็นก็ควรจะตรวจเลือดดูว่าเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียหรือไม่


(update 13 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 97 พฤศจิกายน 2546]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:47 Share
คุณแม่ SLE ประสบการณ์ตอนตั้งครรภ์


หากถามถึง Turning Point ในชีวิตของคุณว่าคืออะไร? คำตอบที่ได้ย่อมหลากหลายไปตามวิถีชีวิตแต่ละคนบ้างก็เปลี่ยนไปตามวิถีการทำงาน บ้างก็เปลี่ยนไปตามสถานะภาพของชีวิตในช่วงนั้น…เรียนจบ แต่งงาน มีลูก

แต่ถ้าหาก Turning Point ที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ได้เป็นไปตามวิถีปกติ กลับกลายเป็นอาการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดขึ้น แล้วยิ่งเป็นโรคที่ไม่รักษาให้หายขาด โรคที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โรคที่ไม่สามารถคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นกับตัวคุณเองหรือกับคนที่คุณรัก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร???

Special ฉบับนี้เรามีเรื่องราวจุดเปลี่ยนของผู้หญิงสองคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ไม่ได้รู้จักกัน แต่เพราะเธอทั้งสองป่วยด้วยโรคเดียวกัน นั่นคือโรคภูมิแพ้ตัวเองหรือ SLE (Systemic Lupus Erythematosus) และเนื่องเป็นโรคที่ยังไม่สามารถคาดเดาความรุนแรง และบางครั้งจู่โจมแบบไม่มีสัญญาณบ่งบอกให้ผู้เป็นได้รับรู้ก่อนล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องยากที่คนๆ หนึ่งจะเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้าภาวการณ์นั้นเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ด้วยแล้วละก็!!!


Story 1

“ลูกกับโรค” ความรักและความเศร้าที่มาพร้อมกัน
คุณแม่เล็ก คุณแม่นักวางแผนชีวิตครอบครัว แผนการในชีวิตของเธอน่าจะเริ่มต้นที่การแต่งงานกับชายอันเป็นที่รัก มีลูกสาว และประกอบธุรกิจส่วนตัวที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่คิด

Turning Point ของเธอเริ่มขณะตั้งครรภ์เดือนที่ 4 เธอป่วยด้วยโรค SLE ดรคที่ไม่เคยแสดงอาการให้เธอทราบมาก่อนโรคที่ทำให้เธอต้องวางแผนในชีวิตใหม่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เธอรับมือได้อย่างไร เธอเท่านั้นที่จะบอกเราได้ผ่านไดอารี่ชีวิตของเธอค่ะ
  • เดินทางตามแผนชีวิต
“วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่แม่มีความสุขมากที่รู้ว่ามีหนูอยู่ในท้อง พ่อกับแม่วางแผนอนาคตไว้มากมายเลยล่ะแล้วลูกก็เป็นหนึ่งในแผนด้วย เราวางแผนกันว่าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบแล้วเราก็ตั้งใจกันว่าจะทำธุรกิจกันที่นี่ เริ่มที่แม่ฝากท้องที่เมืองไทยก่อนแล้วพอถึงวันเดินทางแม่ต้องพกประวัติเราสองแม่ลูกบินลัดฟ้าไปอเมริกากันทั้งครอบครัว

ด้วยช่วงระยะเวลาที่แม่เริ่มมีหนูอยู่ในท้องจนมาถึงที่เมืองลุงแซม ตอนนั้นหนูก็อายุได้ประมาณ 4 เดือนแล้วล่ะ พอมาถึงที่นี่สิ่งแรกที่พ่อพาแม่ไปทำคือฝากท้องแม่เลือกฝากคลินิกใกล้บ้านคุณอาเพื่อที่เราจะได้ไปหาคุณหมอได้สะดวกๆ แต่ถึงยังไงหนูก็จะไม่ได้คลอดที่คลินิกนี้หรอก เพราะที่นี่เค้าให้คุณแม่สามารถเลือกพยาบาลที่ใกล้บ้านด้วยนะ”

  • Turning Point
“แล้วเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเราก็เกิดขึ้นจ้ะลูก ช่วงที่หนูอยู่ในท้องแม่ได้ 5 เดือน ผลตรวจเลือดแม่ระบุแม่มีเม็ดเลือดต่ำ แล้วน้ำหนักก็มากกว่าคนท้องปกติ 5 เดือน หมอให้ยาบำรุงเลือดแม่มาทาน ช่วงนั้นเลยต้องลดน้ำหนักและทานยาบำรุงเลือดไปพร้อมกัน ขณะที่แขนและขาบวมขึ้นอีกต่างหากแต่แม่ก็ไม่ได้กังวลมาก เพราะแม่คิดว่าเป็นอาการบวมของคนท้องปกติ กอปรกับช่วงนั้นแม่กับพ่อต้องเตรียมเรื่องย้ายบ้าน เราจะต้องย้ายจากบ้านคุณอามาอยู่ใกล้ที่เรียนคุณพ่อมากขึ้นเพื่อสะดวกกับการเดินทาง และด้วยความที่เม็ดเลือดแม่ต่ำเนื่องจาก คุณหมอจึงให้แม่ไปให้เลือดที่โรงพยาบาล แต่ที่โรงพยาบาล แต่ที่โรงพยาบาลกลับบอกให้แม่เปลี่ยนคลินิกไปฝากกับคุณหมอคนใหม่แทน เพราะคลินิกเดิมไม่มีหมอประจำมีเพียงผู้ช่วยแพทย์เท่านั้น

หลังจากกลับจากโรงพยาบาลโดยไม่ได้ให้เลือดแม่ก็ยังทานยาบำรุงอยู่ แต่พอถึงวันนัดตรวจอีกครั้งตอนนั้นหนูอยู่ในท้องแม่ได้ 7 เดือนแล้วจ้ะ ปรากฏว่าคุณพ่อพยายามติดต่อคุณหมอหลายครั้งทั้งฝากเบอร์โทรกลับเพื่อนัดวันตรวจแต่คุณหมอท่านนี้ไม่ติดต่อกลับมาเลย เราเริ่มร้อนใจกันเพราะแม่ต้องตรวจครรภ์แล้ว จึงเปลี่ยนหนทางมาเปิดเว็บค้นหารายชื่อคลินิกหมอสูติจากเว็บไทยเหมือนโชคช่วยให้เราได้พบคุณหมอคนไทยในเช้าวันรุ่งขึ้น พอแม่ได้พบคุณหมอหมอสงสัยว่าทำไมขาและเท้าแม่บวม เมื่อคุณหมอได้ประวัติจากคลินิกเดิม จากผลเลือดพบว่าเม็ดเลือดแม่ต่ำและมีอาการบวมที่ขาและเท้า คุณหมอจึงให้แม่มาให้เลือดที่โรงพยาบาล และตอนนั้นคุณหมอก็ตามมาดูอาการแม่ทำให้แม่กับพ่ออุ่นใจขึ้นมากเลย ตอนนั้นแม่อยู่ที่โรงพยาบาลต้องให้เลือดไปพร้อมๆ กับการเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชม. แล้วทุกครั้งที่แม่ปัสสาวะก็เริ่มสังเกตว่าปัสสาวะแม่เป็นฟองซึ่งแต่ก่อนแม่ไม่ได้สังเกตมาก่อนเลย

เมื่อผลปัสสาวะออกมาทำให้ทราบสาเหตุที่แม่ตัวบวมเพราะแม่มีปัญหาที่ไตไตไม่สามารถเก็บโปรตีนได้ทำให้มีโปรตีนรั่วออกมาเยอะมาก ช่วงนั้นคุณพ่อกังวลเอามากๆ แม่ล่ะสงสารคุณพ่อเพราะเป็นช่วงที่กำลังจะสอบแต่ก็ต้องมาอยู่กับเราที่โรงพยาบาล แต่อย่างน้อยการที่เราได้อยู่พร้อมหน้าทำให้แม่มีกำลังใจมากขึ้นจากคุณพ่อนี่ล่ะ

ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ตอนนั้นอาการบวมที่ขา เท้า แม่ลดลงเล็กน้อยโดยภาพรวมแม่มีอาการดีขึ้น แต่ปรากฏว่าแม่ต้องคลอดหนูก่อนกำหนด เพราะคุณหมอไตบอกว่าไม่กล้าเสี่ยง ซึ่งอาการของแม่อาจจะพลิกกลับมาเป็นทรุดลงและไม่อาจคาดเดาได้ว่าอีก 2 สัปดาห์ที่เหลือจะเกิดอะไรขึ้น (คุณหมอจะขอให้ยืดระยะคลอดไปอีก 2 สัปดาห์จากเดิมที่หนูอายุ 29 สัปดาห์ให้เป็น 31 สัปดาห์) ซึ่งคงไม่คุ้มค่าที่จะใช้ชีวิตของเราทั้งสองไปเสี่ยง อารมณ์ตอนนั้นกังวลมาก ห่วงว่าลูกจะเป็นอะไรมากไหม เพราะจากที่แม่ทราบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีปัญหาที่สมองและตา กลัวไปต่างๆ นานา กังวลจนเครียด แต่ที่โรงพยาบาลก็ส่งคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านคลอดก่อนกำหนดมาให้ข้อมูลแม่ ทำให้แม่มีกำลังใจเพิ่มขึ้น แต่กำลังใจหลักของแม่มาจากคุณพ่อที่คอยอยู่เคียงข้างแม่ตลอดเวลามากกว่า”
  • "เจ้าลูปัส" ต้นเหตุของโรค
ระหว่างที่รักษาตัวและรอผลการวินิจฉัยโรค แต่ก็ต้องตัดสินใจเลือกทำอย่างที่คุณหมอแนะนำ คือให้หนูคลอดก่อนกำหนด…พอถึงวันที่หนูและแม่จะได้เจอกันแล้วจริงๆ แม่เลือกให้หนูคลอดช่วงเย็นเพื่อมีเวลาได้ทำใจ เพราะตั้งแต่วันแรกที่แม่จะได้เข้าโรงพยาบาลแม่ต้องพบกับการรักษาทุกระยะ เรียกว่าเป็นการพักขอทำใจถึงแม่จะไม่กี่ชั่วก็ตามเถอะ วันนั้นทั้งวันแม่ตื่นเต้น กังวล ทุกอารมณ์ของความเป็นห่วง กลัวว่าลูกของแม่จะเป็นอย่างไร กังวลว่าลูกคลอดมาแล้วจะเป็นอย่างไร กลัวไปต่างๆ นานา ดีที่คุณพ่ออยู่ใกล้แม่ให้กำลังใจไม่ห่าง ทำให้แม่รู้สึกอบอุ่นและคลายกังวลไปได้มาก

เมื่อถึงเวลาคลอดแม่คลอดหนูด้วยวิธีผ่าคลอด ช่วงระหว่างทำคลอดคุณพ่ออยู่กับเราตลอด แล้วแม่ก็ได้ยินเสียงหนู เสียงร้องของลูกที่อยู่ในท้องแม่มากตลอดเจ็ดเดือนที่ผ่านมา เสียงร้องของหนูทำให้แม่หายเจ็บ หายกังวล หายกลัว ถึงแม่จะยังเห็นหน้าหนูทันทีแต่แม่ก็คิดว่าหนูต้องเด็กเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารัก ตอนนั้นเราสองคนแม่ลูกยังไม่ได้กอดกันหรอกนะ เพราะหนูต้องเข้าห้อง NICU (Newborn Intensive Care Unit) แม่ทราบตอนหลังว่าหนูคลอดด้วยน้ำหนักตัวเพียง 1,300 กรัม แต่คุณพ่อและเพื่อนๆ กำลังใจแม่ว่าถึงหนูจะดูตัวเล็ก แต่ก็แข็งแรงพร้อมที่จะต่อสู้กับทุกอย่าง แล้วด้วยทีมคุณหมอที่เชี่ยวชาญก็ทำให้แม่อุ่นใจและรอที่จะได้อุ้มหนูตลอดเวลา

การคลอดวันนั้นผ่านไปด้วยดี แต่ยังไม่ทันที่แม่จะหายเจ็บแผลคลอดดีแม่ก็ได้ทราบข่าวที่ทำให้ตัวชา เรียกว่าแผนการชีวิตที่วางมาทั้งหมดพังครืนแทบตั้งหลักไม่อยู่และเป็นครั้งแรกที่แม่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อคือ แม่เป็นโรค SLE (ที่อเมริกาจะเรียกว่าโรคลูปัส) โรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เจ้าโรคนี้เองที่เป็นสาเหตุให้แม่เป็นโรคไต และทำให้หนูต้องคลอดก่อนกำหนด ด้วยความสับสนและตั้งตัวไม่ทันกับโรคที่เกิดขึ้น ทำให้แม่ต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อรักษาโรค SLE และโรคไต ระหว่างนั้นมีคุณหมอมาให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ให้แม่ทราบ แม่รักษาโรคลูปัสด้วยการทานยา (สเตียรอยด์) และฉีดยาเข้าเส้นเลือดหลังจากการรักษาไประยะหนึ่งอาการของแม่ดีขึ้น คุณหมอจึงให้แม่ออกจากโรงพยาบาล โดยก่อนกลับบ้านคุณหมอฉีดยาเคมีบำบัดให้แม่ 1 เข็ม ระยะเวลาของยาจะครอบคลุมรักษาโรค 1 เดือน ทุกครั้งที่แม่เจ็บพ่อจะอยู่เคียงข้างและคอยให้กำลังใจ พ่อบอกให้แม่อดทนให้ดูหนูเป็นตัวอย่าง หนูตัวเล็กนิดเดียวตอนคลอดต้องเข้าห้อง NICU ทันที นึกถึงหนูแล้วก็ทำให้แม่มีกำลังใจ คุณพ่ออาสาดูแลแม่ทุกอย่าง จนแม่ไม่รู้จะหาคำไหนมาขอบคุณและตอบแทนความรักที่คุณพ่อมีให้ เจ้าโรคนี้ทำให้แม่ได้เห็นความรักที่บริสุทธิ์ของคุณพ่อ ขอบคุณพ่อหนูจริงๆ
  • เรียนรู้อดทนจากความเจ็บปวด
หลังจากออกจากโรงพยาบาลแม่ต้องตรวจที่คลินิกคุณหมอโรคไตทุก 2 สัปดาห์ ระหว่างนั้นแม่ก็ต้องทานยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ (ยาที่ออกฤทธิ์กดภูมิต้านทาน) ด้วยผลข้างเคียงของยาทำให้แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ แล้วยังทำให้แม่ตัวบวมอีกด้วย แต่การรักษาครั้งนั้นก็เป็นสิ่งที่แม่ต้องยอมรับและต้องพยายามทุกทางเพื่อให้ตัวเองดีขึ้นและได้อยู่กับลูก แต่แล้วด้วยปริมาณยาที่มากเกินความพอดีของร่างกายทำให้แม่ตัวบวมมากขึ้นไปอีก

ครั้งหนึ่งแม่เคยปวดขามาก ปวดตั้งแต่เข้าไปจนถึงเท้า เพราะอาการลูปัสกำเริบคืนนั้นพ่อให้แม่กินยานอนหลับเพื่อให้แม่หายปวด พอหลับไปสองชั่วโมงแม่ก็ตื่นขึ้นมาอีก จำได้ว่าตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กับเวลาที่ลูกกินนมทำให้พ่อต้องดูแลทั้งแม่และให้นมลูก แม่ทนปวดมาจนถึงประมาณตี 5 ปวดมากจนร้องไห้ ทำให้ลูกตกใจตื่น ตอนนั้นเราสองคนร้องไห้ด้วยกันทั้งคู่ แม่สงสารพ่อมาก เพราะคงไม่ว่าจะดูแลใครก่อนดี ดีที่ตอนนั้นคุณย่ามาจากเมืองไทยเพื่อช่วยแบ่งเบาแม่และพ่อแล้วพ่อก็พาแม่ไปโรงพยาบาล เมื่อไปถึงคุณหมอบอกว่าลูปัสกำเริบเพราะไม่ได้พักผ่อน บวกกับความเครียด ซึ่งเป็นเชื้อให้โรคนี้กำเริบดีเชียวล่ะ

จากอาการครั้งนั้นแม่จึงวางแผนกับพ่อว่าจะกลับไปรักษาโรคลูกปัสที่เมืองไทยซึ่งเมื่อปรึกษาคุณหมอที่รักษาแม่ขณะที่อยูอเมริกาก็เห็นด้วย เพราะโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงทวีปเอเชียมากกว่าทางตะวันตก และแนะนำให้แม่รักษากับหมอที่เชี่ยวชาญด้านโรคลูปัสและโรคไต แม่จึงตัดสินใจกลับ อีกสาเหตุหลักคือหากแม่ยังอยู่ที่นี่แม่ก็คงอดไม่ได้ที่จะต้องดูแลหนู ซึ่งจะทำให้อาการของแม่กำเริบหนักเข้าไปอีก

จนตอนนี้แม่กลับมารักษาที่เมืองไทยด้วยการทานยาควบคู่ไปกับการฉีดยาเคมีบำบัด ต้องไปพบคุณหมอทุกๆ 2 สัปดาห์ อาการโดยรวมตอนนี้แม่ดีขึ้นมาแล้วนะ แม้จะมีอาการข้างเคียงของยาทำให้แม่ตัวบวมและผมร่วมแต่แม่ก็มีกำลังใจดีเมื่อคิดถึงลูก ถึงเราจะอยู่ไกลกันเพียงระยะทาง แม่ยังได้ยินเสียงลูกเพราะคุณพ่อโทรคุยแล้วให้แม่ได้ยินเสียงลูกทุกวัน ได้รับรู้พัฒนาที่เติบโตของลูก เห็นว่าลูกน่ารักและพัฒนาการดีขึ้น ทำให้แม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับอาการเจ็บปวดและการรักษาที่ยาวนานของโรค แม่จะอดทนและสัญญาว่าจะรีบรักษาตัวให้หายเพื่อที่เราจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูกอีกครั้ง

Story 2

เรียนรู้ (โรค) เพื่อจะ "อยู่ร่วมกัน"
คุณนวลไหม เดชอาคม เภสัชกรคุณแม่ลูกสอง คุณแม่เภสัชกรผู้โชคดีที่เอะใจกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเองและไม่ปล่อยให้อาการดำเนินไป เธอเกาะติดและคุมโรคเรียกว่าระแวดระวังภัยทุกฝีก้าว ถึงแม้ขณะช่วงตั้งครรภ์ที่เธอต้องติดตามเฝ้าสังเกตอาการของตัวเองอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยการรู้เท่าทันและแสวงหาข้อมูลเพื่อดูแลตัวเองอย่างจริงจังทำให้การตั้งครรภ์ของเธอผ่านไปด้วยดี เธอบอกว่า “การอยู่กับโรคอย่างสงบและดูแลตัวเองเป็นแก่นแกนสำคัญที่เธอยึดถือ ทำให้เธอสามารถอยู่กับโรคอย่างสงบ”

  • สัญญาณเตือน SLE
“เริ่มรู้ตัวว่าเป็น SLE ขณะเรียนอยู่ปี 3 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชจำได้ว่าช่วงนั้นเริ่มมีผื่นขึ้นแก้ม ก็เข้าใจว่าเป็นอาการแพ้ มีปวดที่มือและนิ้วบ้างแต่ไม่ได้เอะใจทั้งสองอาการเลย คิดว่าแพ้อากาศเย็น เพราะเราปวดแล้วก็หายเป็นแบบนี้หลายครั้ง ก็ไม่ได้กังวล เรียกว่ายังใช้ชีวิตเฮฮากับเพื่อนตามปกติ”

แต่แล้วด้วยความบังเอิญที่ทำให้เรารู้ตัวได้เร็วและรักษาได้ทัน วันนั้นต้องเข้าคลาสเรียนที่มีอาจารย์พิเศษเข้าสอน ผื่นยังไม่หายและเข้าไปปรึกษาอาจารย์ พออาจารย์เห็นผื่นที่หน้าก็สงสัยว่าเราน่าจะมีอาการผิดปกติ เพราะเป็นผื่นคล้ายปีกผีเสื้อสงสัยว่าเป็นอาการเริ่มต้นของ SLE คุณหมอแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พอทราบว่าตัวเองเป็น ไม่เย็นใจแล้วค่ะ ทั้งตกใจและกังวลว่าเราควรจะทำยังไงดี หาข้อมูลโรคเยอะมาก พอทราบว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ก็ยิ่งกังวลหนัก จากที่เห็นดาราหลายคนเป็นแล้วเสียชีวิต เช่น คุณหมอก คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ แต่ก็มีบ้างที่หาย หรือต้องทานยาตลอดชีวิต บางคนก็อยู่ในระยะอาการสงบ ซึ่งก็โชคดีมาก ตอนนั้นมีพี่ที่คณะเป็นอยู่ตัวเขาบวมทำให้เรากลัวมากจนเครียดไปเลย”
  • ระยะแรกของการรักษา SLE
พอไปตรวจที่โรงพยาบาลรามา คุณหมอบอกว่าเป็นอาการเริ่มแรกของ SLE คุณหมอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจและเช็กเลือดเพื่อดูว่า SLE ไปที่ส่วนอื่นหรือเปล่านอกจากที่ผิวหนัง ซึ่งโชคดีที่ยังไม่ลงไปที่ไต จากนั้นก็เริ่มรักษาด้วยการทานยาและใช้ยาทาบริเวณที่เป็นผื่น พอมีอาการปวดข้อก็ทานยา เป็นการรักษาตามอาการที่เป็นขณะนั้น ช่วงนั้นคุณหมอนัดตรวจเดือนละครั้ง หรือสามเดือนครั้งบ้างค่ะแล้วแต่อาการที่เกิดขึ้น โดยอาการมักกำเริบช่วงสอบ เพราะเราเครียดมาก บางเทอมต้องดรอปเรียน แต่ก็ได้เพื่อนและอาจารย์ช่วยเหลือเรื่องการเรียนเยอะค่ะยิ่งช่วงเรียนปี 3 และปี 4 จะมีผื่นขึ้นที่หน้าและปวดตามข้อบ่อยๆ

ถึงเราจะเครียดแต่ก็พยายามมองโลกในแง่ดี เรายังสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ เพียงแต่ต้องพยายามรักษาตัวเองมากกว่าคนอื่น ระวังไม่ให้โดนแดดบ่อย เพราะเรามีอาการที่ผิวหนัง หลังเรียนจบแล้วก็แต่งงานช่วงนั้นยังไปพบหมอเรื่อยๆ พอตัดสินใจจะมีลูกก็ปรึกษาคุณหมอ ตอนนั้นโรคอยู่ในระยะอาการสงบแล้ว ก็ไม่ได้ทานยา จึงสามารถมีลูกได้อย่างปลอดภัย

  • ชะล่าใจเพราะโรคสงบ
แต่ด้วยความที่ชะล่าใจว่าท้องแรกไม่มีปัญหาท้องสองเราเลยไม่ได้ตรวจอาการ SLE ปรากฏว่าช่วงท้องเดือนที่ 4 เริ่มมีผื่นขึ้นแล้วก็ปวดที่ข้อ น้ำหนักก็ไม่ขึ้นเลย รวมทั้งเก้าเดือนแล้วน้ำหนักขึ้นเพียง 8 กิโล ช่วงท้องไม่ได้มีอาการร้ายแรงจนต้องทานยา แต่ก็เครียดค่ะ เพราะกลัวจะกระทบกับลูกถึงจะคลอดก่อนกำหนด 1 เดือนแต่ก็ผ่านไปด้วยดี

ช่วงเครียดๆ จะสามีคอยให้กำลังใจตลอดค่ะ กับท้องที่สองที่มีปัญหาเขาจะบอกว่า คนแรกยังผ่านไปได้ด้วยดีเลย ท้องนี้ก็ต้องผ่านไปได้เหมือนกัน เรียกว่า กำลังใจจากสามีทำให้เราสามารถก้าวพ้นความเจ็บปวด ความกลัว และความกังวลไปได้มากค่ะ

SLE เป็นโรคที่ต้องปรับตัวมาก จากเดิมที่เราเคยไปไหนได้ตามใจชอบก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น แทนที่เราจะทนทุกข์กับโรคเปลี่ยนมามองโลกในแง่ดี คิดเสียว่าเราเป็นคนพิเศษที่ทุกคนต้องเอาใจใส่ แล้วอย่าให้เราขึ้นอยู่กับโรค ต้องให้โรคขึ้นอยู่กับเราแทน สร้างตัวเราให้แข็งแรง แล้วเราก็จะอยู่เหนือโรคอย่างเป็นสุขค่ะ

รู้จักภูมิต้านทานตัวเอง

สิ่งแวดล้อมที่คนเราดำรงชีวิตอยู่นั้นมีสิ่งต่างๆ สารพัดที่พร้อมจะจู่โจมทำร้ายร่างกายของเราให้เจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคในอากาศ ผงฝุ่น แก๊สพิษ ไอระเหย รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนหรือเย็นเกินไป แต่คนเราส่วนมากก็สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปกติสุข เพราะร่างกายมีกลไกที่สำคัญอย่างหนึ่งในการต่อสู้กับสารพัดพิษภัยเหล่านั้นเหมือนประเทศชาติที่มีกองกำลังทหารในการปกป้องบ้านเมืองกลไกที่ว่าทางการแพทย์เรียกว่า “ระบบภูมิคุ้มกัน” (Immune System) ระบบที่ว่านี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่จะแบ่งหน้าที่และช่วยกันในการกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น บางคนที่มีแผลที่ผิวหนังทำให้มีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายทางแผลร่างกายก็จะระดมเม็ดเลือกขาวเข้าสู้ต่อไปกับเชื้อโรคนั้นและหยุดยั้งให้เชื้อโรคอยู่เฉพาะที่ตรงนั้น เราจึงเห็นฝีหรือตุ่มหนองที่ผิวหนัง

แต่หากร่างกายสู้เชื้อโรคไม่ไหวงเชื้อก็จะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสเลือด พิษภัยอันนี้รุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของเราจะต่อสู้ได้เองตามลำพัง จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคมาช่วย มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้วงการแพทย์จึงจำเป็นต้องคิดค้นยาเพื่อรักษา

นอกจากเม็ดเลือดขาวแล้วร่างกายยังมีสารเคมีในเลือดอีกมากมายหลายชนิดที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งเราเรียกชื่อว่า แอนตี้บอดี้ (Antibody) แอนตี้บอดี้บางชนิดป้องกันได้หลายโรคในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ภูมิต้านทานที่ร่างกายเรามีอยู่จะทำหน้าที่ต่อต้านเฉพาะเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ของร่างกายตัวเองเท่านั้นดังจะเห็นได้จากคนบางคนที่ต้องเปลี่ยนอวัยวะ โดยรับอวัยวะจากผู้อื่นบางคนก็รับไม่ได้ เพราะร่างกายไม่คุ้นเคยจะปฏิเสธโดยปฏิกิริยาต่างๆ เช่น การต่ออวัยวะ เช่น นิ้ว หรือการใช้ผิวหนังคนอื่นมาปิดผิวหนังของคนที่เป็นแผลไฟไหม้แต่นิ้วที่ต่อใหม่ หรือแผลที่ปิดใหม่ไม่ยอมติดกับนิ้วหรือผิวหนังเดิม เป็นต้น


รู้จัก SLE

แต่มีบางคนที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติไป คือแทนที่จะสร้างภูมิต้านทานมาทำร้ายอวัยวะต่างๆ ของตัวเอง เพราะจำเนื้อเยื่อของตัวเองไม่ได้ผลที่เกิดขึ้นก็คือ อวัยวะที่ได้รับผลกระทบจะมีการสร้างสารเคมีต่างๆ ขึ้นมามากมายและเจ้าสารเคมีเหล่านี้แหละที่จะมาทำร้ายเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่อวัยวะและชนิดของสารเคมีซึ่งมีมากมาย จาระไนไม่หมด ผลก็คืออวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะป่วนไปหมด

SLE หรือคำเต็มในภาษาอังกฤษว่า Systemic Lupus Erythematosus ก็มีกลไกการเกิดโรคดังที่กล่าวมานี่แหละครับแล้วทำไม คนที่เป็น SLE จึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติคำตอบก็คือยังไม่ทราบ บางคนก็เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมพันธุ์ บางคนก็ว่าเป็นผลจากการใช้ยาบางชนิดบางคนก็ว่าน่าจะเกี่ยวกับอาหารแต่สรุปแล้วก็คือ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด


แม่ท้องกับ SLE

คุณแม่เป็นโรค SLE ไม่ว่าจะเป็นมาก่อนตั้งครรภ์หรือมารู้ภายหลังที่ตั้งครรภ์ไปแล้วก็ตามจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอเป็นอย่างดี เพราะโรค SLE ก่อปัญหาตั้งครรภ์ได้หลายประการสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ จากข้อมูลของโรคนี้ จนถึงปัจจุบันพบว่า
  • กรณีที่คุณแม่เป็นโรค SLE แล้วตั้งครรภ์จะมีปัญหาให้ต้องฝ่าฟันหลายอย่าง เช่น มีโอกาสแท้งลูกค่อนข้างสูง ถ้าไม่แท้งก็มีโอกาสที่ลูกในครรภ์จะเจริญเติบโตไม่ดีบางคนก็คลอดก่อนกำหนด ถ้ารุนแรงมากลูกอาจตายในครรภ์ได้ สำหรับตัวคุณแม่เอง SLE อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษและทำให้ชักจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นได้ส่วนผลของการตั้งครรภ์ว่าจะทำให้โรคเป็นอย่างไร พบว่าข้อสรุปไม่แน่นอนบางคนก็ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นในขณะที่บางคนอาการก็ดีขึ้น

  • ส่วนการรักษาก็ไม่ได้แตกต่างจากคนที่ไม่ได้ท้อง เพียงแต่คุณหมอจะต้องพิจารณาเรื่องการใช้ยามากขึ้น เพราะยาบางตัวมีผลต่อลูกในท้องด้วยบางรายที่อาการของโรครุนแรงอาจต้องทำแท้งเพื่อรักษาโรคของแม่ก็มีแต่พบไม่ค่อยบ่อย

ผลกระทบของ SLE ต่อร่างกาย

โรค SLE สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย เช่น
  • ทำให้ข้ออักเสบ เกิดอาการปวดตามข้อ
  • เม็ดเลือดแดงแตกทำให้ซีด
  • ผิวหน้าที่บริเวณใบหน้ามีผื่นขึ้น ลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ (Butterfly Rash)
  • มีแผลในปาก ผมร่วง เยื่อหุ้มปอดอักเสบ
  • หัวใจอักเสบมีอาการหอบเหนื่อย
  • ไตอักเสบ
  • เส้นประสาทอักเสบ ทำให้ทนร้อนทนหนาวไม่ได้
  • บางคนเป็นโรคจิต หรือมีอาการชัก และยังมีอีกหลายอาการอาจจะเกิดขึ้น

SLE รักษาอย่างไร ?

SLE เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน เพราะเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดการรักษาที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็คือการพยายามควบคุมอาการของโรคที่อวัยวะต่างๆ ไม่ให้กำเริบหรือแผลงฤทธิ์ขึ้นมาซึ่งจะเรียกว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุก็ได้ส่วนกรณีที่เป็นโรคในระยะที่ค่อนข้างรุนแรงการวินิจฉัย SLE จะทำได้ค่อนข้างง่ายแค่การซักถามประวัติอาการต่างๆ ตรวจร่างกาย รวมทั้งการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่าในเลือดมีสารที่เป็นภูมิต้านทานชนิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้หรือไม่แค่นี้ส่วนมากก็มักจะได้คำตอบแล้ว

ผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่บางทีอาการของโรคไม่ค่อยชัด อาจมีแค่ปวดเข่าก็เลยไปหาคุณหมอที่ดูแลเรื่องกระดูกหรือข้อ บางคนมีแค่ผื่นที่ผิวหนังก็ไปหาหมอผิวหนัง กว่าจะรู้ว่าเป็น SLE บางทีก็ใช้เวลานานเหมือนกันการรักษานั้นก็ทำโดยการให้ยาแก่ผู้ป่วยต้อเนื่อง เป็นเวลานานเพื่อควบคุมอาการต่างๆ ยาที่ใช้มีหลายชนิดตามความรุนแรงของโรค เช่น ยากลุ่มสตีรอยด์ ยากลุ่มเคมีบำบัดเหมือนกับที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเป็นต้น

ผลการรักษาโรคนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าเอาแน่ไม่ได้ บางคนรักษาไม่นานอาการของโรคก็หายไปเลยจนสามารถเลิกให้ยาได้ บางคนก็ต้องให้ยาไปตลอดชีวิต บางคนก็ต้องเพิ่มยาลดยาสลับกันไปบางคนรักษาเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งมักจะเกิดจากไตวายหรือการติดเชื้อที่รุนแรงจากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง


Tip : คุณแม่นักวางแผน

1. กำลังใจในชีวิตจากคนที่รักจะช่วยสร้างกำลังใจให้ห้าวพ้นความเจ็บปวดจากโรคได้

2. ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด และพบคุณหมอเป็นประจำจะช่วยไม่ให้โรคกำเริบ

3. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียดและควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

4. หมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเอง หากเกิดอาการผิดปกติจากเดิมให้รีบพบแพทย์

Tip : คุม SLE ให้อยู่หมัด

1. สัญญาณที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติของร่างกาย รีบสังเกตและหมั่นเช็กร่างกายว่ามีอะไรผิดปกติ

2. ไม่ทำงานหนัก อย่าเครียด เครียดต้องรีบหาทางออก ลองใช้วิธีวิธีเดินห้าง หรือทำกิจกรรมที่ชอบดูค่ะ

3. เมื่อเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนังป้องกันด้วยการทาครีมกันแดด

4. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยภูมิต้านทานให้แข็งแรง

5. หากต้องการตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อดูอาการในระยะนั้น แล้วหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นต้องรีบปรึกษาคุณหมอ เพื่อระงับอาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันเวลา

6. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี หลีกเลี่ยงการอยู่ในฝูงชนจำนวนมาก เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ ง่าย

7. จำไว้ว่าหากขาดยา โรคอาจจะกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นคุมไม่อยู่พบคุณหมอและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ไม่ว่าคนเราจะเกิดโรคใดขึ้นกับร่างกายของคุณหรือคนที่คุณรัก สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากยาทางเคมีแล้ว ยาที่ชื่อว่ากำลังใจจากคนอันเป็นที่รัก เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ขออวยพรให้คุณแม่อ่านทุกท่าน “อโรคา ปรมาภา” นะคะ


(update 13 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.135 January 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:47 Share
SLE ปัญหาใหญ่ของหญิงตั้งครรภ์


คุณไพลิน เป็น SLE มาตั้งแต่อายุ 20 ปี เธอมักมีอาการข้ออักเสบอยู่เสมอ และรู้สึกปวดกระดูกเมื่ออากาศหนาวเย็น บางครั้งถ้าอากาศเย็นมากๆ มือของเธอจะเริ่มเปลี่ยนสี กลายเป็นสีออกม่วงๆ รวมทั้งมีอาการปวดศรีษะรุนแรงบ่อยๆ เนื่องจากเธอต้องอยู่กับโรคนี้มาหลายปี จึงรู้จักวิธีระวังตัวและควบคุมโรคให้สงบได้ แต่เมื่อแต่งงานมีครอบครัว การมีบุตรก็กลับเป็นปัญหาสำคัญ เพราะคุณหมอบอกว่ามีความเสี่ยงมากมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ทั้งต่อตัวคุณไพลินเองและทารกในครรภ์

เมื่อตั้งครรภ์ครั้งแรก คุณไพลินสามารถควบคุมโรคได้ดี และได้รับการดูแลจากคุณหมอทั้ง 2 ท่าน คือคุณหมอที่รักษา SLE และสูติแพทย์อย่างใกล้ชิด จึงสามารถคลอดลูกคนแรกได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าน้ำหนักตัวของทารกแรกเกิดจะน้อยกว่าเด็กทั่วไปเล็กน้อย แต่เมื่อออกมาเจริญเติบโตภายนอกแล้ว น้องพลอยก็สามารถเจริญเติบโตและมีพัฒนาการเท่าเทียมกับเด็กทั่วๆ ไป เมื่อลูกคนแรกอายุได้ 3 ขวบ ครอบครัวของคุณไพลินจึงตัดสินใจที่จะมีบุตรอีก จึงได้หยุดการคุมกำเนิด ไม่นานคุณไพลินก็ตั้งครรภ์ แต่ในที่สุดคุณไพลินก็แท้งบุตรเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นอีก 1 ปีคุณไพลินก็ไม่ตั้งครรภ์อีกเลย จึงไปพบคุณหมอเพื่อช่วยเหลือให้ตั้งครรภ์ หลังจากทำการรักษาด้วยวิธีกำหนดวันไข่ตกและทำการคัดเชื้อฉีดเข้าไปในมดลูกให้ คุณไพลินจึงสามารถตั้งครรภ์ได้ แต้การตั้งครรภ์ก็ไม่สามารถดำเนินไปจนสิ้นสุดได้ คุณไพลินแท้งบุตรอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 3 เดือนเช่นเดิม

หลังจากนั้นคุณไพลินเริ่มรู้สึกท้อและไม่พยายามที่จะมีลูกอีก จึงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในที่สุดเธอก็ตั้งครรภ์เองหลังจากนั้น 2 ปีคุณไพลินเริ่มไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะกลัวต้องแท้งบุตรอีก เมื่อการตั้งครรภ์สามารถดำเนินผ่านพ้นเดือนที่ 3 ไปได้ คุณไพลินก็รู้สึกมีความหวังและพยายามดูแลร่างกายเป็นอย่างดี แต่ในที่สุดเธอก็เริ่มมีอาการความดันสูงและครรภ์เป็นพิษ จึงต้องทำการผ่าตัดคลอดทารกก่อนกำหนดเมื่ออายุครรภ์เพียง 33 สัปดาห์ ทารกน้ำหนักตัวน้อย และต้องอยู่ในตู้อบเป็นเดือนๆ กว่าจะได้กลับบ้าน แต่น้องเพชรก็เป็นเด็กน่ารัก เลี้ยงง่ายและก็เป็นคนที่มาเติมเต็มควาสมสมบูรณ์ของครอบครัว


โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus: SLE)

คนปกติจะมีระบบป้องกันตนเองในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ นั่นคือระบบภูมิคุ้มกัน คือเมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะทำการต่อสู้กับเชื้อโรคนั้นและทำการจดจำเชื้อโรคเอาไว้ และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับเชื้อโรคนั้นๆ เพื่อที่หากมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้าสู่ร่างกายอีกก็จะสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ทำให้ไม่ป่วยเป็นโรคเดิมอีกหรือเป็นไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก

แต่ในผู้ป่วย SLE นั้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติซึ่งไม่สามารถจดจำเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเองได้ ทำให้สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ทำให้เนื้อเยื่อนั้นเกิดการอักเสบและถูกทำลายเนื้อเยื่อที่มักเกิดอาการได้แก่ ข้อต่อต่างๆ เช่นข้อเข่า ข้อนิ้วมือ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน อาการที่เกิดกับผิวหนังได้แก่ มีผื่นขึ้นโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่นผื่นที่หน้าบริเวณโหนกแก้มและจมูกทำให้มีลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ นอกจากนี้ SLE ยังส่งผลถึงอวัยวะสำคัญของร่างกาย ได้แก่ ไตมีการอักเสบไตเสื่อม ความดันสูง มีการอักเสบของหลอดเลือด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบผู้ป่วย SLE รักษาไม่หายแต่สามารถมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนปกติ ผู้ป่วยต้องทราบว่าโรคนี้จะมีบางช่วงที่ปราศจากอาการ บางช่วงก็มีระยะที่เกิดโรคกำเริบ ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรคกำเริบและรู้วิธีรักษา สาเหตุของ SLE ที่แท้จริงไม่มีใครทราบแต่เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด ยาบางชนิด การติดเชื้อบางชนิด เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรค อาการทางระบบประสาท ชักเป็นอัมพาต เป็นต้น

ปัญหาที่สำคัญของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็น SLE นั่นคือ ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานซึ่งส่งผลต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด ซึ่งส่งผลให้มีการเกิดปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดสูงขึ้น และเกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์ เช่น เกิดลิ่มเลือดทั้งในหลอดเลือดดำและในหลอดเลือดแดงของแม่ มีการแท้งบุตร มีการเสื่อมสภาพของรก ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ที่เป็น SLE นั้นควรจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยที่สุดจะอยู่ในระหว่างที่โรคสงบ แพทย์จะสั่งยาที่มีขนาดต่ำๆ ให้เพื่อควบคุมโรคให้สงบไปจนตลอดการตั้งครรภ์ ยากลุ่มสเตียรอยด์นั้นสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ แต่ทั้งนี้ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น เนื่องจากยังมีอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาต่อมารดาได้ เช่นน้ำหนักตัวเพิ่ม เป็นเบาหวานและกระดูกพรุนขณะตั้งครรภ์ การใช้ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ควรละเว้นหากสามารถทำได้ แม้ว่าจะไม่ทำให้ทารกเกิดความพิการ แต่อาจทำให้เกิดภาวะที่มีปริมาณน้ำคร่ำน้อยซึ่งเกิดจากผลของยาต่อไตของทารก และอาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจของทารกในครรภ์ได้ และยังอาจทำให้ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกเนื่องจากยาจะส่งผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงจาก SLE ในหญิงตั้งครรภ์แพทย์อาจจะให้ยาต้านเกล็ดเลือด ในขนาดต่ำๆ ไว้ โดยอาจเริ่มเมื่อสิ้นสุดระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด และจะให้เมื่อหลังคลอดทันทีซึ่งเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด

การดูแลครรภ์ในผู้ที่เป็น SLE นั้น ควรมีการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด มีการประมาณอายุครรภ์อย่างถูกต้องแม่นยำ ควรได้มีการตรวจอัลตราซาวนด์โดยละเอียดในระยะไตรมาสที่สองและสามของการตั้งครรภ์ เพื่อประเมินสภาพของทารก การไหลของเลือดผ่านสายสะดือ และหากพบว่ามีปมที่สายสะดือของทารกอาจบอกให้ทราบว่าทารกอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูง

การประเมินสภาพของทารกควรกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อประเมินความเสี่ยงต่างๆ และการเจริญเติบโตของทารกว่าเหมาะสมกับอายุครรภ์หรือไม่ นอกจากนี้การประเมินอาการต่างๆ ของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน.


(update 28 มกราคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.172 November 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:48 Share
อันตราย! SLE ต้อนท้อง


“อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่จะมีใครบ้างเล่าที่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับคุณแม่ที่เรากำลังจะพาไปรู้จักในครั้งนี้ เธอเริ่มมีอาการป่วยเป็นโรค SLE ขณะเริ่มตั้งครรภ์ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ และโรคนี้ก็เกือบเอาชีวิตของเอและลูกในท้องไป

คุณเจียมใจ ชาวนา อายุ 30 ปี อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านของคุณเรวัต อายุ 36 ปี และเป็นคุณแม่น้องอั่งเปา ด.ช.อัษฏายุธ วัย 7 เดือน ซึ่งเกิดมาท่ามกลางความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ค่ะ


สัญญาณเตือน...SLE!

คุณเจียมใจเล่าถึงอาการของโรค SLE ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนขณะที่เจ้าตัวเล็กส่งเสียงออดอ้อนมาเป็นระยะๆ ค่ะ

“ตั้งแต่ตั้งท้องได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เริ่มเป็นหวัดบ่อย ทั้งจาม มีน้ำมูก และปวดหัว เป็นๆ หายๆ อย่างนี้ตลอด ตอนแรกคิดว่าเพราะแพ้ท้อง

พอย่างเข้าเดือนที่ 2 อาการหนักขึ้น เริ่มเหนื่อย หอบ หายใจไม่อิ่ม เริ่มปวดที่หัวใจ เจ็บๆ ปวดๆ ปิ่มจะขาดใจ จากที่เคยเดินไหนมาไหนบ้างก็เริ่มเดินไม่ค่อยได้ จึงต้องพักตลอด ครั้งละนานๆ ค่ะ

รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้วจึงตัดสินใจชวนสามีไปโรงพยาบาล เข้าโรงพยาบาลได้ 2 วัน เริ่มมีผื่นขึ้นที่ขา และกลายเป็นจ้ำแดงๆ ม่วงๆ เหมือนจะเน่า

คุณหมอตรวจพบว่าหัวใจโตและมีน้ำในหัวใจนิดหน่อย บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่เป็นอะไรมาก แต่อาการกลับเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ พอเราบอกพยาบาลเขาก็ว่าเพราะเราเครียดเรียกร้องความสนใจจากสามี ซึ่งจริงๆ แล้วเราปวดมากจนทนไม่ไหวจริงๆ”


นาทีชีวิต...

“ดิฉันออกจากโรงพยาบาล แต่อาการยังไม่ดีขึ้นค่ะ จึงตัดสินใจมาตรวจอีกครั้งที่ รพ.ทรวงอก คุณหมอตรวจพบติดเชื้อที่ปอดทำให้ปอดอักเสบ แต่ที่นี่ไม่มีหมอสูติจึงไม่สามารถนอนพักรักษาตัวได้จึงไม่สามารถนอนพักรักษาตัวได้จึงต้องกลับมาที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง แต่อาการหนักมากขึ้น เล็บเริ่มเขียวคล้ำ และตัวเขียว หน้าเขียว บวม นอนไม่ได้ หายใจไม่ออก ดิฉันคิดอย่างเดียวว่าจะทำยังไงก็ได้ขอให้หายใจได้

เมื่ออาการไม่ดีขึ้นสามีจึงโทรไปปรึกษาญาติที่กรุงเทพฯ ได้รับการแนะนำให้มารักษาที่โรงพยาบาลนนทเวช วันนั้นตรงกับวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 มาถึงโรงพยาบาลประมาณบ่ายโมง ต้องเข้าไปซียูทันที คุณหมอบอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้ครึ่งชั่วโมงไม่รอดแน่นอน เพราะหัวใจอาจจะวายได้”


เมื่อมาถึงโรงพยาบาล

สูติแพทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่รักษาในวันนั้นได้อธิบายถึงขั้นตอนการตรวจคุณเจียมใจว่า

“คนไข้มาถึงโรงพยาบาล ด้วยอาการหนักมากจนไม่สามารถนอนราบได้จึงต้องตรวจอัลตราซาวนด์ในท่านั่ง ซึ่งหมอที่ตรวจก็มีทั้งหมอสูติ หมออายุรกรรมโรคกระดูกและข้อ หมอโรคหัวใจ มีการเจาะเลือดไปตรวจเพื่อหาแอนติบอดี้ที่ผิดปกติ รวมทั้งการส่งไปเอกซเรย์ด้วย

ผลปรากฏว่าคุณเจียมใจมีอาการหัวใจโตและมีน้ำบริเวณหัวใจเยอะมาก จึงทำให้หัวใจบีบขยายตัวไม่ได้ ทำให้เหนื่อยหอบ ขณะเดียวกันอาการก็แย่ลงเรื่อยๆ คุณหมอโรคหัวใจจึงตัดสินใจเจาะเยื่อหุ้มหัวใจเพื่อเอาน้ำออก”


คืนแห่งความเป็น-ตาย

คุณเรวัตเล่าถึงเหตุการณ์ในคืนแห่งความตายของภรรยาและลูกว่า

“ขณะนั้นผมยืนร้องไห้อยู่ที่หน้าห้องไอซียู คุณหมอเดินเข้ามาบอกว่าอาจไม่รอดคืนนี้ จะต้องเจาะเอาน้ำออกจากหัวใจ ซึ่งผลเป็นตายเท่ากัน คือหากปล่อยไว้อาจเสียชีวิตทั้งแม่และลูก แต่ถ้าเจาะโดนหัวใจก็เสียชีวิตได้เช่นกัน และถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็ต้องเอาเด็กออกเพื่อรักษาชีวิตแม่เอาไว้ก่อน ผมรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นตุ๊บ รู้สึกหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูก ซึ่งตอนนั้นผมยินยอมทุกอย่างโดยไม่มีทางเลือก”


ปาฏิหาริย์มีจริง...

ขณะคุณหมอเจาะหัวใจเพื่อเอาน้ำออกโดยที่คุณเจียมใจรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา

“คุณหมอไม่ได้ให้ยาสลบค่ะ เพียงฉีดยาชา คอยชวนคุยเพื่อให้เราตื่น และบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าเจ็บที่หัวใจให้รีบบอก เพราะถ้าเจาะโดนหัวใจก็คือเสียชีวิตค่ะ

ช่วงที่หมอเจาะเจ็บมาก...กก ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องรอด และรอดทั้งแม่และลูกด้วย ถ้าแม่อยู่ลูกก็ต้องอยู่ ถ้าลูกไม่อยู่แม่ก็ไม่ขออยู่ด้วย”

หลังจากเจาะเอาน้ำออกแล้ว เธอเริ่มหายใจได้เอง แม้ว่าหัวใจจะยังทำงานได้ไม่เต็มที่แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้สึกโล่งอก เมื่อหมอสูติ หมออายุรกรรม และหมอโรคหัวใจตรวจทุกอย่างโดยละเอียดโดยสรุปว่าคุณเจียมใจเป็นโรค SLE หรือแพ้ภูมิตัวเอง


การดูแลและรักษา

เมื่อคุณเจียมใจหายใจได้ดีขึ้น คุณหมอจึงเริ่มรักษาโรค SLE ด้วยการให้ยาเพื่อควบคุมอาการ

“หมอให้ยาไป 2 ครั้งแล้ว อาการไม่ดีขึ้น จึงเพิ่มความแรงของยาตัวที่ 3 และบอกว่ายาตัวนี้อาจทำให้แท้งได้ ซึ่งถ้าไม่ให้อาการต่างๆ ก็ไม่สงบลง จึงจำเป็นต้องให้

วันรุ่งขึ้นคุณหมอเข้ามาถามอาการด้วยสีหน้าเป็นกังวล ถามว่าปวดท้อง ปวดหลังหรือเปล่า และคลำท้องดูว้าท้องแข็งหรือเปล่า ปรากฏว่าท้องยังนิ่มอยู่ อาการปวดไม่มีคุณหมอเลยยิ้มออกแบบโล่งอกค่ะ บอกว่าถ้าแท้งท้องจะแข็งเพราะมดลูกบีบตัว แต่นี่ท้องยังนิ่มอยู่แสดงว่ายาที่ให้ไม่กระทบกับเด็กในท้อง ผลคือไม่แท้ง ดิฉันคิดในใจว่าลูกคงอยากอยู่กับเราเขาจึงพยายามต่อสู้กับยาและอาการต่างๆ ของแม่ คือเราสู้ไปด้วยกันหลังจากให้ยาตัวนี้แล้วอาการต่างๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องให้ยาควบคุมการคลอด”

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคนี้มีหลายกลุ่ม แต่ในกรณีของคุณเจียมใจซึ่งกำลังตั้งครรภ์คุณหมอเลือกใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์และเพดนิเซอโรคเพื่อลดความรุนแรงของโรคและหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง เพราะอาจส่งผลทำให้ทารกพิการได้ค่ะ

คุณเจียมใจใช้เวลาในการรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานถึง 9 วัน เมื่อควบคุมอาการของโรคได้แล้วก็กลับไปอยู่บ้านตามปกติ ซึ่งในช่วงแรกคุณหมอนัดตรวจซ้ำทุกสัปดาห์เมื่ออาการอยู่ในภาวะปกติหมอจึงเลื่อนนัดเป็น 1 เดือนครั้ง ซึ่งในแต่ละเดือนจะต้องมีการเจาะเลือด เช็กความดัน ชั่งน้ำหนักดูว่าเลือดไปเลี้ยงทารกได้ดีหรือเปล่า เพราะถ้าเด็กได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยจะทำให้เติบโตช้าได้

สำหรับการดูแลตัวเองและลูกในท้อง คุณหมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักและแสงแดด ไม่ควรออกกำลังกายมากเกินไป กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนมากๆ กินยาให้ครบ ซึ่งคุณเจียมใจก็บำรุงตัวเองอย่างดีตลอดมาจนคลอดค่ะ แต่ครั้นคลอดเจ้าตัวน้อยแล้วทั้งสองสามีภรรยาก็อดกังวลไมได้ว่า...

“กังวลว่าลูกจะเป็นโรคด้วยน่ะค่ะ แต่คุณหมอบอกว่าโอกาสที่ลูกจะเป็นมีเพียง 1% เท่านั้น พอดีลูกเป็นผู้ชาย ความกังวลเหล่านี้จึงหายไปค่ะ เพราะโรคนี้พบมากในผู้หญิง แล้วอาการอื่นๆ ถ้าปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอบอกก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลส่วนลูกชายก็สามารถเลี้ยงได้ตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป เพราะเขาคลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ทุกอย่าง เสียดายนิดหน่อยที่ลูกกินนมแม่ได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้น เพราะยาที่กินไปกดการสร้างน้ำนม ทำให้ไม่มีน้ำนมให้ลูกกินค่ะ”

โรคนี้เมื่อเป็นแล้วก็ต้องกินยาควบคุมตลอด ถ้าอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ ลดขนาดยาลง แต่มีโอกาสที่จะกำเริบได้อีก ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของคนไข้เป็นหลัก ดังนั้นการดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ครอบครัวคุณเจียมใจต้องพบเจอตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน และกว่าที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกจะก้าวผ่านวิกฤติเหล่านี้มาได้ก็ต้องอาศัยทั้งกำลังกาย กำลังใจของทุกคนร่วมกันค่ะ

ปัจจุบันกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค SLE ของคุณเจียมใจได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตลอดท่ามกลางการเจริญเติบโตของน้องอั่งเปา...เจ้าตัวเล็ก...ผู้เป็นที่รักและขวัญใจของพ่อและแม่ค่ะ

รู้จักโรค SLE

โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่อยู่ภายในร่างกายของเรา ซึ่งเรียกกันว่าแอนติบอดี้ (antibodies) บกพร่อง ซึ่งปกติแอนติบอดี้นั้นจะมีหน้าที่จับและทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแต่เซลล์ตัวนี้กลับทำลายเนื้อเยื่อตัวเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ กรรมพันธุ์ ฮอร์โมนเพศหญิง และภาวะติดเชื้อบางชนิดโดยเฉพาะเชื้อไวรัส อาการจะขึ้นอยู่กับเซลล์ตัวนี้ไปจับกับอวัยวะใด เช่น
  • ถ้าจับที่ผิวหนังก็จะทำให้เกิดผื่น
  • ถ้าจับที่ไตจำให้ไตอักเสบ ตัวบวม หน้าบวม มีไข่ขาวในปัสสาวะและอาจจะเกิดความดันโลหิตสูงตามมาด้วย
  • ถ้าจับกับเยื่อหุ้มข้อ จะเกิดข้ออักเสบ
  • ถ้าจับที่เส้นเลือดจะทำให้เส้นเลือดตีบเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อย
  • ถ้าจับที่หัวใจจะทำให้หัวใจโตผิดปกติ
  • ถ้าจับที่ปอดจะทำให้ปอดบวม
  • หรือจับที่สมองก็จะทำให้สมองบวม
โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 8 ต่อ 1 อัตราการเป็นประมาณ 30 คน ต่อประชากร 100,000 คน จากสถิติที่พบในผู้หญิงท้องจะมีน้อยมาก สำหรับผู้หญิงที่เป็นโรค SLE ก่อนการตั้งครรภ์ โอกาสที่โรคจะกำเริบตอนตั้งท้องมีมากกว่าร้อยละ 50


อันตรายจากโรค SLE
  • อัตราการเสียชีวิตของทารกจากโรคนี้มีร้อยละ 14-52%
  • แม่ท้องที่เป็นโรค SLE มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 66%
  • ทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้ากว่าปกติถึง 12-32%
  • แม้ว่าแม่ท้องจะเป็นโรคนี้กันน้อย แต่ถ้าเป็นแล้วโอกาสแท้งค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค
กรณีของคุณเจียมใจมีความเสี่ยงมากที่จะคลอดก่อนกำหนด เพราะแม่มีอาการหอบซึ่งโดยธรรมชาติเมื่อแม่มีปัญหาขาดออกซิเจนเลือดในตัวแม่จะถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ที่จำเป็นอย่างสมองและหัวใจ ส่วนที่ไม่สำคัญอย่างมดลูกจึงมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย ฉะนั้นถ้าแม่มีอาการหอบมากๆ ความดันโลหิตต่ำจะทำให้ทารกในครรภ์ขาดเลือดและออกซิเจน ถ้าเป็นมากๆ อาจทำให้เด็กเสียชีวิตในท้องได้ค่ะ


แพ้ภูมิ และภูมิแพ้
  • โรคแพ้ภูมิตัวเองเป็นโรคที่เกิดจากภูมิต้านทานในร่างกายทำงานบกพร่องแทนที่จะไปทำลายเชื้อโรคหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่กลับทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง
  • โรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคจากภายนอก แล้วกระตุ้นให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นกับร่างกาย

(update 17 พฤศจิกายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่297 ตุลาคม 2550 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:49 Share
ทารกท้องบาตร

พ.ต.ท.น.พ.เสรี ธีรพงษ์


"คุณมีลูกพิการและครรภ์เป็นพิษในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีภาวะแทรกซ้อนขั้นรุนแรงด้วย คือ "ไตรั่ว" หมายถึง ไตไม่สามารถเก็บรักษาโปรตีนไว้ในร่างกายได้ ซึ่งทำให้ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะจำนวนมาก ถ้าไม่รีบผ่าตัดเอาเด็กออกไตของคุณจะเสียได้" ข้าพเจ้าพูดภาษาชาวบ้านอธิบายให้คนไข้รายหนึ่งฟัง

คนไข้สตรีรายนี้ อายุ 23 ปี ตั้งครรภ์แรก ฝากครรภ์ที่คลินิกแห่งหนึ่ง ระหว่างที่ฝากครรภ์ พบว่ามดลูกโตช้ากว่าปกติเมื่อเทียบกับอายุครรภ์ แต่ไม่พบความผิดปกติอื่นใด จนกระทั่งอายุครรภ์ได้ 34 สัปดาห์ จึงเกิดปัญหา คือ ร่างกายมีอาการบวมตามแขนขาหน้าตา ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น จากเดิม 100/80 เป็น 150/100 มิลลิเมตรปรอท ที่สำคัญคือ "ไต" ของคนไข้ทำงานเสื่อมลงอย่างมาก ไตไม่สามารถกรองเก็บโปรตีน ซึ่งเป็นสารสำคัญของร่างกายเอาไว้ได้ โปรตีนจึงรั่วออกมาในปัสสาวะจำนวนมาก สูติแพทย์ที่คลินิกแห่งนั้น ยังตรวจพบว่า ทารกมีความผิดปกติอีกต่างหาก จึงรีบส่งตัวมารับการรักษาต่อในโรงพยาบาลของรัฐ

คนไข้สตรีรายนี้ เลือกที่จะมาโรงพยาบาลตำรวจเผอิญมา ในเวรที่ข้าพเจ้าออกตรวจ ข้าพเจ้าเห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนานกว่านี้ ไตของคนไข้อาจจะเสียหายมากจนยากจะฟื้นคืนสภาพเดิมได้ จึงตัดสินใจทำการผ่าตัดคลอดให้ทันที ก่อนทำการผ่าตัด ได้บอกกับคนไข้ว่า
"ทารกที่คลอดออกมา คงไม่รอดแน่ แต่ที่จำเป็นต้องผ่าตัดเพราะว่า จะรักษาชีวิตแม่ และป้องกันไม่ให้ไตเสียหายถาวร"
คนไข้ยังมีความสงสัยอยู่ในใจ จึงได้ถามว่า "หากจะปล่อยให้การตั้งครรภ์เนิ่นนานออกไปอีกสัก 1-2 สัปดาห์ ลูกของดิฉันจะมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่"

"คุณมัวแต่เป็นห่วงลูกอยู่นั่นแหละ คุณน่าจะเป็นห่วงตัวเอง เพราะยังไงๆ ลูกของคุณไม่มีโอกาสรอดอยู่แล้วไม่ว่าระยะเวลาคลอด จะเลื่อนห่างออกไปนานสักเท่าใด แต่...ตรงกันข้าม ยิ่งการตั้งครรภ์สิ้นสุดเร็วเท่าไร ร่างกายของคุณยิ่งกลับฟื้นฟู สู่สภาวะปกติเร็วเท่านั้น" ข้าพเจ้าอธิบายถึงผลดีผลเสีย ของการเลื่อนระยะเวลาคลอดออกไปให้ฟัง
เมื่อคนไข้ทราบถึงความเป็นไปของโรคอย่างนี้แล้ว เธอจึงไม่รั้งรอที่จะขอเข้ารับการผ่าตัดคลอดทันที

ภายในห้องผ่าตัด พอคลอดเด็กออกมา พยาบาลร้องบอกว่า "โอ้โห...ทำไมทารกรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดจัง ท้องใหญ่อย่างกับบาตรพระ เนื้อตัวบวมน้ำเปื่อยยุ่ยไปหมด พิการแบบนี้คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่นาที" ถัดจากนั้น ข้าพเจ้าได้ล้วงรกออกมาปรากฏว่า รกของเด็กมีลักษณะบวมน้ำเช่นกัน ขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าทารกเสียอีก เด็กหนัก 1,080 กรัม ส่วนรกหนักถึง 1,300 กรัม

ปัญหาของคนไข้รายนี้อีกอย่างหนึ่งคือ มีการตกเลือดหลังคลอด แต่ด้วยการเตรียมพร้อมอย่างดี ทำให้ปัญหาอันนี้ไม่รุนแรงจนถึงขั้น เป็นอันตราย

วันหนึ่ง เมื่อคนไข้อยู่ในสภาพแข็งแรงดี เธอถามข้าพเจ้าว่า
"ดิฉันอยากรู้จริงๆ เลยว่า สาเหตุของ ทารกพิการท้องบาตรคืออะไร และการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปจะเกิดภาวะเช่นนี้อีกหรือไม่"
"ช่างเป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะทารกท้องบาตรนั้น มีมากมาย แต่แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ กลุ่มแรก เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของทารก (IMMUNEHYDROPS) ภูมิต้านทานนี้จะสร้างในกระแสเลือดแม่ และแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดลูก ยังผลให้เกิดการแตกของเม็ดเลือดในลูกและลูกมีภาวะโลหิตจาง อีกกลุ่มหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของทารก (NONIMMUNE HYDROPS) แต่จะเกี่ยวพันกับโรคบางชนิดในมารดา เช่น ภาวะโลหิตจาง, โรคเบาหวาน หรือกามโรคชนิดซิฟิลิส เป็นต้น

ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากอะไร พยาธิสภาพของทารกจะเกิดขึ้นเหมือนกัน คือ ภาวะโลหิตจางอย่างมาก จากการที่เม็ดเลือดแดงแตก (HEMOLYSIS) ผลที่ตามมาคือ ทารกเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ผลสุดท้ายจึงปรากฏ เป็นทารกพิการอย่างที่ทราบ" ข้าพเจ้าอธิบายเสียยืดยาวไม่รู้ว่า คนไข้จะรู้เรื่องหรือเปล่า สุดท้ายจึงสรุปรวมความว่า

"สาเหตุมีมากมายจนไม่จำเป็นต้องจดจำ แต่หากแม่มีโรคประจำตัวอะไร ที่พอจะแก้ไขได้ เราต้องรีบแก้ไขรักษา เพื่อโอกาสข้างหน้า จะได้ไม่เกิดภาวะเช่นนี้ซ้ำ ส่วนการรักษาทารกขณะอยู่ในครรภ์ ของเมืองไทยเราคงไม่ต้องบอกนะว่า ทำไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่อยากจะเตือนเอาไว้ คือ ภาวะนี้มีผลต่อมารดา คือเพิ่มอุบัติการณ์ของการเกิดครรภ์พิษ ซึ่งทำให้ชีวิตของแม่ไม่ปลอดภัย และการแก้ไขที่สำคัญ คือ เอาเด็กออกให้เร็วที่สุด ทางไหนก็ได้ คลอดเองหรือผ่าตัดเอาออกทางหน้าท้อง แล้วแต่ความเหมาะสมอย่างกรณีของคุณมีภาวะแทรกซ้อน คือ โปรตีนรั่วออกมาจากไตอย่างมาก ทิ้งไว้นานไตจะเสีย จึงรีบผ่าตัดคลอดให้ เดี๋ยวนี้ผลการตรวจปัสสาวะของคุณปกติแล้ว เห็นไหมว่า ให้ผลทันตาในเวลาอันรวดเร็วมาก"

นี่คือคำอธิบายก่อนที่คนไข้จะออกจากโรงพยาบาลไป เธอจะสบายใจหรือไม่ ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ๆ เธอคงดีใจที่ปลอดภัย และการทำงานของไตกลับมาเป็นปกติ

ส่วนที่ว่า จะเกิดภาวะเช่นนี้ (ทารกท้องบาตร) ในครรภ์ต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสาเหตุได้รับการกำจัดแล้วหรือยังสำหรับกรณีที่ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน อย่างเช่นกรณีของคนไข้รายนี้ คงจะต้องยอมรับความเสี่ยงของการเกิดซ้ำ แต่การฝากครรภ์เนิ่นๆ จะช่วยให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อพบความผิดปกติประการใด จะแก้ไขได้ทันท่วงทีโดยไม่ปล่อยให้โรครุนแรง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นการตั้งครรภ์ครั้งนี้
"การตั้งครรภ์ครั้งถัดไป อาจจะปกติได้ ขออย่างเดียวอย่าเสียกำลังใจ จนไม่กล้าที่จะตั้งครรภ์ใหม่" ข้าพเจ้ากล่าวในตอนท้าย ก่อนที่จะแยกจากคนไข้สตรีดังกล่าว

ในหมู่คนจีนมักจะมีความเชื่อว่า คนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ ทดแทนคุณ หรือไม่ก็แก้แค้นกับพ่อแม่ สังเกตง่ายๆ ได้ว่า
กรณีที่ลูกเกิดมาเพื่อทดแทนคุณนั้นในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จะสุขสบายดีไม่มีปัญหา คลอดก็ง่ายและหลังคลอดจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ตกเลือด หรือติดเชื้อ
ส่วนกรณีที่ลูกเกิดมาเพื่อแก้แค้นจะพบว่า ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่จะเดือดร้อนไม่หยุดหย่อน แพ้ท้องมาก ครรภ์เป็นพิษมีการติดเชื้อและตกเลือดตอนก่อนคลอดหรือหลังคลอด

กรณีของคนไข้สตรีรายนี้ ลูกน่าจะเกิดมาเพื่อแก้แค้น เพราะยังไม่ทันไร ก็ทำร้ายแม่ตั้งแต่อยู่ในท้องซะแล้วหากจัดการช่วยเหลือช้า รับรองว่า ไตของแม่ต้องเสียหายอย่างมาก หากไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย ดังเช่น คนสมัยก่อนที่คลอดกับหมอตำแย แม่คงเอาชีวิตสังเวย ความแค้นของลูกไปแล้ว ด้วยภาวะแทรกซ้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เส้นโลหิตในสมองแตกหรือตกเลือดหลังคลอดอย่างมากจนช็อกตาย

"สตรีตั้งท้อง" ต้องไม่ลืมว่าประกอบด้วยมารดาและทารก มารดาย่อมสำคัญกว่าบุตรในครรภ์เสมอเวลามีปัญหาอย่าเผลอไปคิดว่า "ลูกสำคัญกว่าแม่" เพราะการแก้ไขอาจจะไม่ทันท่วงที

สตรีตั้งครรภ์ใช่ว่าจะไม่มีอันตรายเสียเลย มีสตรีมากมายที่ตายเองจากการตั้งครรภ์แล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตกเลือด ไตวาย เส้นโลหิตในสมองแตกหรือครรภ์เป็นพิษ จากภาวะ "ทารกท้องบาตร" (HYDROP FETALIS)

ฉะนั้นการฝากครรภ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ของสตรีตั้งครรภ์ทุกคน ในระหว่างตั้งครรภ์หากพบความผิดปกติใดๆ คุณแม่ควรไต่ถามสูติแพทย์และหาสาเหตุให้ได้เพื่อการแก้ไขรักษา ที่ได้ผลทันการณ์นะครับ

"แม่" กับ "ลูก" ย่อมผูกพันกันมาแต่ชาติไหนๆ ใครจะเป็นหนี้ใครไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถึงแม้ชาติก่อนนั้น"แม่จะเคยทำร้าย "ลูก" แต่ใครจะไประลึกชาติและรู้ได้ด้วยความดีที่ "แม่" เลี้ยงดู "ลูก" มาในชาตินี้ยังไม่เพียงพอที่ "ลูก" จะตอบแทนอีกหรือ "บุญคุณ-ความแค้น" ใดๆ ในโลกนี้ ย่อมสงบจบลงได้อย่างสันติสุขด้วย "ความกตัญญูกตเวที" และ "การไม่จองเวร"



[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 22 ฉบับที่ 329 สิงหาคม 2542 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:49 Share
[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542]


คุณแม่มือใหม่


นายแพทย์มงคล ณ สงขลา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ป่วยเบาหวานทั้งในประเทศ และทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีการคาดว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จาก 13 5 ล้าน คนในปัจจุบัน เป็น 300 ล้านคนในปี 2568 โดยอัตราการเพิ่มในประเทศ กำลังพัฒนาสูงเกือบถึงร้อยละ 200 คน ในขณะที่อัตราการเพิ่มในประเทศ พัฒนาแล้วมีเพียงร้อยละ 45

นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่า ในขณะที่อัตราการเพิ่มในประเทศพัฒนาแล้ว มีเพียงร้อยละ 45 ซึ่งการศึกษาพบว่า เป็นในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมีปัจจัยจากสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต อันได้แก่ ความเป็นเมือง ขาดการออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และความอ้วน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เบาหวาน ในเขตเมืองสูงกว่าในเขตชนบท

สำหรับเบาหวาน เป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ทั้งจากพันธุกรรมและปัจจัยดังกล่าวที่สำคัญ ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ ถึงแม้ก่อนตั้งครรภ์จะไม่เคยตรวจพบมาก่อนก็ตาม ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิด จากขณะตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลง ของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะทนต่อน้ำตาลกลูโคสผิดปกติ

จากการสำรวจผู้ป่วยเบาหวานในระยะตั้งครรภ์ พบประมาณร้อยละ 2.02 ซึ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ที่มีอัตราเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป หญิงที่มีประวัติตั้งครรภ์มากกว่าหลายครั้ง หญิงที่คลอดทารก ที่มีน้ำหนักเกินกว่า 4 กิโลกรัมในครรภ์ที่แล้วหรือเคยแท้งมาก่อน โรคอ้วนรวมทั้งมีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน

นายแพทย์มงคลกล่าวต่อไปว่า ความรุนแรงของโรคเบาหวาน ในหญิงตั้งครรภ์ก่อให้เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกมากมาย โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยๆ ในขณะตั้งครรภ์ คือครรภ์เป็นพิษ แฝดน้ำบวม โรคไตทำ ให้แท้งง่ายในการตั้งครรภ์อ่อน โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและการคลอดก่อนกำหนดเวลา

สำหรับทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน จะมีความผิดปกติมากกว่าธรรมดา 2-3 เท่า โดยพบว่า มีความพิการแต่กำเนิดทารกตัวโตเกินขนาด น้ำตาลในเลือดต่ำ รวมทั้งมีการตายในครรภ์

ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคน ควรจะได้รับการตรวจเช็กเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อเป็นการป้องกันและลดอัตราเสี่ยงต่างๆ อาจเกิดขึ้นกับตนเองและทารก

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมาก่อนการตั้งครรภ์ ควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะการควบคุมโรคเบาหวานได้ดีขณะตั้งครรภ์ จะทำให้ลดการเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงเช่น โรคของจอตา โรคไตและลดอัตราการตายของทารก


ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:50 Share
หวานทั้งหนักและเบา อันตรายต่อการตั้งครรภ์


ได้มีการจัดลำดับประเทศ ที่ไม่น่าไปเกิดในโลกนี้ในแต่ละทวีป ทวีปอาฟริกาก็เช่น อังโกลา อันดับหนึ่งตามมาด้วยชื่อคุ้นๆ เพราะๆ เอธิโอเปีย โซมาเลีย อีกมากขณะที่ในทวีปยุโรป ก็มีเช่นกันก็กลุ่มคอมมิวนิสต์นั่นเอง ทารกยูโกสลาเวีย ในเอเชีย ก็มีอัฟกานิสถาน กัมพูชา อีรัก ขณะที่ทวีปเอเชียโชคดี ไม่มีประเทศไทยติดอยู่เลยในสิบอันดับ ค่อยหายหดหู่ไปได้

การที่จะจัดประเทศใด ไม่น่าไปเกิดนั้น ปัจจัยหนึ่งที่ใช้เป็นดรรชนีวัดคือ
ในคลินิกตั้งครรภ์
ความเสี่ยงสูง จำนวนคนไข้
เพิ่มขึ้นตลอด โดยพบว่า
สาเหตุที่ทำให้ต้องเข้า
มารับการดูแลพิเศษ
ที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจก็คือ
ระบบการเผาผลาญพลังงาน
ผิดปกติหรือสภาวะเบาหวาน
เบาหวานเป็นพญามัจจุราช
สำคัญของทารก
อุบัติการณ์การตายทารกปริกำเนิด ซึ่งเป็นตัวเลขบอกถึงอัตราการตาย ของทารกแรกเกิดจนถึง 1 สัปดาห์หลังคลอด ซึ่งจะบ่งบอกถึง ระดับของการสาธารณสุขของประเทศ ถ้าตัวเลขยิ่งสูงยิ่งแสดงว่า การสาธารณสุขสวนทางกับตัวเลข คือต่ำกว่ามาตราฐานมาก ซึ่งในประเทศไทยเราในทศวรรษนี้ การสาธารณสุขได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก จนเข้าสู่ระดับมาตราฐานยอมรับได้ ประเทศที่มีตัวเลขการสาธารณสุขดีที่สุด ไม่ใช่อเมริกาหรืออังกฤษ แต่เป็นประเทศในสแกนดิเนเวีย กลุ่มประเทศเบเนลักษณ์ของไทยเรา ก็ถือว่าดีทีเดียวเมื่อเทียบกับประเทศข้างเคียง และมีแนวโน้มจะพัฒนาและดีขึ้นๆ

ในอดีตขณะที่ประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรม สาเหตุของการเสียชีวิตของทารกปริกำเนิดมักจะมาจากการคลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อโรคครรภ์พิษของมารดา ล้วนเป็นโรคที่ดูแลแก้ไขไม่ยุ่งยาก อัตราการตั้งครรภ์ต่ำในสตรีที่อ่อนแอหรือมีโรคประจำตัว แต่เมื่อประเทศพัฒนามากขึ้นเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรม เข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดีขึ้น สภาพสังคมเปลี่ยนไป เป็นปัญหาสาธารณสุขก็เปลี่ยนไปด้วย โรคต่างๆ ได้รับการดูแลดีขึ้นมาก จากการพัฒนาทางการแพทย์ อัตราการตั้งครรภ์ได้ในสตรีเพิ่มมากขึ้น และก็เกิดมีปัญหาทางการแพทย์ให้ต้องดูแลยุ่งยากมาขึ้น แพทย์สมัยปัจจุบันจะต้องแก้ไขปัญหาทางสุขภาพยุ่งยากกว่าแต่ก่อนมากขึ้น รูปแบบปัญหาทางการแพทย์ก็แปรเปลี่ยนไป ปัจจุบันโดยเฉพาะสูติ-นรีแพทย์ ทำงานหนักทีเดียว

ในอดีต 40-50 ปีมาแล้ว การทำคลอดมากกว่า 20-30% เกิดโดยหมอตำแยซึ่งก็คือ คนพื้นบ้านธรรมดา ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์อะไรมาก เคยเห็นเคยช่วยการคลอด ก็มาทำหน้าที่ "สูติกา" ประชากรของประเทศไทยยังไม่ขยายเพิ่มมากจนน่าเป็นห่วง จะเห็นว่าแค่เพียงหมอตำแยก็ดูแลได้ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะร้อยละเกือบ 90 การคลอดเป็นการคลอดปกติ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้สมัยก่อน ต้องเป็นคุณแม่ที่แข็งแรง สุขภาพดีเลิศพอสมควร สตรีกลุ่มที่มีปัญหาทางสุขภาพ มีโรคประจำตัวโอกาสในการตั้งครรภ์ต่ำมาก เรียกได้ว่าเป็นสมดุลทางธรรมชาติ เมื่อการแพทย์ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึง ไม่ดีพอก็ให้แต่คนแข็งแรงตั้งครรภ์

แต่ปัจจุบันการแพทย์เจริญ จนถึงขั้นปลูกถ่ายอวัยวะทดแทนกันได้ แทบจะยกเครื่องได้ทุกอวัยวะ จนเป็นข่าวฮือฮาเรื่องเปลี่ยนถ่ายไต ซึ่งทำท่าจะยืดเยื้อ การแพทย์เจริญจนกระทั่งคนไข้ไตวาย คือไตไม่ทำงาน ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลาหลายปี บ้างอาจจะสิบๆ ปีก็ได้ คุณภาพชีวิตก็ไม่ได้ตกต่ำกว่ามาตรฐานเท่าใด โรครุนแรงต่างๆ เช่น โรคไต โรคหัวใจ ฯ โรคเรื้อรังกลุ่มอื่นๆ เช่น ทารกแพ้น้ำเหลืองตัวเอง โรคดาราเป็นกันมากคือ SLE จริงๆ แล้วก็น่าเห็นใจดารา เป็นข้อน่าสังเกตว่า ดาราเป็นกันมากเพราะอาจจะเนื่องจากเป็นคนสาธารณะ พอเป็นอะไรทำอะไรก็เป็นข่าว เพียงผายลมในที่สาธารณะ ก็อาจจะขึ้นหน้าหนึ่งได้ และด้วยดาราโดยเฉพาะคุณดาราหญิง เป็นที่สนใจของสาธารณะมากเพราะไอ้โรคร้ายนี้ก็เป็นกันมากในกลุ่มสตรี

ที่สำคัญคือ โรคที่ไม่ต้องโฉลกกับแสง ยิ่งแรงจ้าแบบแสงอาทิตย์ก็ยิ่งกระพือโหมให้โรคนี้รุนแรง ก็อาจจะเป็นได้ที่เนื่องจากโดยอาชีพต้องถูกแสงสว่างมากกว่าอาชีพอื่นๆ และเป็นแสงที่เข้มข้นมาก ก็อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดโรค SLE และเมื่อเป็นแล้วก็ไม่เปลี่ยนอาชีพการควบคุมโรคคงจะลำบาก และจะพบเห็นได้ว่าพวกดารามักจะเป็นรุนแรง

โรคนี้ในอดีตแทบจะไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ เช่นเดียวกับเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ ฯ ปัจจุบัน การดูแลแก้ไขโรคเหล่านี้ทำได้ดีมาก คนไข้สามารถตั้งครรภ์ได้ ตอนเริ่มตั้งครรภ์ทั้งคนไข้ทั้งหมอก็เฮ เรียกว่าได้เฮ หลังจากนั้นทั้งคนไข้ทั้งหมอก็จะเหี่ยว เพราะต้องร่วมมือกันดูแลการตั้งครรภ์อย่างพิเศษ ยิ่งบางต้องเข้าโรงพยาบาลตลอดการตั้งครรภ์ อาจจะยาวนานตั้งเกือบปี เรียกว่าเครียดทั้งหมอทั้งคนไข้เลยทีเดียว และปรากฏการณ์ดังกล่าว ก็มากขึ้นๆ จนปัจจุบันแทบทุกโรงพยาบาลต้องมีคลินิกพิเศษสำหรับดูแลขึ้น เรียกว่า คลินิกตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง (HIGH RISK CLINIC)

จำนวนคนไข้ในคลินิกพิเศษนี้จะพบว่า เพิ่มขึ้นตลอดวัย พบว่าจากปัจจัยหลักๆ 3-4 อย่าง หนึ่งสตรีแต่งงานอายุมากขึ้น ถ้าเกิน 36 ปีขึ้นไปก็จัดว่าเป็นครรภ์เสี่ยงแล้ว บ้างพอมีบุตรคนแรก ก็คุมกำเนิดจนลืมปล่อย พอลูกโตเรียนมหาวิทยาลัยต้องเข้าไปอยู่หอพัก จึงนึกได้ว่าเหงาถึงเพิ่งจะปล่อย ก็พอดีอายุเกินเกณฑ์ครรภ์ปลอดภัย บ้างปล่อยให้มีเพราะสามีไปมีบุตรกับภรรยาน้อย เลยฮึดสู้ท้องแข่งซะเลย

ปัจจัยที่ 2 คือ การดูแลบำบัดรักษาของการแพทย์ดีขึ้น ทำให้การเจริญพันธุ์เกิดขึ้นได้ ปัจจัยที่สามที่เพิ่มจนน่าตกใจคือ ระบบการเผาผลาญพลังงานผิดปกติ หรือสภาวะเบาหวานในผู้ตั้งครรภ์ สภาวะโภชนาการที่เปลี่ยนไปของสังคม ลักษณะงานที่เปลี่ยนไป จากสังคมเกษตรกรรมที่ต้องใช้ แรงงาน เป็นสังคม LOW TECH, HI-TOUCH มาสู่สังคม HI-TECH, LOW TOUCH ทำงานด้วยปลายนิ้วและสมอง โดยเฉพาะคุณผู้หญิงเปลี่ยนจากงานกล้างแจ้ง มาสู่งานในออฟฟิศ วันๆ แทบไม่ได้ใช้พลังงานเลย ทำให้มีการคั่งค้างสะสมพลังงานไว้ในรูปไขมันและมากขึ้นๆ ตัวอ่อนก็เลยล้า จะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานในที่สุด และโรคหรือสภาวะซึ่งหมายถึง ความผิดปกติที่ยังไม่แสดงอาการให้คนไข้เดือดร้อนนี้แต่มีอันตรายอย่างยิ่ง ต่อทารกในครรภ์เป็นพญามัจจุราชระดับเอ้ทีเดียว

สภาวะแบบเบาหวานนี้ ในการตั้งครรภ์นั้นก็เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน เนื่องด้วยรกซึ่งเป็นเนื้อเยื่อของทารกทำหน้าที่เป็นแหล่งส่งกำลังบำรุง ให้กับทารกในครรภ์ทั้งอาหารและออกซิเจน และยังผลิตฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตของทารกด้วย และหนึ่งในฮอร์โมนหรือสารคัดหลั่งที่ถูกสร้างออกมานั้น จะมีฤทธิ์ต้านหรือลดฤทธิ์ของอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่แม่สร้างจากตับอ่อน เพื่อควบคุมการเผาผลาญสารอาหาร คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสโลหิตนั่นเอง เพื่อไม่ให้เกิดเบาหวาน สารคัดหลั่งหรือฮอร์โมนจากรกนี้จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแม่ ทำให้อินซูลินที่มีในแม่อ่อนกำลังลง จะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสโลหิตแม่ ง่ายต่อการเพิ่มปริมาณมากขึ้น แต่ร่างกายแม่ก็จะมีกลไกคอย ตรวจสอบระดับน้ำตาลในกระแสโลหิต โดยเป็นระบบควบคุมอัตโนมัติ เมื่อระดับน้ำตาลในกระแสโลหิตโดยเป็นระบบควบคุมอัตโนมัติ เมื่อระดับน้ำตาลมากขึ้นก็จะไปสั่งให้ตับอ่อนทำงานผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ออกมามากขึ้น

ในคนตั้งครรภ์ ในขบวนการฝากครรภ์ต้องตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะ เมื่อมาฝากครรภ์ทุกครั้ง เมื่อพบว่ามีน้ำตาลซึ่งปกติจะไม่ออกมาในปัสสาวะ ถ้าปริมาณน้ำตาลไม่สูงเกินปกติ แต่การตรวจพบว่ามีน้ำตาลในปัสสาวะ อาจจะเกิดในคนตั้งครรภ์ที่น้ำตาลในกระแสโลหิตปกติได้เช่นกัน เพราะในคนตั้งครรภ์ไตจะทำงานมากกว่าปกติหลายเท่าตัว ในการที่จะเกิดการแปรปรวนในการทำงานย่อมมีบ้าง แต่เมื่อตรวจพบว่ามีน้ำตาลในปัสสาวะแพทย์จะต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพิ่มเติมเพื่อวิเคราะห์โรคว่าเป็นเบาหวานจริงหรือปลอม

สภาวะเบาหวานปลอมพบได้แต่ไม่มากนัก เช่น พวกที่ยืนนานๆ เช่น ทำงานในโรงงาน พวกแม่ค้าขายของในตลาดในกลุ่มที่ทานของหวานจำนวนมาก ถ้ามาตรวจก็จะพบว่ามีน้ำตาลเล็ดลอดออกมาในปัสสาวะให้ตรวจพบได้ หรือโรคไตบางชนิด การตรวจค้นหาเบาหวานในปัจจุบัน จะทำให้เป็นรูทีนหรือการตรวจประจำในคนตั้งครรภ์ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นเบาหวาน

สตรีที่มีอายุมากกว่า 32 ปีขึ้นไปในขณะตั้งครรภ์ มีประวัติเบาหวานในพ่อหรือแม่ มีการคลอดทารกน้ำหนักมาก หรือตัวใหญ่ น้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัมขึ้นไป มีประวัติทารกพิการในท้องก่อนๆ คุณแม่ที่อ้วนมากๆ การตั้งครรภ์แฝดน้ำคือ มีปริมาณน้ำคร่ำมากกว่าปกติ การเจาะเลือดมาตรวจอาจจะเจาะเพียงครั้งเดียวหรือเจาะหลายครั้ง ห่างกันตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วแต่ ดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล ในรายดังกล่าวถ้าพบผิดปกติ ก็มักจะเป็นเบาหวานซ่อนเร้น คือ ไม่มีอาการตรวจพบแต่ก็มีความผิดปกติในระดับการทำงาน เผาผลาญพลังงานแล้ว ถ้าไม่แก้ไขอาจจะมีผลต่อทารกในครรภ๋ได้ เบาหวานดังที่กล่าวว่า เป็นพญามัจจุราชสำคัญของทารก มักไม่ก่อปัญหารุนแรงกับผู้เป็นแม่ในระยะเฉียบพลัน

ผลร้ายมีเกิดกับทารก แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ ต่อการพัฒนาการ คืออาจจะก่อความพิการให้กับทารกได้ โดยเฉพาะความพิการ ที่เกิดกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ต่อการเกิดอวัยวะไต เกิดความพิการในระบบท่อไขสันหลัง อาจจะเป็นกับกะโหลกศีรษะด้วย หรือไขสันหลังก็ได้ ทารกหน้างวงช้าง ก็พบได้จากแม่เป็นเบาหวาน

ลักษณะที่ 2 ของทารกที่เกิดจากแม่เป็นเบาหวาน พบว่าเกิดได้ตลอดการตั้งครรภ์ในการตั้งครรภ์อ่อนๆ โอกาสแท้งบุตรจะสูง ถ้าท่านพ้นไปสู่การตั้งครรภ์ระยะท้ายๆ เพราะมักจะเกิดแผดน้ำ ทำให้ท้องใหญ่มากจนมดลูกรับไม่ไหวก็จะเกิดการปวดท้องคลอก่อนกำหนด และมักจะทำให้แม่มีโอกาสเกิดโรคพิษแห่งครรภ์คือมีความดันโลหิตสูง ตัวบวม อาจจะรุนแรงจนชักเส้นเลือดในตับในสมองแตก กรณีครรภ์พิษก็อาจจำเป็นต้องเอาทารกคลอดออกก่อนกำหนด เพื่อเป็นการรักษาทั้งแม่และทารก ซึ่งโรคครรภ์พิษยังเป็นโรคที่พบบ่อยมาก ในหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคที่ป้องกันไม่ได้แต่ควบคุมไม่ให้รุนแรงได้ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และบวมมากผิดปกติควรระมัดระวังให้รีบมาพบแพทย์

เมื่อตั้งครรภ์อายุครรภ์มากขึ้นเบาหวานเกิดในแม่ จะมีผลจ่อทารกในครรภ์จากการที่น้ำตาลในกระแสโลหิตจะไปสู่ตัวทารก จะทำให้ทารกได้ปริมาณสารอาหารประเภทน้ำตาลไปกระตุ้น ให้มีการเจริญสะสมมากขึ้น ตัวทารกจะมีขนาดใหญ่โตผิดธรรมดาไปมาก ขณะเดียวกันน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในทารก จะไปกระตุ้นจนตับอ่อนทารกล้าไป ทารกจะมีสภาวะน้ำตาลในกระแสโลหิตสูงเคยมีทารกน้ำหนักมากถึง 5-6 กิโลกรัม ซึ่งทารกที่มีขนาดใหญ่จากเบาหวานแม่ จะมีอันตรายต่อทารกในขบวนการคลอด ถ้าปล่อยให้การคลอดดำเนินไปโดยธรรมชาติ การคลอดทางช่องคลอด ไร้การควบคุมที่ดี จะทำให้ทารกบาดเจ็บในขบวนการคลอด จนอาจจะเสียชีวิตหรือพิการเช่น แขนขาเป็นอัมพาต จากการฉีกขาดของเส้นประสาทในขบวนการคลอด เพราะทารกตัวใหญ่มักจะคลอดติดไหล่หรือคลอดท่าผิดปกติ

ไม่เท่านั้น ทารกแม่เบาหวานแม้จะมีร่างกายใหญ่โตหน้าตาเปล่งปลั่ง ผิวแดง ผมดก แต่สุขภาพเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม จะอ่อนแอมาก หลังคลอดถ้าไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษอาจจะมีผลแทรกซ้อน จากการต่ำของน้ำตาลในกระแสโลหิตจนเกิดผลต่อสมอง มีชักและอาจจะถึงเสียชีวิตได้

ในอดีตเมื่อกึ่งทศวรรษ การแพทย์ยังไม่เจริญมาก ในแม่ที่เป็นเบาหวานแพทย์มักจะสิ้นสุดการตั้งครรภ์เมื่อเข้าสู่ 9 เดือน เพราะพบว่า ทารกอาจจะเสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เกิดในอัตราที่สูง แต่ในปัจจุบันวิทยาการก้าวหน้า สามารถจะตรวจติดตามดูสุขภาพทารกในครรภ์ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งแม้ดังนี้ก็ยังพบว่า ทารกแม่เบาหวาน ก็ยังมีอุบัติการณ์เสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะจากโรคทางระบบการหายใจ เพราะปอดทารกจะพัฒนาสมบูรณืช้ากว่าเกณฑ์เฉลี่ย

ด้วยความร้ายกาจของโรคต่อแม่และโดยเฉพาะทารก ทำให้โรคนี้ต้องได้รับการตรวจพิสูจน์และดูแลอย่างเข้มงวด เมื่อตรวจพบความผิดปกติก็จะต้องได้รับการบำบัดดูแลพิเศษ ถ้าเป็นระดับซ่อนเร้นก็จะให้การดูแลเพียงการควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำหนักและติดตามการดำเนินของโรค ติดตามดูพัฒนาการของทารกอย่างต่อเนื่อง ถ้าความผิดปกติในระดับที่ต้องให้ยารักษาเบาหวาน ก็จักต้องอยู่ภายใต้การควบคุมพิเศษเข้มงวดเพราะยาที่ใช้ ในการบำบัดรักษาจะเป็นยาฉีด ไม่สามารถใช้ยารับประทานได้ เพราะยากลุ่มดังกล่าวอาจจะมีผลเกิดความพิการต่อทารกได้

ช่วงที่สำคัญของทารกคือ ช่วงเดือนท้ายของการตั้งครรภ์ เพราะอุบัติการณ์ของการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุยังสูงกว่ากลุ่มปกติ มีไม่น้อยที่ในเดือนท้ายๆ ของการตั้งครรภ์อาจจะต้องเข้าอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อให้การดูแลอย่างเข้มงวดโรคเบาหวานในคนตั้งครรภ์นี้ อาจจะเป็นเฉพาะการตั้งครรภ์หรืออาจจะลุกลามกลายเป็นเบาหวานแท้จริงก็ได้ แต่ในกลุ่มที่ตรวจพบสภาวะผิดปกติ มีแนวโน้มของการเป็นเบาหวานในอนาคตจะสูง การดูแลอาหารและน้ำหนักตัวจะเป็นทางเลี่ยงหนีโรคนี้ และทารกที่แม่เป็นเบาหวานถ้าได้รับการดูเจริญเติบโตไปได้ตามปกติ ไม่เป็นโรคติดต่อ ที่จะต้องเป็นเบาหวานเช่นผู้เป็นแม่ แต่เนื่องจากโรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์จึงมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ เมื่อเติบโตต่อไป จึงต้องระมัดระวังต่อสุขภาพเช่นกัน

เบาหวานเคยเป็นโรคที่น่ากลัวเมื่อกึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันโรคนี้กลายเป็นโรคพื้นๆ สำหรับการแพทย์ ความรุนแรงลดลง แต่ปริมาณคนเป็นโรคนี้กลับมากขึ้น เพราะการบริโภคอาหาร ที่ด้อยคุณค่าทางโภชนาการ และการเปลี่ยนวิถีชีวิต จากการทำงานกลางแจ้ง มาสู่การทำงานในออฟฟิศ และเพราะเจ้า IT. ตัวดี ที่ทำงานแทนมนุษย์แทบหมดทุกอย่าง โลกาภิวัฒน์ก็เลยโรคาภิวัตน์ไปด้วย

นพ.วีระ สุรเศรณีวงศ์



[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 22 ฉบับที่ 329 สิงหาคม 2542 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:50 Share
เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์...ทำยังไงดี

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดยโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์


ระหว่างการตังครรภ์ ว่าที่คุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันฮอร์โมนในการตั้งครรภ์ต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ Human Placental Lactogen ซึ่งสร้างจากรก รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ต้านอินซูลินอื่นๆ ได้แก่ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) คอร์ติซอล (Cortisol) ทำให้เกิดภาวะแอนตี้อินซูลิน (Insulin Resistance) ในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลให้มีการสร้างกลูโคสจากตับเพิ่มขึ้น น้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้น เป็นภาวะเดียวกับเบาหวานชนิดที่ 2 โดยภาวะนี้จะดำเนินไปจนถึงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์

นายแพทย์ภูรีพงศ์ บัวประดิษฐ์ อายุรแพทย์สาขาเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestation Diabates Mellitus - GDM) ในการประชุมวิชาการประจำปีสมิติเวช 2550 ซึ่งจัดขึ้นโดยโรงพยาบาลสมิติเวช ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้โดยได้เปิดเผยว่า “อุบัติการณ์ของเบาหวานที่พบในขณะตั้งครรภ์มีประมาณร้อยละ 1-14 ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ ภาวะเบาหวานที่พบในขณะตั้งครรภ์อาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกติหรืออาจจะทำให้แท้งได้ ถ้าไมได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม”

นายแพทย์ภูรีพงศ์ กล่าวต่อไปว่า กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้แก่
  • หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 25 ปี
  • เคยมีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในครรภ์ก่อน
  • เคยมีประวัติคลอดบุตรมากกว่า 4,000 กรัม
  • เคยมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ (Glucosuria)
  • กลุ่มสตรีที่ชาติเสี่ยง ได้แก่ African, Hispanic, Asian และ Aborigine
  • น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์อยู่ในเกณฑ์อ้วน
  • ความดันโลหิตสูง
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง
  • ภาวะซีสต์รังไข่ (polycystic Overy Syndrome)
นายแพทย์ภูรีพงศ์ ได้ให้ข้อมูลว่าสำหรับการตรวจเบาหวานขณะตั้งครรภ์นั้น หญิงที่ตั้งครรภ์ทุกรายสามารถตรวจได้ ระหว่างช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ หรือจะเลือกตรวจเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงตามรายละเอียดข้างต้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยทางการแพทย์ สำหรับว่าที่คุณแม่ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรได้รับการดูแลรักษาภาวะนี้อย่างเหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ทั้งต่อทารกในครรภ์และต่อคุณแม่ ในส่วนของผลต่อทารกจะทำให้มีภาวะเสี่ยงดังนี้

1. ภาวะทารกตัวโต หมายถึง รกมีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4,000 กรัม ซึ่งพบได้ร้อยละ 10-20 ของทารกที่แม่เป็นภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ และมีโอกาสที่ทารกจะมีขนาดใหญ่มากกว่าอายุครรภ์ด้วย ทำให้ทารกเสี่ยงต่ออาการคลอดติดไหล่หรือไดรับอันตรายระหว่างคลอดได้
2. การเสียชีวิตของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์
3. ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ ส่งผลให้ทารกมีอาการชักได้
4. ภาวะเลือดข้น
5. ภาวะเหลือง
ส่วนภาวะแทรกซ้อนในมารดา อาจทำให้เสื่อมต่อครรภ์เป็นพิษ การติดเชื้อที่กรวยไต ภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ และอาจจำเป็นต้องคลอดด้วยวิธีผ่าตัดทางหน้าท้องแทนการคลอด

การดูแลรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ นายแพทย์ภูรีพงศ์ กล่าวว่ามี 3 วิธีหลักๆ ได้แก่ การควบคุมและประเมินระดับน้ำตาลในเลือด โดยสอนให้ว่าที่คุณแม่ใช้เครื่องตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อประเมินระดับน้ำตาลในเลือดว่าควบคุมได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือไม่ วิธีที่สองคือ ใช้การควบคุมอาหารเป็นวิธีรักษาหลัก ว่าที่คุณแม่จำแม่จำเป็นต้องรับประทานให้ถูกต้องทั้งปริมาณและสัดส่วนของอาหาร คุณหมอแนะนำว่า สำหรับว่าที่คุณแม่ที่ก่อนตั้งครรภ์ไม่อ้วน ควรจำกัดอาหารที่ให้พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่ ต่อกิโลกรัมต่อวัน ออกกำลังกายเบาๆ และสม่ำเสมอจะมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยการควบคุมอาหาร เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของมารดาและทารกในครรภ์ ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลขอบแพทย์

นายแพทย์ภูรีพงศ์ แนะนำว่าภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถหายได้หลังจากคลอดบุตร คุณหมอยังแถมเคล็ดลับการป้องกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ทำได้ไม่ยาก นั่นคือก่อนตั้งครรภ์ว่าที่คุณแม่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักเสียก่อน และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ เพิ่มผัก ผลไม้ ลดอาหารไขมัน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวซึ่งควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งระหว่างตั้งครรภ์ ถ้าได้อย่างนี้แล้ว ว่าที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายก็ไม่ต้องกังวลกับภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์อีกต่อไป ที่สำคัญว่าที่คุณแม่ควรไปพบแพทย์ที่ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลในปัสสาวะตามที่แพทย์กำหนด ซึ่งแพทย์ก็จะช่วยดูแลเรื่องเบาหวานอย่างเหมาะสม เพราะตัวคุณแม่เองจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า ตนเองได้มีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์เกิดขึ้น


(update 25 มีนาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.173 December 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:51 Share
ยาลดน้ำตาลชนิดรับประทานกับการรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์


ในผู้หญิงที่ไม่เคบเป็นเบาหวานมาก่อน แต่ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงในขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดจากการผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย จึงทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น จนเมื่อคลอดทารกแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจึงจะลดลงสู่ระดับปกติ ภาวะเช่นนี้ทางการแพทย์เรียกว่าเบาหวานขณะตั้งครรภ์

เบาหวานขณะตั้งครรภ์มีผลต่อทั้งมารดาและทารก ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ในมารดาได้แก่ความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ในทารกจะตัวใหญ่มากผิดปกติ และหลังคลอดอาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ ทารกบาคนอาจมีปัญหาระบบหายใจ มีภาวะหายใจลำบาก นอกจากนี้ทารกยังมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย

ปัจจุบันการรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจเพียงควบคุมอาหารและพลังงานที่ได้รับให้เหมาะสม แต่บางรายที่เป็นมากต้องให้การรักษาด้วยยา ซึ่งปัจจุบันยาที่ใช้รักษาเบาหานขณะตั้งครรภ์คือการฉีดอินซูลินเท่านั้น สำหรับการให้ยาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือดในสตรีตั้งครรภ์ยังเป็นหัวข้อที่กำลังได้รับการทบทวนใหม่

ในโรงพยาบาล Auckland City ประเทศนิวซีแลนด์ ได้รายงานผลการวิจัยในสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์โดยให้การรักษาด้วยยารับประทาน Metformin ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ผลการศึกษาพบว่าความเสี่ยงต่อการที่ทารกเกิดภาวะหายใจลำบากหลังคลอด หรือเกิดการบาดเจ็บจากการคลอดเนื่องจากทารกมีขนาดใหญ่ หรือทารกเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอดนั้นไม่แตกต่างกันในกลุ่มทดลองระหว่างหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการรักษาด้วยยารับประทาน Metformin (จำนวน 370 ราย) และหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดอินซูลินตามปกติ (จำนวน 370 ราย)

หลังคลอด 77% ของมารดาที่ได้รับการรักษาด้วย Metformin กล่าวว่า หากมีภาวะน้ำตาลขณะตั้งครรภ์อีกในท้องต่อไปก็ยินดีที่จะรับการรักษาด้วย Metformin เช่นเดิม แม้ว่ามีมารดา 46% ที่ยังต้องการฉีดอินซูลินร่วมด้วยในบางขณะ

อย่างไรก็ตาม สูติแพทย์ยังคงต้องรอผลการติดตามทารกที่เกิดจากมารดาที่ได้รับการรักษาด้วยารับประทาน Metformin ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าในอนาคตทารกจะไม่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานสูงกว่ากลุ่มทารกที่มารดารับรักษาด้วยาฉีดอินซูลิน ก่อนที่จะพิจารณานำการรักษาด้วยยารับประทาน Metformin มาใช้ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อไป


(update 22 พฤษภาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol. 15 Issue 179 June 2008 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:52 Share
ท้องนี้ ระวังเบาหวาน


ในแม่ตั้งครรภ์ 100 คน มักตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน 5 คนเสมอ
หนึ่งในนั้นอาจเป็นคุณด้วยรึเปล่า ?????

...ตั้งท้องแรกๆ ก็ไม่มีอะไร ร่างกายแข็งแรงดี น้ำหนักขึ้นดีเสียด้วย กินได้ทุกอย่าง จนประมาณ 6 เดือน น้ำหนักที่ขึ้นมากเกินไปทำให้คุณหมอรู้สึกผิดปกติและขอตรวจเลือด ปรากฏว่าเกิดภาวะ " เบาหวานแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ " คุณหมอเริ่มดูแลใกล้ชิดมากขึ้น นัดตรวจเลือดตลอด

หมอบอกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น (ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์)
…อาจทำให้ต้องเสียลูกไปตั้งแต่อยู่ในท้อง (ถ้าได้รับการตรวจช้าไป)
…อาจต้องเสี่ยงต่อการผ่าคลอดแทนที่จะคลอดธรรมชาติ เพราะลูกตัวโตเกินกว่า ที่แม่จะคลอดเองได้
…ลูกอาจช็อกได้ หากทันทีที่คลอดไม่ได้รับอินซูลินอย่างเร่งด่วน
ฯลฯ



การเพิ่มของน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยตลอดการตั้งครรภ์ไม่ควรเกิน 10 กิโลกรัม แต่ก็ต้องพิจารณาตามรูปร่างและขนาดตัวของคุณแม่แต่ละคน เช่น คุณแม่ที่รูปร่างเล็ก เวลาตั้งครรภ์น้ำหนักอาจน้อยกว่า 10 กิโลกรัมได้ (น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจาก น้ำหนักเด็ก 3 กก. รก น้ำคร่ำ มดลูก และอื่นๆ 5-6 กก.)


คงมีคุณแม่คนใหม่จำนวนไม่น้อยที่ต้องผ่านประสบการณ์การมีภาวะเบาหวานแทรกซ้อน โดยไม่ทันได้ตั้งตัวจากความไม่รู้ ซึ่งความไม่รู้นี้อาจมีผลต่อชีวิตของลูกได้… และนับจากบรรทัดนี้ เราจะไปตามหาสิ่งที่ทำให้ " รู้ " เรื่องภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์กันค่ะ


  • เบาหวาน…โรคที่ขาดอินซูลิน

น.พ.มฆวัน ธนะนันท์กูล สูติแพทย์จากโรงพยาบาลปิยะเวท ให้คำอธิบายถึง ภาวะเบาหวานในแม่ตั้งครรภ์ไว้ว่า

" จริงๆ แล้วคนเราเวลาจะเอาอาหารไปใช้พลังงาน เราจะใช้แป้ง ใช้กลูโคสเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าเราจะกินอะไรๆ เข้าไปมันก็จะไปย่อยเป็นกลูโคส ค่อยๆ ดูดซึมจากลำไส้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือด ส่วนอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่จะไปจับตัว กับโมเลกุลของกลูโคสที่เล็กที่สุด แล้วดึงกลูโคสออกจากเส้นเลือดส่งไปให้เซลล์ต่างๆ นำไปใช้ พอเซลล์ได้กลูโคสก็สามารถเอาไปใช้เผาผลาญอาหารต่างๆ อวัยวะต่างๆ ก็ทำงานได้เต็มที่ ส่วนน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดพอถูกเอาไปใช้ก็จะค่อยๆ ลดลง ประมาณ 4 ชั่วโมง เราก็จะหิวอีก พอหิวเราก็กินเข้าไป แป้งก็เปลี่ยนเป็นกลูโคสเข้าไปในกระแสเลือด ร่างกายก็ดึงออกมาใช้ วนเวียนอยู่อย่างนี้

แต่คนไข้ที่เป็นเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำสารคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) มาใช้ได้ตามปกติ ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ สาเหตุอาจเกิดจากตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่สร้างอินซูลิน สร้างได้ไม่เพียงพอ หรือสร้างได้เพียงพอ แต่มีสารตัวอื่นมาต่อต้านการทำงานของอินซูลิน หรือมาทำลายอินซูลินมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถ ทำหน้าที่ดึงกลูโคสไปใช้ได้ น้ำตาลในกระแสเลือดก็ไม่ลดลงตามกลไกที่ควรจะเป็น "

อินซูลิน คือฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการเปลี่ยนสารอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลให้เป็นกลูโคส ซึ่งก็จะกลายเป็นพลังงานเพื่อร่างกายนำไปใช้ น้ำตาลในกระแสเลือด ก็จะค่อยๆ ลดลง แต่ถ้าอินซูลินมีน้อยจะทำให้น้ำตาลไม่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้ น้ำตาลในกระแสเลือดก็มีมากกว่าปกติ


  • อัตราเสี่ยง " เบาหวาน " ดูแลและลดอัตราเสี่ยงได้โดย

  • อย่าให้น้ำหนักเพิ่มมากเกินไป
  • สังเกตดูว่าตัวเองมีอาการแทรกซ้อนอะไรบ้าง เช่น ขาบวม ความดันโลหิตสูง หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ถ้ามีต้องปรึกษาแพทย์ทันที
  • อย่าให้ทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่จนเกินไป เพราะเป็นส่วนหนึ่ง ของสัญญาณอันตรายว่า แม่อาจเป็นเบาหวานได้
  • ถ้ามีโอกาสตรวจเช็กน้ำตาลในเลือด ควรตรวจเช็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ถ้าผ่านช่วงนั้นไปแล้ว แม่อาจเป็นเบาหวานได้
  • ถ้ามีโอกาสตรวจเช็กน้ำตาลในเลือด ควรตรวจเช็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ถ้าผ่านช่วงนั้นไปแล้ว ควรตรวจในช่วงอายุครรภ์ 6-7 เดือน เพราะถ้าตรวจพบ แพทย์ยังสามารถที่จะดูแลให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูกได้

  • ถ้าแม่ตั้งครรภ์เป็น…เบาหวาน

ภาวะเบาหวานที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์มี 2 ประเภทคือ แม่เป็นมาอยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์แล้ว อีกประเภทคือ เป็นภาวะที่การตั้งครรภ์ชักนำให้เกิดเบาหวาน

สำหรับแม่ประเภทแรก มักจะอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่สำหรับประเภทหลังแม่มักจะไม่รู้ตัวว่าตนมีภาวะเบาหวาน จนกว่าแพทย์จะขอเช็ก น้ำตาลในเลือดอย่างละเอียด ซึ่งส่วนใหญ่จะทราบเมื่ออายุครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่ 6-7 แล้ว หรือไม่ก็พบอาการแทรกซ้อน เช่น ความดันสูง มือเท้าบวม น้ำหนักขึ้นเยอะ

คุณหมอมฆวัน ให้ข้อมูลว่าแม่ในกลุ่มที่สองมีจำนวนมากที่สุดในแม่ที่เป็นเบาหวาน ระหว่างตั้งครรภ์ นั่นคือเป็นกลุ่มที่การตั้งครรภ์นำไปสู่ภาวะเบาหวาน แม่กลุ่มนี้จะเป็น กลุ่มที่มารู้เมื่อตั้งครรภ์ไปได้ระยะหนึ่งแล้ว

" โดยทั่วไปแม่ที่เป็นเบาหวานประเภทที่สองมักจะตรวจพบเมื่อตั้งครรภ์ เพราะในระหว่างตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของระบบการทำงานในร่างกายมาก รวมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ตั้งครรภ์ก็จะสูงกว่าคนปกติอยู่แล้ว แต่โดยทั่วไป ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงไม่นาน เมื่อถูกนำไปใช้จะค่อยๆ ลดลง ขณะที่ถ้าแม่มีภาวะเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดจะยังสูงขึ้นอยู่อย่างนั้น ยิ่งกินอาหารเข้าไป น้ำตาลก็อยู่ในกระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ถูกเอาไปใช้ สุดท้ายก็ถูกส่งไปให้ลูก ลูกก็รับมาเก็บไว้ ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมาก

โดยปกติดถ้าไม่มีการตรวจอย่างละเอียดในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ก็มักจะทราบว่า มีภาวะเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์ได้ 6-7 เดือน เพราะช่วงนี้รกจะสร้างสารต่อต้านอินซูลินขึ้นมา เพื่อควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ผ่านเข้าสู่ทารกในครรภ์มากเกินความต้องการ

แม่ที่มีภาวะเบาหวานปกติอินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่อยู่แล้ว เมื่อรกสร้างสารต่อต้านอินซูลิน ขึ้นมาอีกก็ยิ่งทำให้เกิดอาการพร่องอินซูลิน เท่ากับว่าแทนที่แม่จะเอาน้ำตาลไปใช้ก็ใช้เกือบไม่ได้ แต่ก็ยังรู้สึกหิว พอกินอาหารเข้าไปก็ไปสะสมอยู่ในกระแสเลือด น้ำตาลพวกนี้ก็จะส่งไปให้ลูก ตามระบบไหลเวียน ลูกก็รับไว้

เพราะฉะนั้น อวัยวะทุกส่วนจะใหญ่มากยกเว้นสมองซึ่งเป็นอวัยวะเดียวของเด็ก ที่แม่เป็นเบาหวานแล้วไม่โตตามตัว เด็กจะแก้มป่องๆ ตัวเป็นปล้องๆ น้ำหนักมาก อวัยวะต่างๆ ของร่างกายใหญ่โตแต่ไม่แข็งแรง หัวใจ ปอด ตับ ไต ไม่แข็งแรง

เด็กพวกนี้กลุ่มหนึ่งจะตายตั้งแต่อยู่ในท้องเพราะตัวใหญ่ อยู่ดีๆ ก็มีโอกาสช็อกได้ อีกพวกที่จะมีปัญหาระหว่างคลอด เนื่องจากตัวใหญ่แต่หัวเล็ก หัวออกมาจากช่องคลอดได้แต่ติดที่ตัว ทำให้ต้องผ่าคลอดแทน

ยิ่งเด็กที่แม่เป็นเบาหวานระดับสูง เมื่อคลอดออกมาเด็กพวกนี้น้ำตาลในเลือดจะตกต่ำมาก เพราะเขาขาดอินซูลินซึ่งปกติจะได้รับเยอะจากแม่ เขาก็จะใช้กลูโคสมาก พอตัดปุ๊บ น้ำตาลในเลือดเขาตกทันที ทำให้เกิดภาวะช็อกได้ ถ้าให้อินซูลินไม่ทันก็มีโอกาสชัก หรือเกิดภาวะแคลเซียมตกต่ำ ตัวเหลืองได้ง่าย อาการแทรกซ้อนต่างๆ ก็มีตามมามากมาย

เพราะฉะนั้นต้องกินน้ำตาลทันที ต้องมีการเช็กทุก 1 ชั่วโมง ถ้าต่ำเมื่อไหร่ก็ต้องให้น้ำตาล บางรายต้องฉีดกลูโคสแทนเพื่อให้สามารถเข้าไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ เพียงพอ

โดยปกติถ้าแพทย์สามารถประคับประคองการคลอดให้ผ่านไปได้ด้วยดี มักไม่ค่อยมีปัญหาตามมา เพราะเด็กพวกนี้ถึงแม้จะมีน้ำหนักตัวมาก อย่างเช่น 4,000 กว่ากรัม หลังคลอดแล้วไม่กี่เดือน น้ำหนักตัวจะลดลงพอๆ กับเด็กปกติ อาการขาดน้ำตาล ก็จะเป็นแค่ช่วงแรกคลอดเท่านั้น

ส่วนแม่ที่มีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์หลังคลอดแล้ว ภาวะน้ำตาลมักจะกลับมาปกติ ยกเว้นแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากๆ โอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานเมื่อมีอายุมากขึ้นก็เป็นไปได้สูง "


  • รู้ก่อน ปลอดภัยก่อน

ปกติแล้วสูติแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ได้ตรวจหาเบาหวานในคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน เนื่องจากมีความยุ่งยากมาก เพราะไม่สามารถเจาะเลือดตรวจครั้งเดียวแล้วบอกได้ว่า เป็นเบาหวานเหมือนกับขั้นตอนตรวจคนไข้ปกติ สูติแพทย์จึงมักตรวจให้ในรายที่มีประวัติ เป็นเบาหวานอยู่แล้วหรือสงสัยว่าจะเป็น โดยพิจารณาจากอาการข้างเคียงต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ จะมีอาการแสดงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ไปแล้ว

แต่ในความเห็นของคุณหมอมฆวัน ซึ่งเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการแสดง หรือตรวจเฉพาะในแม่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น

" ผมว่า ถ้าเราสามารถรู้ก่อนว่า แม่คนไหนเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์) โดยการตรวจแม่ทุกคนที่มาฝากครรภ์ กรองมาก่อนแล้ว คนไหนอยู่ในข่ายน่าสงสัยว่าจะเป็นก็ทดสอบอย่างละเอียดไปเลย ทำให้รู้ได้ทันทีว่า เป็นหรือไม่เป็น ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยทั้งแม่และลูกด้วย เพราะเราสามารถรู้ล่วงหน้า ได้ตั้งแต่ครรภ์อ่อนๆ ไม่ต้องมารอจนครรภ์ 6-7 เดือนแล้ว การดูแลรักษา การควบคุมก็ย่อมได้ผลดีกว่า

ซึ่งถ้าตรวจพบภาวะเบาหวาน ต้องดูว่าถ้าแม่คนนี้กินอาหารธรรมดา แต่น้ำตาลยังสูงกว่าคนอื่น ก็ต้องควบคุมให้กินน้อยกว่าปกติ โดยจะมีการคำนวณว่า ควรกินเท่าไหร่ที่เหมาะสม ซึ่งจำนวนกลูโคสก็จะลดลงตามมาด้วย

การตรวจเช็กเบาหวานวงการแพทย์บ้านเราตอนนี้ก็เริ่มศึกษาและพยายาม ที่จะทำอย่างต่อเนื่อง แต่ยังค่อนข้างเป็นไปได้ยากที่หมอจะมาตรวจแม่ทุกคน ตรงนี้แม่ตั้งครรภ์ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยอย่าให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่างพวกน้ำหนักตัว ขึ้นเยอะนี้ต้องระวัง หรือเมื่อเห็นความผิดปกติแล้วก็ต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

แต่ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์นี้ ไม่สามารถตรวจรู้ก่อนได้เลย เช่นก่อนตั้งครรภ์ แม่มาขอเช็กเบาหวาน ไม่รู้หรอกเพราะฮอร์โมนของรกยังไม่ออกมาตอนนั้น แต่ถ้าเป็นมาก่อนแล้วถึงจะเช็กได้ "


  • ถ้าตรวจพบ เบาหวาน (ระหว่างตั้งครรภ์)

แพทย์จะต้องดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด โดยต้องมาพบสูติแพทย์บ่อยกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป ทั้งยังต้องรับการรักษาจากแพทย์หลายสาขา เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบาหวาน จักษุแพทย์ ฯลฯ และต้องปฏิบัติในเรื่องต่อไปนี้อย่างเคร่งครัดด้วยค่ะ
  • แพทย์จะนัดเจาะเลือดดูระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน (ปัจจุบันมีเครื่องมือตรวจ ระดับน้ำตาลที่คนไข้สามารถตรวจด้วยตนเองที่บ้านได้)
  • กินอาหารให้เหมาะสม โดยแพทย์มักจะแนะนำให้กินอาหารทีละน้อย แต่กินบ่อยๆ งดอาหารรสหวานและอาหารที่มีไขมันมาก
  • ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่อย่าให้เพิ่มมากเกินไป ถ้ามีการเพิ่ม ควรเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
  • ออกกำลังกายพอสมควร จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และช่วยทำให้ น้ำหนักตัวไม่เพิ่มมากเกินไปด้วย (แต่ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน เพราะการออกกำลังกายบางอย่างก็ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเบาหวานแทรกซ้อน)
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ได้รับยาอย่างสม่ำเสมอ ในรายที่ใช้วิธีการควบคุมต่างๆ แล้วยังควบคุมน้ำตาลในเลือด ได้ไม่ดีพอ แพทย์จะให้อินซูลินช่วย (ขนาดอินซูลินจะเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์)
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ โดยการตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด ตามกำหนดอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ
  • ตรวจสอบสุขภาพของทารกในครรภ์ แพทย์จะมักจะส่งคุณแม่ไปตรวจพิเศษในบางเรื่อง เช่น ตรวจวัดสุขภาพประสาทตา ตรวจเลือดดูสมรรถภาพของไต การทำงานของปอดของทารก ตรวจความพร้อมของลูกว่าเหมาะจะคลอดด้วยวิธีใด
  • มีการวางแผนการคลอดล่วงหน้า เพราะปกติโรคเบาหวานจะทำให้ทารกในครรภ์ ตัวใหญ่กว่าปกติ แพทย์จึงต้องประเมินสุขภาพของแม่และลูก เพื่อวางแผนว่า จะเลือกคลอดวิธีใด ซึ่งแม่ควรมีส่วนรับรู้ด้วย
ถึงตอนนี้คงต้องช่วยกันรณรงค์เปลี่ยนความคิดคุณแม่ตั้งครรภ์กันใหม่ว่า การที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากๆ ลูกตัวโตตั้งแต่ในครรภ์นั้นก็มีโอกาสเสี่ยง กับภาวะแทรกซ้อนได้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้สิ่งที่สำคัญคือการได้รับคำปรึกษา อย่างใกล้ชิดจากสูติแพทย์ผู้ดูแลค่ะ และถ้าให้ดีไปกว่านั้น การวางแผนครอบครัว ตั้งแต่ก่อนแต่งงานหรือเริ่มคิดจะตั้งครรภ์ ปลอดภัยไว้วางใจได้มากกว่าเป็นแน่



เมื่อต้องตั้งครรภ์พร้อมเบาหวาน

คุณสุนิสา เนียมเปรม ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยเช็กระดับน้ำตาล ในเลือดพบว่า มีภาวะน้ำตาลสูงกว่าคนปกติ ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และกินยาอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันตั้งครรภ์ลูกคนที่สี่ได้ 5 เดือน (ณ วันที่สัมภาษณ์) และด้วยเพราะเป็นเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว จึงได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

นอกจากภาวะเบาหวานแล้ว คุณสุนิสายังมีภาวะปกมดลูกหลวมด้วย จึงต้องทำการ เย็บปากมดลูกทุกครั้งที่มีการตั้งครรภ์ ทำให้การตั้งครรภ์ในแต่ละครั้งผ่านไปด้วยความยากลำบาก ต้องเข้าออกโรงพยาบาลแทบจะทุกอาทิตย์ ต้องพบทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน โดยเฉพาะเพื่อเจาะเลือดทุกสัปดาห์ และต้องพบสูติแพทย์เพื่อตรวจเช็กความแข็งแรงสมบูรณ์ ของลูกในท้องอย่างสม่ำเสมอ

ที่บ้านคุณสุนิสาก็ต้องควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด ต้องกินอาหารที่ไม่มีไขมันมาก หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน โดยเฉพาะของหวานต้องงดโดยเด็ดขาด

และเนื่องจากคุณสุนิสาเป็นเบาหวานมาก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์ และอยู่ในขั้นที่แพทย์จะต้องฉีดอินซูลินตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ ทำให้ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน

ภาวะเบาหวานและตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก ทำให้คุณสุนิสาต้องได้รับ การผ่าตัดคลอดทุกครั้ง ขบวนการคลอดค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อนรวมทั้ง มีอัตราเสี่ยงสูงกว่าการคลอดปกติ เนื่องจากเด็กที่คลอดออกมาต้องได้รับอินซูลินทันที สูติแพทย์และกุมารแพทย์ต้องทำงานประสานกันอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกๆ ของคุณสุนิสาที่ผ่านมาจะเกิดภาวะขาดกลูโคส น้ำตาลในเลือดตกทันทีหลังคลอด

แต่ในที่สุด เหตุการณ์ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี อย่างลูกคนที่สามน้ำหนักตัว แรกคลอดอยู่ที่ 3,300 กรัม น้ำหนักตัวแม่ระหว่างตั้งครรภ์ขึ้นเพียง 6 กก. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ สำหรับแพทย์ที่ดูแล ตอนนี้ลูกๆ แข็งแรงดี ไม่ได้มีภาวะเบาหวานใดๆ ตามมา

ส่วนตัวคุณสุนิสาเองยังคงเข้าออกโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของอาหารเพื่อควบคุมน้ำตาล การควบคุม ภาวะอารมณ์ไม่ให้เครียดหรือเจ็บป่วยง่าย เพื่อให้ลูกคนนี้ปลอดภัย

…แต่กว่าจะถึงวันนี้ แม่คนนี้ต้องผ่านความอดทนและเคร่งครัด ต่อวินัยในตนเองอย่างยิ่งยวด เธอมีกำลังใจและความรู้สึกส่วนตัวมาบอกเล่ากันฟังค่ะ

" ตัวเองเป็นคนที่มีลูกยากมาก พอมีแต่ละครั้งก็มีปัญหาตลอด แค่เบาหวานอย่างเดียวก็ต้องปรับชีวิตประจำวันเยอะมากแล้ว ยังมีภาวะปากมดลูกหลวมอีก ต้องบล็อกหลัง เย็บปากมดลูกทุกครั้งที่ท้อง

อย่างเบาหวานนี่ ตอนที่ยังไม่ท้องก็ต้องกินยา หมอให้คุมอาหาร เราก็ทำไม่ได้ เพราะปกติจะเป็นคนทานเก่งอยู่แล้ว แต่พอมีลูกนี่กลัวผลกระทบถึงลูก เราก็ต้องทำ แล้วเผอิญโชคดีได้พบคุณหมอที่ดูแลเอาใจใส่ดี (น.พ.มฆวัน ธนะนันท์กุล) พอคุณหมอรู้ว่าเราเป็นเบาหวานก็ส่งตัวไปรักษาเบาหวานกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ (น.พ. ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์)

ตอนท้องแรกเครียดมาก จะกินอะไรก็กังวลไปหมด กลัวลูกจะเป็นนู่นเป็นนี่ แถม 3 เดือนแรกเราขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย ไม่กล้ายินไม่กล้าเดิน เพราะเรามีภาวะปากมดลูกหลวม ต้องรอเย็บปากมดลูกตอนท้อง 5 เดือน หลังจากหมอตรวจโครโมโซมแล้วว่าเด็กปกติ แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องดูแลตัวเอง ก็จะอยู่แต่บนบ้าน จะอาบน้ำจะทำอะไรสามีก็ต้องทำให้ตลอด ต้องฉีดอินซูลิน เช้าเย็นทุกวัน อันนี้คุณหมอก็จะสอนให้สามีทำให้ แล้วที่แม่เบาหวาน จะเจอเป็นประจำเลยก็คือ "เจาะเลือด" ทุกอาทิตย์ แล้วไม่ใช่วันละครั้งนะคะ ก่อนอาหารครั้งหนึ่ง หลังอาหารเช้า 1 ชั่วโมงอีกครั้ง ก่อนอาหารเย็น หลังอาหารเย็น แบบนี้ทุกอาทิตย์ ตลอด 9 เดือน ไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็ใช้เวลาเป็นวันๆ แต่ตรงนี้เราก็ไม่เคยขาดเลยเพราะรู้ตัวว่าต้องอยู่ในความดูแลของหมอ อย่างใกล้ชิดถึงจะปลอดภัย

พอท้องนี้เราเริ่มปรับตัวได้ เริ่มไม่เครียด รู้แล้วว่าเวลากินต้องกินยังไง อยู่ยังไง ส่วนมากก็กินอาหารปกติ แต่กินครั้งละน้อยๆ อย่างข้าวก็ทัพพีเดียว กับข้าวก็เลี่ยงมัน เลี่ยงหวาน ส่วนขนมหวานต่างๆ น้ำอัดลมนี่ต้องห้ามเด็ดขาด แม่ที่เป็นเบาหวาน ต้องดูแลตัวเองดีๆ ค่ะ ต้องปรึกษาคุณหมอตลอด แล้วชีวิตประจำวันจะยุ่งยากกว่าคนอื่น แต่ไม่ถึงกับลำบากอะไรมาก อย่างตัวเองคิดถึงลูก กลัวลูกจะไม่ปลอดภัย ตรงนี้ทำให้เราทนได้ อีกอย่างสามีก็ดี เข้าใจเรา ดูแลทุกอย่าง ไปโรงพยาบาลก็ไปเป็นเพื่อนทุกครั้ง ถ้าไม่ติดธุระอะไรจริงๆ คอยระแวดระวัง ประคับประคองเราตลอด ซึ่งตรงนี้ มีส่วนสำคัญมากนะคะ ทำให้เรามีกำลังใจ และอดทนให้ผ่านช่วง 9 เดือนไปได้ด้วยดี "


(update 30 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่   ปีที่ 6 ฉบับที่ 63 มกราคม 2544 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:53 Share
ตั้งครรภ์ ทำให้เป็นเบาหวาน


คุณน้ำหวานอายุ 38 ปี อาชีพแม่บ้าน เป็นคนแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ เพิ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก ภายหลังจากขาดประจำเดือน 2 เดือน ก็ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล คุณหมอได้ซักประวัติและตรวจร่างกายพบว่า คุณน้ำหวานตั้งครรภ์ได้ประมาณ 8 สัปดาห์ น้ำหนักที่ชั่งได้ 70 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังซักประวัติได้ว่าคุณแม่ของคุณน้ำหวานเป็นโรคเบาหวาน และกำลังรับประทานยารักษาอยู่

จากข้อมูลข้างต้นคุณหมอที่ดูแลได้แจ้งให้คุณน้ำหวานทราบว่า คุณน้ำหวานมีปัจจัยเสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์หลายประการ เช่น อายุค่อนข้างมาก อ้วน มีคุณแม่เป็นโรคเบาหวาน จึงได้แนะนำให้เจาะเลือด เพื่อตรวจดูว่าคุณน้ำหวานจะเป็นโรคเบาหวานขระตั้งครรภ์หรือไม่ ซึ่งผลการเจาะเลือดตรวจที่ทำร่วมกับการให้คุณน้ำหวานดื่มน้ำที่ใส่น้ำตาลกลูโคสตามปริมาณที่กำหนดพบว่า คุณน้ำหวานมีระดับน้ำตาลสูงมากกว่าปกติ จึงให้การวินิจฉัยโรคว่า เป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ ภายหลังทราบผลการตรวจคุณหมอได้แนะนำให้คุณน้ำหวานมารับการตรวจฝากครรภ์ต่อ โดยที่ในระหว่างนี้ต้องควบคุมการรับประทานอาหารตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งต้องมารับการเจาะเลือดตรวจเป็นระยะๆ ตลอดการตั้งครรภ์ เพื่อดูว่าการควบคุมน้ำตาลได้ผลดีหรือไม่ ขณะเดียวกันคุณหมอได้ทำการตรวจดู การเจริญเติบโตของลูกในท้องด้วยอัลตราซาวนด์เป็นระยะๆ เช่นเดียวกัน เพื่อดูว่าลูกมีความพิการหรือไม่ ตัวโตมาเกินไปหรือเปล่า เนื่องจากเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย

จากการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอตลอดมา พบว่าส่วนมากระดับน้ำตาลของคุณน้ำหวานอยู่ในเกณฑ์ปกติดี จะมีบางครั้งที่น้ำตาลขึ้นสูงมากกว่าปกติ ซึ่งคุณน้ำหวานก็ยอมรับว่าเป็นเพราะรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไป ส่วนลูกในท้องจากการตรวจอัลตราซาวนด์ติดตามเป็นระยะไม่พบว่ามีความพิการอะไร แต่เมื่อตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน พบว่าขนาดลูกในท้องค่อนข้างใหญ่กว่าปกติ คุณหมอจึงแนะนำคุณน้ำหวานให้เข้มงวดในการรับประทานอาหารให้มากขึ้น

เมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 38 สัปดาห์ คุณน้ำหวานก็เจ็บท้องคลอด เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคุณหมอได้ตรวจภายในแล้วพบว่า ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 ซม. มีน้ำคร่ำไหลออกมา และคะเนว่าเด็กน่าจะหนักประมาณ 3,500 กรัม จึงรับไว้ในห้องคลอดและเฝ้าระวังการคลอดต่อไป

ประมาณ 4 ชั่วโมงหลังจากนั้น คุณหมอตรวจพบว่ามดลูกหดรัดตัวค่อนข้างดี แต่ศีรษะเด็กไม่เคลื่อนต่ำลงมาตามที่ควรจะเป็น อีก 2 ชั่วโมงต่อมาศีรษะเด็กก็ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม ในขณะที่ปากมดลูกเปิด 10 ซม. ซึ่งน่าจะคลอดแล้ว คุณหมอจึงวินิจฉัยว่าการคลอดมีการติดขัด ได้แนะนำคุณน้ำหวานว่าควรผ่าตัดคลอด เพราะถ้าปล่อยให้เจ็บครรภ์ต่อไป ลูกอาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งคุณน้ำหวานก็ยินยอมให้คุณหมอผู้ดูแลผ่าตัดคลอด

จากการผ่าตัดคลอดได้ลูกออกมาเป็นเพศชายหนัก 3,900 กรัม หายใจไม่ค่อยดี จึงส่งต่อให้กุมารแพทย์ดูแลหลังการผ่าตัดคุณน้ำหวานเสียเลือดไปประมาณ 1,500 ซีซี และแผลผ่าตัดมีการอักเสบ ต้องให้ยาปฏิชีวนะและรับไว้ในโรงพยาบาลประมาณ 14 วัน จึงกลับบ้านได้พร้อมกับลูก

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น อย่างไรก็ตามเค้าโครงเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


โดยทั่วไปคุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ เป็นโรคเบาหวานมาก่อนที่จะตั้งครรภ์ กับเป็นโรคเบาหวานตอนตั้งครรภ์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งโรคเบาหวานแบบหลังนี้ทางการแพทย์เรียกว่า โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) และเป็นกรณีเดียวกับที่เกิดขึ้นในคุณน้ำหวาน

โรคเบาหวานเกิดได้อย่างไร ?

ร่างกายของคนเรามีอวัยวะหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งคุณแม่ส่วนมากมักจะจินตนาการรูปร่าง และตำแหน่งที่อยู่ของมันไม่ค่อยออก อวัยวะที่ว่านี้ก็คือ ตับอ่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ ปลายด้านหนึ่งกลมมนในขณะที่ปลายอีกด้านมีลักษณะยาวรีๆ คล้ายโคนใส่ไอศกรีม ตำแหน่งของมันจะแทรกอยู่ระหว่างลำไส้เล็กส่วนต้นติดไปทางด้านหลังของตัวคนเรา

ตับอ่อนมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนชื่อ อินซูลิน ภายหลังถูกสร้างออกมามันจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ไปทำหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปใช้สร้างพลังงานให้กับร่างกาย

คนที่เป็นโรคเบาหวาน คือ คนที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ หรือสร้างได้เพียงพอแต่ถูกขัดขวางให้ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้งานได้ตามปกติ น้ำตาลจึงคั่งอยู่ในเลือดและมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาลที่คั่งอยู่นี้เปรียบเหมือนน้ำคร่ำที่อยู่ในท่อระบายที่อุดตัน ทำให้เกิดการเน่าเสียและก่อให้เกิดอันตรายได้

ฉะนั้น พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่เป็นเบาหวานก็คือคนที่มีตับอ่อนซึ่งเสื่อมสมรรถภาพนั่นเอง ถึงตรงนี้คุณแม่หลายคนคงอยากถามว่า ทำไมคนบางคนตับอ่อนจึงเสื่อมสมรรถภาพค่อนข้างเร็ว ทำให้เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย ในขณะที่บางคนแม้อายุจะมากแล้วก็ยังไม่เป็นเบาหวานเลย แสดงว่าตับอ่อนน่าจะยังมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ ความแตกต่างที่ว่านี้เป็นเพราะอะไร ?

คำตอบสำหรับคำถามนี้มี 2 ประการครับ ประการแรกคือ จากกรรมพันธุ์ พูดง่ายๆ ก็คือคนที่เป็นเบาหวานได้เร็วก็เพราะคนๆ นั้นเกิดมาจากพ่อแม่ที่ถ่ายทอดสารทางพันธุกรรม ที่ควบคุมการสร้างตับอ่อนที่คุณภาพไม่ดีมา ทำให้ผลิตผลที่ได้เป็นตับอ่อนที่คุณภาพไม่ดี ส่วนประการที่สอง ก็คือปัจจัยจากภายนอกที่มีผลกระทบทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและเสียเร็ว เช่น ความอ้วน ความเครียด (ปัจจัยทั้ง 2 นี้จะเร่งให้ตับอ่อนต้องนำน้ำตาลไปใช้สร้างพลังงานค่อนข้างมาก) หรือการรับประทานอาหารหรือยาที่เป็นอันตรายต่อตับอ่อนโดยตรง เช่น ยาพวกสเตียรอยด์ เป็นต้น

โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์

เมื่อมีการตั้งครรภ์นอกจากจะมีลูกน้อยเกิดขึ้นมาในมดลูกแล้ว อวัยวะอีกอย่างหนึ่งที่จะสร้างขึ้นมาพร้อมกันก็คือ รก คุณแม่ส่วนมากคงเข้าใจกันดีแล้วว่า รกมีหน้าที่นำอาหารมาเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์โดยผ่านทางสายสะดือ ความจริงแล้วรกยังมีหน้าที่อีกหลายอย่าง และที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนขึ้นมาหลายชนิด เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้ด้วยดี และฮอร์โมนเอชพีแอล (HPL : ย่อมาจากคำว่า Human Placental Lactogen) ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูกภายหลังคลอด

ฮอร์โมนเหล่านี้จะค่อยๆ สร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดของรกที่ใหญ่ขึ้น และอายุครรภ์ที่มากขึ้น นอกจากจะทำหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นแล้ว มันยังแผลงฤทธิ์โดยการไปขัดขวางการทำงานของอินซูลิน ให้ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เต็มที่อีกด้วย ผลก็คือระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น นอกจากนี้มันยังไปกระตุ้นการสลายไขมันด้วย ทำให้มีกรดไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้โรคเบาหวานกำเริบถึงขั้นรุนแรง คือหมดสติหรือเสียชีวิตได้เลยนะครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณแม่คงจะเห็นแล้วว่าฮอร์โมนจากรกนี้สร้างปัญหาไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ หลายคนคงมีคำถามที่ค้างคาใจว่า ก็ในเมื่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนต่างก็มีการสร้างฮอร์โมน ไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ทำไมมีเพียงบางคนเท่านั้นที่เป็นโรคเบาหวานตอนตั้งครรภ์ ในขณะที่คนอีกจำนวนมากไม่เป็นเช่นนั้น คำตอบคือยังไม่ทราบครับ แต่เชื่อว่าน่าจะคล้ายๆ กับคำตอบของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน คือ เกิดจากกรรมพันธุ์ และปัจจัยส่วนตัวบางอย่าง เช่น ความอ้วน ความเครียด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้มีในคุณแม่ทุกคน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์?

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคน มีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ คนที่เสี่ยงจะเป็นโรคมักมีประวัติดังนี้ครับ
ประวัติครอบครัว
  • มีประวัติพ่อแม่ หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน
ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งนี้
  • อ้วน
  • อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
  • ตรวจพบน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะสูงกว่าปกติ
  • คุณหมอตรวจพบลูกในท้องตัวใหญ่กว่าอายุครรภ์หรือท้องมีน้ำคร่ำมากกว่าปกติ
ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
  • เคยคลอดบุตรน้ำหนักตั้งแต่ 4 กก. ขึ้นไป
  • เคยคลอดก่อนกำหนด
  • เคยคลอดบุตรที่พิการแต่กำเนิดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคยมีประวัติแท้งบุตรบ่อยครั้ง หรือลูกเสียชีวิตในครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคยเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ในครั้งก่อนและหายไปแล้ว
คุณน้ำหวานซึ่งเป็นผู้ป่วยตัวอย่างในบทความนี้ก็มีคุณสมบัติหลายประการที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เช่น อายุมาก อ้วน และมีคุณแม่เป็นเบาหวาน

จะตรวจว่าคุณแม่เป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ได้อย่างไร ?

คุณแม่ส่วนมากที่เป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์มักไม่แสดงอาการอะไรให้เห็นชัดเจน ด้วยเหตุนี้คุณหมอจึงมักจะทั้งซักถามประวัติและตรวจร่างกายดูว่า คุณแม่มีปัจจัยเสี่ยงอะไร ที่จะเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ถ้ามีจะได้ทำการตรวจเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้ได้การวินิจฉัยโรคที่แน่ชัด ดังนั้น ถ้าคุณแม่ถูกคุณหมอซักถามมากก็อย่าเพิ่งรำคาญนะครับ

วิธีตรวจเพิ่มเติมที่ว่าทำโดยการเจาะเลือดคุณแม่ไปตรวจหาค่าระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งในการนี้จะต้องให้คุณแม่รับประทานน้ำตาลกลูโคสก่อนเจาะเลือดร่วมด้วย ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจได้จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณแม่เป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์หรือไม่ สำหรับรายละเอียดของวิธีการตรวจและการแปลผลค่าน้ำตาลในเลือดจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ เพราะยุ่งยากเกินไปและคุณแม่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทราบ

ผลของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์

คุณแม่ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในลูกได้หลายประการ เช่น แท้งบุตร ลูกมีความพิการแต่กำเนิด คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดในรายที่มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ค่อยดี

นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว ปัญหาที่ค่อนข้างสำคัญและพบได้บ่อยในลูกอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ลูกจะมีตัวค่อนข้างโต การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำตาลที่มีมากในเลือดแม่จะผ่านไปเลี้ยงลูกได้อย่างมากมาย เมื่อได้รับน้ำตาลมากแต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ร่างกายลูกก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันไปสะสมตามร่างกาย ทำให้ตัวใหญ่ และอ้วน การมีลูกตัวใหญ่ดังกล่าว อย่าหลงดีใจนะครับว่าลูกสมบูรณ์ดี เพราะลูกมักจะไม่ค่อยแข็งแรง นอกจากนี้การที่ลูกชินกับการมีน้ำตาลในเลือดเยอะๆ เมื่อคลอดออกมาปริมาณน้ำตาลที่ได้จากแม่มาตลอดจะลดลงทันที ลูกบางรายทนไม่ได้ก็จะเกิดการชัก บางรายรักษาไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้เลย

ปัญหาอื่นที่อาจพบได้ในลูก เช่น ตัวเหลืองภายหลังคลอด หรือตายตอนหลังคลอด ปัญหาหลังนี้พบได้ค่อนข้างน้อยจึงไม่ต้องตกอกตกใจจนเกินไปครับ

สำหรับผลต่อคุณแม่ก็มีเหมือนกัน กล่าวคือคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานตอนตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วยได้มากขึ้นเรียกว่าไหนๆ จะมีปัญหาแล้วก็มีมันซะหลายอย่างเลยทีเดียว

ผลของการตั้งครรภ์ต่อเบาหวาน

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าขณะตั้งครรภ์จะสร้างฮอร์โมนขึ้นมาหลายชนิด และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ แต่ในความเป็นจริงฮอร์โมนแต่ละชนิดที่สร้างขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะสร้างขึ้นมาพร้อมกันทีเดียวเลยนะครับ แต่จะทยอยสร้างขึ้นตามๆ กันมา ในขณะที่ฮอร์โมนบางตัวมีการสร้างขึ้นมาแล้วฮอร์โมนบางตัวอาจจะยังไม่เริ่มสร้างเลย หรือเมื่อฮอร์โมนบางตัวเริ่มสร้างน้อยลง บางตัวกลับกำลังสร้างในระดับที่สูงสุด

ผลดังกล่าวทำให้ฮอร์โมนที่สร้างจากรกไปขัดขวางการทำงานของอินซูลินได้ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวมากเดี๋ยวน้อย ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำได้ยากตามไปด้วย ถ้าปรับไม่ดี บางช่วงอาจจะมีระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงจนคุมไม่ทัน ผู้ป่วยอาจช็อกหรือชักจากภาวะน้ำตาลสูงได้ ในทางตรงข้ามบางครั้งระดับฮอร์โมนที่ต้านฤทธิ์อินซูลินอาจกำลังสู่ระดับต่ำมาก ถ้าเราคุมอาหารอย่างมาก น้ำตาลในเลือดก็อาจจะลดระดับลงไปอย่างมากทำให้ผู้ป่วยช็อกจากการขาดน้ำตาลได้เช่นกัน อ่านดูแล้วน่าเหนื่อยไหมครับ

จะดูแลรักษาคุณแม่ท้องที่เป็นเบาหวานอย่างไร ?

การดูแลที่สำคัญที่สุดก็คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งการควบคุมมี 2 วิธี คือ ควบคุมอาหารและการรักษาด้วยยา

การควบคุมอาหารเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด โดยจะต้องรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่อยู่ในระดับที่เหมาะสมและคงที่ตลอดวัน ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลูกไม่สูงและคงที่ตามไปด้วย การควบคุมอาหารให้ดีต้องเริ่มทำตั้งแต่ตั้งครรภ์ใหม่ๆ เลยถึงจะช่วยป้องกันปัญหาบางอย่าง เช่น การแท้ง ลูกพิการแต่กำเนิดได้

ในคุณแม่บางราย แม้จะควบคุมการรับประทานอาหารอย่างดีแล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีได้ กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องใช้วิธีฉีดอินซูลินให้เป็นครั้งคราว ซึ่งจะมากน้อยเพียงใดขึ้นกับระดับน้ำตาลในเลือด คุณแม่ที่ต้องรับการฉีดอินซูลินจำนวนไม่น้อย จะถูกรับไว้ในโรงพยาบาลระยะเวลาหนึ่ง เพื่อปรับระดับอินซูลินให้พอดีกับระดับน้ำตาลในเลือด หลังจากนั้นจะแนะให้ผู้ป่วยฉีดอินซูลินต่อเองที่บ้าน แต่ต้องมาตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างรายการอาหารใน 1 วัน
สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานและค่อนข้างอ้วน

(ต้องการพลังงานวันละประมาณ 1,800 กิโลแคลอรี)
มื้อเช้า
ข้าวผัดหมู
ข้าวสวย         2 ทัพพี
เนื้อหมู         4 ช้อนคาว
ไข่ไก่         1 ฟอง
น้ำมัน         1 ช้อนกาแฟ
กระเทียม ต้นหอม แตงกวา มะเขือเทศ ตามต้องการ
ให้พลังงาน 412 กิโลแคลอรี

อาหารว่างมื้อเช้า
น้ำส้มคั้น         1 แก้ว
ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี
มื้อกลางวัน
ผัดซีอิ๊วเส้นใหญ่คะน้าไก่
เส้นใหญ่         2 ทัพพี
เนื้อไก่         4 ช้อนคาว
น้ำมัน         1 ช้อนกาแฟ
ไข่ไก่         1 ฟอง
กระเทียม ผักคะน้า ตามต้องการ
ให้พลังงาน 452 กิโลแคลอรี

อาหารว่างตอนบ่าย
นมจืด         1 แก้ว
กล้วยน้ำว้า         1 ผล
ให้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี
มื้อเย็น
ข้าวสวย         2 ทัพพี
แกงส้มผักรวมกุ้ง
กุ้งขนาดกลาง         2 ช้อนคาว หรือ 4 ตัว
ผักกระเฉด มะละกอดิบ หัวผักกาดขาว ถั่วฝักยาว
พริกแกงส้ม ตามต้องการ
ปลาสลิดขนาดกลาง         1 ตัว
น้ำมัน         1 ช้อนกาแฟ
สับปะรด         9 ชิ้น
ให้พลังงาน 430 กิโลแคลอรี

อาหารว่างก่อนนอน
นมจืด         1 แก้ว
แคร็กเกอร์         2 แผ่น
ให้พลังงาน 200 กิโลแคลอรี
นอกจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ลูกในท้องก็จะต้องได้รับการตรวจเป็นระยะๆ ว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ เช่น มีความพิการหรือไม่ ตัวใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปหรือไม่ เช่น มีความพิการหรือไม่ตัวใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปหรือไม่ แข็งแรงดีหรือไม่ การตรวจดังกล่าวสามารถทำได้โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์และเครื่องตรวจการเต้นหัวใจทารกในครรภ์

ผลการรักษาที่ดีก็คือ ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลูกในครรภ์มีการเติบโตตามปกติ ตัวไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ซึ่งผลดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ทั้งคุณหมอและคุณแม่จะต้องร่วมมือกันอย่างดี จึงจะบรรจุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ครับ

คลอดอย่างไรดี

คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ สามารถคลอดบุตรได้ตามปกติเหมือนคุณแม่ทั่วไป ยกเว้นแต่รายที่ลูกตัวโตมากและการคลอดมีการติดขัด เช่น ในรายของคุณน้ำหวาน ก็จำเป็นต้องผ่าคลอด คุณแม่บางรายแม้จะไม่ต้องผ่าตัดก็อาจต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอด เนื่องจากมีการเบ่งคลอดที่ยาวนาน จนคุณแม่หมดแรงก็มีครับ

ปัญหาหลังคลอด

ภายหลังคลอดก็ยังต้องระวังว่า มดลูกของคุณแม่อาจจะหดรัดตัวได้ไม่ดีจากการถูกยืดขยายมากเพราะลูกตัวโต ซึ่งจะทำให้มีโอกาสตกเลือดหลังคลอดได้ น้ำตาลในเลือดเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อโรค เพราะฉะนั้นคุณแม่กลุ่มนี้จึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อหลังคลอดที่อวัยวะต่างๆ ได้ เช่น ที่แผลผ่าตัดหรือในมดลูกได้ง่ายกว่าคุณแม่ทั่วไป จะเห็นว่าคุณน้ำหวานเองก็มีปัญหาที่ว่านี้

ข้อเตือนใจ

คุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ เมื่อรู้ตัวหรือสงสัยว่าตนเองตั้งครรภ์อย่าลังเลใจที่จะรีบไปฝากครรภ์เสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าคุณหมอตรวจพบว่าคุณแม่เป็นโรคเบาหวานจริงจะได้ร่วมมือกัน ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่เสียตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปด้วยดี ได้ลูกน้อยที่สุขภาพแข็งแรงสมความตั้งใจ


(update 12 มีนาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กันยายน 2546 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:53 Share
งด ดื่ม สูบ เที่ยว ลดเบาหวานยามตั้งท้อง


ใครว่าเบาหวานกับแม่ท้องเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์แต่เพียงเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วถ้าแม่ชอบเที่ยวกลางคืนอีกต่างหาก โรคเบาหวานอาจถามหาได้เหมือนกันนะคะ

ความรู้สึกครั้งแรกที่ คุณจอมใจ ตระกูลงาม ทราบข่าวว่าตัวเองท้อง มีทั้งงงงวยระคนกังวลไปพร้อมๆ กัน เพราะเธอไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเธอนั้นกำลังตั้งท้องได้ 2 เดือนแล้ว และที่เริ่มเป็นกังวลก็ เพราะเธอเองยังคงใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า ซึ่งเธอรู้ดีว่าไม่เป็นผลดีกับเด็กในท้องเลย

หลังจากรู้ข่าวว่า ตัวเองกำลังเป็นแม่มือใหม่แน่ๆ แล้ว คุณจอมใจจึงพยายามลด ละ เลิกวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ให้หมดไปทีละน้อย เพื่อรอคอยเจ้าตัวน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรงที่จะเกิดมา แต่พอเริ่มตั้งท้องได้เดือนที่ 6 ข่าวร้ายก็มาถึง...หมอบอกว่าเธอเป็นโรคเบาหวาน และโรคความดันเลือดสูงอยู่ในเวลานี้ !?!

เธอย้อนความถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ได้ยินข่าวนั้นก็คือ เธอรู้สึกเริ่มเป็นกังวลว่า ลูกจะคลอดออกมเป็นปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ ไหม แต่เมื่อหมอสูติฯ คอยหมั่นตรวจดูสภาพลูกในท้องอยู่บ่อยๆ และเริ่มคุมเข้มเรื่องอาหารการกินของเธอ ความกังวลใจแต่แรกเริ่มก็เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ โดยเธอรู้สึกดีว่าถ้าปฏิบัติตัวตามที่หมอบอกเสียอย่าง เรื่องดังกล่าวคงไม่เป็นเรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด


  • เบาหวาน ...กรรมพันธุ์หรือพฤติกรรม ?

คนส่วนใหญ่อาจจะยังคงมีความคิดเดิมๆ อยู่ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดแต่เพียงกรรมพันธุ์เท่านั้น แต่ คุณหมอวิชัย ชวาลไพบูลย์ หมอสูติฯ แห่งโรงพยาบาลกลาง และหมอสูติฯ ที่ดูแลคุณจอมใจขยายความให้ฟังว่า โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และเกิดขึ้นได้กับคนที่เคยมีสุขภาพปกติ แต่ใช้ชีวิตแบบหามรุ่งหามค่ำ กิน ดื่ม เที่ยวไม่หยุด ไปจนถึงหญิงตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปีขึ้นไป เรียกได้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคใกล้ตัวเรากว่าที่คาดคิดเอาไว้เสียอีก !

ด้วยเหตุนี้ในกรณีของคุณจอมใจ ซึ่งเป็นแม่มือใหม่ที่เริ่มตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก จึงเข้าข่ายที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ง่ายกว่าแม่มือใหม่วัยเอ๊าะ และวิถีชีวิตที่เธอเคยทั้งสูบบุหรี่ และดื่มเหล้ายิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้โรคนี้เกิดขึ้นในยามที่เธอตั้งท้องขึ้นมา

คุณหมอวิชัยสรุปให้ฟังอีกครั้งว่า โรคเบาหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์คือทั้งพ่อหรือแม่เป็น ลูกที่ออกมาจะมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเป็นเบาหวานตั้งแต่เด็กๆ ส่วนโรคเบาหวานที่เกิดจากการมีวิถีชีวิต ที่ไม่ค่อยถนอมสุขภาพสักเท่าไหร่แบบนี้ ใครๆ ก็มีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวานกันได้ทั้งนั้นค่ะ


  • เบาหวาน...เกิดมาได้อย่างไรนะ ?

ในทีนี้จะขอกล่าวแค่เพียงเบาหวานในแม่ท้องก็แล้วกันนะคะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแม่ท้อง มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานได้ใน 2 กรณี คือก่อนท้อง และระหว่างท้อง โดยอย่างหลังทางการแพทย์เขาเรียกว่า โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งท้อง (Gestational Diabetes) ค่ะ

แม่ที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งท้องก็เพราะ “รก” ของเรานี่แหละค่ะ จะสร้างฮอร์โมนออกมาหลากหลายชนิด เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และฮอร์โมนเอชพีแอล ฯลฯ ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำหน้าที่ขัดขวางการทำงานของอินซูลิน และเมื่อฮอร์โมนอินซูลินถูกขัดขวาง การทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น ถ้าแม่รายนั้นไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที โรคเบาหวานอาจกำเริบถึงขั้นรุนแรง จนหมดสติ หรือเสียชีวิตได้ค่ะ


  • แม่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเบาหวานไหม ?

แม้ฮอร์โมนที่สร้างโดยรกจะเป็นตัวก่อให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้ แต่ใช่ว่าแม่ทุกรายจะเป็นนะคะ เพราะทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างในตัวคุณแม่คนนั้นด้วย เช่น ถ้ารายไหนมีประวัติญาติโยมเป็นโรคเบาหวาน หรือตัวคุณแม่เองใช้ชีวิตเสี่ยงกับการเกิดโรคคือ เครียดจัด สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และพักผ่อนน้อย รวมทั้งอ้วนหรือมีอายุอานามขึ้นเลข 35 ขึ้นไป อย่างนี้แม่คนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวานขณะท้อง เมื่อเทียบกับแม่ท้องที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ค่ะ


แม่แบบไหนเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน

นอกจากวิถีชีวิตที่ชอบเที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่แล้ว แม่กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานยังรวมถึง
  • คุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • คุณแม่ที่มีญาติ หรือพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน
  • คุณแม่น้ำหนักตัวมาก หรือเป็นโรคอ้วน
  • คุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์และคลอดทารกที่มีน้ำหนักตัวมาก คือตั้งแต่ 4,400 กรัมขึ้นไป

  • เอ...แล้วถ้าเราเป็นเบาหวานล่ะ ?

ลองสังเกตดูอาการของตัวเองก็ได้นะคะว่า เราหิวบ่อย กินเก่งเกินไปหรือเปล่า หรือหิวน้ำ และปัสสาวะบ่อยไหม นอกจากนั้นเรายังอ่อนเพลียง่ายหรือไม่ ถ้าใช่ เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอจะตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะของเราว่าอยู่ในระดับปกติไหม เพราะถ้าไม่มีการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที ระดับน้ำตาลในร่างกายเราจะมากเกินไป จนทำให้เกิดภาวะน้ำคร่ำมากเกินไป หรือไม่ก็อาจมีภาวะครรภ์เป็นพิษได้นะคะ


  • แม่ท้องกับการกิน...

  • ถ้ารู้สึกเบื่ออาหารที่ซ้ำซาก จำเจ ควรเปลี่ยนเป็นอาหารประเภทอื่นซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกัน เช่น ข้าวเป็นก๋วยเตี๋ยว หรือขนมปังแทน
  • ควรควบคุมอาหาร ไม่กินอะไรตามใจปากมากจนเกินไป ควรเลือกกินอาหารที่มีคุณค่า และปริมาณเหมาะสมกับน้ำหนักตัวและส่วนสูง ข้อมูลตรงนี้หมอด้านต่อมไร้ท่อ และหมอด้านโภชนาการ จะให้คำปรึกษากับเราแบบตัวต่อตัวได้ค่ะ
  • ควรเปลี่ยนวิธีการกินจากที่เคยกิน 3 มื้อ/วัน เป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อ/วัน เพื่อจะได้คุมระดับน้ำตาลในร่างกายให้ดีขึ้น

  • ถ้าเป็น...ต้องทำตัวอย่างไร ?

หลังจากที่คุณหมอรู้ผลแล้วว่าเราเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์แน่ๆ หลังจากนั้นคุณหมอจะคอยตรวจเลือด เราดูระดับน้ำตาลเป็นระยะๆ เพื่อจะรู้ว่าเป็นเบาหวานรุนแรงระดับใด เช่น ถ้าเรามีระดับน้ำตาลในเลือดน้อย คุณหมอจะให้เรารักษาตัวเราเองด้วยการควบคุมเรื่องอาหาร แต่เรายังคงต้องไปหาหมอบ่อยๆ เพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ จะได้ป้องกันการเกิดเบาหวานที่รุนแรงต่อไป ในกรณีที่เราอาจจะเป็นเบาหวานขั้นรุนแรงมากขึ้น คุณหมอจำเป็นต้องให้เราเข้ารับการรักษาตัว โดยฉีดอินซูลินเพื่อช่วยคุมระดับน้ำตาลให้ปกติ ซึ่งการจะให้กินยาเม็ดเพื่อรักษาโรคเบาหวานนั้น จะทำให้ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะพิการได้ ซึ่งนอกจากเรื่องของยาแล้ว คุณหมอจะให้เราควบคุมอาหารไปพร้อมกันด้วย

เมื่อสามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติแล้ว คุณหมอจะสอนวิธีฉีดยาให้ เพื่อจะได้ดูแลตัวเองเมื่ออยู่บ้าน ขณะเดียวกันลูกน้อยในท้องก็จะได้รับการตรวจสุขภาพถี่มากกว่าครรภ์ปกติ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับแม่และลูกในท้องค่ะ

นอกจากการดูแลด้วยฝีมือหมอแล้ว เราสามารถดูแลตัวเองได้โดยพยายามไม่เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามควบคุมตัวเองไม่กินอาหารหวานๆ มากเกินไป ที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้ก็พอจะบรรเทาไม่ให้อาการเบาหวานรุนแรงขึ้นได้แล้วค่ะ

แต่ถ้าแม่ท้องคนไหนยังกังวลว่า หลังคลอดแล้วเบาหวานจะยังรบกวนเราอีกหรือเปล่า คุณหมอยืนยันค่ะว่า โรคเบาหวานระยะไม่รุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งท้องสามารถหายไปได้หลังคลอด เพราะช่วงหลังคลอดฮอร์โมนต่างๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ขอเพียงให้เราดูแลตัวเองตามคำแนะนำข้างต้น เท่านี้โรคเบาหวานในช่วงตั้งท้องก็จะหายไปได้เองค่ะ


(update 17 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:54 Share
หัดเยอรมัน อันตราย ที่มิใช่เพียงแค่หวัด


มหันตภัยโรคร้ายที่อันตรายยิ่งกว่า "นาซีเยอรมัน" ก็คือ หัดเยอรมัน นั่นเอง ทำไมหรือ? ทั้งนี้เพราะถ้าไวรัสหัดเยอรมันเกิดขึ้นในมารดาขณะตั้งครรภ์ต่ำกว่า 3 เดือน แล้วทารกน้อยมีโอกาสพิการสูง และความพิการที่เกิดขึ้นรุนแรงยิ่งกว่าถูกฆ่าตายเสียอีก ทารกที่เกิดมาจะตาบอด, หูหนวก, หัวใจพิการ และที่สำคัญคือ สมองพิการปัญญาอ่อน ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ เด็กเหล่านี้คลอดออกมาแล้วไม่ตาย แต่จะยังมีชีวิตอยู่เป็นภาระทรมานสำหรับพ่อแม่ ให้ทุกข์กาย ทุกข์ใจ เป็นเวลานานนับสิบปี-ยี่สิบปี จากนั้นจึงจะเสียชีวิตไป โดยไม่ได้รับรู้ถึงความเสียใจของบุพการีแม้แต่น้อย

ทุกๆ วัน ทุกๆ เวลา เป็นเดือนเป็นปีที่พ่อแม่ทุ่มเทให้ จะสูญไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ทั้งๆ ที่รู้ว่า เวลาจะสูญเปล่า พ่อแม่ก็ยังต้องยอมอดทนเลี้ยงดูทารกพิการทางกายและสมองคนนี้ ถ้าเสียชีวิตช้า เรียกว่า เป็นกรรมแต่ปางก่อน

แม้ว่าทุกชีวิตที่เกิดมาจะมีจุดสุดท้ายทีเดียวกัน คือเชิงตะกอน แต่เป็นการไม่ยุติธรรมเลยที่ให้ทารกรกเกิดมีทุกข์ทันทีที่ลืมตาดูโลก ทุกข์กายที่ได้รับยังพอทำเนา (เนื่องด้วยตัวเองรับรู้ไม่ได้) แต่ทุกข์ใจของพ่อแม่สิแสนสาหัสยิ่งนัก

หากว่า คนที่อยากมีลูกทุกคนได้รับรู้ความเป็นไปของโรคร้ายนี้ คงเห็นด้วยว่าควรจะป้องกันเอาไว้ก่อน ซึ่งทำได้ง่ายๆ โดยการฉีดวัคซีนขณะยังไม่ตั้งครรภ์ หรือทำแท้งบุตรเมื่อเป็นหัดเยอรมันภายในอายุครรภ์ 3 เดือนแรก

โรคร้ายนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อกลางศตวรรษที่ 18 200 ปีที่ผ่านมาจึงสามารถแยกเชื้อไวรัสร้ายนี้ได้สำเร็จตอนกลางศตวรรษที่ 20
เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากโรคนี้ในผู้ใหญ่มีอาการน้อยมาก และกินระยะเวลาสั้น 2-3 วัน อาการก็หายไปและไม่มีภาวะแทรกซ้อน

เหตุการณ์ที่กระตุ้นเตือนให้มีการศึกษาไวรัสตัวนี้อย่างละเอียดรอบคอบคือ การระบาดของหัดเยอรมันครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1940-1941 (พ.ศ.2483-3484) หัดเยอรมันมีวัฏจักรการระบาดทุกๆ 7-12 ปี โรคร้ายนี้ค่อยๆ ลดความร้ายกาจไปภายหลัง จากที่เราค้นพบวัคซีนจากการที่สามารถแยกเชื้อไวรัสได้ในปี ค.ศ.1961 (พ.ศ.2504) 20 ปี หลังจากที่มีการระบายครั้งใหญ่ของโลกครั้งนั้น

สำหรับในประเทศไทย เคยมีการระบาดเมื่อปี พ.ศ.2510, พ.ศ.2514 และ พ.ศ.2522 ตามสถานรับเลี้ยงเด็กโรงเรียนโรงพยาบาลและห้างร้านบริษัทต่างๆ
คนทั่วไปส่วนใหญ่จะเคยเป็นหัดเยอรมันมาแต่วัยเด็กแล้ว เราจึงพบคนหนุ่มสาวเป็นหัดเยอรมันไม่มากนัก ประมาณร้อยละ15-20 ซึ่งอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลย ภายหลังจากได้รับเชื้อไวรัสร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาภายใน 60 วัน ภูมิคุ้มกันนี้จะคงอยู่นานหลายปี

ลักษณะอาการ

ส่วนใหญ่ตั้งแต่ช่วงอายุวัยรุ่นขึ้นไปจะไม่มีอาการถึงร้อยละ 50 ส่วน ที่มีอาการก็เพียงเล็กน้อย บางทีอาจคิดว่า เป็นไข้หวัดด้วย เพราะมักมีไข้ต่ำๆ ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหรือพร้อมกับผื่นร่วมกับอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ไข้จะมีอยู่ 1-2 วันก็จะหาย อุณหภูมิมักไม่เกิน 38.4 องศาเซนติเกรด

ลักษณะสำคัญที่ต้องจำไว้ คือ "ผื่น" ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นเม็ดละเอียดสีแดง มองเห็นเป็นปื้นๆ หรือจุดๆ กระจัดกระจาย เริ่มต้นขึ้นที่ใบหน้าก่อนจากนั้นจะลุกลามแผ่กระจายลงมาตามหน้าอก ลำตัว แขนขา จนกระทั่งทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น และจะหายไปภายใน 3 วัน ไร้ร่องรอยเหมือนไม่เคยมีมาก่อน

ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งจะสังเกตพบได้ คือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณหลังหูโต ซึ่งมักจะเกิดขึ้นมาก่อนมีผื่นประมาณอาทิตย์หนึ่ง แต่จะคงอยู่ต่อไปอีก ภายหลังผื่นหายไปแล้วประมาณ 2 อาทิตย์
นอกจากนี้ ในสตรี อาจมีอาการปวดตามข้อเล็กๆ ร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นหลายๆ ข้อพร้อมกันระยะเวลาที่ปวดอาจจะเป็นวันจนถึง 2 สัปดาห์ แต่มักไม่เกินหนึ่งเดือน

ภาวะการติดเชื้อหัดเยอรมันในทารกแรกเกิด

บุคคลแรกที่ให้ความสนใจ และค้นพบความพิการแต่กำเนิดของทารกแรกเกิด เป็นหัดเยอรมัน ไม่ใช่สูติแพทย์

ในปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ.2484) ที่มีการระบาดครั้งใหญ่ บรรดาพ่อแม่ต่างพาทารกจำนวนมากมายที่มีนัยน์ตาดำเป็นฝ้าขุ่นขาวมาหาจักษุแพทย์ ด้วยหวังว่าจะมีทางรักษาแต่ต้องผิดหวังเพราะเป็นความพิการถาวรที่จะคงอยู่ตลอดไป
จักษุแพทย์ GREGG ชาวออสเตรเลียพบว่า นอกจากจะมีเลนส์ตาพิการแล้ว ยังมีหูหนวกและหัวใจพิการด้วย นับเป็นครั้งแรกที่มีความเข้าใจถึงพยาธิสภาพสำคัญ ที่เกิดขึ้น ว่ามี 3 อย่างดังกล่าวข้างต้น

ความจริงแล้ว ความพิการแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นมีมากมายกว่านั้น โดยสามารถจำแนกได้ 3 ลักษณะคือ
ลักษณะที่หนึ่ง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นชั่วคราว ลักษณะความพิการมีอยู่ได้จนถึงอายุ 6 เดือน ได้แก่ ภาวะตับม้ามโต, ตัวเหลือง, เลือดจาง, เกล็ดเลือดต่ำ, ปอดบวม และกระดูกบาง (จากภาพถ่ายเอกซเรย์)
ลักษณะที่สอง ความผิดปกติที่คงอยู่ตลอดไป ได้แก่ หูหนวก, หัวใจพิการ, ตาบอด (ต้อกระจก, ต้อหิน) และสมองพิการปัญญาอ่อน
ลักษณะที่สาม ความผิดปกติที่ไม่ได้พบในตอนแรกเกิด แต่มาปรากฏภายหลัง ได้แก่ภาวะเบาหวาน,โรคต่อมไทรอยด์, โรคสูญเสียการได้ยิน, ลิ้นหัวใจผิดปกติ, ความดันโลหิตสูงและสมองอักเสบ

พบมากถึงร้อยละ 50-70 ของทารกแรกเกิดที่เป็นหัดเยอรมัน ไม่แสดงความผิดปกติใดๆ เลย แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งจึงเกิดอาการดังกล่าวข้างต้น เช่น เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียน เด็กจะเรียนไม่รู้เรื่อง เนื่องจากมีความบกพร่อง ในด้านการฟังและการพูด

อัตราการแท้งบุตรพบได้ร้อยละ 4-9 และตายหลังคลอดใหม่ๆ พบร้อยละ 2-3 แม้ว่าความผิดปกติพิการแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นจะมีหลายระบบและรุนแรง แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเฉพาะมารดาที่มีการติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมันในช่วง 12 สัปดาห์แรก ของการตั้งครรภ์ หากมารดามีอายุครรภ์มากกว่า 16 สัปดาห์ ทารกมักไม่พบความผิดปกติส่วนในระหว่างอายุครรภ์ 13-16 สัปดาห์ความพิการหลายอย่าง ไม่ปรากฏกับเด็กเมื่อแรกคลอด แต่จะมีโอกาสหูหนวกได้ประมาณ 1 ใน 3

การวินิจฉัยโรค

วิธีวินิจฉัยโรคทีแน่นอน ทำได้ด้วยการตรวจเลือด หรือแยกเชื้อไวรัสหัดเยอรมันออกมาเท่านั้น
ส่วนการซักประวัติและการตรวจร่างกาย ก็ช่วยเหลือการวินิจฉัยได้มากทีเดียว
ประวัติที่สำคัญ คือ ประวัติการได้รับเชื้อไวรัสหรือการสัมผัสโรค

เชื้อไวรัสหัดเยอรมันติดต่อถ่ายทอดจากคนที่เป็นโรคได้ทางลมหายใจ โดยมีระยะติดต่ออยู่ในช่วง 7 วัน ก่อนมีผื่นขึ้นจนกระทั่ง 5 วันหลังเกิดผื่นวันแรก หากใครไปสัมผัสคนที่เป็นหัดเยอรมันนอกเหนือเวลาดังกล่าวก็จะไม่มีติดต่อรับเชื้อมา

ประวัติอาการเกิดโรค : ผู้ป่วยจะมีไข้นำมาก่อนเกิดผื่น จึงเรียกว่า โรคไข้ออกผื่น แต่หากไม่มีไข้นำมาก่อนเกิดผื่นก็อาจจะเป็นโรคนี้ได้ นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยก็ได้ เช่น ปวดข้อ, มีก้อนที่หลังหูโต หรือมีจ้ำเลือดเกิดขึ้นตามตัว

ถ้าคนไข้มาในช่วงที่ผื่นขึ้น เมื่อพิจารณาจากลักษณะของผื่น แทบจะบอกได้เลยว่า เป็นหัดเยอรมันหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับการตรวจร่างกายส่วนอื่นด้วย เช่น การตรวจต่อมน้ำเหลืองที่หลังหูหรือท้ายทอยแล้วพบว่าโต
อย่างไรก็ตาม เราจะต้องเจาะเลือดตรวจร่วมด้วยเสมอ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

อัตราเสี่ยงของการติดเชื้อหัดเยอรมันของทารกในครรภ์ ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ของมารดาเป็นสำคัญ กล่าวคือ
ถ้ามารดาติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์เพียงเดือนแรก ทารกจะมีอัตราเสี่ยงความพิการประมาณร้อยละ 50
ถ้าติดเชื้อระหว่างเดือนที่สองของการตั้งครรภ์ ทารกมีโอกาสพิการ ประมาณร้อยละ 25
ถ้าติดเชื้อระหว่างเดือนที่สามของการตั้งครรภ์ ทารกมีโอกาสพิการประมาณร้อยละ 10
ถ้าติดเชื้อระหว่างเดือนที่สี่ของการตั้งครรภ์ ทารกมีโอกาสพิการประมาณร้อยละ 5
ถ้ามารดาติดเชื้อหัดเยอรมันภายหลังตั้งครรภ์เกินสี่เดือน (16 สัปดาห์) ขึ้นไป ทารกมีโอกาสพิการน้อยกว่าร้อยละ 1 ซึ่งนับว่าน้อยมากๆ

ดังนั้น จึงไม่มีการพิจารณาทำแท้งให้กับมารดาที่เป็นหัดเยอรมัน ขณะตั้งครรภ์มากกว่า 4 เดือนไปแล้วแต่อนุญาตและแนะนำให้ทำแท้งแก่ มารดาที่ติดเชื้อขณะอายุครรภ์น้อยกว่า 3 เดือนลงมา

ข้อปฏิบัติสำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่ไปสัมผัสโรค

การสัมผัสโรคหัดเยอรมันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ทำงานหรือรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยในระยะติดต่อ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นหัดเยอรมันด้วยเสมอไป

อย่างไรก็ตาม ต้องดูด้วยว่า สตรีผู้นั้นมีอายุครรภ์เท่าไร หากอายุครรภ์มากกว่า 16 สัปดาห์ ก็ไม่ต้องดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าอายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์ ต้อง
1.รีบไปเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานต่อไวรัสทันที
2.กรณีทราบว่ามีภูมิต้านทานแล้วไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เพราะปลอดภัยค่อนข้างแน่นอน

สำหรับกรณีไม่มีภูมิต้านทาน หากอยู่ในสถานการณ์ที่ทำแท้งไม่ได้ ให้ฉีดภูมิคุ้มกัน (Standard Immune Serum Globulin) ทันที ซึ่งระยะเวลาไม่ควรนานเกิน 7 วัน หลังจากสัมผัสโรค
หากอยู่ในสถานที่ที่ทำแท้งได้ และยินยอมทำแท้งตามข้อบ่งชี้ให้รอดูอาการ 2-4 สัปดาห์ แล้วตรวจหาภูมิต้านทานซ้ำ ถ้าระดับภูมิต้านทานสูงขึ้นเกิน 4 เท่า ให้พิจารณาทำแท้งทันที

สำหรับภูมิคุ้มกัน (PASSIVE IMMUNIZATION) ที่ฉีดให้แก่สตรีตั้งครรภ์ ที่สัมผัสโรคนั้นไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อแก่มารดาและทารกได้ทุกราย เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรฉีดให้กับสตรีตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรกเพื่อหลังผลด้านการป้องกัน

การรักษา

โรคหัดเยอรมันเป็นโรคที่หายเองได้โดยไม่จำเป็นต้องให้การรักษายกเว้นมีภาวะแทรกซ้อน
สำหรับการรักษาที่อาจจะต้องให้บ้างก็เป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น ลดไข้ แก้ปวด

การป้องกัน

ถือว่าสำคัญที่สุดและทำได้ง่ายๆ เพียงแต่ฉีดวัคซีนให้กับทุกคน ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน เท่านั้น
ในประเทศไทย นิยมฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน 2 ครั้ง ครั้งแรกขณะอายุ 9-12 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 12-16 ปี
สตรีวัยเจริญพันธุ์ เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันแล้วควรคุมกำเนิด 3 เดือน เพราะเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีรายงานว่า บางรายเกิดการแท้งบุตรขึ้น แต่ถ้าบังเอิญไปฉีดในขณะตั้งครรภ์ ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลเพราะเท่าที่มีรายงานในโลกนี้ ไม่มีทารกรายใดเลยที่พิการด้วยไวรัสวัคซีน
หญิงที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อทราบว่ามีการตั้งครรภ์ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป จนกว่าจะคลอดบุตรเสียก่อน

การติดเชื้อหัดเยอรมันซ้ำ
หลายคนอาจจะคิดว่า เคยเป็นหัดเยอรมันมาแล้ว คงจะไม่เป็นอีก ความจริงแล้วอาจจะมีโอกาสเป็นหัดเยอรมันซ้ำได้ร้อยละ 3-10
นอกจากนั้น คนที่เคยฉีดวัคซีนมาแล้ว ก็มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีกได้เช่นกัน และพบมากถึงร้อยละ 14-18 นับว่าไม่น้อยทีเดียว
ดังนั้น ทุกคนไม่ควรประมาทเพราะทารกในครรภ์ของสตรีที่เคยฉีดวัคซีนแล้ว และเป็นหัดเยอรมันซ้ำ มีโอกาสติดเชื้อหัดเยอรมันได้เช่นกัน

"หัดเยอรมัน" มหันตรายโรคร้ายที่แฝงมาในลักษณะเรียบง่าย เพียงแค่มีไข้เล็กน้อยร่วมกับออกผื่น 3 วัน ได้สร้างความเสียหายแก่มวลมนุษย์ชาติมากมาย โดยเฉพาะความพิการแต่กำเนิด ตาบอด, หูหนวก, หัวใจพิการและปัญญาอ่อน

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรจะได้ใส่ใจป้องกันโรคนี้เสียแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย หากผลที่ได้รับคือ ชีวิตทั้งชีวิตของลูก และความทุกข์ใจของคุณพ่อคุณแม่เอง

พ.ต.ท.น.พ.เสรี ธีรพงษ์


[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 22 ฉบับที่ 331 กันยายน 2542 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:55 Share
[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 325 มีนาคม 2542]

การติดเชื้อไวรัสของสตรีมีครรภ์

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล



การที่เด็กจะเกิดมาสมบูรณ์แข็งแรง นอกจากจะเกิดจาก มีกรรมพันธุ์ดี มารดาได้อาหารดี มีสุขภาพดี มารดายังจะต้องรักษาตัว ไม่ให้ติดเชื้อต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์ด้วย เพราะการติดเชื้อบางอย่าง ทำให้ทารกพิการได้

การติดเชื้อไวรัสในสตรีมีครรภ์ในประเทศไทย ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีประมาณ 5-15% ของสตรีมีครรภ์ และทำให้เกิดความพิการในทารกประมาณ 1-2%

การติดเชื้อไวรัสเป็นปัญหาที่สำคัญเพราะ

1. ผู้ป่วยมักไม่ค่อยมีอาการ การระวังแยกผู้ป่วยทำได้ยาก และเชื้อไวรัสมักจะแพร่กระจายได้ง่ายโดยเฉพาะในที่แออัด หรือสุขอนามัยของประชาชนไม่ดี
2. การวิเคราะห์และแยกชนิดของเชื้อไวรัสทำได้ยาก และมักมีราคาแพง
3. การรักษาที่เฉพาะเจาะจงมักไม่มี
4.เชื้อไวรัสอาจผ่านรกและทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้ ถ้าเป็นในราย 3 เดือนแรก หรือทำให้เด็กมีการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ถ้ามารดาเป็นในระยะใกล้คลอด

การติดเชื้อไวรัสมีหลายชนิด แต่ชนิดที่มีความสำคัญในประเทศไทย ได้แก่

1. ตับอักเสบ
2. หัดเยอรมัน

ตับอักเสบ

การติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบ เป็นการติดเชื้อ ที่สำคัญมากในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นแดนระบาด ของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดบี ซึ่งสามารถถ่ายทอดเชื้อ ไปยังทารกได้ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญ ของคนไทยในวัย 30-50 ปี

การเป็นโรคตับอักเสบชนิดบีในขณะตั้งครรภ์

ภาวะตับอักเสบจากเชื้อไวรัสบีเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศ อุบัติการของโรคสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าภาวะตับอักเสบในระหว่างตั้งครรภ์ จะไม่ทำให้เกิดอันตราตายคลอด เด็กพิการ และอันตรายต่อแม่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ปัญหาที่สำคัญคือ การติดต่อของโรคนี้ไปยังเด็กในครรภ์ และการแพร่กระจายของโรคไปยังบุคลากรในห้องคลอด

นอกจากนี้ยังพบว่า 10% ของคนที่เป็นโรคนี้ ไม่สร้างภูมิคุ้มกันโรค และกลายเป็นพาหะเรื้อรังของโรค 50% ของพาหะเหล่านี้ อาจกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคตับแข็ง และมะเร็งของตับได้

จากการศึกษาสาเหตุการตายของคนในไต้หวันพบว่า ในผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสบี 40% จะตายจากมะเร็งของตับ 15% ตายจากโรคตับแข็ง แต่ในพวกที่ไม่ได้เป็นพาหะ 1% เท่านั้น ที่ตายจากมะเร็งของตับ

เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นไวรัสที่ทนความเย็นได้สูง สามารถอยู่ได้นานถึง 6 เดือน ถ้าอยู่ในอุณหภูมิ 30-32 องศาเซลเซียส ถ้าอยู่ในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส จะอยู่ได้นานถึง 1 ปี
ไวรัสตับอักเสบบีทนต่อความร้อนไม่ได้ดี จะเสื่อมความรุนแรง ถ้าอยู่ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 ชม. ถ้าอยู่ที่ 98 องศาเซลเซียส เชื้อจะอยู่แค่ 2 นาที

ไวรัสนี้ติดต่อกันทางเลือดและน้ำเหลืองได้มากที่สุด นอกจากนั้น ยังติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ พบว่าพวกโสเภณีและเกย์จะมีจำนวนมาก ที่มีเชื้อนี้ในเลือด
ในประชากรไทยทั่วไป ผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้มีประมาณ 10%

ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสบี จะตรวจพบเชื้อในเลือดได้ใน 4-6 อาทิตย์ แล้วติดเชื้อ เมื่อหายจากโรคแล้วเชื้อยังคงอยู่ในเลือด ได้อีก 1-6 อาทิตย์ บางรายเชื้ออยู่ได้นานถึง 20 อาทิตย์

ผลของการติดเชื้อตับอักเสบบีต่อการตั้งครรภ์และทารก

มารดาที่เป็นตับอักเสบบีระยะเฉียบพลัน จะมีการดำเนินของโรค ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ การรักษาก็ไม่แตกต่างกัน สำหรับผลต่อการตั้งครรภ์ก็ไม่พบว่า มารดาที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี จะมีอุบัติการของการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น ยกเว้นในรายที่เป็นโรคตับอักเสบอย่างรุนแรง (Fulminant hepatitis) ซึ่งอาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดและเด็กตายในครรภ์ได้

ปัญหาที่สำคัญคือ การถ่ายทอดเชื้อไวรัสไปยังทารก ถ้ามารดาเป็นโรคตับอักเสบบีแบบเฉียบพลันใน 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์ 10% ของเด็กที่เกิดจะมีโอกาสเป็นตับอักเสบ ถ้ามารดาเป็นตับอักเสบบีใน 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ 50-70% ของทารกจะเป็นโรคตับอักเสบ มารดาที่เป็นตับอักเสบ ชนิดเรื้อรังหรือเป็นพาหะของโรคโดยที่ตัวเองมีอาการปกติดีทุกอย่าง การถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ โดยพบว่าชนชาติจีน จะสามารถ่ายทอดเชื้อได้มากกว่ายุโรป และคนผิวดำ

จากการศึกษาพบว่า สตรีมีครรภ์ในเอเชียมีเชื้อไวรัสบี ประมาณ 9-12% ในประเทศไทยพบว่าในแต่ละปีจะมีเด็กเกิดใหม่ 10,000-50,000 คนมีโอกาสกลายเป็นพาหะของโรค ซึ่งหนึ่งในสี่ ของจำนวนนี้หรือประมาณ 2,500-12,500 คน จะเสียชีวิตจากตับแข็ง หรือมะเร็งของตับเมื่ออายุเพียง 30-40 ปี จึงนับว่าเป็นการสูญเสีย บุคลากรของประเทศที่สำคัญมากอันหนึ่ง ดังนั้นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการป้องกันโรคนี้คือ การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไวรัสจากมารดาสู่ทารก

การถ่ายทอดเชื้อจากมารดาสู่ทารกนั้นมีหลายทางได้แก่

1. ผ่านทารกในขณะตั้งครรภ์ พบได้น้อยมาก
2. วิธีที่เกิดบ่อยที่สุด คือ การติดเชื้อระหว่างคลอด โดยทารกกินเลือด มูกน้ำคร่ำ หรือไวรัสผ่านรกไปกับเลือดของมารดา เข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือดทารก
3. ผ่านทางน้ำนม โดยเฉพาะมารดาที่มีหัวนมแตกหรือมีแผล

การป้องกันการติดเชื้อในเด็กแรกเกิด

1. ทำการตรวจหาเชื้อไวรัสบีในสตรีตั้งครรภ์ทุกคน
2. ถ้าสตรีที่เป็นพาหะมาคลอดบุตรในเวลาคลอดควรปฏิบัติดังนี้
  • หลีกเลี่ยงการเกิดแผลโดยไม่จำเป็นอย่าตัดฝีเย็บกว้างมาก ฯลฯ
  • เมื่อเด็กคลอดให้รีบดูดเลือดและมูกออกจากปาก จมูก กระเพาะอาหารออกให้หมด
  • เช็ดตัวเด็กให้แห้งโดยเร็ว ถ้าเด็กแข็งแรงดีควรอาบน้ำ ด้วยสบู่อ่อนๆ ให้สะอาดภายใน 12 ชั่วโมง
  • ให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีทันทีเมื่อแรกคลอด ในอเมริกาแนะนำให้ Hepatitis B immunoglobulin ด้วย

    ควรฉีดซ้ำเมื่ออายุ 1 เดือน และเจาะเลือดลูกหาเชื้อไวรัสบี เมื่ออายุ 6 เดือน แล้วฉีดวัคซีนซ้ำถ้าตรวจไม่พบเชื้อแต่ถ้าตรวจพบเชื้อ ก็แสดงว่า การให้ภูมิคุ้มกันไม่เป็นผลสำเร็จ การให้ภูมิคุ้มกัน โดยฉีดทั้งวัคซีนและ immunoglobulin พบว่าได้ประสิทธิภาพ ประมาณ 87-95%

    การให้นมแม่ ถึงแม้ว่าไวรัสสามารถผ่านทางน้ำนมได้ แต่การศึกษาในไต้หวันพบว่า กลุ่มที่กินนมผสม กับกลุ่มที่กินนมแม่อุบัติการการติดเชื้อในเด็กไม่แตกต่างกัน ดังนั้นในประเทศที่เป็นแดนระบาดจึงไม่จำเป็นต้องงดการให้นมมารดา

สรุป

ตับอักเสบจากไวรัสชนิดเอ เป็นโรคที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญ ต่อการตั้งครรภ์ เพราะอาการของโรคไม่รุนแรง ไม่มีการถ่ายทอดไปยังบุตร และไม่พบภาวะตับอักเสบเรื้อรังหรือเป็นพาหะ

ตับอักเสบจากไวรัสชนิด Non A, Non B (ไม่ใช่ทั้ง A และ B) เริ่มมีความสำคัญโดยเฉพาะชนิดที่ติดต่อทางเลือดเพราะสามารถถ่ายทอด ไปยังลูกได้ แต่อุบัติการยังต่ำอยู่

ตับอักเสบจากไวรัสชนิดบี เป็นโรคที่มีความสำคัญที่สุด เพราะผู้ที่เป็นโรคนี้ 10% กลายเป็นพาหะ และเป็นสาเหตุที่สำคัญ ของการตายจากมะเร็งในตับและตับแข็ง

นอกจากนี้ถ้ามารดาเป็นพาหะยังสามารถ่ายทอดเชื้อไปยังบุตรได้ ซึ่งเด็กที่ได้รับเชื้อไวรัสตั้งแต่เกิดหนึ่งในสี่จะกลายเป็นมะเร็งของตับ ภายในอายุ 30-40 ปี ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาสุขภาพของสังคมอย่างหนึ่ง การให้วัคซีนกับบุคคลทั่วไปอย่างทั่วถึง การตรวจหาเชื้อไวรัสบี ในสตรีมาฝากครรภ์ และการให้วัคซีนแก่ทารกแรกคลอด ถ้ามารดาเป็นพาหะของโรคเป็นวิธีสำคัญที่สุดที่จะลดการติดเชื้อในทารก ซึ่งจะทำให้การระบาดของโรคนี้ลดลงไปได้

การติดเชื้อไวรัสที่คุณแม่จะต้องระวัง ยังมีอีกที่น่าห่วงไม่แพ้กัน นั่นก็คือ หัดเยอรมัน...

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:55 Share
วงการแพทย์ค้นพบสาเหตุโรคกระเพาะมากกว่าแค่…กรด!!!


ผู้หญิงเราร้อยละ 80 เวลาปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารมักจะละเลยไม่ค้นหาสาเหตุที่แท้จริงซึ่งเป็นผลเสียอย่างมากเลยเพราะการปวดท้องบ่อยๆ นั้นอาจนำไปสู่โรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้และเรื่องทั้งหมดนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวเล็กๆ เท่านั้นค่ะ


การค้นพบที่เปลี่ยนแปลงวงการแพทย์

โรคกระเพาะอาหารเป็นปัญหาสำคัญของโรค แค่ในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องใช้จ่ายค่ารักษามากกว่า 6 พันล้านเหรียญต่อปี เพราะอาการปวดท้องมักจะมารบกวนชีวิตประจำวัน บางคนปวดท้องจนถึงทำงานไม่ได้ กินไม่ได้ แต่น้อยคนนักที่จะรักษาอาการอย่างจริงจัง โดยผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร เมื่อปวดท้องแล้วไปพบแพทย์ แพทย์ก็มักจะให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารซึ่งในขณะนั้นเป็นสาเหตุที่าแพทย์ส่วนใหญ่ทราบกันมาคือ มีกรดในกระเพาะหลั่งมากเกินไปเท่านั้น รักษาไปๆ มาๆ อยู่อย่างนี้ทำให้บางคนโรคลุกลามไปถึงกระเพาะอาหารอักเสบ จนถึงมะเร็งในกระเพาะอาหารที่กำลังไล่มาอยู่ 1 ใน 10 ของโรคมะเร็งที่คนไทยเป็นกันมาก

จากการค้นพบของ ศ.นพ.แบร์รี่ เจ. มาร์แชลล์ ร่วมกับ นพ.เจ โรบิน วาร์เรน ชาวออสเตรเลีย ที่ได้ร่วมกันเพาะเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (H.pylori) ได้สำเร็จและได้พิสูจน์โดยการกลืนแบคทีเรียดังกล่าวลงท้องด้วยตนเองเมื่อปี 1982 ทำให้พิสูจน์ได้ว่าสาเหตุของการอักเสบในกระเพาะอาหาร มาจากเชื้อแบคทีเรียที่ว่านี้ และเชื้อแบคทีเรียที่ว่านี้สามารถอยู่อาศัยในกระเพาะอาหารได้ทั้งๆ ที่กระเพาะมีสภาพเป็นกรด นับว่าเป็นการพลิกวงการแพทย์จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

อ้อ ผลการวิจัยนี้ทำให้ ศ.นพ.แบร์รี่ เจ. มาแชลล์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีระศาสตร์และการแพทย์ประจำปี 2548 และ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถมภ์ สาขาสาธารสุขของไทยในปี 2545 ด้วยค่ะ


ปวดเรื้องรังทำยังไงก็ไม่หาย

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าขณะนี้มีการศึกษาถึงเชื้อแบคทีเรียตัวนี้อยู่ทั่วมุมโลก เนื่องจากมีสถิติพบว่าเชื้อแบคทีเรีย H.pylori มีอยู่ในกระเพาะอาหารของมนุษย์เกือบครึ่งหนึ่งของคนในโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบกำลังพัฒนาพบมากที่สุด โดยประมาณ 3 ใน 4 ของโรคแผลในกระเพาะอาหารทมีสาเหตุมาจากโรคนี้ ด้วยเหตุนี้ทำให้เราคงละเลยเชื้อโรคตัวนี้ไม่ได้อีกแล้ว

การติดเชื้อนั้นมักจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็กผ่านทางสมาชิกในครอบครัวด้วยกัน แต่จะไม่แสดงอาการจนเข้าวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาการติดเชื้อดังกล่าวอย่างถูกวิธีจะทำให้มีอาการเรื้อรังอาจนำไปสู่การเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารต่อไปได้


อาการที่พบ

แสบท้อง จุกเสียดแน่นที่ลิ้นปี่ อาการมักเป็นๆ หายๆ อาจปวดท้องกลางดึก คลื่นไส้อาเจียน อาการมักจะดีขึ้นเมื่อได้ยาลดกรด กรณีที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ประมาณร้อยละ 20 อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนคือ มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ กระเพาะอาหารอุดตันจนถึงมะเร็ง

สำหรับการรักษา แพทย์จะใช้ยาลดกรดและยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้อชนิดนี้เป็นเวลานานประมาณ 7-14 วัน จะกำจัดเชื้อได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยจึงควรดูแลตัวเองในระยะต่อๆ ไปด้วยอาทิ การหลีกเลี่ยงเป็นอาหารรสจัด หมักดอง งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ งดใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน หรือยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบ อย่าเครียด ที่สำคัญคือ หากมีอาการผิดปกติ เช่น อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระสีดำ ปวดท้องรุนแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมากผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ค่ะ


เด็กก็เป็นกลุ่มเสี่ยง

จากสถิติพบว่า มีการติดเชื้อโรคนี้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ และ พบบ่อยในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากอยู่ในครอบครัวที่ดูแลสุขนิสัยด้านการกินยังไม่ดีพอ สำหรับการป้องกันนั้น ศ.นพ.แบร์รี่ เจ. มาร์แชลล์ บอกว่ามีวิธีง่ายๆ ได้แก่ การดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้ม กินอาหารสะอาด ผักและผลไม้สด หรือเก็บอาหารในตู้เย็นก็ช่วยเก็บรักษาอาหารได้ดี นอกจากนี้ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะโรคนี้มีการติดต่อทางการกินอาหารร่วมกัน การทำอาหารให้เด็กรับประทานจึงควรเป็นอาหารที่สุกและสดใหม่ค่ะ

ทั้งนี้ ศ.นพ.แบร์รี่ ยังฝากไปยังแพทย์ผู้รักษาว่า ถ้าพบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ควรตรวจวินิจฉัยคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคนี้ สำหรับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ควรจัดหาน้ำดื่มสะอาด และอาหารสะอาดไว้บริการประชาชนด้วยเช่นกัน


FAQ
จะตรวจหาเชื้อได้อย่างไร ?

ปีจจุบันมีการตรวจการติดเชื้อ H.pylori ได้หลายวิธี อาทิ การตรวจโดยการส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อในกระเพาะอาหารมาตรวจ (Gastroscopy) เพื่อจะได้เห็นแผลนอกจากนี้ยังมีการตรวจลมหายใจโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Urea Breath Test ร่วมด้วย

ถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรกินยาฆ่าเชื้อโรคตัวนี้ไปเลยหรือไม่ ?

ควรตรวจให้แน่นอนด้วยวิธีข้างต้นก่อนเพราะหากกินยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นเชื้ออาจเกิดอาการดื้อยาได้

เหตุใดทุกโรงพยาบาลจึงไม่มีการตรวจหาเชื้อนี้ให้

หลายโรงพยาบาลมีข้อจำกัด เพราะการตรวจเสียค่าใช้จ่ายสูงจึงต้องเลือกทำใรายที่ผู้ป่วยปวดท้องรุนแรงมาก และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

ปล่อยไว้…มะเร็งกระเพาะอาหารอาจมาเยือน

มะเร็งกระเพาะอาหารพบใน 4.1 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียข้างต้น รวมไปถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม การกินเนื้อสัตว์ที่ใช้สารหมักดองมากๆ เช่น ไส้กรอก แหนม ปลาร้า อาหารปิ้ง ย่าง ทอด เป็นต้นค่ะ

โดยโรคนี้พบมากในคนที่อายุเกิน 40 ปี พบในเพศชายมากเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 5 ครั้ง น้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 10 ในเวลา 3 เดือน กลืนลำบาก มีก้อนในท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดและสีดำคล้ำ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะโรคมะเร็งกระเพาะอาหารกำลังมาเยือนแล้วค่ะ

เห็นไหมคะ อาการปวดท้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่คุณแม่จะละเลย อย่ามัวเลี้ยงลูกจนเพลิน ถ้าปวดท้องควรรีบไปพบแพทย์นะคะ


(update 28 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.136 February 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:56 Share
[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 324 กุมภาพันธ์ 2542]

โรคหอบหืด

พ.ญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ



คุณต๋อม ขาเก่าโรคหอบหืดแวะมาหาหมอนิตวันนี้ โรคหอบหืดของเธอยังควบคุมได้ดีด้วยยา สงบกันอย่างนี้มานานแล้ว เธอเล่าให้หมอนิตฟังว่า ยุค IMF นี้ ธุรกิจของเธอซบเซา ชีวิตไม่วุ่นวายยุงเหยิงเหมือนแต่ก่อน เธอว่าไหนๆ ก็ว่างแล้ว มีลูกเสียทีจะดีกว่า เดี๋ยวจะแก่เกินไป แต่ด้วยนิสัยนักธุรกิจ ทำอะไรต้องวางแผน คาดการณ์ล่วงหน้า ต้องประเมินความเสี่ยง ก่อนทำอะไรเสมอเลยอยากจะรู้ว่า

ถ้าเธอตั้งครรภ์ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับโรคหอบหืดของเธอ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร จะต้องหยุดยาหรือใช้ยาหอบหืดอย่างไร ในระหว่างตั้งครรภ์ แล้วยาจะมีผลกับเด็กในท้องหรือไม่ สรุปสุดท้าย ตามประสาคนกันเอง ถามกันง่ายๆ ว่า ท้องดี VS ไม่ท้องดี ?

แหมเล่นถามเป็นชุดเลยนะคะ เอาละคะ จะค่อยๆ ตอบ เพราะถ้าตอบเป็นชุดบ้างคงจะจำไม่ทัน หมอนิต เล่าให้คุณต๋อมฟังอย่างนี้ค่ะ

ตัวโรคหอบหืดเองนั้น ถ้าเราควบคุมมันเอาไว้ได้สำเร็จ มันก็ไม่มีพิษสงอะไรต่อทั้งแม่และลูกหรอกค่ะ แต่ถ้าคุมมันไม่อยู่ อาจเกิดปัญหาได้ทั้งต่อแม่และต่อลูกในท้อง
ปัญหาที่อาจเกิดกับแม่ ได้แก่ความดันโลหิตสูง, ครรภ์เป็นพิษ, คลอดก่อนกำหนด
ปัญหาต่อลูก เช่น น้ำหนักตัวน้อย, คลอดก่อนกำหนด, เจริญเติบโตช้า หรือตายคลอด ค่ะ

รู้อย่างนี้ คงเห็นความจำเป็นที่ต้องควบคุมโรคหอบหืด ระหว่างตั้งครรภ์แล้วใช่ไหมคะ

การควบคุมโรคหอบหืดนี้ เราสามารถควบคุมได้ด้วยยาต่างๆ (ซึ่งแพทย์สามารถเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยในหญิงมีครรภ์ได้ค่ะ) และด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารชนิดที่พิสูจน์กันมาแล้วว่า แพ้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ด้วยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังนั่นละค่ะ และต้องหลีกเลี่ยง สิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้โรคหอบหืดกำเริบด้วย

เท่าที่ผ่านมาทางการแพทย์เราลองติดตามสาวหอบหืด พวกที่ตั้งครรภ์แล้ว อยู่ในความดูแลของแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และคุ้นเคยกับการรักษาคนไข้กลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่แล้ว ผลออกมาจะเรียบร้อย ปลอดภัย

ดังนั้น การตั้งครรภ์จึงไม่ใช่ "สิ่งต้องห้าม" ของสาวโรคหอบหืดค่ะ

หมอฝรั่งเป็นพวกชอบหาสถิติเขาพบว่า สาวหืดนี้ถ้าตั้งครรภ์ขึ้นมา 1/3 ของพวกเธอ โรคหอบหืดจะสงบระหว่างตั้งครรภ์, 1/3 โรคทรงๆ เหมือนเดิม และอีก 1/3 โรคแย่ลงคะ โดยเขาพบอีกว่า พวกที่อาการเป็นมากเป็นรุนแรง คุมไม่ค่อยจะสำเร็จอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนท้อง มักจะเป็นพวกที่อาการแย่ลง โดยส่วนใหญ่โรคมักกำเริบ ในช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์ค่ะ
แต่การกำเริบของโรคหอบหืดในระหว่างตั้งครรภ์ มักจะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมกับท้องที่ผ่านมา ถ้าท้องก่อนสงบดี ส่วนใหญ่ท้องนี้มักดีด้วยค่ะ แม้จะไม่เป็นไปตามนี้ร้อยทั้งร้อยก็ตาม มีคนไข้ไม่ถึง 10% เท่านั้น ที่โรคหอบหืดกำเริบระหว่างคลอด

หลังคลอดแล้วประมาณ 3 เดือน สถานการณ์ของโรคหอบหืด มักกลับสู่สภาพเดิมเหมือนตอนก่อนตั้งครรภ์ค่ะ

ทีนี้มาดูเรื่องร้ายที่อาจเกิดกับลูกบ้างนะคะ ถ้าเราปล่อยให้โรคหอบหืดกำเริบกันตามสบาย ไม่ได้ควบคุมขณะที่โรคกำเริบ ออกซิเจนในเลือดแม่จะลดต่ำลง เลือดของแม่นี่จะผ่านรกไปเลี้ยงดูลูกด้วย ทำให้ลูกได้รับออกซิเจน น้อยลงตามไปด้วย บ่อยเข้า นานเข้าเด็กก็ตัวเล็ก น้ำหนักน้อย คลอดก่อนกำหนดหรือตายคลอดได้ ซึ่งสูติแพทย์สามารถตรวจเช็ค ความผิดปกติของเด็กในครรภ์นี้ได้ ด้วยการทำอุลตร้าซาวนด์

ตอนนี้คุณต๋อมเข้าใจแล้วค่ะ ว่าคนเป็นโรคหอบหืดนี่ ก็ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย เพียงแต่ต้องควบคุมโรคให้อยู่ และให้แพทย์ดูแลใกล้ชิดหน่อยเท่านั้นเอง สิ่งที่คุณต๋อม อย่างรู้ต่อไปคือ เธอจะต้องดูแลตนเองอย่างไรบ้างในระหว่างตั้งครรภ์

สิ่งที่คนไข้ควรช่วยตนเองเพื่อควบคุมโรคหอบหืด ได้แก่ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และสิ่งกระตุ้นต่างๆ เพราะทางการแพทย์ พบว่า 75-85% ของคนไข้โรคหอบหืดจะแพ้สารก่อภูมิแพ้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง บางรายอาจแพ้ทีเดียวหลายอย่างด้วยซ้ำ

สารก่อภูมิแพ้ที่ว่านี้ได้แก่พวกละอองเกสรต่างๆ ทั้งจากดอกไม้ ดอกหญ้า ดอกของวัชพืช สปอร์จากเชื้อรา ตัวไรฝุ่น แมลงสาบ รังแคจากสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข เหล่านี้ล้วนแต่กระตุ้น ให้โรคหอบหืดกำเริบได้ค่ะ แล้วแต่ว่าใครแพ้อะไร

นอกจากสารก่อภูมิแพ้แล้ว ยังมีสารอื่นๆ ที่อาจทำให้โรคกำเริบได้ พวกนี้เราเรียกว่า สิ่งกระตุ้นค่ะ เช่น ควันบุหรี่ มลพิษในอากาศ เขม่าควันจากท่อไอเสีย และโรงงานอุตสาหกรรม ไอระเหยจากสารเคมี กลิ่นฉุนๆ ยาพวกแอสไพริน ที่ใช้แก้ปวด ลดไข้ ก็อาจทำให้ โรคหอบหืดกำเริบได้ในคนไข้บางรายค่ะ

การรักษาจึงต้องยึดหลักศาสนาพุทธ คือ ดับทุกข์ที่เหตุ จึงจะทำให้ความรุนแรงและความถี่ของการหอบลดลงค่ะ

โดยทั่วไป มาตรการต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อลดสารก่อภูมิแพ้ และสิ่งกระตุ้นของโรคหอบหืดในหญิงมีครรภ์ มีดังนี้ค่ะ

1. ไม่ควรมีสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสัตว์ที่มีขนสั้น ขนยาว ไม่ควรเลี้ยงทั้งนั้นค่ะ
2. ไม่ควรใช้หมอน ผ้าห่ม ที่ทำจากขนสัตว์
3. ไม่ควรปูพรมในห้องนอน
4. ควรห่อหุ้มที่นอน หมอน ด้วยผ้ากันไรฝุ่น
5. ซักเครื่องนอนในน้ำร้อน 60 องศา 30 นาที เพื่อกำจัดไรฝุ่น
6. ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำอย่างหมดจดทั่วถึง ทุกซอก ทุกมุม
7. ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มลภาวะมากเหลือเกิน ปิดหน้าต่างแล้วเปิดแอร์จะดีกว่า
8. หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ อย่าเปิดอุณหภูมิเย็นจัด
9. ไม่สูบบุหรี่ ทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ขอเน้นที่สามีด้วยนะคะ

พวกนี้เป็นมาตรการทั่วๆ ไปเท่านั้นค่ะ จริงๆ แล้วยังมีรายละเอียด อื่นๆ อีกมากมายเขียนได้หลายหน้ากระดาษ ส่วนมากหมอนิต จะให้รายละเอียดกันเป็นรายๆ ขึ้นกับว่ารายไหนได้ผลทดสอบภูมิแพ้ว่า แพ้สารอะไรแล้วจะมีวิธีการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารนั้นๆ ได้อย่างไร คนไข้จะได้ไม่มึนงงค่ะ

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นนี้ สำคัญมากนะคะ ในการรักษาโรคหอบหืด โดยเฉพาะในหญิงมีครรภ์ เพราะเป็นการลดตัวสาเหตุของโรคลง ทำให้โรคสงบลงส่วนหนึ่ง แล้วยังทำให้ยาที่จำเป็นต้องใช้ลดลงไปด้วยค่ะ

เรื่องยานี่เป็นอีกเรื่องที่คุณต๋อมอยากรู้มาก ว่าตัวไหนใช้ได้ ใช้ไม่ได้ เผื่อโรคกำเริบตอนหมอนิตไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ จนคุณต๋อมหาตัวไม่เจอ จะได้พอรู้เองไว้บ้าง ซึ่งก็ดีนะคะ คนไข้ควรจะรู้ไว้บ้าง เพียงแต่ว่า เรื่องยานี่เห็นท่าจะว่ากันยาว ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่ หมอนิตจะมาเล่าให้ฟังกันต่อนะคะ

พ.ญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ

Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:57 Share
หอบหืดกับแม่ท้อง


หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าโรคหอบหืดเป็นอุปสรรคกับการตั้งครรภ์ของคุณหรือไม่ อย่างใด ลองอ่านประสบการณ์หมอสูติฯ ครั้งนี้ดูรับรองว่าจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ
1. คุณจุ๊บแจง อายุ 24 ปี ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกมาฝากครรภ์กับคุณหมอครั้งแรกตอนอายุครรภ์ได้ 8 สัปดาห์ และแจ้งประวัติกับคุณหมอว่าเป็นโรคหอบหืดมาตั้งแต่อายุ 14 ปี รับประทายาขยายหลอดลมรักษาโรคนี้ประจำ บางครั้งอาการรุนแรงต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาขยายหลอดลมทางหลอดเลือด ระยะหลังอาการค่อนข้างดี สามารถควบคุมอาการของโรคหอบหืดได้ด้วยการรับประทานยาเท่านั้น

ภายหลังตั้งครรภ์คุณจุ๊บแจงมีการหอบเหนื่อยเป็นครั้งคราว เมื่อได้รับประทานยาขยายหลอดลมก็ควบคุมได้ ขณะที่ฝากครรภ์คุณหมอได้ปรับขนาดยาขยายหลอดลมให้พบว่าอาการค่อนข้างดี จะมีหอบบ้างก็ตอนที่อากาศหนาวหรือฝนตกเท่านั้น เมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนดคุณจุ๊บแจงก็เจ็บครรภ์และคลอดปกติ ได้ลูกสาวน้ำหนักแรกเกิด 2,340 กรัม ภายหลังที่คลอดลูกเด็กมีปัญหาตัวเหลือง หายใจเร็ว ต้องรับไว้ดูแลที่แผนกเด็กของโรงพยาบาลนาน 7 วันก็สามารถกลับบ้านได้สำหรับคุณจุ๊บแจงก็ไม่มีปัญหาอะไร

2. คุณตุ๊ดตู่ อายุ 26 ปี ตั้งครรภ์แรก มาฝากครรภ์เมื่ออายุครบประมาณ 2 เดือน และเป็นโรคหอบหืดมาตั้งแต่อายุ 10 ปี อาการเริ่มจากน้ำมูกไหล แพ้อากาศ ตอนหลังอาการเพิ่มมากขึ้น มีหอบเหนื่อย เคยเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการปอดอักเสบและปอดบวมปีละ 1-2 ครั้งมาตลอดตั้งแต่เป็นหอบหืด

คุณตุ๊ดตู่แต่งงานเมื่อ 1 ปีก่อน และได้คุมกำเนิดด้วยเม็ดยาคุมกำเนิดอยู่ 1 ปีเพิ่งจะหยุดคุมกำเนิดและก็ตั้งครรภ์ในครั้งนี้ ในระหว่างตั้งครรภ์คุณตุ๊ดตู่มีอาการหอบเหนื่อยค่อนข้างมากและต้องไปหาหมอบ่อยครั้ง บางครั้งคุณหมอก็ให้แค่ยาขยายหลอดลม แต่บางครั้งก็ต้องรับประทานยาสเตียรอยด์เพื่อควบคุมอาการของโรคด้วยมิฉะนั้นจะเป็นมากจนนอนไม่ได้

ขณะอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ คุณตุ๊ดตู่เกิดหอบเหนื่อยจนตัวเขียว ญาติต้องส่งเข้าโรงพยาบาลหมอได้ให้ยาขยายหลอดลมแต่อาการยังไม่ดีขึ้นคุณหมอให้การวินิจฉัยว่าคุณตุ๊ดตู่เป็นโรคหอบหืดรุนแรงมาก ที่ทางการแพทย์เรียกว่า Status Asthmaticus และจำเป็นต้องรับคุณตุ๊ดตู่ไว้ในหอผู้ป่วยหนัก ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ให้ยาขยายหลอดลมทางหลอดเลือดและให้ยาสเตียรอยด์ฉีดจนอาการดีขึ้น จึงย้ายออกจากหอผู้ป่วยหนักมาอยู่ที่หอผู้ป่วยตามปกติต่ออีก 7 วัน ก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ โดยได้รับยาขยายหลอดลมและยาสเตียรอยด์ไปรับประทานต่อที่บ้าน

หลังจากกลับไปบ้านได้เพียง 3 สัปดาห์ คุณตุ๊ดตู่ก็มีอาการเจ็บครรภ์ได้ 31 สัปดาห์ ซึ่งถือว่ายังไม่ครบกำหนด คุณหมอพยายามให้ยายับยั้งการเจ็บครรภ์ แต่ก็ไม่สำเร็จในที่สุดคุณตุ๊ดตู่ก็คลอดบุตรชายน้ำหนัก 1,600 กรัม ต้องรับตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนักของทารกแรกเกิด เพราะมีปัญหาเรื่องการหายใจ ลูกต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานเกือบ 2 เดือน จึงสามารถกลับบ้านได้ ส่วนคุณตุ๊ดตู่อาการหอบหืดก็ดีขึ้น แต่ยังต้องไปพบคุณหมออยู่เป็นประจำ

รู้จักระบบหายใจ

เมื่อเราสูดเอาอากาศเข้าไปทางจมูกหรือปากอากาศก็จะผ่านเข้าไปในท่อที่เรียกว่า หลอดลมใหญ่ (Trachea) ซึ่งในหลอดลมใหญ่จะแบ่งออกเป็นหลอดลมย่อย (Bronchus) 2 ข้าง เพื่อเข้าปอดซึ่งมีลักษณะเหมือนฟองน้ำ ภายในจะแตกแขนงเหมือนรากไม้กลวงๆ ที่จะกระจายเต็มปอดนี้เรียกว่า หลอดลมฝอย (Bronchiol) จากหลอดลมฝอยก็จะไปต่อกับถุงขนาดเล็ก (Alveoil) ที่มีนับล้านถุง แล้วถุงลมเล็กก็จะรวมกันเป็นถุงลมใหญ่ แล้วก็รวมกันเป็นเนื้อปอดนั่นเอง

เมื่อร่างกายหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าไปอากาศก็จะเดินทางผ่านจากหลอดลมใหญ่เข้าไปจนถึงถุงลมเล็กซึ่ง ที่นั่นจะมีหลอดเลือดเล็กๆ มารับก๊าซออกซิเจนที่หายใจเข้าไป แล้วนำกลับไปยังหัวใจเพื่อสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ต่อไป ในขณะเดียวกันหลอดเลือดเหล่านั้นก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือดเข้าไปในถุงลมเพื่อขับออกนอกร่างกายผ่านการหายใจออก ร่างกายของมนุษย์เราดำรงอยู่ได้ก็ด้วยขบวนการนี้เองแหละครับ


โรคหอบหืดเป็นอย่างไร ?

โรคหอบหืด คือโรคที่เกิดภายในหลอดลมขนาดเล็กที่แทรกอยู่ภายในเนื้อปอด ซึ่งเป็นผลจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อที่บุอยู่ในหลอดลมที่รุนแรง ร่วมกับการสร้างมูกขึ้นในหลอดลมมากกว่าปกติ และยังผสมด้วยการบวมตัวของเยื่อบุในหลอดลมด้วยผลลัพธ์ของความผิดปกติทั้ง 3 อย่าง ทำให้หลอดลมเกิดการตีบตัวขึ้น ทำให้การหายใจเกิดการตีบตัวขึ้น ทำให้การหายใจเพื่อนำเอาก๊าซออกซิเจนไปแลกเปลี่ยนที่ถุงลมปอดทำไม่ได้เต็มที่ เมื่อได้รับก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอ ร่างกายต้องปรับตัวโดยการหายใจให้เร็วขึ้นจึงทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อย บางคนที่หลอดลมตีบมาก การหายใจเอาลมเข้าออกแทบไม่ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยเหมือนใจจะขาด บางคนเวลาหายใจจะได้ยินเสียงวี้ดๆ เลยก็มี


สาเหตุหอบหืด

ทำไมจึงเป็นโรคนี้ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดแต่ค่อนข้างเชื่อกันว่าน่าจะเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์มากที่สุด เพราะพบว่าคนที่เป็นโรคนี้มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นด้วย

ในคนทั่วไปเมื่อร่างกายต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น ต้องหายใจเอาฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ละอองเกสรดอกไม้ หรือควันรถ ฯลฯ เข้าไปในหลอดลม หลอดลมของคนเหล่านั้นก็มักจะสามารถปรับตัวที่จะรับต่อตัวกระตุ้นเหล่านั้นได้ดีและไม่มีอาการผิดปกติอะไร แต่ในคนที่เป็นโรคหอบหืด เมื่อได้รับตัวกระตุ้นเช่นเดียวกันร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรง มีการสร้างสารเคมีที่เรียกชื่อว่า ฮีสตามีน (Histamine) มากระตุ้นให้มีการสร้างมูกเข้ามาในหลอดลมจำนวนมาก ทำให้หลอดลมที่ควรจะมีแต่ลมกลับมีมูกเหนียวเข้าไปอุดแทน นอกจากนี้หลอดลมก็จะตีบด้วย จากกลไกที่กล่าวแล้วข้างต้นผลก็คืออาการของโรคหอบหืด


ความรุนแรงของโรคหอบหืด

โรคหอบหืดสามารถทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่น้อยๆ เช่น อาจหายใจลำบากเล็กน้อยพอทนได้ จนกระทั่งมีอาการรุนแรงมากจนร่างกายได้รับก๊าซออกซิเจนไม่พอทำให้เขียวได้ โรคหอบหืดที่รุนแรงทางการแพทย์เรียกว่า Status Asthmaticus ดังที่พบในกรณีของคุณตุ๊ดตู่ซึ่งเป็นผู้ป่วยตัวอย่างรายที่ 2 ในกรณีที่เป็นโรคหอบหืดขั้นรุนแรง ถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีและเหมาะสมผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้


การตั้งครรภ์จะส่งผลต่อโรคหอบหืดหรือไม่ ?

จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าการตั้งครรภ์ไม่ได้ส่งผลให้โรคนี้ดีขึ้นหรือเลวลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยบางคนเมื่อตั้งครรภ์แล้วอาการหอบหืดดีขึ้น เชื่อว่าเนื่องจากในขณะตั้งครรภ์แล้วอาการหอบหืดดีขึ้น เชื่อว่าเนื่องจากในขณะตั้งครรภ์ ร่างกายจะสร้างสารสเตียรอยด์ขึ้นมามากกว่าตอนไม่ท้อง ซึ่งสารดังกล่าวช่วยรักษาโรคหอบหืดอยู่แล้วการตั้งครรภ์จึงทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่ดีขึ้นไม่เลวลง ในขณะที่ผู้ป่วยบางรายกลับมีอาการแย่ลง ซึ่งพบว่ามักเป็นช่วงหลังๆ ของการตั้งครรภ์ เชื่อว่าเป็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวมดลูกจะมีการขยายขนาดเป็นอย่างมากและสูงจนชิดกับกระบังลม เวลาหายใจจึงทำให้ปอดขยายได้ไม่เต็มที่ เมื่อปอดขยายตัวได้ไม่ดีแถมมีมูกคั่งค้างในหลอดลมมากจึงทำให้หอบมากขึ้น จะเห็นได้ว่าการตั้งครรภ์ทำให้อาการของโรคหอบหืดเป็นได้ทุกรูปแบบ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในผู้ป่วยคนเดียวกัน แต่คนละช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ก็จะมีอาการของโรคแตกต่างกันได้ด้วย


หอบหืดส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร

คนที่เป็นหอบหืดนั้นร่างกายได้รับก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่เต็มที่ ดังนั้นในขณะตั้งครรภ์ ก๊าซออกซิเจนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์นั้นลูกก็จะได้น้อยลง ฉะนั้นถ้าคุณแม่ควบคุมอาการได้ไม่ดี ทารกในครรภ์ก็มีโอกาสที่จะขาดก๊าซออกซิเจนได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาในทารกในครรภ์หลายประการแล้วแต่ความรุนแรงของโรค รายที่โรครุนแรงมากก็อาจทำให้แท้งบุตรได้ เบาลงมาก็อาจทำให้คลอดก่อนกำหนด หรือครบกำหนดแต่ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ


รักษาอย่างไร ?

โรคหอบหืดเป็นโรคที่ต้องรักษาด้วยการใช้ยา รวมถึงการรักษาคนที่เป็นหอบหืดกรณีที่ไม่ท้อง หมอก็จะให้คนไข้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้น้ำไปหล่อลื่นมูกเหนียวๆ ให้นิ่มและหลุดออกมาได้ง่ายยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นก็จะทำให้การหล่อลื่นดีขึ้นแต่ถ้าดื่มน้ำไม่ได้ก็ต้องให้น้ำเกลือเพื่อให้มีปริมาณน้ำมากพอที่จะให้ร่างกายชุ่มชื่นขึ้นจะได้กำจัดมูกเหนียวๆ ให้หมดไป

นอกจากน้ำแล้วก็จะมีการให้ยา 3 ชนิด คือยาขยายหลอดลม ยาต่อต้านการสร้างสารฮีสตามีน ซึ่งจะช่วยลดการสร้างมูกให้น้อยลง (ยานี้รู้จักทั่วไปในชื่อว่ายาแอนตี้ฮีสตามีน ใช้ลดน้ำมูกเวลาเป็นหวัด) และยาหล่อลื่นในหลอดลม

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ การรักษาโรคหอบหืดก็ใช้วิธีการไม่ต่างกับคนที่ไม่ตั้งครรภ์เพียงแต่การเลือกใช้ยาต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะยาบางตัวอาจมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ ยาขยายหลอดลมบางตัวอาจจะมีผลให้หัวใจทารกในครรภ์เต้นเร็วกว่าปกติ ทำให้ทารกในครรภ์หัวใจวายได้และการให้สเตียรอยด์ในปริมาณมากขึ้นไปอาจจะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ได้ เป็นต้น


ขณะคลอดและระยะหลังคลอด

คุณแม่ที่เป็นหอบหืดสามารถคลอดได้ปกติ เพียงแต่อาจจะเหนื่อยง่ายกว่า เนื่องจากต้องใช้แรงมากตอนคลอน ในขณะที่การหายใจไม่ค่อยดีอยู่แล้ว บางรายขณะคลอดหมออาจต้องใช้ยาขยายหลอดลมและดูแลใกล้ชิด เพราะถ้าเหนื่อยมากๆ อาจทำให้การหายใจล้มเหลวและต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ส่วนการผ่าคลอดยาบางตัวก็อาจทำให้หลอดลมตีบ ความดันโลหิตลดต่ำลงด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดคุณแม่ส่วนมากก็มักจะผ่านระยะการคลอดไปได้ด้วยดี

สิ่งที่ต้องไม่ลืมขณะเตรียมคลอดก็คือต้องมีกุมารแพทย์มาคอยดูแลทารกแรกคลอด เพราะทารกที่คลอดออกมามักมีปัญหาหลายประการดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องการการดูแลอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

สำหรับการดูแลหลังคลอดก็เหมือนกับการดูแลคุณแม่ที่คลอดปกติ เพียงแต่อาจจะต้องดูแลอาการหอบหืดด้วย ส่วนมากอาการอึดอัดหายใจไม่สะดวกจากมดลูกขนาดใหญ่ที่ไปดันกระบังลมหมดไป

ถึงแม้โรคหอบหืดจะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่สามารถใช้ยาควบคุมให้ดำรงชีวิตแบบปกติได้ การจะเกิดอาการหอบหืดมักเกิดจากมีตัวกระตุ้นไม่ว่าจะเป็นอาการชื้น ฝุ่น ควัน ฯลฯ ผู้ที่เป็นโรคนี้ต้องระวังหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นไว้เสมอ และแม้เป็นหอบหืดก็สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลโดยคุณหมออย่างใกล้ชิดเพราะมีเรื่องของการควบคุมอาการของโรคซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ขอให้คุณแม่ปลอดภัยจากการตั้งครรภ์และการคลอดทุกคนนะครับ


(update 12 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.139 May 2007]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:57 Share

เมื่อผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ตั้งครรภ์


ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ มักจะหยุดยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ เนื่องจากกังวลใจว่ายาจะมีผลต่อลูกในท้อง ถ้ามีอาการมากขึ้นจึงมาพบแพทย์

ความจริงแล้ว เราพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่จมูกและผู้ป่วยโรคหอบหืด เมื่อตั้งครรภ์ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการดีขึ้นได้ หรืออาการแย่ลงกว่าก่อนตั้งครรภ์ หรืออาการเท่าเดิมก่อนตั้งครรภ์ สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืดมีตัวเลขคร่าวๆ ก็คือ 1/3 จะมีอาการเท่าเดิม 1/3 จะมีอาการดีขึ้น และ 1/3 จะมีอาการแย่ลง


  • ยาโรคภูมิแพ้ที่จมูกในคนท้อง
สาเหตุที่พบบ่อยของอาการทางจมูกในคนท้อง ได้แก่ โรคภูมิแพ้ที่จมูก ไซนัสอักเสบ จมูกอักเสบที่เกิดจากยา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาพ่นจมูกชนิดที่เป็นยาแก้คัดจมูก) และโพรงจมูกอักเสบที่ไม่ใช่โรคภูมิแพ้

ในกรณีที่คนท้องมีอาการภูมิแพ้ที่จมูกมากจนจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้ที่ปลอดภัย ได้แก่ CPM (คลอเฟนนิรามีน) เนื่องจากเป็นยาเก่าแก่ใช้กันมานานมากจนค่อนข้างแน่ใจว่า จะไม่มีปัญหากับทารกในครรภ์ สำหรับยาแก้แพ้กลุ่มใหม่ชนิดที่ไม่ง่วงนอน ข้อมูลขณะนี้ยังไม่มีเพียงพอ จึงแนะนำให้หยุดใช้ในระหว่างตั้งครรภ์

อาการคัดจมูกที่เป็นมากจนต้องรับประทานยา ยาที่ใช่บ่อย ได้แก่ ซูโดเอฟรีดีน (pseudoephedine) แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ (3 เดือน) เนื่องจากพบว่า ในช่วง 3 เดือนแรก เด็กที่เกิดมาอาจมีความพิการเกี่ยวกับหน้าท้องถึงแม้ว่าโอกาสจะน้อยมาก ถ้าไม่ใช้ก็จะดีกว่า

ยาแก้คัดจมูกชนิดพ่น ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้ เนื่องจากไม่สามารถใช้นานได้ (ถ้าใช้เกิน 10 วัน จะได้ผลน้อยลงจนเกิดอาการดื้อยาและติดยาพ่นจมูกชนิดนี้ได้ หมายความว่า แรกๆ ผู้ป่วยจะใช้ยาพ่นชนิดนี้เพียง 1-2 ครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ผู้ป่วยจะต้องพ่นยามากขึ้นเป็น 3-4 ครั้งต่อวัน ผู้ป่วยบางรายใช้ถึงวันละ 10 ครั้งก็มี ในกรณีนี้เราจะเรียกว่า โพรงจมูกอักเสบที่เกิดจากยา)

สำหรับยาต้านอักเสบชนิดพ่นจมูก ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ยาพ่นกลุ่มโครโมนและยาพ่นกลุ่มสเตียรอยด์

ยากลุ่มโครโมน จัดเป็นยาที่ปลอดภัยมากในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่จมูกตั้งครรภ์ และถือว่าเป็นยากลุ่มแรกที่แพทย์จะพิจารณาให้ใช้ได้ในคนท้อง เป็นยาที่ปลอดภัยทั้งสำหรับคนท้องเอง และปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์

ยากลุ่มสเตียรอยด์ ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ เช่น คนท้องมีอาการภูมิแพ้ที่จมูกมาก ใช้ยากลุ่มอื่นแล้ว ก็ยังมีอาการค่อนข้างมาก

แพทย์ก็จะพิจารณาใช้ยากลุ่มนี้ ที่ค่อนข้างปลอดภัยและมีข้อมูลมากพอก็คือ ยากลุ่มเบโคลเมทาโวน และแพทย์จะพยายามใช้ยาในขนาดที่น้อยที่สุดที่เป็นไปได้

ในกรณีของยาปฏิชีวนะ ถ้าจำเป็นต้องใช้ในการรักษาไซนัสอักเสบ ยาปฏิชีวนะที่ปลอดภัย ได้แก่ กลุ่มอะมอกซิซิลิน, อีริโตมัยซิน และเซฟฟาโรสปอริน


  • ยาโรคหอบหืดในคนท้อง
จากการรวบรวมสถิติย้อนหลังพบว่า ในระหว่างตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคหอบหืด 1/3 จะมีอาการคงที่ 1/3 จะมีอาการดีขึ้น 1/3 จะมีอาการแย่ลง

เมื่อเปรียบเทียบโรคหอบหืดในคนท้องกับโรคภูมิแพ้ที่จมูกในคนท้อง โรคหอบหืดจะมีปัญหามากกว่าเนื่องจากถ้าควบคุมโรคไม่ดีแล้ว จะมีผลต่อทารกในครรภ์ด้วย (โรคหอบหืดทำให้ทารกในครรภ์หดตัว ทำให้อากาศผ่านเข้าสู่ปอดของมารดาได้น้อยลง เมื่อมารดาขาดอากาศ ทารกในครรภ์ก็จะขาดอากาศไปด้วย)

ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยโรคหอบหืดตั้งครรภ์ จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากแพทย์โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยโรคหอบหืดมักจะหยุดยาทุกอย่าง เมื่อทราบว่า ตัวเองตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเกิดอาการกำเริบ และเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเองและทารกในครรภ์ด้วย ความจริงแล้วยาขยายหลอดลม จัดเป็นยาที่ปลอดภัยมากในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ นอกจากนั้นแล้ว ยากลุ่มขยายหลอดลมยังมีฤทธิ์ที่ยับยั้งการหดตัวของมดลูกได้ด้วย ในทางสูติ-นรีเวช ซึ่งใช้ยากลุ่มนี้ในคนท้องที่เจ็บท้องก่อนกำหนดด้วย ยากลุ่มโครโมน และยากลุ่มสเตียรอยด์ก็ปลอดภัยมากเช่นกัน

สำหรับอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน โดยใช้ยาขยายหลอดลมชนิดสูดดมทางเครื่องเนบูไลเซอร์ และแพทย์จะพิจารณาว่า ควรใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์หรือไม่

เป้าหมายในการรักษาโรคหอบหืดในคนท้อง คือ การควบคุมไม่ให้โรคหอบหืดกำเริบ และทำให้สมรรถภาพของปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์

ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลจากแพทย์และสอบถามข้อมูลต่างๆ ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับโรค เกี่ยวข้องกับการใช้ยา ความปลอดภัยของยา เพื่อที่จะได้เข้าใจและได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุด

นอกจากเรื่องการใช้ยาในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์แล้ว คำถามที่พบบ่อยมากก็คือ ทารกที่เกิดขึ้นมาจะเป็นภูมิแพ้หรือไม่ ?
ในกรณีแรก ถ้าทั้งพ่อและแม่ไม่มีโรคภูมิแพ้ โอกาสที่ทารกที่เกิดใหม่ จะเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 10

ในกรณีที่สอง ถ้าพ่อหรือแม่ คนใดคนหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ทารกที่เกิดใหม่ จะเป็นโรคภูมิแพ้ได้ร้อยละ 50

ในกรณีที่สาม ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ทารกที่เกิดใหม่จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงขึ้นถึงร้อยละ 75

  • โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Atopic Dermatitis)
ถ้าพ่อเป็นคนเดียว โอกาสที่ทารกจะมีอาการภูมิแพ้ทางผิวหนัง เมื่ออายุ 1 ปี ร้อยละ 10 แต่ถ้าแม่เป็นคนเดียว โอกาสที่ทารกจะมีอาการภูมิแพ้ทางผิวหนังเมื่ออายุ 1 ปี ร้อยละ 47.4

โรคภูมิแพ้ในพ่อแม่ โรคภูมิแพ้ในลูก

หอบหืด
ภูมิแพ้ที่จมูก
ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง
      หอบหืด +++ - -
      ภูมิแพ้ที่จมูก - +++ -
      ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง +++ - +++


ตารางข้างต้นนี้ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างโรคของพ่อแม่ และโรคภูมิแพ้ในจมูกที่เกิดมา
รายละเอียดมีดังนี้
1. ถ้าพ่อแม่เป็นหอบหืดอย่างเดียว ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นโรคภูมิแพ้ ก็มักจะเป็นหอบหืด ลูกมักไม่ค่อยเป็นภูมิแพ้ที่จมูกหรือผิวหนัง
2. ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ที่จมูก ลูกก็มักจะเป็นภูมิแพ้ที่จมูก
3. ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมแพ้ที่ผิวหนัง ลูกก็มักจะเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนังด้วย แต่มีโอกาสเป็นหอบหืดที่เพิ่มขึ้นด้วย
สรุป : ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ สามารถตั้งครรภ์ได้ และถึงแม้จะเป็นโรคหอบหืดก็สามารถตั้งครรภ์ได้ ถ้าอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ


(update 11 สิงหาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 5 มิถุนายน 2546 ]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:58 Share
ไทรอยด์เป็นพิษ


แค่ลำพังมีอาการไทรอยด์เป็นพิษก็คงมีเรื่องให้กังวลใจมากพออยู่แล้ว แต่หากมีอาการเหล่านี้ในช่วงที่ตั้งครรภ์ หลายท่านคงยิ่งกังวลใจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า แล้วจะต้องดูแลรักษาตัวอย่างไรจึงจะปลอดภัยทั้งแม่และลูก นี่ล่ะคือข้อมูลอันดับต้นๆ ที่แม่อยากรู้
Case 1

คุณบอบบาง อายุ 26 ปี พนักงานขายบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อ 4 ปีก่อนเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น ขี้ร้อน กินเก่ง แต่ผอมลง หลังจากได้ไปตรวจกับคุณหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณหมอให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ได้ให้ยามารับประทานและนัดไปตรวจเป็นระยะๆ ในช่วงแรกๆ คุณบอบบางก็ไปพบคุณหมอตามนัดเป็นอย่างดี แต่ในระยะหลังไม่ค่อยได้ไป และรับประทานยาก็ไม่ค่อยสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เนื่องจากงานยุ่งแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

คุณบอบบางเริ่มตั้งครรภ์แรกเมื่อประมาณ 8 เดือนก่อน จึงไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอตรวจแล้วพบว่าคุณบอบบางมีอาการของโรคไทรอยด์เป็นพิษร่วมด้วย เช่น มีอาการมือสั่น ใจสั่นเล็กน้อย ได้แนะนำการปฏิบัติตัว ให้ยาบำรุงเลือด และยารักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษมารับประทาน รวมทั้งได้นัดคุณบอบบางมาตรวจติดตามต่อ แต่คุณบอบบางก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม คือรับประทานยาบ้าง ไม่รับประทานบ้าง และไปฝากครรภ์ก็ไม่ค่อยจะตรงตามนัด ด้วยเหตุผลเดิมๆ

2 วันก่อนมาโรงพยาบาล คุณบอบบางรู้สึกว่าลูกไม่ดิ้นประมาณ 1 วัน ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะมากจึงได้มาพบคุณหมอ ซึ่งภายหลังการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ คุณหมอพบว่าลูกในครรภ์เสียชีวิตแล้ว ส่วนการตรวจร่างกายพบว่า คุณบอบบางมีความดันโลหิตสูงกว่าปกติด้วย

จากการตรวจพบดังกล่าว คุณหมอจึงได้รับคุณบอบบางไว้ในโรงพยาบาล และได้ให้ยากระตุ้นให้มีการเจ็บครรภ์ซึ่งภายหลังให้ยาประมาณ 10 ชั่วโมง คุณบอบบางก็คลอดบุตรออกมาเป็นเด็กชาย ซึ่งเสียชีวิตแล้ว น้ำหนักแรกเกิดประมาณ 1,300 กรัม คุณหมอได้ให้การดูแลรักษาคุณบอบบางในโรงพยาบาลต่ออีก 3 วัน ก็สามารถให้คุณบอบบางกลับบ้านได้


Case 2

คุณร่วมใจ อายุ 30 ปี เป็นสมุห์บัญชีธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษมานานประมาณ 3 ปี รับประทานยารักษาโรค และไปรับการตรวจตามที่หมอนัดอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาดังกล่าวไม่มีอาการผิดปกติอะไร

คุณร่วมใจคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดคุมกำเนิดมาตลอด เพิ่งจะปล่อยให้ตั้งครรภ์ในปีนี้ ภายหลังหยุดยาคุมกำเนิดไม่นานก็ตั้งครรภ์และได้ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง คุณหมอที่ดูแลได้ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว รวมทั้งให้ยารักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษไปรับประทานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้นัดคุณร่วมใจมารับการเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์เป็นระยะๆ เพื่อประเมินว่าโรคมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดและต้องปรับยาในการควบคุมโรคหรือไม่ คุณร่วมใจได้ให้ความร่วมมือในการฝากครรภ์กับคุณหมอเป็นอย่างดี รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และผลการตรวจเลือดทุกครั้งพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอด

คุณร่วมใจคลอดบุตรปกติและครบกำหนดขณะตั้งครรภ์ได้ประมาณ 38 สัปดาห์ ได้ลูกชายน้ำหนักแรกเกิด 2,900 กรัม แข็งแรงดี คุณร่วมใจและลูกสามารถกลับบ้านได้หลังคลอด ประมาณ 3 วัน

ผู้ป่วยทั้งสองรายข้างต้นมีผลของการคลอดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่คนหนึ่งได้ลูกมาชื่นชม แต่อีกคนกลับสูญเสียลูกไปอย่างน่าเสียดาย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นทั้งที่ก็เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษตอนตั้งครรภ์เหมือนๆ กัน ลองติดตามดูนะครับ


ทำความรู้จักต่อมไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าและบนลูกกระเดือก โดยปกติจะคลำไม่พบยกเว้นแต่จะมีความผิดปกติหรือเกิดโรคขึ้น ต่อมนี้มีหน้าที่สร้างสารเคมี หรือฮอร์โมนที่เราเรียกชื่อว่า ไทร็อกซิน ซึ่งการที่ต่อมไทรอยด์จะสร้างสารไทร็อกซินที่ว่านี้มากน้อยเพียงใด จะถูกกำกับการสร้างหรือบังคับบัญชาโดยต่อมอีกต่อมหนึ่งซึ่งเรียกว่า ต่อมใต้สมอง (เนื่องจากมันมีตำแหน่งอยู่บริเวณใต้สมอง) เจ้าต่อมใต้สมองนี้ก็เช่นกันไม่ใช่นึกจะสั่งให้ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนไทร็อกซินมากน้อยเพียงใดก็สั่งได้ตามอำเภอใจ แต่จะสร้างในปริมาณที่เหมาะสมตามที่ร่างกายต้องการเท่านั้น


หน้าที่ของฮอร์โมนไทร็อกซิน ?

ฮอร์โมนไทร็อกซินที่สร้างจากต่อมไทรอยด์จะไหลเวียนไปในกระแสเลือดแล้วจะไปควบคุม และกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ หลายอย่าง เช่น ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยการเจริญเติบโตของร่างกายโดยเฉพาะของลูกในท้อง จะเห็นได้ว่าหน้าที่ของฮอร์โมนนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานหลายอย่างเลยทีเดียว


ลักษณะของไทรอยด์เป็นพิษ

คนที่เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษก็คือคนที่ต่อมไทรอยด์ของผู้นั้นมีการสร้างฮอร์โมนไทร็อกซินมากกว่าปกติ ซึ่งก่อให้เกิดความผิดปกติหลายอย่าง เช่น รับประทานอาหารเก่ง แต่กลับผอมลง มือสั่น ใจสั่น ขี้ร้อน ประจำเดือนมาน้อยเหมือนรายของคุณบอบบางที่ยกมาเป็นตัวอย่าง

ถ้าเปรียบเทียบร่างกายของคนเรากับรถยนต์ คนที่เป็นโรคนี้ก็เหมือนกับรถที่ติดเครื่องอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีเวลาดับเครื่อง จึงเกิดการสูญเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังจะเห็นได้จากการกินจุแต่ผอมลง เครื่องยนต์ที่ทำงานตลอดเวลาก็เหมือนกับอาการมือสั่น ใจสั่น หรือขี้ร้อนที่ผู้ป่วยมีอาการนั่นเอง

ถ้าผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ไม่ได้รับการรักษาที่ดีพออาจเกิดอาการรุนแรงจนช็อกได้เหมือนกับรถยนต์ ที่ไม่ดับเครื่องแล้วเครื่องร้อนจนระเบิด


รักษาอย่างไร ?

แม้กระทั่งปัจจุบันเราก็ยังไม่ทราบว่าโรคนี้เกิดขึ้นมาไดอย่างไร ดังนั้น การรักษาที่ต้นเหตุจึงยังทำไม่ได้ วิธีการรักษาที่ทำกันก็คือ หายาหรือสารที่เมื่อผู้ป่วยได้รับเข้าไปแล้วสามารถไปออกฤทธิ์ต้านไม่ให้ฮอร์โมนไทร็อกซินทำงานมากเกินไป ยาที่มีใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันมี 2 ชนิดคือ ยาที่ชื่อว่า พีทียู (ย่อมาจากคำว่า Propylthiouracil) และเมทิมาโซล (Methimazole) ซึ่งพบว่าส่วนมากได้ผลดี ผู้ป่วยสามารถกลับมาเป็นปกติได้ แต่ปัญหาที่มีก็คือ ยังสรุปไม่ได้ว่าผู้ป่วยจะต้องได้รับยาไปนานเท่าไร จึงจะเลิกใช้ยาได้ บางคนภายหลังการรักษาไม่นานก็หายขาดเลย บางคนรักษาหายแล้วก็กลับมาเป็นใหม่ ในขณะที่บางคนต้องกินยาไปเรื่อยๆ


การตั้งครรภ์กับไทรอยด์เป็นพิษ

เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องการสารอาหารมากขึ้นเพื่อใช้สร้างพลังงานในการเลี้ยงตัวเองและลูกในท้อง แต่ถ้ามีโรคไทรอยด์เป็นพิษร่วมด้วย พลังงานที่ได้จากอาหารส่วนหนึ่งจะถูกนำไปเผาผลาญทิ้งเล่น ทำให้ทั้งแม่และลูกมีโอกาสเกิดปัญหาได้ สำหรับแม่ก็มักจะมีอาการผิดปกติเหมือนกับคนที่ไม่ท้อง เช่น เหนื่อยง่าย มือสั่น ใจสั่น แต่สำหรับลูกแล้วอาจจะมีปัญหาได้มากมายแล้วแต่ความรุนแรงของโรค เช่น อาจจะแท้งลูกตัวเล็ก คลอดก่อนกำหนด หรือรุนแรงถึงขนาดลูกตายในครรภ์ เช่น เดียวกับรายของคุณบอบบาง

ดังนั้นเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่ที่เป็นโรคนี้จึงมักจะต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอเป็นอย่างดี เพื่อที่จะให้ยาควบคุมระดับฮอร์โมนไทร็อกซินไม่ให้มากเกินไปจนเกิดปัญหาต่างๆ ดังกล่าว

จากตัวอย่างผู้ป่วยทั้ง 2 ราย จะเห็นได้ว่าคุณบอบบางได้รับการดูแลรักษาไม่ดีเลย ซึ่งผลดังกล่าวทำให้ต้องเสียลูกไปอย่างที่ไม่ควรจะเสีย ส่วนคุณร่วมใจซึ่งให้ความร่วมมือในการดูแลรักษาอย่างดี ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรงตามที่ปรารถนา


อย่าลืมว่า...
  • โรคไทรอยด์เป็นพิษยังไม่สามารถรักษาให้หายได้แน่นอน แต่สามารถควบคุมให้เป็นปกติได้
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ อาจทำให้ลูกในครรภ์มีปัญหาได้หลายประการ เช่น แท้งบุตร ลูกตัวเล็ก คลอดก่อนกำหนด และตายในท้องได้
  • การฝากครรภ์และรับประทานยาควบคุมโรคที่ดีสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดจากโรคนี้ได้
ขอให้คุณแม่ทุกคนที่เป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษจงโชคดี ปราศจากสารพัดปัญหาเวลาตั้งท้องนะครับ


(update 28 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 116 มิถุนายน 2548]
Back to Top
sophire View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 04 ก.พ. 2008
Location: Thailand
Posts: 21627
Post Options Post Options   Quote sophire Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 29 ต.ค. 2009 at 09:58 Share
ไทรอยด์เป็นพิษตอนท้อง…ไม่ดีแน่


คุ้นหูมานานค่ะ สำหรับอาการไทรอยด์เป็นพิษ แต่ไม่เคยใส่ใจเพราะคิดว่าตัวเองปกติดี ต่อเมื่อเตรียมตัวจะเป็นคุณแม่นี่แหละ จึงไม่สามารถมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ ก็เพราะต่อมไทรอยด์มีความสำคัญต่อสมองของลูกน้อยในท้องน่ะสิคะ


ไทรอยด์สำคัญต่อสมองลูก

ต่อมไทรอยด์มีความจำเป็นต่อร่างกายของเราทุกคนตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในท้องแม่ เพราะมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้ทารกมีพัฒนาการทางสมอง ทำให้ระบบประสาททำงานปกติป้องกันการเกิดโรคเอ๋อ หรือภาวะปัญญาอ่อน

เมื่อร่างกายเจริญเติบโตและระบบประสาทพัฒนาเต็มที่แล้วหน้าที่ของฮอร์โมนไทรอยด์จะเปลี่ยนไป คือจะกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงานในอัตราส่วนที่เหมะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไปค่ะ


ทำไม… ไทรอยด์เป็นพิษ

ภาวะไทรอยด์เป็นพิษขณะตั้งครรภ์ มี 2 ชนิด คือ
1. ไทรอยด์เป็นพิษที่พบเฉพาะในคนตั้งครรภ์ (Gestational thyrotoxicsis) อาการที่พบจะคล้ายไทรอยด์เป็นพิษทั่วๆ ไป คือ รับประทานจุแต่น้ำหนักไม่ขึ้น เหนื่อยง่าย ใจสั่น ขี้หงุดหงิด ขี้ร้อน บางครั้งมีอาการคอโตหรือที่เรียกว่าคอพอกร่วมกับอาการเด่น คือ มีอาการที่คล้ายคนแพ้ท้องมากๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน และ รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียนมากจนน้ำหนักลด บางครั้งอาจจะมีสารคีโตนที่เกิดจากภาวะขาดอาหารคั่งในร่างกาย อาการจะแสดงในช่วง 3 เดือนแรก แต่หลังจากผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายได้เองค่ะ

2. ไทรอยด์เป็นพิษชนิด Graves' Disease คือ โรคไทรอยด์เป็นพิษที่มักมีอาการตาโปนร่วมด้วย พบได้โดยทั่วไปแต่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายค่ะ คุณแม่อาจเป็นไทรอยด์เป็นพิษชนิดนี้อยู่แล้วก่อนตั้งครรภ์แล้วมาตั้งครรภ์ หรือมาเป็นระหว่างตั้งครรภ์เลยก็มีบ้างประปราย ไทรอยด์เป็นพิษชนิดนี้พบได้น้อยกว่าชนิดแรกค่ะแต่จะมีอันตรายมากกว่าเพราะมีผลกระทบทั้งกับตัวคุณแม่และเจ้าตัวเล็กในท้องด้วย
ผลกระทบต่อคุณแม่ คือ น้ำหนักของคุณแม่จะไม่ขึ้นไปตามเกณฑ์ คล้ายภาวะขาดอาหาร ส่งผลให้มีโอกาสแท้งหรือคลอนก่อนกำหนดได้ง่ายกว่าคนปกติ ขณะเดียวกันในช่วงท้ายของไตรมาสที่ 3 คุณแม่อาจมีอาการความดันสูงจนทำให้ครรภ์เป็นพิษมากว่าปกติอีกด้วย และถ้าละเลยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจจะเกิดภาวะวิกฤติของโรคไทรอยด์ได้ คือ จะทำให้หัวใจคุณแม่เต้นผิดจังหวะ ตับทำงานผิดปกติ หรืออาจทำให้คุณแม่เกิดภาวะหัวใจวายได้ค่ะ

ผลกระทบต่อลูก คุณแม่มีโอกาสแท้งมากกว่าปกติในช่วง 3 เดือนแรก เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้ว หากยังมีอาการไทรอยด์เป็นพิษอยู่และยังไม่ได้รับการรักษา ก็อาจทำให้ตัวเล็กกว่าอายุครรภ์และคลอดก่อนกำหนด และมีโอกาสที่ลูกจะเป็นไทรอยด์เป็นพิษและคอโตตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่ด้วย ซึ่งก็อาจจะกระทบต่อการพัฒนาสมอง จนอาจมีภาวะปัญญาอ่อนได้


แบบนี้… เสี่ยงไทรอยด์เป็นพิษ

ไทรอยด์เป็นพิษที่พบเฉพาะในคนตั้งครรภ์ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้นค่ะ เกิดบ่อยขึ้นถ้าเป็นครรภ์แฝด

ไทรอยด์เป็นพิษแบบ Graves' Disease เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันไวเกินของร่างกายมากระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ เท่าที่มีการศึกษาพบว่ามีปัจจัยกระตุ้นชัดเจนเพียงอย่างเดียว คือ การสูบบุหรี่ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ส่วนองค์ประกอบอื่น ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น


ไทรอยด์เป็นพิษ…รักษาได้

ไทรอยด์เป็นพิษที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ โดยมากคุณหมอจะรักษาตามอาการค่ะ ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการให้น้ำเกลือให้สารอาหารทางน้ำเกลือ และให้ยาแก้อาเจียน หากคุณแม่มีอาการใจสั่น ก็จะให้ยาช่วยลดการเต้นของหัวใจ แต่หากคุณแม่มีอาการมากๆ คุณหมอจะให้ยาต้านไทรอยด์ เพื่อลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งจะให้เฉพาะช่วง 3 เดือนแรกเท่านั้นค่ะ

ส่วนไทรอยด์เป็นพิษแบบ Graves' Disease มีวิธีการรักษาที่ต่างออกไปค่ะ คือ การผ่าตัด การกินยาต้านหรือลดฮอร์โมนไทรอยด์ และการกลืนไอโอดีนกัมมันตรังสี คุณหมอจะแนะนำไม่ให้ตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังต้องรักษาไทรอยด์เป็นพิษหรือฮอร์โมนยังสูง โดยคุณหมอจะให้คุมกำเนิดไปก่อนค่ะ

แต่หากบังเอิญตั้งครรภ์ไปแล้ว คุณหมอจะเลือกวิธีการรักษาซึ่งต่างจากไทรอยด์เป็นพิษแบบ Graves' Disease แบบทั่วๆ ไป คือ จะเลือกให้ผู้ป่วยกินยาลดฮอร์โมนร่วมกับยาลดอาการใจสั่นแต่จะไม่รักษาด้วยการกลืนรังสีไอโอดีน เพราะกัมมันตรังสีในไอโอดีนจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ค่ะ

การรักษาแม่ท้องที่ไทรอยด์เป็นพิษนั้น คุณหมอจะนัดตรวจบ่อยกว่าคนไข้ที่ไม่ท้อง โดยจะนัดไปตรวจทุกเดือน แต่ถ้าเป็นคนไข้ทั่วไปก็จะนัด 2-3 เดือนต่อครั้ง เพราะฮอร์โมนคนท้องนั้นเปลี่ยนแปลงทุกเดือน โดยคุณหมอจะพยายามปรับยาให้คุณแม่ใช้น้อยที่สุด เพื่อควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงปกติ ส่วนมากมักใช้ยาเพียง 1/2 - 2 เม็ดต่อวัน และจะหยุดให้ยาก่อนกำหนดคลอด 2 อาทิตย์ค่ะ

หลังคลอดแล้ว 6-8 อาทิตย์จึงจะวัดระดับฮอร์โมนใหม่และปรับยากันอีกครั้ง แต่มีข้อยกเว้นเหมือนกันนะคะ คุณแม่บางท่านถ้าควบคุมระดับฮอร์โมนยาก บางครั้งคุณหมออาจจะไม่หยุดยาช่วงคลอดก็ได้ค่ะ


ถ้าแม่ท้อง…ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ

ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือดต่ำที่เรียกว่าไฮโปไทรอยด์นั้น เป็นคนละโรคกับไทรอยด์เป็นพิษนะคะ ส่วนใหญ่เกิดในคนไข้ที่เคยรักษาไทรอยด์เป็นพิษมาก่อน ด้วยการผ่าตัดหรือการกลืนรังสี แล้วระดับฮอร์โมนลดลงมากเกินไป หรือพบในคนไข้ที่มีการอักเสบต่อมไทรอยด์แบบเรื้อรัง คนไข้ที่เป็นไฮโปไทรอยด์ก่อนตั้งครรภ์ คุณหมอจะรักษาโดยให้ฮอร์โมนส่งเสริมจนอยู่ในระดับปกติ หลังจากนั้นก็สามารถตั้งครรภ์ได้ค่ะ

ส่วนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในขณะที่ยังเป็นไฮโปไทรอยด์อยู่ ขอเน้นว่าจะต้องกินยาฮอร์โมนไทรอยด์เสริมนะคะ ห้ามหยุดยา บางครั้งต้องได้รับยาพื่อเพิ่มฮอร์โมนไทรอยด์มากขึ้นประมาณ 50% ของขนาดยาเดิม เช่น เคยกินยาไทรอยด์ 1 เม็ดก็อาจต้องเพิ่มเป็นเม็ดครึ่งหรือสองเม็ด คุณแม่บางคนจะหยุดกินยาเพราะกลัวเป็นอันตรายต่อลูก แต่คุณหมอบอกว่าจะยิ่งมีอันตรายมากขึ้น เพราะถ้าปล่อยให้ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ จะมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของลูกได้เช่นกัน

มีบ้างเหมือนกันค่ะที่ภาวะไฮโปไทรอยด์เกิดจากการขาดไอโอดีน ซึ่งโดยมากคนไข้จะมีคอพอกร่วมด้วย ซึ่งมักพบในภาคเหนือ และภาคอีสานตอนบน แต่ปัจจุบันพบน้อยลงค่ะ เพราะมีการเติมไอโอดีนในอาหาร รวมถึงการคมนาคมขนส่งที่สะดวก ก็ทำให้คุณแม่รับประทานอาหารทะเลที่มีไอโอดีนเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ


ยาไทรอยด์…ส่งผลต่อลูกในท้องหรือไม่ ?

คุณแม่ที่ไทรอยด์เป็นพิษและต้องกินยา อาจมีข้อสงสัยและวิตกกังวลว่าจะส่งผลต่อเจ้าตัวเล็กในท้องหรือไม่ คุณหมอบอกว่าหากคุณแม่กินยาในปริมาณตามที่คุณหมอสั่ง จะไม่เป็นอันตรายต่อลูกค่ะเพราะยาผ่านทางรกได้น้อย

หากคุณแม่มีอาการมาก คุณหมอจะไม่เพิ่มปริมาณยานะคะแต่จะแนะนำให้คุณแม่รักษาด้วยการผ่าตัด เพราะหากให้ยามากเกินไปยาจะผ่านรกไปสู่เจ้าตัวเล็กในปริมาณมากขึ้น ทำให้เด็กมีโอกาสฮอร์โมนต่ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมอง มีโอกาสสมองฝ่อหรือมีปัญหาเรื่องโรคเอ๋อได้ค่ะ


วางแผน ก่อนท้อง…สำคัญนะ

การวางแผนก่อนตั้งครรภ์มีความสำคัญมากค่ะ ปกติคนที่เป็นโรคนี้จะมีบุตรยากช่วงที่ฮอร์โมนยังสูงค่ะ เพราะไข่จะไม่ตกประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ แต่เมื่อรักษาดีแล้วไข่จะตกตามปกติประจำเดือนจะกลับมาปกติ แต่คุณหมอก็จะแนะนำให้คุมกำเนิดระหว่างที่ยังรักษา

หากเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษอยู่แล้ว อย่าชะล่าใจนะคะ ดีที่สุดคือ ต้องนอนรักษาจนฮอร์โมนอยู่ในระดับปกติเสียก่อน และควรแจ้งคุณหมอให้ทราบว่าตั้งใจจะมีเจ้าตัวเล็กเมื่อไหร่ เพื่อจะได้วางแผนการตั้งครรภ์ตั้งแต่แรก สำหรับการรักษาด้วยวิธีกินยาหรือการผ่าตัดนั้น เมื่อฮอร์โมนอยู่ในระดับปกติแล้ว คุณก็สามารถหยุดการคุมกำเนิดได้เลยค่ะ

แต่ถ้ารักษาด้วยการกลืนรังสีไอโอดีน ต้องรอให้ครบ 1 ปี เสียก่อนหลังได้รับรังสีครั้งสุดท้าย เนื่องจากรังสีไอโอดีนจะอยู่ในร่างกายและส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้ เพราะติ่มไทรอยด์ของเด็ก ช่วงที่อยู่ในครรภ์ ค่อนข้างไวต่อรังสีไอโอดีน จึงอาจจะพลอยถูกรังสียับยั้งการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไปด้วยค่ะ

แม้อาการไทรอยด์เป็นพิษขณะตั้งครรภ์จะสามารถรักษาได้แต่น่าจะดีกว่านะคะหากคุณแม่เตรียมสุขภาพกายให้ปราศจากโรคภัย สุขภาพใจจะได้แข็งแรงไปด้วย เจ้าตัวเล็กจะได้เติบโตอย่างสมบูรณ์และแข็งแรงไงคะ


(update 5 มกราคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 287 ธันวาคม 2549]
Back to Top
 Post Reply Post Reply Page  123>


การประกาศซื้อขาย และการตั้งกระทู้

ทุกประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ BabyFancy.com และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ BabyFancy ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบประกาศ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ




This page was generated in 0.246 seconds.